- หน้าแรก
- รีเซ็ตชีวิต ปิดคดีเดือด
- บทที่ 11 - ทำเอาเพื่อนๆ ตะลึงกันหมด
บทที่ 11 - ทำเอาเพื่อนๆ ตะลึงกันหมด
บทที่ 11 - ทำเอาเพื่อนๆ ตะลึงกันหมด
บทที่ 11 - ทำเอาเพื่อนๆ ตะลึงกันหมด
อวี๋ต้าจางจำได้แม่นว่า ชาติก่อนแม่เขาสนับสนุนงานของเขามาก
ชาตินี้มันเกิดผิดพลาดตรงไหนกันแน่?
ทำไมพ่อแม่ถึงดูหวาดกลัวที่จะสูญเสียเขาไปขนาดนี้
สิ่งที่ทำให้อวี๋ต้าจางคิดไม่ตกที่สุดคือ เขาไม่มีความทรงจำเรื่องที่ตัวเองอ้วนขึ้นเลย
นี่มันน้ำหนักร้อยห้าสิบกว่ากิโลเชียวนะ
น้ำแข็งหนาสามฟุตไม่ได้ก่อตัวในวันเดียว พุงสามชั้นก็ไม่ได้มาเพราะกินแค่มื้อเดียวเหมือนกัน
นี่มันใช่เรื่องที่จะกินให้บวมได้ในเวลาสั้นๆ เหรอ?
เขาถามพ่อแม่หลายครั้ง แต่ก็ได้คำตอบที่คลุมเครือและกำกวมกลับมาเสมอ
"จะมีอะไรอีกล่ะ ก็ลูกกินของลูกเองน่ะสิ"
"จำไม่ได้? ก็ปกติแหละ คนเราต้องกินข้าวทุกวัน ใครจะไปจำได้ทุกมื้อ"
พอถามมากเข้า สองผู้เฒ่าก็ดุเอาเสียเลย
เป็นลูกจะไปทะเลาะกับพ่อแม่เรื่องนี้ก็ใช่ที่ อวี๋ต้าจางเลยได้แต่หุบปากเงียบ
.
สองวันต่อมา อวี๋ต้าจางก็กลับมาใช้ชีวิตตำรวจปราบนักล้วงกระเป๋าตามปกติ
มีอาจารย์อย่างหลวี่จงซินอยู่ เขาไม่ต้องใช้สมองอะไรมาก แค่ทำตามที่อาจารย์สั่งก็พอ
เรื่องที่ตีตัวประกันผิดคน หลวี่จงซินก็รับหน้าแทนไปแล้ว
เรื่องแบบนี้ต้องให้อาจารย์เป็นคนรับหน้าจริงๆ ขืนตกมาถึงอวี๋ต้าจาง อย่างน้อยก็ต้องโดนทัณฑ์บน
โชคดีที่ฉวีทัวทัวไม่เอาความ หลวี่จงซินเลยแค่โดนผู้ใหญ่ตำหนินิดหน่อย
ทางฝั่งทีม 1 สองวันมานี้ยุ่งจนหัวหมุน ได้ยินว่ากองบัญชาการมีคำสั่งตายลงมา ต้องหาตัวคนร้ายให้เจอภายในกำหนดเวลา
อวี๋ต้าจางเข้าใจดี คนคนนั้นเปรียบเสมือนระเบิดเวลาสำหรับตระกูลฉวี ไม่รู้จะระเบิดขึ้นมาเมื่อไหร่
ฉวีทัวทัวเคยโดนลักพาตัวไปแล้วครั้งหนึ่ง
ถ้าเกิดเหตุซ้ำอีก เว่ยเชียนที่เป็นหัวหน้าทีมคงโดนปลด ทีม 1 ทั้งทีมคงโดนลงโทษยกแผง
ฉันเป็นตำรวจปราบล้วงกระเป๋านี่แหละดีแล้ว... อวี๋ต้าจางรู้สึกโชคดีที่ได้อยู่ทีม 3
ชาติก่อนเขาโดนย้ายไปทีม 1 ในช่วงหลัง
ถ้าไม่ได้ย้ายไป ก็คงไม่ได้สืบคดีคนหายต่อเนื่องนั่น และก็คงไม่ต้องตาย
ผ่านไปอีกสองวัน ทีม 1 ก็ยังมืดแปดด้าน
จากการสอบปากคำ โจรลักพาตัวสี่คนนั้น สองคนที่บาดเจ็บคือตัวการหลัก อีกสองคนเป็นแค่ลูกมือที่หามาเพิ่ม
สองคนที่นอนโรงพยาบาลไม่ว่าจะถามยังไงก็กัดฟันแน่นไม่ยอมพูด
ด้วยอาการบาดเจ็บ ทำให้ไม่สามารถสอบสวนแบบเข้มข้นได้
ส่วนอีกสองคนให้ความร่วมมือดี แต่น่าเสียดายที่รู้ไม่มาก ไม่เคยได้ยินเรื่องคนที่แฝงตัวอยู่ในตระกูลฉวีเลย
ฉวีทัวทัวเองก็ให้เบาะแสที่มีค่าอะไรไม่ได้
ตอนอยู่ที่สนามบิน อีกฝ่ายบอกชื่อเธอได้ถูกต้อง และบอกว่าพ่อเธอส่งมารับ
ผลคือพอขึ้นรถก็โดนปืนจ่อหัว
ในวันที่ห้า ทีม 1 เริ่มไม่ไหวแล้ว การทำงานภายใต้ความกดดันสูงเป็นเวลานานทำให้ร่างกายรับไม่ไหว
กองบัญชาการประชุมแล้วตัดสินใจให้ทีม 2 และทีม 3 แบ่งกำลังคนไปช่วย
อวี๋ต้าจางก็เป็นหนึ่งในนั้น
ครั้งนี้ทีม 3 ไปกันห้าคน มีหัวหน้าจางตง หลวี่จงซิน และลูกศิษย์อีกสามคน
ภารกิจของอวี๋ต้าจางง่ายมาก คือไปซุ่มเฝ้าดูหน้าบ้านตระกูลฉวีพร้อมกับเด็กใหม่อีกสองคน
นี่เป็นวิธีการสืบสวนที่ตำรวจใช้บ่อย
ชื่อเต็ม: การซุ่มโป่งเฝ้าระวัง
ในเมื่อแน่ใจว่าผู้ต้องสงสัยอยู่ในบ้านตระกูลฉวี ก็ต้องจัดกำลังตำรวจเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดในบริเวณใกล้เคียง
งานแบบนี้ปกติจะเป็นหน้าที่ของเด็กใหม่
"พวกนายสองคนเฝ้าไปก่อน มีอะไรค่อยเรียกฉัน"
อวี๋ต้าจางเอนหลังพิงเบาะรถ หลับตาพักผ่อน
"ทำไมต้องเป็นเรา?" จ้าวหางสวนขึ้นมา
ทั้งกองสืบสวน เขาเกลียดขี้หน้าอวี๋ต้าจางที่สุด
ไอ้อ้วนบบ้านี่ชอบหาเรื่องเขาประจำ ทำเอาเขาแทบกระอักเลือดตายทุกครั้ง
"ก็เพราะหมัดฉันใหญ่กว่านายไง" อวี๋ต้าจางปรายตามอง
"สงสัยนายจะคันไม้คันมืออยากโดนซะแล้ว"
ชาติก่อนเขาเกลียดจ้าวหางคนนี้ที่สุด ชอบอู้งาน เลียแข้งเลียขา และชอบเอาเรื่องไปฟ้องนาย
วินาทีก่อนยังคุยหัวเราะกับเราอยู่ดีๆ หันหลังไปก็เอาเราไปขายได้แล้ว
ใครจะไปคิดว่าหมอนี่จะไปได้ดี นายรัก ครอบครัวอบอุ่น แถมได้เมียรวยอีกต่างหาก
จ้าวหางเห็นอวี๋ต้าจางกำหมัด ก็เงียบกริบทันที
เขารู้ว่าไอ้อ้วนนี้กล้าทำจริง ตอนฝึกงานทั้งคู่เคยอยู่ด้วยกัน
มีครั้งหนึ่งเขาเอาเรื่องไปฟ้อง แล้วโดนอวี๋ต้าจางจับได้ ก็โดนซัดให้น่วมต่อหน้าเพื่อนร่วมงานตั้งเยอะ
นอนไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ขณะที่อวี๋ต้าจางกำลังเคลิ้มๆ เด็กใหม่อีกคนก็สะกิดเขา
"มีรถมาครับ"
อวี๋ต้าจางยืดตัวขึ้นทันที มองไปที่ประตูใหญ่
เห็นรถตู้หรูคันหนึ่งค่อยๆ มาจอดหน้าคฤหาสน์ตระกูลฉวี
จากนั้นชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบต้นๆ ก็ลงมาจากฝั่งคนขับ
สูท ผูกไท ถุงมือขาว ไม่ต้องเดา คนขับรถประจำตระกูลฉวีแน่นอน
คนที่มีรถหรูปกติจะนั่งเบาะหลัง ต่อให้ขับเองก็ไม่ใส่ถุงมือขาวหรอก
"สงสัยคนบ้านฉวีจะออกไปข้างนอก" อวี๋ต้าจางจ้องไปที่ประตู
กำลังจะเอนหลังนอนต่อ แต่จังหวะที่เขากำลังจะพิงเบาะ การกระทำหนึ่งของคนขับรถก็สะดุดตาเขา
เห็นคนขับรถหันตัว เอาข้างลำตัวหันเข้าหาประตูบ้านตระกูลฉวี หันหัวเล็กน้อย ใช้หางตามองไปทางประตูใหญ่
อวี๋ต้าจางเห็นชัดเจนว่า ท่าทางนี้ทำให้คนขับรถดูตึงเครียดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
ทำไมต้องใช้ท่าทางแบบนี้รอคนหน้าประตู?
เห็นได้ชัดว่าเป็นปฏิกิริยาตอบสนองโดยไม่รู้ตัว แต่มันคือท่าทีของการระแวดระวัง
คนขับรถประจำตระกูลฉวีมีความจำเป็นต้องระแวงเจ้านายตัวเองด้วยเหรอ?
อวี๋ต้าจางได้คำตอบในเวลาอันรวดเร็ว
พอแน่ใจว่าหน้าประตูไม่มีคน คนขับรถก็หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าสูท กดไม่กี่ทีแล้วแนบหู
ที่แท้จะโทรศัพท์... อวี๋ต้าจางฟันธงว่าคนขับรถไม่อยากให้ใครได้ยินเนื้อหาการสนทนา ถึงได้แสดงท่าทีระแวดระวังออกมาโดยไม่รู้ตัว
น่าสนใจแฮะ
อวี๋ต้าจางรวบรวมสมาธิ เพ่งความสนใจไปที่ปากของคนขับรถ
ระยะห่างประมาณ 30 กว่าเมตร การใช้หูฟังย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ยินว่าอีกฝ่ายพูดอะไร ต่อให้หูของอวี๋ต้าจางจะดีแค่ไหนก็ตาม
เวลานี้ต้องพึ่งสองตาในการสังเกต
ชาติก่อนเขาใช้ภาษาปากสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานบ่อยๆ
เช่น เวลาประชุมใหญ่ เวลานินทาหัวหน้า หรือเวลาวิจารณ์ความสวยของตำรวจหญิง...
ความชำนาญเกิดจากการฝึกฝน
อวี๋ต้าจางมีความเชี่ยวชาญด้านการอ่านปากพอสมควร ขอแค่ไม่ใช่คำศัพท์เฉพาะทางหรือประโยคที่ซับซ้อนเกินไป เขาก็พอจะดูออก
ประโยคแรกที่คนขับรถพูดก็ทำเอาหัวใจอวี๋ต้าจางกระตุกวูบ
"เดี๋ยวฉันจะพาคนไป เตรียมตัวให้พร้อม"
ฟังดูไม่ใช่เรื่องดีเลยแฮะ~
"คุมปริมาณยาสลบให้ดี ฉันเห็นคุณหนูมาตั้งแต่เล็ก อย่าให้ถึงตายเชียวนะ..."
แย่แล้ว!
อวี๋ต้าจางเลิกจ้อง เพราะรู้ว่าแค่นี้ก็เพียงพอต่อการตัดสินใจแล้ว
คนขับรถนั่นแหละคือคนร้ายที่เป็นหนอนบ่อนไส้!
เวลาคับขัน อวี๋ต้าจางรีบหยิบมือถือโทรหาหลวี่จงซิน
พอปลายสายรับ เขาก็พูดรัวเร็ว
"อาจารย์ คนร้ายที่แฝงตัวอยู่ในตระกูลฉวีคือคนขับรถประจำบ้าน ตอนนี้เขาอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลฉวี รีบพากำลังเสริมมาด่วน!"
"แน่ใจนะ?"
"อาจารย์ให้เว่ยเชียนแจ้งคนเฝ้าที่โรงพยาบาล ลองเอาชื่อคนขับรถตระกูลฉวีไปหลอกถามคนร้ายสองคนนั้นดู ไม่ผิดตัวแน่"
"เข้าใจแล้ว ฉันกำลังรีบไป ห้ามบุ่มบ่ามลงมือก่อนฉันจะไปถึงเด็ดขาด!"
ตอนนี้จ้าวหางและเด็กใหม่อีกคนในรถมองอวี๋ต้าจางเหมือนมองสัตว์ประหลาด
อะไรของนาย อยู่ๆ ก็บอกว่าไม่ผิดตัวแน่
นายไปดูออกตอนไหนว่าคนขับรถเป็นคนร้าย?
พวกนายพวกเดียวกันป่ะเนี่ย
ไม่งั้นมันไม่สมเหตุสมผลเลยนะ!
(จบแล้ว)