- หน้าแรก
- รีเซ็ตชีวิต ปิดคดีเดือด
- บทที่ 10 - ให้คนเข้าใจผิดมันจะไม่ดี
บทที่ 10 - ให้คนเข้าใจผิดมันจะไม่ดี
บทที่ 10 - ให้คนเข้าใจผิดมันจะไม่ดี
บทที่ 10 - ให้คนเข้าใจผิดมันจะไม่ดี
ถ้าเป็นคนอื่นคงด่าอวี๋ต้าจางไปแล้ว ที่ลูกศิษย์บังอาจมาสั่งอาจารย์
แต่หลวี่จงซินไม่เหมือนคนอื่น ขอแค่เป็นเรื่องงาน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร เขาจะจริงจังเสมอ
เห็นอวี๋ต้าจางร้อนรนขนาดนี้ เขาไม่ถามสักคำ โทรหาทีม 1 ทันที
ในสถานการณ์แบบนี้ การติดต่อหัวหน้าทีมโดยตรงคือวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด
ถ้าเป็นแผนกอื่น ปกติต้องรายงานผู้บังคับบัญชา แล้วให้ผู้บังคับบัญชาประสานงานข้ามหน่วยงานกันเอง
แต่กองสืบสวนไม่ต้อง ที่นี่เน้นประสิทธิภาพเป็นหลัก
"ตาเฒ่าหลวี่ มีอะไร?" ปลายสายมีเสียงร้อนรนของเว่ยเชียนดังมา
หลวี่จงซินถ่ายทอดคำพูดของอวี๋ต้าจางไปแบบคำต่อคำ
"คุณรู้ได้ไงว่าตอนนี้ตัวประกันฟื้นแล้ว?"
"เพราะฉันรู้ว่าเธอสลบไปได้ยังไงไงล่ะ" หลวี่จงซินไม่ได้ตอบตรงๆ แต่วกกลับเข้าประเด็นหลัก
"รีบไปถามเถอะ"
วางสายแล้ว หลวี่จงซินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเดินมาถามอวี๋ต้าจาง
"แกสงสัยว่าเป็นคนรู้จักลงมือ?"
ตำรวจสืบสวนรุ่นเก๋าอย่างหลวี่จงซิน ไม่มีใครกระจอกสักคน
แค่คำพูดไม่กี่คำก็จับประเด็นได้ และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับคนเช้าชามเย็นชาม คนที่ความสามารถไม่ถึงโดนย้ายไปแผนกอื่นนานแล้ว
ไม่ต้องรอให้ใครมาไล่หรอก
ถ้าไม่ใช่ของจริง ทำคดีไปไม่กี่คดีก็จะขอย้ายตัวเองออกไปเอง
"ไม่ใช่สงสัยครับ แต่ตอนนี้ยืนยันได้เกือบชัวร์แล้ว"
อวี๋ต้าจางชี้ไปที่ท่อนหนึ่งในแฟ้มคดีที่ระบุว่าฉวีทัวทัวถูกรับตัวไปจากสนามบิน
"เพิ่งกลับประเทศยังไม่ออกจาสนามบินก็โดนลักพาตัว"
"แถมเธอถูกพาตัวไปโดยไม่มีการขัดขืน แสดงว่าคนที่ลักพาตัวเธอต้องพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอเชื่อใจ"
"เช่น คนนั้นคนนี้ให้มารับคุณนะ แล้วคนคนนั้นต้องเป็นคนที่เธอไว้ใจมาก"
"ท้ายแฟ้มคดียังระบุยอดเงินค่าไถ่ตั้งยี่สิบล้าน"
"อาจารย์ ลองเอาข้อมูลพวกนี้มารวมกันดู อาจารย์ยังจะคิดว่าคดีนี้เป็นการสุ่มเลือกเหยื่ออีกเหรอครับ?"
หลวี่จงซินนิ่งฟังการวิเคราะห์ของลูกศิษย์ แล้วเอามาประกอบกับข้อสันนิษฐานของตัวเอง ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าคดีนี้มีการวางแผนมาก่อน
แค่เรื่องค่าไถ่ ก็ปาไปยี่สิบล้านแล้ว
มองไปทั่วประเทศ จะมีสักกี่คนที่ควักเงินสดเปรี้ยงเดียวได้ยี่สิบล้าน
อย่างน้อยต้องมีทรัพย์สินหลักร้อยล้านขึ้นไปถึงจะทำได้
โจรมันจะเก่งกาจอะไรขนาดนั้น ถึงล็อกเป้าฉวีทัวทัวที่เป็นซูเปอร์ริชได้ท่ามกลางผู้คนมหาศาลในสนามบิน
"ก็เป็นไปได้ว่ามีคนเอาข่าวฉวีทัวทัวกลับประเทศไปขายให้โจร"
หลวี่จงซินเสนอความเป็นไปได้อีกทาง
"ก็อาจจะครับ" อวี๋ต้าจางไม่ได้พูดอะไรต่อ
คาดว่าตอนนี้ทีม 1 คงเริ่มสอบปากคำฉวีทัวทัวแล้ว
ขอแค่เธอรู้จักหนึ่งในสี่คนนั้น คดีนี้ก็จบแบบไม่ต้องลุ้น
ดีไม่ดี ทีม 1 อาจจะเจอคนรู้จักคนนั้นในกลุ่มสี่คนนั้นแล้วก็ได้
อวี๋ต้าจางถอนหายใจด้วยความหนักใจ เงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง
ฟ้าเริ่มมืด พระอาทิตย์ตกดิน หิวข้าวชะมัด~
ผ่านไปอีกประมาณห้านาที โทรศัพท์ของหลวี่จงซินก็ดังขึ้น
เขารับสายแล้วส่งเสียง "อืม" สองครั้ง จากนั้นก็เดินออกไปคุยที่ระเบียง ไม่รู้คุยอะไรกัน พอกลับมาก็ยื่นโทรศัพท์ให้อวี๋ต้าจาง
"หัวหน้าทีมเว่ยหาแก"
ขายผมซะแล้ว... อวี๋ต้าจางรับโทรศัพท์มาแนบหู
"ฮัลโหล?"
"นายสันนิษฐานอะไรได้อีก?" เว่ยเชียนปลายสายน้ำเสียงดูหงุดหงิดนิดหน่อย
"ไม่มีแล้วครับ ข้อมูลมีจำกัด ความสามารถผมคิดได้แค่นี้แหละครับ"
อวี๋ต้าจางไม่ได้ถ่อมตัว เขาแค่พูดความจริง
แค่อ่านแฟ้มคดีก็ไขคดีได้ นิยายแฟนตาซียังไม่กล้าเขียนแบบนี้เลย
หาเบาะแสใหม่ได้ก็ถือว่าเก่งแล้ว
"นายไม่อยากรู้เหรอว่าผู้เสียหายพูดว่าอะไร?"
"ถ้าเธอรู้จักหนึ่งในสี่โจรพวกนั้น คุณคงไม่โทรกลับมาหาอาจารย์ผมหรอกครับ"
พูดมาขนาดนี้ เว่ยเชียนถามต่อไปก็ไร้ความหมาย
เขาฟังออกว่า อวี๋ต้าจางไม่อยากยุ่งกับคดีนี้อีกแล้ว
วางสายเสร็จ หลวี่จงซินรับโทรศัพท์คืนไป
"ต้าจาง ฉันรู้ว่าแกคิดอะไร แต่ถ้าช่วยได้ก็ช่วยเขาหน่อย ยังไงเราก็อยู่กองเดียวกัน"
อวี๋ต้าจางนั่งบิดขี้เกียจบนเก้าอี้ พร้อมกับหาวฟอดใหญ่
"ฮ้าว~~~~~~~~"
ท่าทางแบบนี้ทำเอาหลวี่จงซินง่วงตามไปด้วย
"วิ่งแค่นิดเดียวเหนื่อยขนาดนี้เลยเรอะ นั่งให้มันดีๆ หน่อย"
อวี๋ต้าจางบิดเอวอีกสองที ถึงค่อยพูดว่า
"หัวกะทิของกองไปกองกันอยู่ที่ทีม 1 หมด สิ่งที่เราทำได้ก็แค่เตือนสติ ไม่นับว่าช่วยอะไรหรอกครับ ขืนเสนอหน้าเข้าไปรังแต่จะทำให้เขาเข้าใจผิดว่าเราอยากแย่งผลงาน"
"มองทะลุปรุโปร่งดีนี่" หลวี่จงซินพยักหน้า
เขารู้ว่าอวี๋ต้าจางพูดถูก แต่เรื่องแบบนี้ได้แค่บ่นลับหลัง
ลูกศิษย์คนนี้ดูภายนอกซื่อๆ ทื่อๆ นึกไม่ถึงว่าจะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว
ก็ดี มีไหวพริบหน่อยไม่ใช่เรื่องแย่ ดีกว่าไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย
.
ตอนค่ำกลับถึงบ้าน อวี๋ต้าจางมองกับข้าวที่แม่เตรียมไว้ ท้องก็ร้องจ๊อกทันที
ล้างมือเสร็จมานั่งโต๊ะ โซ้ยข้าวไปครึ่งถ้วยก่อน ถึงจะมีแรงถาม
"แม่ พ่อล่ะ?"
"พ่อแกวันนี้ทำโอที ไม่ต้องรอ" หลวี่เสวี่ยเหอพูดไปตักข้าวให้ลูกชายไป
อวี๋ต้าจางถือตะเกียบโบกมือห้าม
"แม่ ไม่ต้องตักแล้ว เย็นนี้ผมกินแค่ถ้วยเดียว ผมตัดสินใจจะลดความอ้วนแล้ว"
จริงๆ เขาอยากลดมาตั้งนานแล้ว แค่ยังไม่เริ่มสักที
ไขมันทั้งตัวนี่เกะกะชะมัด โดยเฉพาะเวลาเป็นตำรวจสืบสวน ต้องขยับแข้งขยับขาตลอด
"ลดอะไรกัน ลดอะไรกัน" หลวี่เสวี่ยเหอวางถ้วยข้าวที่ตักพูนๆ ไว้ตรงหน้าอวี๋ต้าจาง
"เชื่อแม่ กินได้กินไปเถอะ ถ้าเป็นตำรวจมันเหนื่อยนักเราก็เปลี่ยนงาน"
"แม่ครับ แม่เปลี่ยนไปนะ"
อวี๋ต้าจางถอนหายใจ ยกถ้วยข้าวที่เพิ่งตักมาโซ้ยต่อ
แม่ในชาติก่อนไม่ตามใจเขาขนาดนี้หรอก
เมื่อก่อนกับข้าวที่บ้านอย่างมากก็สองอย่าง กินของใหม่วันหนึ่ง กินของเหลืออีกวัน วนลูปไปเรื่อยๆ
ตั้งแต่เกิดใหม่มา ลูปนรกนี้ก็ถูกทำลาย
สี่กับข้าวหนึ่งซุปทุกวัน หลวี่เสวี่ยเหอสรรหาเมนูมาทำไม่ซ้ำ
ขอแค่ลูกชายแสดงท่าทีไม่พอใจกับข้าวไหน เปลี่ยนทันที รับรองมื้อหน้าไม่โผล่มาให้เห็นอีก
อวี๋ต้าจางเริ่มสงสัยแล้วว่า ตัวเขาในชาติก่อนเป็นเด็กเก็บมาเลี้ยงหรือเปล่า
ไม่งั้นทำไมการปฏิบัติมันต่างกันฟ้ากับเหวขนาดนี้?
"ลูก พูดจริงๆ นะ เราเลิกเป็นตำรวจไม่ได้เหรอ" หลวี่เสวี่ยเหอมองอวี๋ต้าจางอย่างจริงจัง
"ถ้าอยากทำจริงๆ ก็ย้ายแผนกเถอะ กองสืบสวนมันอันตรายเกินไป"
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แม่พูดกล่อม อวี๋ต้าจางฟังจนหูชาแล้ว
กลืนข้าวลงคอ เขาตอบไปอย่างไม่ใส่ใจ
"งานหลักของทีมเราคือปราบนักล้วงกระเป๋า ไม่อันตรายหรอกแม่ แถมต่อไปขโมยจะน้อยลง พวกแก๊งต้มตุ๋นจะเยอะขึ้น"
อวี๋ต้าจางเกิดใหม่มาจากปี 2024 เขารู้แนวโน้มในอนาคตดี โดยเฉพาะเรื่องอาชญากรรม
อีกไม่นาน ขโมยจะอยู่ยากขึ้นเรื่อยๆ
เครื่องใช้ไฟฟ้าใหญ่ๆ ก็ไม่กล้าขโมย ทองหยองของมีค่าก็น้อยลง
พอยุคจ่ายเงินออนไลน์มาถึง เงินสดก็จะลดลง มือถือขโมยไปก็มีระบบติดตาม
สรุปง่ายๆ คือ ไม่มีอะไรให้ขโมยแล้ว
จะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ขโมยแบตเตอรี่รถไฟฟ้ากลายเป็นกระแสหลัก
ตอนนั้นมีพี่ชายนักขโมยแบตเตอรี่คนหนึ่ง เข้าคุกปุ๊บเดบิวต์ปั๊บ ฉายา: เช เกวาร่าแห่งวงการลักขโมย
คำประกาศเดบิวต์: "ทำงานเหรอ เป็นไปไม่ได้หรอก ชาตินี้ไม่มีทางทำงาน..."
(จบแล้ว)