เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 - การทดสอบย่อยวิชาวรยุทธ์

บทที่ 4 - การทดสอบย่อยวิชาวรยุทธ์

บทที่ 4 - การทดสอบย่อยวิชาวรยุทธ์


บทที่ 4 - การทดสอบย่อยวิชาวรยุทธ์

เฉินจั๋วร่างกายอ่อนเปลี้ยเสียจนกระโดดขึ้นจักรยานไม่ไหว

สุดท้าย เขาเลยต้องเรียกรถแท็กซี่ไปโรงเรียนแทน

"อาตั๋ว ไม่กินมื้อเช้าเหรอ?"

เจียงฉินตะโกนไล่หลังรถด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความเป็นห่วง

"คุณไม่ต้องไปห่วงหรอกน่า"

เฉินเซี่ยงหรานมองรถที่แล่นไกลออกไป ราวกับมองทะลุปรุโปร่งทุกอย่าง

เจียงฉินบ่นว่า "คุณนี่เป็นพ่อประสาอะไร ไม่ห่วงอาตั๋วบ้างเลย... ฉันจำได้แล้ว เมื่อวานคุณบอกว่าอาตั๋วซื้ออุปกรณ์เกมมาชุดหนึ่ง ลูกเล่นเกมโต้รุ่งหรือเปล่าถึงได้สภาพเป็นแบบนี้? ไม่ได้การล่ะ ฉันต้องไปดูที่ห้องลูกหน่อย ว่ามันเป็นเกมมอมเมาอะไร เดี๋ยวตอนบ่ายอาตั๋วกลับมา ฉันค่อยคุยกับแกให้รู้เรื่อง"

"อย่า!"

เฉินเซี่ยงหรานตกใจแทบสิ้นสติ เมื่อวานเขาแค่พูดส่งเดชไปงั้นเอง จะไปมีอุปกรณ์เกมที่ไหนกันเล่า?

ถอยออกมาสักหมื่นก้าว เกมบ้าอะไรจะทำให้เฉินจั๋วหมดเรี่ยวหมดแรงได้ขนาดนั้นในคืนเดียว? ไม่มี! ไม่มีทาง!

ไอ้เจ้าลูกหมาเฉินจั๋วนั่น กำลังอยู่ในวัยสิบเจ็ดสิบแปดที่พลังงานล้นเหลือที่สุด ต่อให้เล่นเกมโต้รุ่งสามวันสามคืนก็ยังไม่หอบสักแอะ ไอ้ลูกเวรนี่สภาพอิดโรยขนาดนี้ ผลลัพธ์มันก็เห็นกันชัดๆ อยู่แล้ว...

ขืนให้เมียขึ้นไป แล้วไปเจอของที่ไม่ควรดูบางอย่างที่ลูกซื้อมา มีหวังได้บ้านแตกแน่? ถึงตอนนั้นมีความเป็นไปได้สูงว่าลูกชายอาจจะรอด แต่คนเป็นพ่ออย่างเขาคงต้องไปนั่งคุกเข่าบนกระดานซักผ้าสักหลายวัน

คิดได้ดังนั้น เฉินเซี่ยงหรานก็เอ่ยว่า "ลูกโตแล้วนะ เราต้องให้พื้นที่ส่วนตัวกับเขาบ้าง ต่อให้เขาไม่อยู่บ้าน เราก็ไม่ควรเข้าไปในห้องเขา ยิ่งไปกว่านั้น... เด็กผู้ชายเล่นเกมนิดๆ หน่อยๆ จะเป็นไรไป? เป็นไรไปฮะ?"

"..."

สีหน้าเจียงฉินเริ่มไม่สู้ดี

เฉินเซี่ยงหรานหัวเราะแหะๆ "คุณกังวลเรื่องคะแนนสอบเกาเข่าของลูกใช่ไหม? ผมว่าคุณคิดมากไปแล้ว ด้วยคะแนนรั้งท้ายห้องของลูกเรา เว้นแต่สวรรค์จะตาบอด ไม่งั้นมันสอบไม่ติดมหาวิทยาลัยชัวร์"

"..."

เจียงฉินพูดไม่ออก มีใครเขาว่าลูกตัวเองแบบนี้บ้าง?

เฉินเซี่ยงหรานยิ้มบางๆ "เพราะงั้น คุณจะไปกังวลลมๆ แล้งๆ ทำไม? ผมว่าอาตั๋วตอนนี้ก็มีความสุขดีออก แถมเราดูข่าวก็รู้ ตอนนี้สถานการณ์โลกและประเทศจีนเลวร้ายลงเรื่อยๆ เรียนเก่งใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีเสมอไป คุณดูข่าวหน้าหนึ่งวันนี้สิ อัจฉริยะที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยวรยุทธ์ด้วยคะแนนสูงลิ่วเมื่อปีก่อนๆ ไม่น้อยเลยที่บาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้กับสัตว์อสูรในเขตหวงห้าม ทิ้งความเสียใจไว้ชั่วชีวิต บางคนถึงขั้นตายคาปากสัตว์อสูรก็มี

อัจฉริยะพวกนั้นตอนนั้นรุ่งโรจน์จนคนทั้งประเทศอิจฉา พอเข้ามหาวิทยาลัยวรยุทธ์และกลายเป็นจอมยุทธ์ สถานะก็ยิ่งสูงส่ง แต่ไม่มีชีวิตอยู่เสวยสุขจะมีประโยชน์อะไร? อาตั๋วเดิมทีก็หัวทึบอยู่แล้ว ขืนฝืนสอบเข้ามหาวิทยาลัยวรยุทธ์ไป มีหวังได้กลายเป็นตัวประกอบฉากตายตอนแรก ตายยังไงยังไม่รู้ตัวเลย ถึงตอนนั้นคนเป็นแม่อย่างคุณร้องไห้ก็ไม่ทันแล้ว

ดังนั้นผมว่าลูกเรียนไม่เก่งก็อาจจะไม่ใช่เรื่องแย่ ถึงวันหน้าจะไม่มีอนาคต แต่อย่างน้อยก็ปลอดภัยจริงไหม? ลูกสอบไม่ติดมหาวิทยาลัย กลับมาสืบทอดกิจการพ่อไม่ดีตรงไหน?"

"แต่ว่า..."

เจียงฉินอยากจะสวนกลับไปว่า แกเปิดแค่ร้านขายของชำ จะมีกิจการบ้าบออะไรให้สืบทอด

นึกว่าตัวเองมีสมบัติพันล้านหรือไง?

"ไม่มีแต่!"

เฉินเซี่ยงหรานโบกมือวูบ "แถมอาตั๋วนายก็ไม่เด็กแล้ว รอสอบเกาเข่าเสร็จ เราก็รีบหาผู้หญิงให้ลูกสักคน ให้เราได้อุ้มหลานไวๆ ไม่ฟินกว่าเหรอ?"

นี่ต่างหากคือจุดประสงค์ที่แท้จริงของเฉินเซี่ยงหราน จะปล่อยให้ไอ้ลูกตัวเหม็นเฉินจั๋วมั่วซั่วต่อไปไม่ได้แล้ว

มันเสียสุขภาพเกินไป!

เจียงฉิน: "สภาพไม่เอาถ่านแบบนั้น จะมีผู้หญิงที่ไหนมาชอบ?"

เฉินเซี่ยงหราน: "งั้นก็ให้มันแก่ตายไปคนเดียว"

เจียงฉิน: "..."

เฉินเซี่ยงหรานหัวเราะ: "ล้อเล่นน่า ผมว่าน้องสาวเหมยหลิงที่เปิดร้านซาลาเปาฝั่งตรงข้ามก็ไม่เลวนะ"

"น้องสาวเหมยหลิง?"

ดวงตาเจียงฉินฉายแววอันตรายวูบหนึ่ง

หัวใจเฉินเซี่ยงหรานกระตุกวูบ รีบแก้ตัวพัลวัน "ฮ่าๆ หมายถึงลูกสาวเหมยหลิงน่ะ หน้าตาสวยใช้ได้เลย"

เจียงฉินแสยะยิ้มเย็น "ฉันว่าน้องสาวเหมยหลิงหน้าตาสวยใช้ได้มากกว่ามั้ง?"

"เอ่อ... คือ..."

"ดีมาก เรื่องลูกพักไว้ก่อน วันนี้ถ้าแกไม่อธิบายเรื่องน้องสาวเหมยหลิงให้กระจ่าง วันหลังก็เชิญไปกินซาลาเปาฝั่งตรงข้ามทุกวันเลยนะ!"

เฉินเซี่ยงหรานโอดครวญในใจ ลูกเอ๊ย เพื่อปกปิดความลับให้เอ็ง พ่อถึงกับยอมพลีชีพเลยนะเนี่ย

จบกัน วันหลังอดกินซาลาเปาแล้ว

...

...

แปดโมงเช้า

เฉินจั๋วเดินขากะเผลกเข้ามาในห้องเรียน แล้วทิ้งตัวลงกองกับโต๊ะอย่างหมดสภาพ

หลิวหัวยื่นหน้าเข้ามา ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "นี่นายโดนสูบวิญญาณมาเรอะ?"

เฉินจั๋วส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง ขี้เกียจจะตอบ

"อีกฝ่ายเป็นชายหรือหญิง?"

"..."

"คนหรือปีศาจ?"

"..."

"ตกลงจะซื้ออุปกรณ์ VR ไหม? ฉันให้ยืมวงเงินฮวาเป้ยสี่พันได้นะ"

สิ่งที่ทำให้หลิวหัวคาดไม่ถึงคือ ประโยคนี้เหมือนไปแหย่รังแตน เฉินจั๋วของขึ้นทันที "ไสหัวไป! ถ้าไม่ใช่เพราะนายคอยยั่วยวนทุกวี่ทุกวัน พ่อก็คงไม่กลายเป็นสภาพนี้ แม่งเอ๊ย วันหลังถ้ากล้าพูดเรื่องอุปกรณ์ VR ต่อหน้าฉันอีก เชื่อไหมพ่อจะอัดให้หน้าบวมเป็นหัวหมูเลย?"

หลิวหัวงงเป็นไก่ตาแตก ไอ้หมอนี่ไปโดนตัวไหนมาวะ?

ไม่ซื้อก็ไม่ซื้อสิ ทำไมต้องของขึ้นด้วย?

...

กริ๊งๆๆ~~~

จนกระทั่งระฆังเข้าเรียนคาบแรกดังขึ้น เฉินจั๋วถึงยอมหุบปาก

นักเรียนในห้องห้าสิบกว่าคนต่างแยกย้ายกลับเข้าที่ตัวเอง นั่งตัวตรงแด่ว ห้องเรียนที่เคยจอแจเงียบกริบลงทันตา ก็แน่ล่ะ คาบต่อไปเป็นวิชาของยมราชเฉา นอกจากพวกสมองนิ่มบางคน ใครจะกล้าประมาท

เฉามิงคือครูสอนวิชาวรยุทธ์ของโรงเรียนมัธยมหนึ่งหรงเฉิง และควบตำแหน่งครูประจำชั้น ม.6/2 ด้วยความเข้มงวดดุดัน และทัศนคติการสอนที่แทบจะเรียกได้ว่าโหดหิน นักเรียนจึงแอบตั้งฉายาลับหลังให้ว่า ยมราชเฉา

ในโรงเรียนมัธยมหนึ่งหรงเฉิง ขอแค่เป็นวิชาของเฉามิง แทบไม่มีนักเรียนคนไหนไม่ขยาด

แม้แต่เฉินจั๋วที่เหนื่อยล้าทั้งกายใจถึงขีดสุด ก็ยังต้องฝืนความง่วงนั่งตัวตรง

เฉามิงเดินเข้ามาในห้อง กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วเอ่ยปากทันที:

"นักเรียนทุกคน ตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่สามเดือนก็จะถึงการสอบเกาเข่าแล้ว ต่อไปครูจะทำการทดสอบย่อยวิชาวรยุทธ์กับพวกเธอ การทดสอบย่อยนี้จะเป็นการวัดปฏิกิริยาตอบสนองของทุกคน ครูได้แจ้งล่วงหน้าไปเมื่อหลายวันก่อนแล้ว ขอให้นักเรียนทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม การทดสอบจะเริ่มในอีกห้านาที"

การสอบเกาเข่าในปัจจุบัน มีด่านสำคัญอยู่สองด่าน

หนึ่ง: การสอบภาคทฤษฎี (วิชาสามัญ)

สอง: การสอบภาคปฏิบัติ (วิชาวรยุทธ์)

ภาคทฤษฎีก็ชัดเจนอยู่แล้ว คือความรู้ในตำรา ช่วงไม่กี่ปีมานี้ นอกจากจะเพิ่มวิชาพื้นฐานวรยุทธ์เข้าไป ที่เหลือก็ไม่ต่างจากเมื่อก่อนเท่าไหร่ ถ้าจะบอกว่าต่าง ก็คงเป็นวิชาสามัญที่ตัดภาษาอังกฤษออกไปแล้ว

ยุคสมัยนี้ ภาษาอังกฤษหมดความสำคัญไปแล้ว ถูกกระทรวงศึกษาธิการถีบออกจากการสอบเกาเข่าไปตั้งแต่สิบปีก่อน

ส่วนภาคปฏิบัติ

การสอบแบ่งออกเป็นสามส่วนใหญ่ๆ:

หนึ่ง: ความเร็ว

สอง: พละกำลัง

สาม: ปฏิกิริยาตอบสนอง

เกณฑ์การทดสอบทั้งสามข้อนี้เข้าใจง่ายมาก ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนเหมือนในนิยายบางเรื่อง เพราะผ่านการค้นคว้าจากยอดฝีมือของมนุษยชาติและนักวิทยาศาสตร์มาแล้ว ว่าสามเกณฑ์นี้เป็นตัวแทนสมรรถภาพร่างกายของมนุษย์ได้ดีที่สุด สามารถแสดงความแข็งแกร่งของมนุษย์ออกมาเป็นตัวเลขได้ชัดเจนที่สุด

เนื่องจากใกล้สอบเกาเข่า การทดสอบต่างๆ จึงถี่ยิบ นักเรียนต่างคุ้นเคยกับการสอบสารพัดรูปแบบมานานแล้ว

ส่วนวันนี้คือการทดสอบปฏิกิริยาตอบสนอง

บรรยากาศในห้องเรียนเริ่มจอแจ นักเรียนหลายคนเริ่มซุบซิบกัน

"ได้ยินว่านโยบายใหม่ออกมาอีกแล้ว สัดส่วนคะแนนปฏิกิริยาตอบสนองในการสอบเกาเข่าจะเพิ่มขึ้นอีก"

"ทำไงดี? ความเร็วกับพละกำลังฉันพอไหว แต่ปฏิกิริยาตอบสนองช้าเป็นเต่าเลย"

"เกาเข่าปีที่แล้ว เกณฑ์ขั้นต่ำของมหาวิทยาลัยวรยุทธ์ ปฏิกิริยาตอบสนองอยู่ที่ 68 คะแนน ปีนี้ฉันเดาว่าน่าจะทะลุ 70 คะแนน! เป็นคะแนนที่ชวนให้สิ้นหวังจริงๆ"

"สวรรค์คุ้มครอง ขอให้ทดสอบเดี๋ยวนี้ฟอร์มเข้าฝัก ให้ยมราชเฉาติวเข้มให้ฉันที..."

ขณะที่ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่

บนหน้าชั้น เฉามิงก็เดินนำออกไปข้างนอก "ทุกคนตามครูมา ไปที่ห้องทดสอบปฏิกิริยา"

ห้องทดสอบปฏิกิริยาอยู่อีกตึกเรียนหนึ่ง ไม่กี่นาทีต่อมา ทุกคนก็มาถึงห้องเรียนโล่งกว้างขนาดใหญ่ กลางห้องมีห้องกระจกใสขนาดกว้างสี่เมตร ยาวห้าเมตรตั้งอยู่ ด้านหนึ่งของห้องกระจกมีประตูทางเข้า ผนังอีกด้านมีเครื่องยิงลูกยางสีดำทมึนติดตั้งอยู่

เมื่อนักเรียนเดินเข้าไปในห้องกระจก เครื่องยิงจะยิงลูกยางกลวงออกมาอย่างรวดเร็ว นักเรียนสามารถถือไม้พลองเข้าไปได้ พวกเขาสามารถใช้ไม้พลองตีลูกยางให้กระเด็น หรือจะเลือกหลบหลีกก็ได้

ปฏิกิริยาตอบสนอง สิ่งที่วัดผลมีสองประเด็นหลัก: หนึ่ง อัตราความแม่นยำในการโจมตีสวนกลับฉับพลัน สอง ความสามารถในการหลบหลีกอย่างรวดเร็ว

กล้องความละเอียดสูง 360 องศาไร้จุดบอดเหนือห้องกระจกจะจับทุกการเคลื่อนไหวของนักเรียน และคำนวณจำนวนครั้งที่ตีโดนและหลบหลีกผ่านคอมพิวเตอร์อย่างแม่นยำ สุดท้ายก็จะประมวลผลออกมาเป็นคะแนน

และคะแนนนี้ ก็คือคะแนนสอบวิชาปฏิกิริยาตอบสนอง

"อ้อ บอกพวกเธอไว้ตรงนี้เลยนะ เมื่อเช้าตอนหกโมง กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศเกณฑ์การสอบล่าสุดของปีนี้ออกมาแล้ว ดังนั้นการทดสอบในวันนี้ ครูจะอ้างอิงตามเกณฑ์ล่าสุด:

ความเร็วการโจมตี: 12 เมตรต่อวินาที

ความถี่การยิง: 0.3 วินาทีต่อลูก

มุมยิง: ล็อคเป้าหมายอัจฉริยะ

ระยะเวลาทดสอบ: หนึ่งนาที

พวกเธอสามารถนำไม้พลองมาตรฐานเข้าไปได้หนึ่งอัน ห้ามนำอาวุธส่วนตัวเข้าไป"

สิ้นเสียงครู นักเรียนต่างก็ระเบิดเสียงฮือฮาดังสนั่น

วงแตก

"อะไรนะ? ความเร็วโจมตี 12 เมตรต่อวินาที? เพิ่มจากเกณฑ์ปีที่แล้ว 1 เมตรต่อวินาทีเลยเหรอ?"

"เมื่อก่อนความถี่การยิงมัน 0.35 วินาทีไม่ใช่เหรอ? เร็วขึ้นอีก 0.05 วินาที?"

"เกณฑ์เก่าฉันยังแค่คาบเส้น พอมาตรฐานสูงขึ้น ฉันมิตกกระป๋องอีกแล้วเรอะ?"

"กะจะไม่ให้คนผุดคนเกิดเลยใช่ไหม?"

"จบกัน จบเห่แล้ว"

เสียงโอดครวญระงม

อย่าดูถูกความเร็วที่เพิ่มขึ้น 1 m/s และความถี่ที่เร็วขึ้น 0.03 วินาที ในการสอบวรยุทธ์ แม้แต่มาตรฐานที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ความยากจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

ยกตัวอย่างเช่น: คนที่วิ่งร้อยเมตรได้ 11 วินาที การจะให้เขาทำเวลาได้ 10.9 วินาที อาจต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาล แม้จะเร็วขึ้นแค่ 0.1 วินาที แต่ 0.1 วินาทีนี้กลับเป็นดั่งเหวที่กั้นขวาง นักกีฬาหลายคนพยายามทั้งชีวิตก็ไม่อาจก้าวข้ามได้

ด้วยเหตุนี้ นักเรียนถึงได้ร้องระงมกันทั่วหน้า

มีเพียงไม่กี่คนที่จิตใจยังสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น เช่นพวกระดับหัวกะทิ มาตรฐานการสอบที่สูงขึ้นไม่สร้างแรงกดดันให้พวกเขาแม้แต่น้อย เผลอๆ อาจจะแอบดีใจด้วยซ้ำ

เฉินจั๋วก็มีสีหน้าเรียบเฉยเช่นกัน มาตรฐานจะสูงแค่ไหนแล้วไง? สอบได้ 20 คะแนนกับ 10 คะแนนมันต่างกันตรงไหน? ไม่ต่าง!

ถึงบอกไง เป็นเด็กหลังห้องมันดีแบบนี้นี่เอง

ไม่มีภาระทางใจเลยสักนิด

เขาเก่งปล่อยเขาเก่งไป เกี่ยวอะไรกับตู

เพียงแต่...

เมื่อก่อนเฉินจั๋วยังไม่รู้สึก แต่พอเห็นเครื่องทดสอบปฏิกิริยาตรงหน้า ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างก็ผุดขึ้นในใจ: การทดสอบนี้ทำไมมันดูคล้ายกับเกมที่เขาเล่นเมื่อคืนจังวะ?

แน่นอน ถ้าเทียบกับเกมโรคจิตนั่นแล้ว เครื่องทดสอบตรงหน้า นอกจากความถี่ในการยิงที่เร็วพอตัวแล้ว ไม่ว่าจะความเร็วการโจมตี ระยะเวลา หรือพลังทำลายล้างต่อร่างกาย ถือว่าเป็นแค่เด็กอนุบาล

ถ้าบอกว่าเกมที่เขาเล่นเมื่อคืนระดับความยากคือ 10

การทดสอบนี้น่าจะยากเต็มที่แค่ 3

เทียบกันไม่ติดเลยสักนิด!

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 4 - การทดสอบย่อยวิชาวรยุทธ์

คัดลอกลิงก์แล้ว