เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 - พัสดุของนายมาส่งแล้ว

บทที่ 1 - พัสดุของนายมาส่งแล้ว

บทที่ 1 - พัสดุของนายมาส่งแล้ว


บทที่ 1 - พัสดุของนายมาส่งแล้ว

"เฉินจั๋ว นายจะถอยสักเครื่องไหม?"

"ไม่มีปัญญาซื้อหรอก"

"รุ่นถูกๆ ก็แค่ไม่กี่พันหยวนเองนะเว้ย ซื้อมาเปิดประสบการณ์โลกเสมือนจริง มันฟินมากเลยนะขอบอก"

"ฉันก็อยากได้อยู่หรอก นายจะช่วยสมทบทุนหน่อยไหมล่ะ?"

"ไม่มีปัญหา วงเงินฮวาเป้ยของฉันมีตั้งหกพัน ให้ยืมก่อนสามพัน เดือนหน้าคืนฉันมาสามพันแปดก็พอ"

"ไสหัวไปเลยไป..."

ณ โรงเรียนมัธยมปลายหรงเฉิงที่หนึ่ง

ห้องมัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 2

ทันทีที่เสียงระฆังเลิกเรียนดังขึ้น บรรยากาศภายในห้องเรียนก็พลันเดือดพล่านจอแจ

เฉินจั๋วที่กำลังคิดจะงีบพักสายตาสักหน่อย ก็ต้องเจอกับ 'หลิวหัว' เพื่อนร่วมโต๊ะที่ยื่นหน้าทะเล้นเข้ามาใกล้ พยายามเป่าหูให้เขาซื้ออุปกรณ์ VR เพื่อมาเล่นเกม VR เกมหนึ่ง

ส่วนเกมที่ว่านี้ก็คือ "กระบี่แสงแห่งจังหวะ" ที่กำลังเป็นกระแสฮือฮาในหมู่ผู้เล่น VR จำนวนมหาศาล

กระบี่แสงแห่งจังหวะ นับตั้งแต่เปิดตัวออกมาก็ได้รับความนิยมถล่มทลายไปทั่วโลกออนไลน์ในเวลาอันสั้น มันยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า "เลเซอร์ตัดลูกบาศก์"

ผู้เล่นเพียงแค่สวมแว่นตา VR ก็จะเข้าไปอยู่ในฉากสามมิติ ในมือถือกระบี่แสงเลเซอร์สองเล่ม คอยฟาดฟันลูกบาศก์ที่พุ่งเข้ามาตรงหน้าให้แตกกระจาย

เกมโลกเสมือนจริงเกมนี้ ด้วยความที่มันมีความเคลื่อนไหวที่น่าตื่นตาตื่นใจ จังหวะดนตรีที่เร้าอารมณ์ ภาพกราฟิกเสมือนจริงที่กระแทกกระทั้นความรู้สึก บวกกับสัมผัสการตัดเฉือนที่ราวกับเกิดขึ้นจริง ทำให้แทบทุกคนที่ได้สัมผัสเกมนี้ต่างพากันหลงใหลถอนตัวไม่ขึ้นตั้งแต่ครั้งแรก

และหลิวหัวเองก็เป็นหนึ่งในนั้น หลังจากที่ได้เห็นคลิปยอดฝีมือเล่นเกม "กระบี่แสงแห่งจังหวะ" บนแอปพลิเคชันโต่วอิน จิตใจก็ว้าวุ่นจนทนไม่ไหว ต้องกดสั่งซื้ออุปกรณ์ชุดหนึ่งจากเถาเป่ามาเพื่อเล่นเกมนี้โดยเฉพาะ

ในเวลานี้ที่โรงเรียนมัธยมปลายหรงเฉิงที่หนึ่ง มีนักเรียนที่มีฐานะทางบ้านดีอย่างน้อยสิบกว่าคนที่ซื้อเจ้าเครื่องนี้ไปแล้ว พอเลิกเรียนปุ๊บ พวกเขาก็จะรีบบิ่งกลับบ้านไปด่ำดิ่งสู่ความหรรษาในโลกเกมเสมือนจริงทันที

ในฐานะคนรักเกม เฉินจั๋วย่อมรู้สึกอิจฉาตาร้อนเป็นธรรมดา เพียงแต่ว่าแม้ฐานะทางบ้านของเขาจะพอมีพอกิน แต่พ่อแม่คงไม่มีทางควักเงินหลายพันหยวนให้เขาเอาไปซื้ออุปกรณ์เล่นเกมโดยไร้เหตุผลแน่ ยิ่งตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญของชั้นมัธยมปลายปีสุดท้าย ทุกอย่างต้องทุ่มเทให้กับการเรียนเป็นหลัก

แต่ทว่าเจ้าเพื่อนร่วมโต๊ะอย่างหลิวหัว กลับมาคอยพูดจาโอ้อวดกรอกหูเขาอยู่แทบทุกวี่วัน

พอได้ยินเสียงของหลิวหัว เฉินจั๋วก็รู้สึกคันไม้คันมืออยากจะตบกะโหลกอีกฝ่ายสักที

"เฉินจั๋ว นายจะไม่ซื้อจริงๆ เหรอ? เกมนั้นน่ะ... จุ๊ๆๆ มันสนุกสุดยอดไปเลยนะเว้ย..."

เสียงกระหยิ่มยิ้มย่องของหลิวหัวยังคงดังอยู่ข้างหู

เฉินจั๋วสูดลมหายใจเข้าลึก หันไปเอ่ยว่า "หลิวหัว ฉันไม่รู้หรอกนะว่าดาราคนโปรดของนายคือใคร แต่ฉันรู้ว่านายเกลียดดาราคนไหนที่สุด"

"หา?" หลิวหัวชะงักกึก งุนงงไปหมดว่าทำไมจู่ๆ เฉินจั๋วถึงเปลี่ยนเรื่อง

เฉินจั๋วกล่าวต่อ "ฉันเดาว่าดาราที่นายเกลียดที่สุดคือหลิวเต๋อหัว"

หลิวหัวถามกลับไปตามสัญชาตญาณ "ทำไมวะ?"

เฉินจั๋วตอบเสียงเรียบ "เพราะเมื่อเทียบกับท่านเทพหลิวเต๋อหัวแล้ว นายมันไร้คุณธรรม! (ชื่อหลิวเต๋อหัว คำว่า 'เต๋อ' แปลว่าคุณธรรม)"

ฉันหลิวหัว?

ไร้คุณธรรม?

หลิวหัวมึนงงอยู่ครู่ใหญ่ กว่าจะตั้งสติได้หน้าก็ดำทะมึน "แก..."

เฉินจั๋วคว้าหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง ไม่หันไปมองหน้าอีกฝ่ายอีก

ชิ!

เสือไม่คำราม นึกว่าเป็นแมวป่วยหรือไง?

วันหลังถ้าขืนยังมาพล่ามอีก พ่อจะด่าให้เสียผู้เสียคนเลยคอยดู!

ดูทำหน้าทำตาเข้า แค่เกมกระจอกๆ เกมเดียวไม่ใช่เรอะ?

แต่จะว่าไปแล้ว เกมนั้นมันก็ดูเย้ายวนใจจริงๆ นั่นแหละ เฉินจั๋วนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก็อดใจไม่ไหวหยิบมือถือขึ้นมาเปิดแอปเถาเป่า เริ่มค้นหาอุปกรณ์ VR และอ่านรีวิวจากผู้ซื้อเกี่ยวกับเกม "กระบี่แสงแห่งจังหวะ":

"สนุกมาก ภาพสมจริงสุดๆ"

"เล่นแล้วเลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่านเลย"

"ไม่ได้เล่นเกมที่น่าสนใจขนาดนี้มานานแล้ว อุปกรณ์ดีงาม เกมยิ่งยอดเยี่ยม"

"สมกับเป็นเกม VR ที่ฮอตที่สุด ฉันติดงอมแงมแล้วเนี่ย"

ยิ่งอ่าน เฉินจั๋วก็ยิ่งรู้สึกว่าหัวใจดวงน้อยๆ ที่ไม่รักดีเริ่มเต้นระส่ำ นั่งบิดไปบิดมาบนเก้าอี้ด้วยความกระสับกระส่าย จิตใจไม่อาจสงบลงได้

ในที่สุดเขาก็สุ่มกดเข้าไปในร้านค้าแห่งหนึ่ง แล้วกดทักแชทหาฝ่ายบริการลูกค้า พิมพ์ข้อความส่งไปในสไตล์ชาวเน็ตสายเกรียนว่า "พ่อค้าหน้าเลือด แค่ฉันยังไม่จ่ายเงินก็ไม่ยอมส่งของให้แล้วเหรอ"

พอกดส่งเสร็จ เขาก็รีบปิดหน้าต่างแชท เตรียมตัวชิ่งหนีทันที ก็แหงล่ะ ใครจะไปรอให้แอดมินร้านด่ากลับกันเล่า

เพียงแต่ดูเหมือนมือไม้เขาจะช้าไปสักหน่อย เพียงแค่วินาทีเดียวต่อมา...

"ติ๊งหน่อง!"

เสียงแจ้งเตือนที่คุ้นเคยดังขึ้น ด้านบนหน้าจอมือถือปรากฏข้อความตอบกลับจากแอดมินร้านเมื่อครู่ ข้อความมีเพียงสองคำสั้นๆ ว่า "ที่อยู่?"

เฉินจั๋วเหวอไปเลย

หมายความว่าไง?

อีกฝ่ายถึงกับขอที่อยู่ หรือว่าถ้าเขาให้ที่อยู่ไป อีกฝ่ายจะส่งของมาให้จริงๆ?

แอดมินคนนี้ต้องเห็นว่าเขาหล่อแน่ๆ เลยกะจะหยอกเขาเล่น...

คิดได้ดังนั้น เฉินจั๋วก็เปิดหน้าต่างแชทขึ้นมาอีกครั้ง แล้วส่งที่อยู่บ้านตัวเองกลับไปโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ไหนๆ ก็อยากได้ที่อยู่นักหนา ฉันก็จัดให้แล้วไง ดูซิว่าจะทำยังไงต่อ!

แน่จริงก็ส่งมาสิ!

และแล้วก็เป็นไปตามคาด เขารออยู่หลายนาที อีกฝ่ายก็ไม่ตอบกลับมาอีกเลย

ดูท่าจะไปไม่เป็นแล้วสินะ

"หึหึ"

ยกนี้ เฉินจั๋วเป็นฝ่ายชนะ จิตใจได้รับการเติมเต็มอย่างยิ่ง อารมณ์ดีขึ้นเป็นกอง

ส่วนเรื่องนี้ ผ่านไปแป๊บเดียวเขาก็ลืมไปจนหมดสิ้น

ในช่วงบ่ายขณะเรียนหนังสือ เฉินจั๋วตั้งใจเรียนกว่าปกติมาก นั่งหลังตรงตั้งอกตั้งใจฟังบรรยายอย่างผิดวิสัย—ราวกับว่าฟังรู้เรื่องอย่างนั้นแหละ

ทำเอาหลิวหัวถึงกับประหม่า ถ้าเกิดไอ้หมอนี่ผลการเรียนกระเตื้องขึ้นมา ตำแหน่งรองบ๊วยของเขาจะไม่สั่นคลอนหรอกรึ? เฉินจั๋วคือใบไม้ปิดของสงวนใบสุดท้ายของเขา จะยอมให้หมอนี่ทำคะแนนแซงหน้าไม่ได้เด็ดขาด

"ไม่ได้การ ต้องทำให้มันซื้ออุปกรณ์ VR ให้ได้ พอได้เล่นกระบี่แสงแห่งจังหวะ มันจะยังมีกะจิตกะใจเรียนหนังสืออีกเรอะ? ฮ่าๆๆ..." หลิวหัวหัวเราะในใจอย่างชั่วร้าย

เฉินจั๋วหารู้ไม่ถึงความคิดของหลิวหัว เดิมทีผลการเรียนของเขาก็ไม่ได้แย่อะไร การที่สามารถสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายที่ดีที่สุดของเมืองหรงเฉิงได้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้ว แต่ในช่วงสองสามปีมานี้ นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการแทบจะเปลี่ยนแบบปีต่อปี สัดส่วนคะแนนสอบวิชาสามัญในการสอบเกาเข่าลดลงเหลือไม่ถึง 30% ในขณะที่สัดส่วนคะแนนวิชาวรยุทธ์พุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับ 70% กว่า

การเปลี่ยนแปลงนโยบาย บ่งบอกถึงระดับความอันตรายที่มนุษยชาติกำลังเผชิญว่าสูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ รัฐจึงต้องเน้นบู๊มากกว่าบุ๋น ให้ความสำคัญกับวิชาวรยุทธ์มากขึ้น

ด้วยการให้ความสำคัญจากนโยบายรัฐ ในยุคที่พลังวิญญาณฟื้นคืนชีพเช่นนี้ คนหนุ่มสาวที่มีปณิธาน มีความปรารถนา และมีความทะเยอทะยานนับไม่ถ้วนต่างมองเห็นความหวัง ดั่งคำกล่าวที่ว่า: วีรบุรุษถือกำเนิดในยุคโกลาหล ยุคสมัยพิเศษนี้คือช่วงเวลาที่พวกเขาจะได้ผงาดขึ้นมา ดังนั้นทุกคนจึงทุ่มสุดตัวมุ่งไปข้างหน้า เพื่อที่จะสร้างชื่อเสียงและกลายเป็นผู้นำแห่งยุคสมัยใหม่ให้ได้

เถ้าแก่เหลยเคยกล่าวไว้ประโยคหนึ่งว่า "ถ้าไปยืนอยู่ตรงช่องลม แม้แต่หมูก็ยังบินได้"

ตอนนี้ ลมพัดมาแล้ว

ก็อยู่ที่ว่าใครจะสามารถคว้าโอกาสไว้ได้ และกลายเป็นลูกรักของยุคสมัย

เพียงแต่ว่าน่าเสียดาย...

สำหรับคนอย่างเฉินจั๋วที่แทบจะไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์เลยนั้น การเปลี่ยนแปลงนี้เปรียบเสมือนหายนะที่ทำลายล้างชีวิต ผลการเรียนของเขาดิ่งลงเหว ตกต่ำจนถึงขีดสุด กลายเป็นที่โหล่ของห้อง หลังจากดิ้นรนมาตลอดชั้น ม.4 และ ม.5 พอขึ้น ม.6 เขาก็ถอดใจจากการเรียนไปโดยสิ้นเชิง

อยากจะเป็นยังไงก็ช่างมันเถอะ

สังคมนี้มันโหดร้ายกับเขาเหลือเกิน

ในเมื่อเป็นแบบนี้ สู้ทำตัวสบายๆ ดีกว่า ถึงจะสอบไม่ติดมหาวิทยาลัย อย่างน้อยกลับไปเกาะพ่อเกาะแม่กินก็คงไม่มีปัญหา

...

วันเวลาต่อมา เฉินจั๋วก็ยังคงใช้ชีวิตลอยชายไปวันๆ ในโรงเรียนเหมือนเดิม

หนึ่งวัน

สองวัน

สามวัน

เที่ยงวันหนึ่ง หลังจากเฉินจั๋วกินข้าวเสร็จ เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เรื่องครูริบมือถือนั่นมันเรื่องสมัยพระเจ้าเหาแล้ว ยุคสมัยนี้เปลี่ยนไป ครูบาอาจารย์ไม่สนใจหรอกว่านักเรียนจะพกมือถือมาหรือเปล่า ขอแค่ตอนเรียนเปิดระบบสั่นไว้ก็พอ

เขากดรับสายอย่างส่งๆ "ฮัลโหล สวัสดีครับ?"

เสียงผู้ชายแปลกหน้าดังขึ้น "ใช่ 'แม่ทัพใหญ่เฉิน' หรือเปล่าครับ? มีพัสดุของคุณมาส่ง จะให้ผมฝากไว้ที่ร้านขายของชำตามที่อยู่ หรือคุณจะออกมาเอาเองครับ?"

"พัสดุ? ช่วงนี้ผมไม่ได้สั่งของออนไลน์นี่นา? มันคืออะไรครับ?"

เฉินจั๋วงงเป็นไก่ตาแตก

ชายแปลกหน้าตอบ "ผมก็ไม่ทราบครับ หน้ากล่องไม่ได้ระบุไว้"

เฉินจั๋วรู้สึกประหลาดใจ นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะบอกไปว่า "งั้นฝากไว้ที่ร้านเลยครับ ขอบคุณครับ"

หลังจากวางสาย เขานั่งนึกอยู่นานสองนานก็นึกไม่ออกว่าตัวเองไปซื้ออะไรไว้ ด้วยความที่ใจจดใจจ่ออยู่กับเรื่องนี้ พอเลิกเรียนตอนเย็น เฉินจั๋วก็รีบปั่นจักรยานพุ่งออกจากประตูโรงเรียนบึ่งกลับบ้านทันที

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 1 - พัสดุของนายมาส่งแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว