- หน้าแรก
- ซุปตาร์พันหน้า ตำนานตัวประกอบสะท้านวงการ
- บทที่ 16: เฒ่าเติ้ง ผมว่าบทของคุณมีปัญหานะ
บทที่ 16: เฒ่าเติ้ง ผมว่าบทของคุณมีปัญหานะ
บทที่ 16: เฒ่าเติ้ง ผมว่าบทของคุณมีปัญหานะ
บทที่ 16: เฒ่าเติ้ง ผมว่าบทของคุณมีปัญหานะ
การนัดอ่านบทคือการที่ทุกคนมารวมตัวกันเพื่อหารือเกี่ยวกับมุมมองที่มีต่อบทบาทของตนเอง จากนั้นบรรดานักแสดงที่มีฉากปะทะอารมณ์กันก็จะลองต่อบทเพื่อดูว่าจะสามารถจุดประกายเคมีใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึงได้หรือไม่
ไม่ใช่การที่ทุกคนมารุมถกเถียงเพื่อขอแก้บท
เรื่องแบบนั้นมักเกิดขึ้นในกองถ่ายที่ผู้กำกับคุมนักแสดงนำไม่อยู่ ตัวอย่างเช่นในเรื่อง วีรบุรุษกู้พิภพ (ศึกจอมราชันย์)
ในตอนนั้น เพื่อจะดึงตัวเนี่ยหยวนมารับบทหลัวเฉิง ทีมงานถึงกับต้องแก้บทขนานใหญ่ เพิ่มฉากให้เนี่ยหยวนอย่างบ้าคลั่ง และเปลี่ยนคาแรกเตอร์ของหลัวเฉิงให้กลายเป็นคนดีบริสุทธิ์ผุดผ่อง
แต่เรื่องพรรค์นั้นจะไม่มีทางเกิดขึ้นในกองถ่ายของผู้กำกับจางหย่งซิน ต่อให้เป็นเสือร้ายมาจากไหน เมื่ออยู่ใต้บังคับบัญชาของเขา ก็ต้องเชื่องเป็นแมวบ้าน
มิฉะนั้น หากทุกคนเดินไปบอกผู้กำกับหรือคนเขียนบทว่า "ผมไม่เอาแบบที่คุณคิด ผมจะเอาแบบที่ผมคิด ผมว่าแบบนี้ดีกว่า แก้ให้ผมหน่อย" โลกนี้มิตาลปัตรกันไปหมดหรือ?
"ฮ้าว~~~"
ซ่งถิงเย่ยกบทขึ้นบังหน้า แอบหาววอด
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้าร่วมการอ่านบท ตอนแรกก็ตื่นเต้นอยู่หรอก แต่ตอนนี้กลับรู้สึกเบื่อหน่ายอย่างบอกไม่ถูก
เพราะตั้งแต่เริ่มจนถึงตอนนี้เวลาก็ผ่านไปปีกว่าชั่วโมงแล้ว ผู้กำกับยังพูดจาไม่หยุดหย่อนราวกับคนเคี้ยวหมากฝรั่ง ไม่รู้ว่าพูดนานขนาดนี้คอแห้งบ้างหรือเปล่า
"อื้ม~ อื้ม~"
คนที่นั่งข้างเขาคือหญิงสาวถักเปียคู่ ด้านข้างใบหน้ายังดูแก้มป่องแบบเด็กๆ เธอสวมแว่นตากรอบดำอันใหญ่ ดูแล้วอายุน่าจะน้อยกว่าเขาเสียอีก ไม่รู้ว่ารับบทเป็นใคร
เธอกำลังตั้งอกตั้งใจจดบันทึกประหนึ่งนักเรียนดีเด่น ทุกครั้งที่ผู้กำกับพูด เธอจะจดตามยิกๆ ปากก็ส่งเสียง "อื้มๆ" ตอบรับด้วยความชื่นชมตลอดเวลา
ซ่งถิงเย่ชะโงกหน้าไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก็พบว่าเธอกำลังจดอยู่จริง ตัวหนังสือในสมุดเขียนว่า:
【อื้ม~ อื้ม~ อื้ม~】
เอาเถอะ สิ่งที่ผู้กำกับพูด เธอไม่ได้จดไว้สักคำ แต่กลับบันทึกเสียง "อื้ม" ของตัวเองไว้อย่างละเอียดลออ
ดูเหมือนจะรู้สึกตัวว่ามีคนมอง หญิงสาวเงยหน้าขึ้น สบตาซ่งถิงเย่แวบหนึ่ง ก่อนจะรีบปิดสมุดด้วยความเก้อเขิน แล้วยื่นมือมาแนะนำตัวเสียงเบา
"สวัสดีค่ะ ฉันรับบทองค์หญิงใหญ่"
เอาสิ จางยิ่งกว่าผมอีก ตัวละครไม่มีแม้แต่ชื่อด้วยซ้ำ
"สวัสดีครับ ซ่งถิงเย่ครับ รับบทกุยแก" ซ่งถิงเย่แตะปลายนิ้วเธอเบาๆ ก่อนจะชักมือกลับ
หลังแนะนำตัว ทั้งสองก็ไม่ได้คุยอะไรกันต่อ
ก็ผู้กำกับยังพูดไม่จบ ขืนทำยุกยิกข้างล่างเวที เดี๋ยวจะกลายเป็นจุดสนใจโดยใช่เหตุ
ผ่านไปอีกพักใหญ่ ผู้กำกับจึงพูดจบด้วยความพอใจ แล้วขอให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของตน
เริ่มจากนักแสดงนำ อู๋ซิ่วโปพูดก่อน ตามด้วยอวี๋เหอเหว่ย และไล่เรียงกันไป
ซ่งถิงเย่นั่งฟังอย่างตั้งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่าในบรรดาทุกคนที่นี่ ผู้ที่เข้าใจบทได้ลึกซึ้งที่สุดไม่ใช่อวี๋เหอเหว่ยหรืออู๋ซิ่วโป
แต่กลับเป็นหวังจิ้นซง ผู้รับบทซุนฮก หรือเจ้าของบทเหยียนโหว ใน หลางหยาปั่ง
เมื่อถึงตาของซ่งถิงเย่ เขาเพียงแค่สรุปข้อมูลที่บทให้มาสั้นๆ โดยไม่ได้เสนอความเห็นที่แปลกใหม่หรือลึกซึ้งอะไร
ซึ่งนั่นทำให้อวี๋เหอเหว่ยแปลกใจเล็กน้อย
เพราะเขารู้สึกว่านักแสดงที่สามารถแสดงอารมณ์ได้ดีขนาดนั้น ไม่น่าจะมีความเข้าใจในบทตื้นเขินเพียงแค่นี้
ความรู้สึกของเขาถูกต้อง
ซ่งถิงเย่ผู้อ่านบทมานับไม่ถ้วนในระบบ มองทะลุปรุโปร่งจากตัวบทไปถึงแก่นแท้ของตัวละครมานานแล้ว
กุยแกที่มีความซับซ้อนหลายมิติ ทำไมเขาจะมองไม่ออก?
เขาไม่ได้เป็นเพียงยอดกุนซือตามที่บทบรรยาย แต่ยังเป็นกระจกเงาของโจโฉ และเป็นภูผาใหญ่ที่ขวางกั้นอยู่ในใจของสุมาอี้ แต่เขาเลือกที่จะไม่พูดมันออกมา
ในเมื่อนักแสดงนำหลายคนยังพูดแค่พอหอมปากหอมคอ เขาที่เป็นเพียงตัวประกอบที่ยังไม่เดบิวต์ จะกระโดดออกมาแย่งซีนทำไม? เบื่อชีวิตแล้วหรือไง?
อีกอย่าง คนเขียนบทก็นั่งหัวโด่อยู่ตรงนั้น จะให้เขาซึ่งเป็นตัวประกอบที่มีบทแค่หกตอน อายุขัยในเรื่องแค่ครึ่งชั่วโมง ไปชี้หน้าบอกคนเขียนบทต่อหน้าธารกำนัลว่า
"นี่ตาเฒ่า~ ผมว่าบทของคุณมีปัญหานะ?" อย่างนั้นเหรอ
เมื่อฟังจบ สีหน้าของทุกคนดูเฉยเมย ปรบมือให้ตามมารยาท ในใจคงคิดว่า
"ไอ้หนูคนนี้คงใช้เส้นเข้ามาจริงๆ สินะ!"
ผู้กำกับถึงกับพูดไม่ออก เด็กคนนี้ลื่นเป็นปลาไหล
ถ้าเขาไม่ได้เป็นคนคัดเลือกมาด้วยตัวเอง คงโดนหลอกเข้าเต็มเปา
ใจจริงอยากจะกระตุ้นสักหน่อย แต่พอลองคิดดูดีๆ ก็เข้าใจเหตุผลที่ซ่งถิงเย่ทำแบบนี้ ผู้กำกับอดไม่ได้ที่จะอุทานในใจ
"ปีศาจชัดๆ! ถ้าเป็นเด็กวัยเดียวกันคงกระเหี้ยนกระหือรืออยากโชว์ของเต็มที่แล้ว"
เมื่อเข้าใจเจตนา เขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะบีบให้ซ่งถิงเย่แสดงฝีมือ แต่กลับเกิดความคาดหวังลึกๆ ขึ้นมาแทน
"คอยดูเถอะว่าจะแกล้งโง่ไปได้สักกี่น้ำ พอเริ่มถ่ายจริง ถ้ายังมัวแต่เล่นละครตบตา อย่าโทษว่าฉันตบหน้าฉาดใหญ่ก็แล้วกัน"
หลายวันต่อมา ซ่งถิงเย่ต้องวิ่งรอกระหว่างสองกองถ่าย
กลางวันไปฝึกซ้อมที่กองถ่าย เก้าสกุล (The Mystic Nine) ตอนเย็นกลับมาร่วมอ่านบทที่กองถ่าย ตำนานปรึกษา (The Advisors Alliance)
การฝึกซ้อมที่กอง เก้าสกุล เป็นไปอย่างราบรื่น นานๆ ที จ้าวลี่อิ่ง, เฉินเหว่ยถิง และจางอี้ชิง นักแสดงหลักก็จะแวะมาดูบ้าง
ส่วนทางฝั่งกอง ตำนานปรึกษา ดูเหมือนหมากฝรั่งของผู้กำกับจะหมดแล้ว วันต่อๆ มาเขาจึงไม่ร่ายยาวอีก
ทุกเย็นหลังสั่งงานสั้นๆ ก็จะให้ทุกคนเริ่มซ้อมบทและดูตำแหน่งการยืน
คู่ซ้อมของซ่งถิงเย่คือผู้กำกับ ช่วยไม่ได้ บทของเขาถ้าไม่เข้ากับอวี๋เหอเหว่ย ก็เข้ากับอู๋ซิ่วโป
แต่นักแสดงนำระดับแม่เหล็กทั้งสองย่อมไม่มีเวลามาซ้อมกับตัวประกอบอย่างเขา เขาจึงต้องไปหาผู้กำกับแทน
ทว่าหลังจากซ้อมไปได้คืนเดียว ผู้กำกับก็ขอยอมแพ้ เพราะพอเข้าบท ซ่งถิงเย่ก็สวมวิญญาณกลับไปเป็นคนเดิมเหมือนตอนแคสติ้ง
องอาจผ่าเผย มั่นใจ และบ้าบิ่น ผู้กำกับรู้สึกว่ามันโอเคมาก และเกินความคาดหมายไปแล้วด้วยซ้ำ
แต่ในสายตาคนอื่น เรื่องนี้กลับยิ่งตอกย้ำข่าวลือที่ว่าซ่งถิงเย่เป็น "เด็กเส้น"
ไม่อย่างนั้น ทำไมแม้แต่ผู้กำกับยังทนไม่ไหว จนไม่อยากช่วยเขาต่อบทด้วยล่ะ?
"หนูทำได้จริงเหรอคะ? แต่การพูดบทของหนูมันแย่มากเลยนะ"
เมื่อได้ยินซ่งถิงเย่ขอให้ช่วยต่อบท องค์หญิงใหญ่ก็เบิกตากว้าง ทำหน้าไม่เชื่อหูตัวเอง
ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูนั้นทำเอาซ่งถิงเย่ลอบถอนหายใจ "ถ้าต่อยไปสักหมัด ยัยนี่คงร้องไห้จ้าไปสามวันแน่ๆ"
"ไม่เป็นไร คุณทำได้ ผมเชื่อใจคุณ" ซ่งถิงเย่ให้กำลังใจ
ช่วยไม่ได้ ในเมื่อเขาลากเธอมาใช้งานแล้ว ก็ต้องถูไถกันไป
"งั้นก็ได้ค่ะ~" องค์หญิงใหญ่พยักหน้า พลิกบทไปยังฉากของซ่งถิงเย่ นิ้วไล่ไปตามตัวหนังสือ กัดฟันอ่านทีละคำ:
"การฆ่าตัวตายของตงเฉิงก็เพื่อปกป้องคนที่ยังอยู่... หากรายชื่อนั้นมีอยู่จริง เช่นนั้นแล้วผู้ใดเล่าที่ถือครองมันและราชโองการลับ?"
เมื่อจินตนาการภาพโจโฉในเวอร์ชันสาวน้อยเสียงหวาน ซ่งถิงเย่ก็น้ำตาแทบไหล
ทำหน้าดุขนาดนั้น แต่ทำไมเสียงพูดบทถึงได้หวานเจี๊ยบปานน้ำผึ้งขนาดนี้?