- หน้าแรก
- ซุปตาร์พันหน้า ตำนานตัวประกอบสะท้านวงการ
- บทที่ 5: ไปขุดเอาฮ่องเต้ตัวจริงมาจากสุสานไหนกัน?
บทที่ 5: ไปขุดเอาฮ่องเต้ตัวจริงมาจากสุสานไหนกัน?
บทที่ 5: ไปขุดเอาฮ่องเต้ตัวจริงมาจากสุสานไหนกัน?
บทที่ 5: ไปขุดเอาฮ่องเต้ตัวจริงมาจากสุสานไหนกัน?
ขันทีก็ขันทีสิ ซ่งถิงเย่ไม่ได้มีความกดดันทางใจเลยแม้แต่น้อย ใช่ว่าเขาจะไม่เคยเล่นบทนี้เสียเมื่อไหร่ ต่อให้ต้องเป็นขันที เขาก็จะปีนป่ายขึ้นไปยังจุดสูงสุดให้ได้ เขาจะเป็นดั่งจ้าวเกาผู้กุมอำนาจ!
ผ่านไปประมาณสิบนาที พวกเขาก็มาถึงเขตพระราชวังราชวงศ์หมิงและชิง ทุกคนถูกพาไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ซึ่งเสื้อผ้าก็ส่งกลิ่นเหม็นตามคาดจนหลายคนออกอาการพะอืดพะอม ไม่ใช่เพราะตัวเสื้อผ้าหรอก แต่เป็นเพราะหางเปียที่ห้อยลงมาจากหมวกขันทีนั่นต่างหากที่มันดูน่าขยะแขยง
หลังจากเปลี่ยนชุดเสร็จ ซ่งถิงเย่และตัวประกอบคนอื่นๆ ก็ถูกต้อนไปยังลานถ่ายทำ ฉากแรกที่จะถ่ายคือฉากสงคราม องค์รัชทายาทก่อกบฏนำทัพบุกเข้าพระราชวังต้องห้าม ส่วนฮ่องเต้ต้องเสด็จหนีอย่างลนลาน ซ่งถิงเย่และพรรคพวกขันทีรวมถึงเหล่านางกำนัลเพียงแค่ต้องทำท่าหวาดกลัวต่อหน้ากล้องเท่านั้น งานง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
ไม่นานนัก ผู้กำกับและนักแสดงนำก็มาถึง นักแสดงนำที่รับบทฮ่องเต้คือเกิิ่งเจียหง ศิลปินรุ่นใหญ่จากหว่านไห่ซึ่งเปิดตัวมาจากวงบอยแบนด์ไอดอล ต่อมาวงยุบตัวลงและเขาอายุมากขึ้น ชื่อเสียงเริ่มถดถอย จึงหันมาขุดทองในวงการบันเทิงแผ่นดินใหญ่ เขาเริ่มกลับมามีชื่อเสียงอีกครั้งเมื่อไม่กี่ปีมานี้จากการเล่นละครแนวข้ามเวลาในยุคราชวงศ์ชิง
"พวกนายสองคนสลับชุดกัน"
จู่ๆ ผู้กำกับซางฉีก็โผล่หน้าออกมาจากหลังจอมอนิเตอร์ พลางชี้มาที่ซ่งถิงเย่และตัวประกอบอีกคนที่รับบทเป็นองครักษ์ข้างกายฮ่องเต้
"หา?" ตัวประกอบที่รับบทองครักษ์ทำหน้าเบี้ยวด้วยความเสียดาย แต่ไม่กล้าขัดขืน จึงจำใจถอดชุดส่งให้ซ่งถิงเย่
ซ่งถิงเย่ไม่ได้เกรงใจ เขาคว้าชุดสีเหลืองทองมาสวมใส่ด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง คาดกระบี่ข้างเอวแล้วยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น องครักษ์หนุ่มรูปงามที่มีรัศมีบดบังฮ่องเต้ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น
"ดูสิ นี่สิถึงจะเป็นตัวประกอบที่มีคุณภาพ เล่นบทไหนก็ได้ทั้งนั้น" ซางฉีชี้มาที่ซ่งถิงเย่พลางเอ่ยชมให้คนรอบข้างฟัง
บทองครักษ์นี้มีบทพูดด้วย ผู้ช่วยผู้กำกับจึงเดินเข้ามาซักซ้อม
"นายต้องคุ้มกันฮ่องเต้ขึ้นม้า จากนั้นก็ตบก้นม้าให้วิ่งออกไป พอมองม้าวิ่งลับตาแล้ว นายต้องชักกระบี่ออกมาขวางทัพกบฏไว้ เข้าใจไหม?"
"เข้าใจครับผู้กำกับ" ซ่งถิงเย่พยักหน้า
หากฉากง่ายๆ แค่นี้เขายังทำไม่ได้ เขาก็คงต้องไปนั่งกินกุ้งเครย์ฟิชจนท้องแตกตายไปเสียดีกว่า
"ฆ่ามัน!"
ท่ามกลางเสียงระเบิดและเสียงตะโกนกึกก้องที่ทำเอาปฐพีสั่นสะเทือน ซ่งถิงเย่ถือกระบี่กรุยทางให้นักแสดงนำฝ่าวงล้อมออกจากพระราชวังต้องห้าม ม้าอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว
ทว่าในจังหวะนั้นเอง เกิ่งเจียหงอาจจะลืมกินยาบำรุงหรืออย่างไรไม่ทราบ จู่ๆ เขาก็สะดุดล้มลงกับพื้นอย่างไร้สาเหตุ แถมยังพุ่งเข้าใส่จนซ่งถิงเย่เซถลาไปด้วย
"พี่หง เป็นอะไรไหมครับ?" หลังจากตั้งหลักได้ ซ่งถิงเย่รีบวิ่งเข้าไปพยุง
"แกตาบอดหรือไง!" นึกไม่ถึงว่าเกิ่งเจียหงจะตวัดฝ่ามือตบเข้าที่ใบหน้าของเขาอย่างแรง
เพียะ! เสียงตบดังสนั่น
ซีกแก้มขวาของเขารู้สึกแสบร้อนราวกับโดนไฟลวก ซ่งถิงเย่ถึงกับยืนอึ้ง!
ในวินาทีนั้น ทั้งผู้กำกับ แพทย์สนาม และผู้ช่วยของเกิ่งเจียหงต่างวิ่งกรูเข้าไปหาด้วยความตกใจ หลังจากตรวจเช็กอาการอย่างลนลานแล้วพบว่าเกิ่งเจียหงแค่มีรอยถลอกเล็กน้อยที่ฝ่ามือ
ซางฉีถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะหันมาขว้างบทในมือใส่หน้าซ่งถิงเย่พร้อมกับด่าทอเสียงดังลั่น!
"ไอ้โง่! เรื่องง่ายๆ แค่นี้ยังทำพลาด แกไม่มีสมองหรือไง? ฉันจะรายงานเรื่องนี้กับทางสมาคมให้ไล่แกออกไปซะ ไสหัวไปเลย!"
เสียงด่าทอดึงดูดความสนใจจากคนรอบข้าง นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านประตูทางเข้าต่างพากันชะเง้อคอมอง ตัวประกอบคนอื่นๆ ยืนมองซ่งถิงเย่ด้วยความเวทนา สงสารในโชคชะตาที่คล้ายคลึงกัน จะมีก็แต่ตัวประกอบคนที่โดนสลับชุดนั่นแหละที่ยืนยิ้มเยาะอย่างสะใจราวกับพ่อเลี้ยงตาย
การโดนตบและด่าทอต่อหน้าสาธารณชนทำให้หน้าอกของซ่งถิงเย่กระเพื่อมไหวด้วยความโกรธ เขาอยากจะเอาบทร่างฟาดหน้าซางฉีและเกิ่งเจียหงให้รู้แล้วรู้รอด แต่สติบอกเขาว่าหากทำเช่นนั้น อาชีพในเมืองแห่งภาพยนตร์ของเขาคงจบสิ้นลง
ทว่าความแค้นนี้ วันหนึ่งเขาต้องเอาคืนแน่!
"ยังจะยืนบื้ออยู่อีกทำไม? ไสหัวไปสิ!" เสียงด่าของซางฉีดังขึ้นอีกครั้ง
เขายกมือขึ้นหมายจะตบตัวประกอบหนุ่มนี่อีกสักที เพื่อให้รู้สำนึกว่าคนกระจอกไม่มีสิทธิ์หือ แต่ในวินาทีต่อมา ซ่งถิงเย่กลับเงยหน้าขึ้นและจ้องตาเขาตรงๆ
ดวงตาคู่นั้นเย็นเยียบราวกับคมดาบที่อาบไปด้วยน้ำแข็ง แววตาคมปราบแผ่ซ่านจนทำเอาซางฉีหยุดมือค้างอยู่กลางอากาศ เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นเต็มแผ่นหลัง แรงกดดันมหาศาลจู่โจมจนเขาแทบหายใจไม่ออก
ในภวังค์นั้น ซางฉีรู้สึกว่านี่ต่างหากคือแววตาของฮ่องเต้ที่แท้จริง มันทรงพลังและเพิกเฉยต่อทุกสรรพสิ่งจนน่าขวัญผวา ผิดกับเกิ่งเจียหงที่เล่นบทฮ่องเต้ได้ดูเหมือนขันทีที่โดนตัดไข่ไม่มีผิด!
ซ่งถิงเย่ลดแรงกดดันลง ไม่มองซางฉีอีกต่อไป เขาหันไปขอโทษเกิ่งเจียหงที่กำลังทำแผลอยู่ใกล้ๆ
"ขอโทษครับพี่หง ผมทำให้พี่ลำบากแล้ว"
อุบัติเหตุในวันนี้ไม่ใช่ความผิดของเขาเลย แต่เห็นได้ชัดว่าเขาต้องเป็นคนแบกรับความผิดทั้งหมดไว้ เพราะเขาเป็นเพียงตัวประกอบที่มีอยู่เกลื่อนกลาดราวกับเม็ดทราย
เมื่อได้ยินคำขอโทษ เกิ่งเจียหงกลับไม่แม้แต่จะเหลือบตามอง เขายังคงโพสท่าให้ผู้ช่วยถ่ายรูปเพื่อจะเอาไปลงสื่อโซเชียลเพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าตนเองเป็นนักแสดงที่ทุ่มเททำงานหนัก
เมื่อเดินออกมาจากกองถ่าย ซ่งถิงเย่เหลือบมองเวลา
เขาลอบถอนหายใจเมื่อเห็นว่าล่วงเลยเวลาเก้าโมงเช้าไปแล้ว คงไม่ทันไปหาบทที่ลานกว้าง ดูท่าวันนี้คงจะไร้รายได้ หรือเขาควรจะไปช่วยเจ๊เคอซินเก็บโต๊ะที่ร้านดีนะ?
ขณะที่ซ่งถิงเย่กำลังใช้ความคิด จู่ๆ ก็มีคนวิ่งกระหืดกระหอบตามหลังมาพร้อมกับตะโกนเรียก
"ฝ่าบาท... ไม่ใช่สิ พ่อหนุ่มรูปหล่อ พ่อหนุ่มที่อยู่ข้างหน้านั่นน่ะ รอเดี๋ยวก่อน!"
ซ่งถิงเย่หันกลับไปด้วยความฉงน หากอีกฝ่ายเรียกแค่ "พ่อหนุ่ม" เขาคงไม่แน่ใจ เพราะใครๆ ก็ถูกเรียกแบบนั้น แต่คำว่า "รูปหล่อ" นี่ชัดเจนว่าต้องหมายถึงเขาแน่ เพราะแถวนี้ไม่มีใครหล่อเกินเขาอีกแล้ว
"มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?" ซ่งถิงเย่มองชายตรงหน้าที่ดูท่าทางเหมือนคนหย่อนสมรรถภาพทางไต วิ่งแค่สองก้าวก็หอบซี่โครงบานแล้ว
อู๋เฉียงเอามือค้ำเอวพลางหอบหายใจ กลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะพูดว่า
"ฉันอยากให้นายไปช่วยเล่นละครหน่อย"
ณ หลังเวทีโรงละครตำหนักฉินอ๋อง
ผู้กำกับจางจื้อลี่นั่งอยู่หน้าแผงควบคุมด้วยสีหน้าบูดบึ้งไม่พูดไม่จา ทีมงานรอบข้างต่างพากันเดินย่องด้วยความหวาดกลัว กลัวว่าจะไปเหยียบตาปลาของผู้กำกับเข้า
การแสดงรอบเช้ากำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว แต่ปรากฏว่านักแสดงที่รับบทจิ๋นซีฮ่องเต้ดันประสบอุบัติเหตุระหว่างทาง เพราะมัวแต่ยืนดูคนตกปลาจนลื่นตกน้ำขาแพลง!
เรื่องนี้ทำเอาคนทั้งกองถ่ายมึนตึบ เพราะการแสดงในวันนี้คือฉาก "จิงเคอพยายามลอบสังหารฉินอ๋อง" ในเมื่อฮ่องเต้ไม่มา แล้วจะให้จิงเคอลอบสังหารใครล่ะ?
ผู้กำกับและทีมงานต้องรีบโทรศัพท์หาคนมาเสียบแทนวุ่นวายไปหมด แต่คนที่มาแต่ละคนกลับไม่ได้เรื่อง สวมชุดมังกรแล้วดูไม่เหมือนฮ่องเต้เลยสักนิด
ขณะที่ทุกคนกำลังถอดใจและคิดเรื่องคืนเงินค่าตั๋วเพื่อยกเลิกการแสดง จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนอย่างตื่นเต้นดังมาจากหน้าประตู
"ผู้กำกับ ผมเจอฝ่าบาทแล้วครับ! ไม่ใช่สิ ผมเจอนักแสดงแล้ว!"
อู๋เฉียงวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาผู้กำกับพลางชี้ไปที่ซ่งถิงเย่
"ผู้กำกับ ดูคนนี้เป็นไงครับ?"
จางจื้อลี่เงยหน้าขึ้นพิจารณาอย่างละเอียดพลางพยักหน้าเล็กน้อย อืม รูปร่างหน้าตาดี สูงสง่า แข็งแรง แต่ดูจะอายุน้อยไปหน่อยหรือเปล่า? ดูไม่เหมือนฮ่องเต้เลย ดูเหมือนเด็กโฮสต์อันดับหนึ่งตามบาร์มากกว่า!
แถมแก้มขวายังมีรอยแดงจางๆ เหมือนโดนตบมา หรือว่าเขาจะโดนสาวเศรษฐีที่ไหนทำร้ายมากันแน่?
"แน่ใจนะ?" จางจื้อลี่มองอู๋เฉียงด้วยสายตาเคลือบแคลง
อู๋เฉียงทำหน้ามั่นอกมั่นใจพลางผลักซ่งถิงเย่ไปข้างหน้า
"เสี่ยวซ่ง จ้องเขาดูสิ"
ซ่งถิงเย่ถึงกับพูดไม่ออก เขาไม่ใช่ซูเปอร์แมนนะที่จะจ้องแล้วมีแสงเลเซอร์พุ่งออกมาฆ่าคนได้ และคำพูดนั่นน่ะ ฟังดูเหมือนสั่งให้สุนัขเข้าขย้ำไม่มีผิด!
อย่างไรก็ตาม ซ่งถิงเย่ยังคงทำตามที่สั่ง เพราะคนที่ให้เงินคือพระเจ้า อู๋เฉียงบอกว่าค่าตัวรอบละ 500 หยวน ในเมื่อเจ้านายอยากให้แสดง เขาก็จัดให้
จางจื้อลี่โน้มตัวไปข้างหน้า จ้องมองการเคลื่อนไหวของซ่งถิงเย่อย่างไม่วางตา ในแววตาของเขามีทั้งความกังขาและความคาดหวัง หวังว่าเจ้าหนุ่มนี่จะทำให้เขาประหลาดใจได้
ซ่งถิงเย่ลูบหน้าเบาๆ และเมื่อเขาลดมือลง ใบหน้าของเขายังคงเดิม แต่รัศมีรอบตัวกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!
แม้จะมีรอยยิ้มประดับอยู่ที่มุมปาก แต่มันกลับทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ แววตาในลูกตาดำขลับวาวโรจน์ราวกับดวงดาวที่สะท้อนในสระน้ำอันเย็นเยียบ เปี่ยมไปด้วยตบะบารมีดุจขุนศึกที่กำลังตรวจพลในสมรภูมิ
เพียงแค่การขยับท่าทาง เขาก็ดูเหมือนกำลังควบคุมกระดานหมากของโลกหล้า ทว่ายามที่เขาลดสายตาลง กลับมีความเมตตาฉายชัดออกมา คล้ายกำลังชั่งน้ำหนักโชคชะตาของสรรพสัตว์ แววตาเช่นนี้ควรจะเป็นแววตาที่ทำให้เหล่าขุนนางต้องก้มกราบและเหล่าชนเผ่าป่าเถื่อนต้องศิโรราบ!
"ดีมาก! ต้องเป็นนายนี่แหละ!"
จางจื้อลี่ตบหน้าขาตัวเองด้วยความตื่นเต้น ลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนสั่ง
"ใครก็ได้ พาฝ่าบาท... ไม่ใช่สิ พาเขาไปเปลี่ยนชุดเร็วเข้า!"
จางจื้อลี่มองตามหลังซ่งถิงเย่ที่เดินจากไป ก่อนจะดึงตัวอู๋เฉียงเข้ามาใกล้แล้วกระซิบถาม
"นี่นายไปปล้นสุสานมาหรือไง? ไปขุดเอาฮ่องเต้ตัวจริงมาจากสุสานไหนกันฮะ?"
อู๋เฉียงได้แต่ส่ายหน้าและยักไหล่อย่างพูดไม่ออก
"เปล่าสักหน่อยพี่ ผมแค่เดินผ่านไปเห็นเขาจ้องหน้าคนอื่นอยู่พอดี เลยเก็บตัวมานี่แหละ"