- หน้าแรก
- ระบบวิศวะขั้นเทพ สัมผัสปุ๊บ เทพปั๊บ
- บทที่ 7 ต่างคนต่างความคิด
บทที่ 7 ต่างคนต่างความคิด
บทที่ 7 ต่างคนต่างความคิด
เจียงฮ่าวเฉินนั่งคุยสัพเพเหระกับเว่ยเหยาซวน ขณะที่เถ้าแก่หลี่ (หลี่อวิ้นเทียน) นั่งเอกเขนกไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้าม ท่าทางดูอ่อนเพลียเหมือนคนอดนอน ส่วนเถ้าแก่เฉากำลังซุบซิบอยู่กับผู้จัดการว่าน (ว่านเฉิงอัน) อย่างออกรส
“เสี่ยวว่าน โรงงานนายเริ่มประเมินทรัพย์สินหรือยัง?” เถ้าแก่เฉากระซิบถาม
นี่คือหัวข้อร้อนแรงที่เหล่าผู้บริหารกำลังถกเถียงกันในช่วงนี้ โดยเฉพาะเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
“ใกล้แล้วครับ แต่เรื่องพวกนี้พูดยาก โรงงานคุณยังดีนะ แต่โรงงานผมเนี่ยสิยอดตก แถมยังมีคนงานต้องดูแลอีกตั้งเยอะ ถ้าให้เฮียควักเงินสักไม่กี่ล้านมาเทคโอเวอร์ เฮียจะเอาไหมล่ะ?”
ผู้จัดการว่านย้อนถาม
“ฮ่าๆๆ ก็จริงนะ ถ้าต้องควักเงินสดก้อนโตออกมา ไม่รู้ชาติไหนจะถอนทุนคืนได้ ยิ่งโรงงานเก่ายิ่งปัญหาเยอะ ทั้งเรื่องที่ดิน เรื่องค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ไม่รู้จะประเมินกันยังไง คงต้องรอดูกันไปก่อน”
เถ้าแก่เฉาพยักหน้าเห็นด้วย
“เอ้อ ได้ยินเฮียพูดว่าเจียงฮ่าวเฉินทำงานอยู่บริษัทรถยนต์ของซุนเหวินหาวใช่ไหม? งั้นก็เป็นบริษัทพี่บริษัทน้องกับเต๋อเย่กรุ๊ปของเราสิ บริษัทรถยนต์ของซุนเหวินหาวนี่ดีจริงๆ นะ คนน้อย แต่กำไรมหาศาล!”
ผู้จัดการว่านรำพึงด้วยความอิจฉา
“อืม บริษัทนั้นดีจริงๆ ฉันเองยังอิจฉาเลย ส่วนเสี่ยวเจียงนี่ฉันก็เพิ่งรู้จัก...”
เถ้าแก่เฉายังพูดไม่ทันจบ ผู้จัดการว่านก็ขมวดคิ้วแทรกขึ้นมา
“เพิ่งรู้จัก? แล้วเฮียจะอวยเขาซะเว่อร์ขนาดนั้นทำไม? ทำเอาผมต้องลากวิศวกรหวังมาด้วยเลยเนี่ย”
เถ้าแก่เฉายิ้มเจ้าเล่ห์
“ถึงจะเพิ่งรู้จัก แต่ฉันเห็นฝีมือเขาซ่อมเครื่องจักรกับตา ถึงฉันจะไม่เก่งเทคนิค แต่ฉันผ่านโลกมาเยอะ สายตาฉันไม่พลาดหรอก ฝีมือเด็กนั่นน่ะ... ดีกว่าไอ้หนุ่มวิศวะจบใหม่สองคนในโรงงานนายรวมกันซะอีก”
พูดจบเขาก็ขยับเข้าไปกระซิบข้างหูผู้จัดการว่านเบาๆ
“ไม่ได้โม้นะ แต่ฉันว่าเผลอๆ จะเก่งกว่าวิศวกรหวังของนายด้วยซ้ำ”
เถ้าแก่เฉาอาจจะพูดเกินจริงไปหน่อย แต่เขาฟังมาจากช่างเฉินที่เล่าว่าเจียงฮ่าวเฉินเลือกซื้ออะไหล่คล่องแคล่วมาก แถมฝีมือบัดกรีก็เนียนกริบ
หลังจากซ่อมเสร็จ เถ้าแก่เฉาเรียกช่างเฉินไปสอบสวนความจริง ช่างเฉินที่เป็นแค่มือสมัครเล่นก็เลยยกยอเจียงฮ่าวเฉินซะจนตัวลอย เถ้าแก่เฉาเลยยิ่งมั่นใจว่าเจอเพชรเม็ดงามเข้าให้แล้ว
“จริงเหรอวะ?”
ผู้จัดการว่านทำหน้าไม่อยากเชื่อ แม้จะเชื่อใจเถ้าแก่เฉา แต่ก็ไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กหนุ่มหน้าตาซื่อๆ จะเก่งกาจขนาดนั้น
ยุคนี้กระแสการแปรรูปรัฐวิสาหกิจกำลังลามไปทั่ว ผู้จัดการว่านเองก็มีแผนในใจ
โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ของเขาเล็กนิดเดียว แต่ปัญหาใหญ่คือเรื่องเทคนิค มีช่างแค่สามคน สองคนเพิ่งจบใหม่ฝีมือพื้นๆ อีกคนก็แก่อย่างวิศวกรหวัง ถ้ามีการแปรรูปจริงๆ เขาตั้งใจจะปรับโครงสร้างแผนกช่างใหม่หมด เคยเปรยๆ กับเถ้าแก่เฉาไว้ว่าอยากหาช่างซ่อมบำรุงเก่งๆ สักคน
เถ้าแก่เฉาเองก็มีแผน เขาแนะนำเจียงฮ่าวเฉินให้รู้จักก็เพราะหวังผล เขาถือหุ้นในโรงงานของเถ้าแก่หลี่อยู่ เลยอยากให้เจียงฮ่าวเฉินไปช่วยงานที่นั่น
แต่พอได้ยินช่างเฉินโม้สรรพคุณเจียงฮ่าวเฉินเมื่อตอนบ่าย แผนของเถ้าแก่เฉาก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้น ถ้าปีหน้าโรงงานเขาถูกแปรรูป เขาคิดจะเปิดบริษัทซ่อมบำรุงเครื่องจักรแยกออกมาต่างหาก รับทั้งขายทั้งซ่อม การผูกมิตรกับเจียงฮ่าวเฉินไว้จึงเป็นเรื่องจำเป็น ส่วนการแนะนำให้คนอื่นรู้จักก็แค่หน้าฉาก
“เฮียเฉา ถ้าเด็กนั่นเก่งจริงอย่างเฮียว่า ไว้วันหลังนัดเขามาที่โรงงานผมหน่อยสิ ให้ลองมาดูเครื่องจักร ถ้าเข้าท่าจริง ปีหน้าหลังแปรรูป ผมกะว่าจะจ้างเขามาเป็นพาร์ทไทม์... ว่าแต่เฮียมีเบอร์เพจเจอร์เขาไหม? ขอหน่อยสิ”
ผู้จัดการว่านเอ่ยปาก
เถ้าแก่เฉายิ้ม หยิบปากกาหมึกซึมออกมาจากกระเป๋าเสื้อ จดเบอร์เพจเจอร์ตัวเองลงบนนามบัตร แล้วยื่นให้ผู้จัดการว่าน
“ติดต่อผ่านเบอร์ฉันไปก่อนแล้วกัน” (เถ้าแก่เฉาเนียน ไม่ยอมให้เบอร์ตรง เพราะอยากเป็นคนกลาง)
“กากี่นั้ง! มาๆ มาร้องเพลง ต้องสู้ถึงจะชนะ ด้วยกันหน่อย ร้องเป็นไหม?”
จู่ๆ เถ้าแก่หลี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ลุกเดินเข้ามาหาเจียงฮ่าวเฉิน ดูเหมือนจะพักจนหายเหนื่อยแล้ว ท่าทีเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้นมาทันที
เจียงฮ่าวเฉินงงไปวูบหนึ่ง แต่ก็ตั้งสติได้ทัน สงสัยเถ้าแก่เฉาคงไปเป่าหูอะไรมาแน่ๆ เขาไม่รอช้า รีบไปเลือกเพลง แล้วคว้าไมค์ขึ้นมาร้องเพลงคู่กับเถ้าแก่หลี่
เสียงเพลงดังลั่นห้องแทบแตก เถ้าแก่หลี่ตะเบ็งเสียงร้องเหมือนคนเก็บกด เจียงฮ่าวเฉินกลายเป็นแค่คอรัสจำเป็น นั่งทรมานหูอยู่ข้างๆ
“ผู้จัดการว่าน เถ้าแก่เฉา ดึกแล้วครับ ภรรยาผมไม่ค่อยสบายช่วงนี้ ผมขอตัวกลับไปดูแลเธอก่อน”
วิศวกรหวังที่นั่งเงียบอยู่นาน ยกเพจเจอร์ขึ้นดู เห็นว่าเกือบ 4 ทุ่มแล้ว จึงลุกขึ้นขอตัวกลับ
“ฮ่าๆๆ วิศวกรหวังรักเมียจริงๆ งั้นก็กลับดีๆ นะครับ ระวังรถด้วย!” เถ้าแก่เฉาบอกลา
ผู้จัดการว่านดึงตัววิศวกรหวังไปกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง ก่อนจะกลับมานั่งที่เดิม
วิศวกรหวังเดินออกจากห้อง ตอนผ่านประตู เขาหันกลับมามองเจียงฮ่าวเฉินแวบหนึ่งโดยไม่พูดอะไร แล้วปิดประตูจากไป
“มาๆ อาเทียน เสี่ยวเจียง อย่ามัวแต่ร้องเพลง ดื่มๆๆ!”
พอวิศวกรหวังกลับไป บรรยากาศเริ่มกร่อยลงนิดหน่อย เถ้าแก่เฉาที่คุยธุระกับผู้จัดการว่านเสร็จแล้ว เลยรีบเข้ามาบิ๊วอารมณ์ คว้าเบียร์สองขวดไปส่งให้เจียงฮ่าวเฉินกับเถ้าแก่หลี่ถึงหน้าจอคาราโอเกะ
พอเพลงจบ เจียงฮ่าวเฉินสบโอกาสจะขอตัวไปนั่งพัก แต่เถ้าแก่เฉาก็พูดดักคอขึ้นมา
“เสี่ยวเจียง ช่วยเลือกเพลงให้ป๋าหน่อย... อืม... เอาเพลง เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ นะ”
เสียงโหยหวนปานจะขาดใจดังขึ้นอีกเพลง เจียงฮ่าวเฉินที่ยืนอยู่ข้างๆ แทบอยากจะเอาหัวโขกกำแพงตาย
เจียงฮ่าวเฉินคิดในใจ ตาแก่นี่แก่ป่านนี้แล้วยังฟิตปั๋งขนาดนี้ เถ้าแก่เฉานี่มันครบเครื่องจริงๆ เรื่องกิน เรื่องเที่ยว เรื่องพนัน เรื่องธุรกิจ แกเจนจัดไปซะทุกเรื่อง
เพลงแล้วเพลงเล่า เหล้าขวดแล้วขวดเล่า งานเลี้ยงดำเนินไปจนถึง 5 ทุ่ม ถึงได้ฤกษ์ออกจากร้าน แต่เถ้าแก่เฉาบอกว่ายังมีเรื่องจะคุยกับเจียงฮ่าวเฉิน เลยชวนไปต่อร้านข้าวต้มรอบดึกริมแม่น้ำหนานยง
เจียงฮ่าวเฉินเพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่า ‘รถด่วนขบวนสุดท้าย’ ก็วันนี้แหละ
เถ้าแก่เฉาไปหาที่จอดรถ ผู้จัดการว่านลงรถปุ๊บก็พุ่งเข้าห้องน้ำ เจียงฮ่าวเฉินกับเว่ยเหยาซวนเดินไปเลือกโต๊ะนั่งริมแม่น้ำ
“ยังจะกินข้าวต้มต่ออีกเหรอเนี่ย ชีวิตกลางคืนที่นี่มันสุดยอดจริงๆ” เจียงฮ่าวเฉินรำพึง
ตอนเรียนอยู่ทางเหนือ อย่างมากก็แค่ออกไปดื่มเหล้านิดหน่อย ไม่เคยเที่ยวลากยาวดึกดื่นขนาดนี้ มาทำงานที่นี่สองเดือน เขาก็ขลุกอยู่แต่ในบริษัทตอนกลางคืน
“นายเนี่ยนะ ดูไม่ออกเลยว่าบ้านนอกเข้ากรุง บางคนกินข้าวต้มเสร็จเขาไปนวดฝ่าเท้าต่อด้วยนะเว้ย!” เว่ยเหยาซวนแซวขำๆ
เจียงฮ่าวเฉินฟังแล้วอ้าปากค้าง ได้แต่คิดในใจ คนมีเงินนี่มันดีจริงๆ
ไม่นานเถ้าแก่เฉากับผู้จัดการว่านก็เดินมาที่โต๊ะ พร้อมสั่งโจ๊กมาหลายอย่าง ทั้งโจ๊กซี่โครงหมู โจ๊กเนื้อปลา โจ๊กไส้หมู โจ๊กไก่ เมนูหลากหลายละลานตา
“เสี่ยวเจียง เธอเคยคิดอยากย้ายไปทำงานที่เงินเดือนสูงกว่านี้ไหม?”
พอนั่งลงปุ๊บ เถ้าแก่เฉาก็เปิดประเด็นทันที
เว่ยเหยาซวนเดาถูกเป๊ะ เจียงฮ่าวเฉินเข้าใจเจตนาของเถ้าแก่เฉาทันที แต่เขาจะปฏิเสธตรงๆ ก็ไม่ได้ เลยต้องหาข้ออ้างดีๆ
“เถ้าแก่เฉา พูดตามตรงนะครับ ผมได้งานที่บริษัทรถยนต์เพราะญาติผู้ใหญ่ฝากฝังให้ ผู้จัดการซุนแกก็มีบุญคุณกับญาติผม มีการค้าขายกัน ผมเพิ่งมาทำงานได้แค่สองเดือน ถ้าจู่ๆ ลาออกไปตอนนี้ มันจะดูเนรคุณผู้ใหญ่น่ะครับ”
เถ้าแก่เฉาฟังแล้วก็รู้สึกเสียดาย เจียงฮ่าวเฉินมีความสัมพันธ์กับผู้จัดการซุนแบบนี้ เขาคงไปขุดบ่อล่อปลาข้ามถิ่นไม่ได้จริงๆ อีกอย่างเขาก็สนิทกับซุนเหวินหาวด้วย การดึงเด็กเส้นของเพื่อนมามันเสียมารยาท
“งั้นเอางี้ไหม เสี่ยวเจียง มาทำงานพาร์ทไทม์กับฉัน ถ้าไม่มีงานไม่ต้องมา ถ้ามีปัญหาฉันจะเพจตาม เงินเดือนฉันให้ 600 หยวน เป็นไง?”
จู่ๆ เถ้าแก่หลี่ก็โพล่งขึ้นมากลางวง
ข้อเสนอนี้ทำเอาเจียงฮ่าวเฉินชะงัก เขาไม่คิดว่าเถ้าแก่หลี่จะใจป้ำขนาดนี้
เรื่องลาออกจากบริษัทรถยนต์ไปอยู่โรงงานฮาร์ดแวร์เต็มตัว เขาไม่เอาด้วยหรอก เพราะจะเสียสิทธิ์ซื้อหุ้น
เดิมทีเขาก็เล็งๆ งานพาร์ทไทม์ไว้อยู่แล้ว จะได้มีรายได้เพิ่มไปสมทบทุนซื้อหุ้นปีหน้า แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มพูดยังไง
ตอนนี้สวรรค์มาโปรด เถ้าแก่หลี่เสนอมาเอง แถมให้เงินเดือนตั้ง 600 หยวน มากกว่าเงินเดือนปัจจุบันเขาเกือบเท่าครึ่ง! ปัญหาทุกอย่างคลี่คลายในพริบตา