- หน้าแรก
- ศึกจอมทัพแห่งราชวงศ์จิน
- บทที่ 4: โจรขุดสุสาน
บทที่ 4: โจรขุดสุสาน
บทที่ 4: โจรขุดสุสาน
"หลานขอตัวลาพอก่อนขอรับ"
"เตรียมการเรื่องสมาคมการค้าให้เรียบร้อยเถิด"
หวังจั๋วเอ่ยถามเมื่อได้ยินดังนั้น
"มีคนที่เหมาะสมจะดูแลและรับผิดชอบหรือยัง? ต้องการคนจากในตระกูลหรือไม่?"
"ไม่จำเป็นขอรับท่านปู่ ตอนนี้เรากำลังทำกำไรจากการขายเกลือ เป็นช่วงเวลาที่ตระกูลหวังจำเป็นต้องใช้คนของตัวเอง นอกจากนี้ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลานได้ฟูมฟักผู้มีความสามารถด้านการค้าขายไว้หลายคน ให้พวกเขารับผิดชอบจัดเตรียมกองคาราวานเถิดขอรับ"
แม้หวังจิ้นจะกล่าวเช่นนั้น แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด
ในบรรดาคนตระกูลหวัง บิดาผู้ไร้ความสามารถของเขานั้นตัดทิ้งไปได้เลย หากมิใช่เพราะเป็นบุตรชายคนโต เขาคงไม่มีทางได้รับสืบทอดกิจการต่อจากท่านผู้เฒ่า
นอกจากนี้ น้องชายต่างมารดาที่เป็นลูกอนุภรรยาทั้งสองคนก็เป็นเพียงขยะที่วันๆ เอาแต่กิน ดื่ม เที่ยวหอนางโลม และเล่นพนัน เนื่องจากมารดาของหวังจิ้นด่วนจากไปตั้งแต่เขายังเล็ก บิดาจึงมีภรรยารอง
ส่วนท่านอารองหวังคุนก็บ้าคลั่งวรยุทธ์ วันๆ เอาแต่ฝึกฝน ด้วยพรสวรรค์ที่เหนือธรรมดา เขาหวังว่าจะก้าวข้ามไปสู่ขอบเขตลมปราณ เพื่อหาโอกาสทะลวงขีดจำกัด เขาจึงออกเดินทางท่องไปทั่วสารทิศ ทิ้งลูกชายฝาแฝดสองคนไว้ ซึ่งทั้งคู่มีร่างกายแข็งแกร่งมาตั้งแต่เด็กและมีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์สูง วันๆ เอาแต่ฝึกวิชาอย่างขะมักเขม้น ในหัวมีแต่เรื่องมรรคาแห่งการต่อสู้ ไร้ซึ่งหัวคิดเรื่องการเรียนหนังสือหรือการค้าขาย
ท่านอาสามหวังเฉิงคือตัวปัญหาที่สุด เขาเป็นคนโลภโดยสันดานและคอยจ้องจะหาผลประโยชน์จากหลานชายคนโตอย่างเขาเสมอ อย่าว่าแต่จะให้ช่วยงานเลย แค่ไม่ก่อเรื่องก็นับว่าดีถมไปแล้ว เขามีลูกชายเพียงคนเดียวซึ่งก็เป็นคนไม่เอาถ่านเช่นกัน
หวังจิ้นวางแผนไว้แล้วว่าเมื่อท่านผู้เฒ่าสิ้นบุญ เขาจะส่งครอบครัวของท่านอาสามตามไปรับใช้ท่านปู่ด้วย เขาเบื่อที่จะต้องมาทนเห็นหน้าคนพวกนี้เต็มทน
หวังจิ้นตั้งใจจะให้พ่อบ้านที่ดูแลโรงงานเกลือเป็นผู้จัดเตรียมสมาคมการค้า คนผู้นี้มีนามว่า เสิ่นซาน เป็นเด็กกำพร้าที่หวังจิ้นคัดเลือกมาอุปการะ เขามีพรสวรรค์ด้านการค้าขายไม่น้อย และความจงรักภักดีก็เชื่อถือได้
"ตกลง ไปจัดการเถอะ"
หวังจิ้นโค้งคำนับลาและพาอาหูกับอาเป่าที่รออยู่ด้านนอกกลับไปยังเรือนพักส่วนตัว เพื่อใช้สิทธิ์การสุ่มรางวัลหลังจากทำภารกิจรองสำเร็จ
"สุ่มรางวัล"
[องครักษ์แห่งวุยก๊ก * 100 ต้องการเรียกออกมาหรือไม่ (ใช่/ไม่ใช่)]
"ฮ่าๆ ไม่เลวเลย แม้จะไม่ดีเท่าการสุ่มครั้งแรก แต่ก็นับว่าใช้ได้ ยังไม่เรียกออกมาตอนนี้แล้วกัน ทหารราบหนักหนึ่งร้อยนายซ่อนตัวไม่ง่าย เอาไว้เรียกออกมาตอนจำเป็นดีกว่า"
ขณะที่หวังจิ้นกำลังกระหยิ่มยิ้มย่อง อาหูก็รีบวิ่งเข้ามา ตามมาด้วยชายคนหนึ่งที่เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน
"เกิดอะไรขึ้น? ทำไมต้องตื่นตระหนกขนาดนั้น?"
"นายน้อย ขุดเจอทางเข้าสุสานบนเขาห้าสมบัติแล้วขอรับ แต่พอจะบุกเข้าไป ข้างในกลับเต็มไปด้วยกับดัก โจรขุดสุสานและแรงงานที่เราจับมาเมื่อปีก่อนตายและบาดเจ็บไปเยอะมาก ตอนนี้พวกมันกำลังก่อความวุ่นวายไม่ยอมขุดต่อแล้วขอรับ"
"หืม? ไปดูกันเถอะ เรียกพวกพี่น้องที่ว่างอยู่มารวมพล แล้วเตรียมอาวุธให้พร้อม"
หวังจิ้นครุ่นคิดครู่หนึ่งและตัดสินใจแลกเปลี่ยนหน้าไม้จากระบบเพิ่มอีกสักหน่อยเพื่อความไม่ประมาท
สุสานนี้เป็นของอ๋องในราชวงศ์ก่อน
นับว่าเป็นเรื่องบังเอิญ เมื่อสองปีก่อน หวังจิ้นนั่งดื่มเหล้าอยู่ในภัตตาคารและบังเอิญได้ยินซินแสดูฮวงจุ้ยกับโจรขุดสุสานแอบวางแผนขุดสุสานแห่งนี้ คนดีศรีสังคมอย่างหวังจิ้นผู้มีน้ำใจ จึง 'เก็บ' พวกเขาไว้ พร้อมทั้งพาภรรยา ลูกหลาน และคนแก่ที่บ้านของพวกเขามาช่วยงานขุดด้วยเสียเลย
"ไป ออกเดินทาง"
"เราต้องออกจากเมืองก่อนประตูเมืองปิด มิเช่นนั้นจะพกพาอาวุธลำบาก"
กุบกับ... เสียงเกือกม้าดังก้องไปตามเส้นทางเล็กๆ หน้าภูเขา
ชายฉกรรจ์หลายสิบคนในชุดทะมัดทะแมงถือดาบคมกริบ คุ้มกันนายน้อยรูปงามมุ่งตรงไปยังเขาห้าสมบัติ ช่วยไม่ได้ ในเมื่อหวังจิ้นไร้วรยุทธ์และกลัวตายเป็นที่สุด
ผ่านไปราวสองชั่วยาม ก้นของหวังจิ้นแทบจะพังยับเยินกว่าจะมาถึงสถานที่ขุดค้น
เพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตาและประหยัดเวลาในการขุด จึงมีการขุดอุโมงค์ทางเดินยาวคดเคี้ยวเข้าไป
ภายในอุโมงค์ ชายชราผมขาวในชุดนักพรตกำลังพยายามปลอบประโลมฝูงชนที่กำลังตื่นตระหนก
"ทุกคน ฟังข้า! เราเหนื่อยยากกันมาตั้งนาน ความสำเร็จอยู่แค่เอื้อมแล้ว นายน้อยหวังสัญญาแล้วว่าพวกเราจะได้ส่วนแบ่งจากทองคำ เงิน และสมบัติในสุสานนี้ด้วย อีกอย่าง ถ้าพวกเจ้าก่อเรื่องใหญ่โต นายน้อยผู้นั้นอำมหิตแค่ไหนพวกเจ้าก็รู้"
ชายผอมแห้งหน้าตาซีดเซียวคนหนึ่งแสยะยิ้มและถามสวนขึ้นมา "มันกล้าฆ่าเราเรอะ? ข้างในมีกับดักมากมาย ใครจะรู้ว่าต้องตายอีกกี่คนถ้าเข้าไปอีก? ทำไมมันไม่ลงไปเองล่ะ?"
สิ้นเสียงคำพูด ลูกศรหน้าไม้ก็พุ่งทะลุปากของเขา ทะลุออกทางท้ายทอยพร้อมกับเลือดสาดกระเซ็น ร่างของเขาล้มตึงลงกับพื้นทันที
คนนับร้อยในอุโมงค์เงียบกริบลงฉับพลัน พวกเขาหันมองไปทางปากอุโมงค์ เห็นชายหนุ่มถือหน้าไม้ยืนยิ้มแฉ่งให้พวกเขา
"ดูเหมือนฝีมือยิงของข้าจะแม่นไม่เบา ฮ่าๆ"
พูดจบ เขาก็หยิบลูกศรอีกดอกที่นักรบด้านหลังขึ้นสายให้แล้ว เล็งไปที่ฝูงชน ปลายลูกศรชี้ไปทางใคร คนผู้นั้นก็หดตัวถอยหนีด้วยความหวาดกลัว
"มีความกล้าแค่นี้ยังริอาจก่อเรื่องประท้วงหยุดงาน? เบื่อที่จะมีชีวิตอยู่แล้วรึ? สุราดีอาหารเลิศรสที่ข้าส่งมาให้กินทุกวันคิดว่าเป็นของฟรีงั้นหรือ? เงินของข้าไม่ได้หามาทิ้งขว้างนะเว้ย"
"ตอนนี้คิดจะหนี? สายไปแล้ว!"
"จะเลือกเข้าไปข้างในแล้วอาจจะไม่ตาย หรือจะเลือกไม่เข้าไปแล้วตายเดี๋ยวนี้!"
ทันทีที่สิ้นเสียง นักรบด้านหลังหวังจิ้นก็ชักอาวุธออกมาพร้อมกัน ปลายดาบชี้ไปที่กลุ่มโจรขุดสุสานที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยฝุ่นดินจากการขุดเจาะมายาวนาน
คนเหล่านี้บางคนแสดงความหวาดกลัว ตัวสั่นงันงก ขณะที่บางคนแววตาฉายแววดุร้าย กำหมัดแน่นเตรียมต่อสู้
ชายชราในชุดนักพรตเห็นท่าไม่ดีจึงรีบตะโกนขึ้น
"ไปๆๆ! พวกเราจะไป!"
ขณะพูด เขาขยับเข้าไปใกล้สองคนที่เตรียมจะขัดขืน
"เร็วเข้า หลิวซาน หม่าลิ่ว ลงไปข้างล่างกันเถอะ"
เมื่อเข้าไปใกล้
เขากระซิบกับทั้งสองคนว่า
"ลงไปข้างล่างเราอาจจะไม่ตาย แต่ถ้าต่อกรกับนายน้อยผู้นี้เราตายสถานเดียว ดูคนพวกนั้นสิ ส่วนใหญ่เป็นยอดยุทธ์ระดับขอบเขตลมปราณ แถมยังมีอาวุธครบมือและหน้าไม้อานุภาพสูง ขัดขืนไปก็มีแต่เอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ"
ชายสองคนสบตากันเมื่อได้ยินดังนั้น ค่อยๆ คลายหมัดที่กำแน่นออก สีหน้าเต็มไปด้วยความจำยอม ช่วยไม่ได้ ในเมื่อผู้แข็งแกร่งคือผู้ออกกฎ
"ไปเถอะ ลองดูอีกสักครั้ง"
ไม่มีทางเลือก ระหว่างความตายที่อาจเกิดขึ้น กับความตายที่แน่นอน พวกเขาทำได้เพียงเลือกอย่างแรก
พวกเขาเองก็คาดไม่ถึงเลยว่าหวังจิ้นจะโหดเหี้ยมอำมหิตได้ถึงเพียงนี้