- หน้าแรก
- จอมยุทธ์ผ่ามิติ มหายุทธ์ทะลุหมื่นพิภพ
- บทที่ 21 ราชินีปลิงโลหิตพันเศียร, อาจารย์ขั้นกายภายนอก
บทที่ 21 ราชินีปลิงโลหิตพันเศียร, อาจารย์ขั้นกายภายนอก
บทที่ 21 ราชินีปลิงโลหิตพันเศียร, อาจารย์ขั้นกายภายนอก
บทที่ 21 ราชินีปลิงโลหิตพันเศียร, อาจารย์ขั้นกายภายนอก
ขณะที่เสียงบรรยายของผู้ประกาศข่าวเล็ดลอดออกมา
ภาพบนจอขนาดใหญ่ในห้องยุทธ์ ก็ตัดจากห้องส่งไปยังมุมมองทางอากาศของที่เกิดเหตุ
รอยแยกขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายและบิดเบี้ยว กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องพร้อมกับส่งเสียงดังสนั่นราวกับฟ้าร้อง
ภายใต้รอยแยกนั้น มีเหล่าสิ่งมีชีวิตในตำนานที่เต็มไปด้วยสีสันของเลือดและความมืดมิดผุดออกมาไม่หยุด
ที่มีจำนวนมากที่สุดคือ: สิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายคนที่ทั่วร่างปกคลุมไปด้วยสะเก็ดกระดูกเปื้อนเลือด ตามข้อต่อมีหนามกระดูกสีขาวยื่นออกมา ในเบ้าตามีเปลวไฟฟอสฟอรัสสีเขียวเรืองรอง เคลื่อนไหวเชื่องช้าราวกับซอมบี้
บนภาพถ่ายทางอากาศยังมีบริการเสริมที่ยอดเยี่ยม ด้วยการแสดงชื่อ ระดับ และความสามารถของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ขึ้นมา
【อสูรศพเชื้อไวรัส (ระดับทาสรับใช้): ปลดปล่อยไวรัสโลหิตชนิดแพร่เชื้อ เคลื่อนไหวเชื่องช้า เมื่อเข้าใกล้จะกระโจนเข้าใส่โดยไม่ทันตั้งตัว โจมตีโดยอาศัยหนามกระดูกและการกัดกิน】
เนื่องจากอสูรศพเชื้อไวรัสมีจำนวนมหาศาล มองจากระยะไกลจึงดูเหมือนคลื่นยักษ์สีดำที่ซัดสาดไปมา ดูแล้วกระแทกสายตาอย่างมาก
แต่ทว่า ไม่ว่าจะเป็นลีซีจวินหรือชาวเมืองป๋อคนอื่นๆ เมื่อได้เห็นกลับไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวออกมา กลับกันยังมีความรู้สึก 'เจ้าอีกแล้วเหรอ' เสียมากกว่า
เหตุผลง่ายมาก ในยุคมหาวิบัติช่วงแรกเริ่ม สิ่งมีชีวิตจากโลกในตำนานที่บุกรุกและอาละวาดบนทวีปเป็นพวกแรกก็คือเจ้านี่เอง
และรอยแยกแห่งตำนานทางตะวันออกของเมืองป๋อก็บังเอิญเชื่อมต่อกับโลกนี้พอดี
ทุกครั้งที่รอยแยกเกิดความผันผวน สิ่งมีชีวิตในตำนานที่อ่อนแอที่สุดอย่างเจ้านี่ก็จะออกมาได้ง่ายที่สุด
ประกอบกับจำนวนที่มหาศาล แต่พลังต่อสู้กลับเทียบได้แค่กับนักเรียนมัธยมปลายระดับศิษย์ฝึกหัดที่ฝึกฝนมาไม่กี่ปีเท่านั้น
ดังนั้น อสูรศพเชื้อไวรัส สำหรับชาวเมืองป๋อแล้ว จึงเป็นเหมือนเพื่อนเก่าที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ตอนประถมที่ไปทัศนศึกษาพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มหาวิบัติ นักเรียนเกือบทุกจังหวัดก็จะได้เห็นซากสตัฟฟ์ของมัน
เพียงแต่ว่า สิ่งที่ตามหลังฝูงศพเหล่านี้มาคืออสูรกายที่ไม่มีผิวหนัง เผยให้เห็นกล้ามเนื้อสีแดงคล้ำที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดเต้นตุบๆ ลิ้นของมันวิวัฒนาการเป็นหนวดระยางสี่เส้นที่มีเงี่ยงแหลม ท้ายทอยมีปากรูปกากบาทแยกออก รูปร่างโดยรวมคล้ายกับตัว ลิกเกอร์ (อสูรในเกม)
【นักล่าโลหิตห้วงลึก (ระดับทหารคลั่ง): ความเร็วในการเคลื่อนที่เทียบเท่านักยุทธ์ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา หนวดระยางลิ้นสามารถเจาะทะลุเหล็กกล้าได้ โจมตีเร็วมาก ปีนป่ายไร้เสียง การได้ยินไวต่อเสียงอย่างสุดขีด】
นี่คือสิ่งมีชีวิตในตำนานที่สามารถเทียบเคียงได้กับนักยุทธ์ขั้นผลัดเปลี่ยนกายาแล้ว แม้ว่าจะไม่มีความสามารถในการแพร่เชื้อไวรัส แต่ก็แลกมาด้วยความเร็วและความสามารถในการล่าที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
สุดท้ายที่เดินออกมาคือสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่จำนวนน้อยลง แต่ร่างกายของมันราวกับภูเขาเนื้อที่ประกอบขึ้นจากเศษแท่นศิลาจารึกสุสานหลายร้อยชิ้นและก้อนเนื้อขนาดใหญ่ แขนซ้ายของมันกลายพันธุ์เป็นโล่แท่นศิลายักษ์ แขนขวาเป็นใบมีดกระดูกสามง่ามที่แยกออกจากข้อศอก ท่วงท่าดูน่าเกรงขามมาก
【ภูผาเนื้อแท่นศิลา (ระดับขุนพล): ภายในร่างกายมีสิ่งมีชีวิตที่เป็นเลือดเนื้อจำนวนมาก อัตราการฟื้นตัวเร็วมาก พละกำลังเหนือกว่านักยุทธ์ขั้นเจตจำนงส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวถือว่าเชื่องช้าเมื่อเทียบกับระดับเดียวกัน นักยุทธ์ขั้นเจตจำนงในระดับเดียวกันยากที่จะสังหารได้ แนะนำให้ใช้อาวุธเลเซอร์】
เดิมที พอมาถึงตรงนี้ ลีซีจวินก็ยังไม่ได้รู้สึกตึงเครียดอะไร จางไห่เฟิงที่อยู่ข้างๆ ก็เช่นกัน
ชาวเมืองป๋อส่วนใหญ่ที่กำลังถือมือถือดูถ่ายทอดสดก็ยังรู้สึกผ่อนคลายและสนุกสนาน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว พวกนี้โดยพื้นฐานก็สามารถใช้อาวุธคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและอาวุธเลเซอร์สังหารได้ แม้จะมีจำนวนมาก แต่ก็ไม่นับว่าน่ากลัวอะไร
จนกระทั่งบนท้องฟ้าตรงรอยแยก สีเลือดที่ผิดปกติเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็รวมตัวกันกลายเป็นอสูรกายรูปร่างคล้ายสตรีขนาดเท่าภูเขาลูกย่อมๆ ที่มีก้อนเนื้อบิดเบี้ยวนับไม่ถ้วน ทั้งศีรษะ แขน และนิ้วเท้าต่างผุดขึ้นมาแล้วก็ละลายหายไป
เพียงแต่ศีรษะของมันไม่ได้งดงามอะไร แต่กลับเป็นปากที่อ้าออกได้ บนปากมีหนวดระยางนับไม่ถ้วน ปลายหนวดแต่ละเส้นคือใบหน้าของมนุษย์ ส่วนท่อนล่างยิ่งเป็นทะเลโลหิตที่รวมตัวกันจากสิ่งที่คล้ายปลิงสีเลือดจำนวนนับไม่ถ้วน
ในวินาทีที่มันปรากฏตัว ฟ้าดินในรัศมีกว่าห้าสิบลี้ก็เปลี่ยนสีไปโดยสิ้นเชิง!
ต้นไม้ทั้งหมดนอกเมืองเหี่ยวเฉาในทันที ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ป่านอกเมือง เลือดในกายก็พลันแห้งเหือดราวกับมัมมี่
แม้แต่ผืนดินที่เคยอุดมสมบูรณ์ก็ยังแห้งแตกระแหงเป็นนิ้วๆ ราวกับภัยพิบัติสวรรค์! สีแดงฉานอันไร้ที่สิ้นสุดแผ่ปกคลุมไปทั่วฟ้าดิน ราวกับจะย้อมทุกสิ่งให้กลายเป็นสีเลือด บดบังตะวัน ราวกับมหันตภัยที่น่ากลัวที่สุดได้มาเยือน
ปืนใหญ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและเลเซอร์ที่ยิงออกไปอย่างต่อเนื่อง ถูกกัดกร่อนจนกลายเป็นแอ่งโลหะเหลวในพริบตา
อาวุธเทคโนโลยีทั้งหมดไร้ผลโดยสิ้นเชิงภายใต้เสียงกรีดร้องที่ฟังดูคล้ายเสียงครางแผ่วเบาของมัน
กำแพงเมืองชั้นนอกที่สร้างจากโลหะผสมชนิดใหม่ขั้นสูง ก็ถูกฉีกกระชากราวกับเศษกระดาษ
แม้แต่ลีซีจวินที่มองผ่านหน้าจอก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันและความสิ้นหวังที่ถาโถมเข้ามา
จางไห่เฟิงที่อยู่ข้างๆ ซึ่งแข็งแกร่งราวกับหมีดำและมีฝีมือระดับขั้นเจตจำนง ก็มีสีหน้าเคร่งขรึม เค้นเสียงออกมาจากไรฟันสองคำ: “กายภายนอก!”
ในขณะเดียวกัน ทุกคนที่อยู่หน้าจอถ่ายทอดสดก็พลันหน้าเปลี่ยนสี ผู้ประกาศข่าวหญิงที่ปกติเสียงจะอยู่หลังฉากก็น้ำเสียงสั่นเครืออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“สถานการณ์ฉุกเฉิน ปรับระดับการเตือนภัยจากระดับหนึ่งเป็นระดับสอง ขอให้ชาวเมืองป๋อทุกท่านระมัดระวังความปลอดภัย”
“ต่อไปนี้ ดิฉันจะขอแนะนำต้นตอของการเตือนภัยระดับสองในครั้งนี้ สิ่งมีชีวิตในตำนานระดับผู้บัญชาการ 【ราชินีปลิงโลหิตพันเศียร】”
“ราชินีปลิงโลหิตพันเศียร ระดับผู้บัญชาการ พละกำลัง ความเร็ว และระดับการควบคุมพลังวิญญาณฟ้าดิน ล้วนเหนือกว่านักยุทธ์ระดับกายภายนอกในระดับเดียวกัน”
“มีความสามารถในการเป็นอมตะที่แข็งแกร่งเกินกว่าระดับปัจจุบัน ตราบใดที่ยังมีปลิงโลหิตเหลือรอดแม้เพียงตัวเดียว ก็จะไม่สามารถสังหารมันได้อย่างเด็ดขาด”
“มีความสามารถด้านมลทินทางจิตที่รุนแรงมาก สามารถปล่อยคลื่นพลังจิตโจมตี กลืนกินและหลอมรวมสิ่งมีชีวิตที่เป็นเลือดเนื้อส่วนใหญ่ได้”
“มีอาณาเขตจำแลง ความรุนแรงในการโจมตีโดยดึงพลังวิญญาณฟ้าดินมาใช้ เหนือกว่านักยุทธ์ระดับกายภายนอกที่ใช้กระบวนท่าสังหารกายภายนอก”
“ขอให้นักยุทธ์ที่อยู่ต่ำกว่าขั้นกายภายนอกทุกคน ออกจากสถานีรถไฟความเร็วสูงเมืองป๋อตะวันออกทันที”
“ขอแนะนำให้นักยุทธ์ระดับกายภายนอกห้าคนขึ้นไปทำการรุมสังหาร”
โดยทั่วไปแล้ว สิ่งมีชีวิตในตำนานระดับผู้บัญชาการ จะเทียบเท่ากับนักยุทธ์ระดับกายภายนอก แต่เห็นได้ชัดว่า สิ่งมีชีวิตในตำนานในระดับนี้ โดยทั่วไปแล้วพลังต่อสู้จะแข็งแกร่งกว่านักยุทธ์ระดับกายภายนอกส่วนใหญ่
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้บัญชาการที่มีอาณาเขตจำแลง มักจะสามารถกดดันพลังวิญญาณฟ้าดินในรัศมีหลายสิบลี้ได้ ทำให้อานุภาพของกระบวนท่าสังหารกายภายนอกที่ดึงพลังฟ้าดินมาใช้ของนักยุทธ์ระดับกายภายนอกลดน้อยลงไปมาก
การดำรงอยู่เช่นนี้ แม้จะไม่ได้ถึงขั้นล่มสลายเมือง แต่ก็เหมือนกับแผ่นดินไหวหรือพายุทอร์นาโดในยุคเก่าที่เคลื่อนตัวเข้าหาเมืองอย่างต่อเนื่อง น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
วิกฤตและความกดดันที่มาจากสิ่งมีชีวิตในตำนานระดับนี้ ต่อให้รู้ว่ามียอดฝีมือขั้นกายภายนอกที่เพียงพอจะจัดการได้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหวาดกลัวจากก้นบึ้งของหัวใจอยู่ดี
แม้แต่ลีซีจวินก็ยังเผลอตื่นเต้นตามไปด้วยแวบหนึ่ง ก่อนจะเหลือบมองผนึกสวรรค์ของตัวเองโดยสัญชาตญาณ
อ้อ ข้าหนีไปโลกอื่นได้นี่หว่า ถ้างั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ เขาก็หายกดดันไปเสียเฉยๆ แถมยังเริ่มคิดแล้วว่ามื้อค่ำนี้จะกินอาหารชุดพินห่าวรสอะไรดี
“โชคดี โชคดี”
จางไห่เฟิงที่เมื่อครู่ก็ตึงเครียดอย่างมาก พอเห็นภาพบนหน้าจอตัดไป ก็ดูเหมือนจะผ่อนคลายลงในทันที
“วันนี้อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนมัธยมหลายแห่งในเมืองก็ไปที่นั่นด้วย ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน และนายกเทศมนตรีก็มาถึงแล้ว”
“อีกอย่าง...”
จางไห่เฟิงมองไปที่ภาพข่าวที่ฉายให้เห็นรถไฟความเร็วสูงซึ่งยังมีป้ายติดว่า [ยินดีต้อนรับคณาจารย์ทุกท่านสู่การชี้แนะโรงเรียนมัธยมในเมืองของเรา] พอเห็นประตูรถไฟเปิดออก และมีคนในชุดโบราณพกดาบพกกระบี่เดินลงมาหลายคน เขาก็แสยะยิ้ม อดหัวเราะออกมาไม่ได้:
“ราชินีปลิงโลหิตพันเศียรที่โผล่ออกมารอบนี้ มันซวยเกินไปหน่อยแล้ว”
ลีซีจวินที่อยู่ข้างๆ ชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็นึกขึ้นได้ทันทีว่า เพราะแผนการปลูกสร้างคนสิบปี จะมีนักยุทธ์ระดับกายภายนอกหลายคนมาที่โรงเรียนมัธยมในเมืองป๋อเพื่อเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
นั่นก็หมายความว่า ที่สถานีรถไฟความเร็วสูงซึ่งอยู่ชานเมืองใกล้กับกำแพงเมืองป๋อตะวันออกแห่งนี้ ในตอนนี้กลับมีนักยุทธ์ระดับกายภายนอกอยู่เกือบสิบคน
นี่มัน... ลีซีจวินที่ถูกตลาดหุ้นต้าเอบ่มเพาะจนเป็นคนขี้ระแวงอย่างมาก ไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญและน่าขบขันเหมือนอย่างจางไห่เฟิง
เขาแค่ตั้งคำถามขึ้นมาโดยสัญชาตญาณก่อน และตั้งคำถามซ้ำอีกครั้ง
‘มันจะบังเอิญขนาดนี้จริงเหรอ หรือว่ามีเหตุผลอื่น?’
ยังไม่ทันที่เขาจะได้คิดไตร่ตรองให้ละเอียด
ในวินาทีต่อมา พลันเห็นร่างในชุดสีม่วงสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าท่ามกลางฝูงชน ดาบยาวถูกชักออกจากฝักส่งเสียงร้องใสกังวาน ประกายดาบที่เย็นเยียบและเด็ดเดี่ยวกก็สาดสว่างไปทั่วทั้งฟ้าดิน
ในชั่วพริบตา ท้องฟ้าเบื้องบน พลันบังเกิดเสียงอสนีบาตนับหมื่นคำราม อัสนีสีม่วงสาดประสาน งูเงินเต้นระบำ ทัศนวิสัยของทุกคนเต็มไปด้วยอัสนีสีม่วงอันไร้ที่สิ้นสุด
มีเพียงดาบยาวเล่มนั้นที่ฟาดฟันลงมาจากเบื้องบน อัสนีบาตระเบิดลั่น อัสนีสีม่วงแผ่กระจาย ราวกับการลงทัณฑ์จากสวรรค์ ท้องฟ้าสีเลือดทั้งผืนก็ถูกฟันจนแยกออกเป็นสองซีก!
(จบตอน)