- หน้าแรก
- ผมไม่อยากเกิดใหม่เลยจริงๆ
- บทที่ 53 แสดงความจริงใจหลังเสร็จงาน
บทที่ 53 แสดงความจริงใจหลังเสร็จงาน
บทที่ 53 แสดงความจริงใจหลังเสร็จงาน
วันอาทิตย์ หอพักชาย 602 ของสถาบันการเงินมักจะเงียบสงบ
หยางซื่อเชากับกัวเส้าเฉียงเป็นพวกติดเกมงอมแงม บวกกับจินหยางหมิงที่เพิ่งเจ็บเจียนตายจากพิษรัก ทั้งสามคนแทบจะย้ายสำมะโนครัวไปสิงสถิตอยู่ร้านเกม
ส่วนไต้เจิ้นโหยวก็มีสกิล “ตัวประกอบ” ติดตัว ถ้าไม่เช่านิยายเกมออนไลน์เล่มหนาเตอะมานอนอ่าน ก็คงนอนหลับอุตุอยู่บนเตียง
มีเพียงหลี่เจิ้นหนานคนเดียวที่นั่งอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนอยู่ในห้อง
ช่วงเที่ยง หลี่เจิ้นหนานเพิ่งหิ้วข้าวกล่องจากโรงอาหารกลับมา ยังไม่ทันจะได้แกะตะเกียบ ก็ได้ยินเสียง “แกรก” ประตูเปิดออก เฉินฮั่นเซิงที่หายหัวไปตั้งแต่เช้ากลับมาแล้ว
“อ้าว พี่เฉิน ธุระเสร็จแล้วเหรอ?”
ปกติเฉินฮั่นเซิงเป็นคนช่างพูดช่างคุย แต่วันนี้กลับก้มหน้าก้มตา ตอบส่งๆว่า “เสร็จแล้ว”
จากนั้นเขาก็เดินตรงดิ่งเข้าห้องน้ำไป สักพักก็ได้ยินเสียงเปิดก๊อกน้ำดังซู่ซ่า
หลี่เจิ้นหนานเริ่มเป็นห่วง เขาชื่นชมพี่ชายคนนี้มากที่เป็นทั้งหัวหน้าห้องพัก หัวหน้าห้อง และรองประธานฝ่ายฯ แม้เฉินฮั่นเซิงแทบจะไม่แตะหนังสือเรียนเลย แต่ด้านอื่นๆเขาทำคะแนนเต็มร้อย โดยเฉพาะเรื่องสาวๆ
“พี่เฉิน เป็นอะไรหรือเปล่า?”
หลี่เจิ้นหนานผลักประตูห้องน้ำเข้าไป เห็นเฉินฮั่นเซิงกำลังบ้วนปาก และในอ่างล้างหน้ามีคราบเลือดจางๆปะปนอยู่
“ปากแตกเหรอ?” หลี่เจิ้นหนานถาม
“อืม... เผลอกัดปากตัวเองน่ะ” เฉินฮั่นเซิงตอบเสียงอู้อี้ ลิ้นพันกันเล็กน้อย
หลี่เจิ้นหนานไม่ได้ติดใจสงสัย การเผลอกัดปากตัวเองก็เป็นเรื่องปกติ
ตอนนั้นเอง โทรศัพท์ในห้องก็ดังขึ้น หลี่เจิ้นหนานกำลังจะเอื้อมมือไปรับ แต่เฉินฮั่นเซิงพุ่งตัวออกมาแย่งหูโทรศัพท์ไปถือไว้ “น่าจะโทรหาฉัน”
“สวัสดีค่ะ ขอสายเฉินฮั่นเซิงหน่อยค่ะ”
เสียงใสแจ๋วของหญิงสาวดังลอดออกมาจากปลายสาย
“ฉันพูดอยู่”
“ปากนายเป็นไงบ้าง?”
หลี่เจิ้นหนานนั่งอยู่ใกล้โทรศัพท์ที่สุด เลยได้ยินประโยคนี้เต็มสองหู เขาพยายามทำหน้านิ่งเงี่ยหูฟังต่อ แต่จู่ๆก็โดนเฉินฮั่นเซิงตบหัวดังป้าบ พร้อมขยับปากไล่แบบไม่มีเสียง
“ไส-หัว-ไป”
หลี่เจิ้นหนานลูบหัวป้อยๆ แล้วลุกหนีอย่างเสียดาย อยากรู้นักเชียวว่ามีข่าววงในอะไร
“เสียงเพราะขนาดนี้ ตัวจริงต้องสวยแน่ๆ ไม่รู้จะสวยสู้ซางเหยียนเหยียนได้ไหมนะ”
หลี่เจิ้นหนานผู้ซื่อสัตย์แอบเดาไปเรื่อยเปื่อย เขาไม่รู้จักสาวสวยคนอื่น เลยต้องเอาซางเหยียนเหยียนมาเป็นมาตรฐานวัดความงาม
“เซียวหรงอวี้ เธอทำแสบมากนะ กัดซะเต็มแรงขนาดนี้ ฉันคงต้องกินบะหมี่ไปอีกครึ่งเดือน”
เฉินฮั่นเซิงบ่นอุบอิบใส่โทรศัพท์
เสียงหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุขดังมาจากปลายสาย “ใครใช้ให้นายมาจูบโดยไม่ขออนุญาตล่ะ เราไม่ได้เป็นแฟนกันซะหน่อย”
เฉินฮั่นเซิงไม่อยากคุยนาน เพราะมีลูกสมุนคอยแอบฟังอยู่ มันเสียฟอร์มสุดๆ
“มีอะไรอีกไหม ไม่มีจะวางแล้วนะ”
เฉินฮั่นเซิงตัดบท
“เชอะ! อาทิตย์หน้าฉันอยากไปเดินเล่นในเมืองเจี้ยนเย่ นายต้องไปเป็นเพื่อนฉันนะ”
เสียงหวานออดอ้อน
“ไม่ว่าง!”
เฉินฮั่นเซิงตอบปฏิเสธทันควัน
“งั้นเย็นนี้ฉันจะฟ้องพ่อเรื่องของนาย แล้วก็จะบอกน้าเหลียงกับลุงเฉินด้วย”
“เดี๋ยวก่อน... จริงๆเวลาคนเรามันก็เหมือนน้ำในฟองน้ำนั่นแหละ บีบๆหน่อยมันก็มีเอง เสาร์อาทิตย์หน้าว่างวันไหนล่ะ?”
• ·····
พอกดวางสาย เฉินฮั่นเซิงก็นั่งขมวดคิ้วกุมขมับ พลาดท่าเสียทีจนได้
“โทษตัวเองที่เสเพลเกินไป ปากของเซียวหรงอวี้ใช่ว่าจะจูบกันได้ง่ายๆซะเมื่อไหร่ พ่อแม่ก็รู้จักกันหมด”
เฉินฮั่นเซิงกลัดกลุ้ม สถานการณ์แบบนี้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะจบลงด้วยการแต่งงานทันทีที่เรียนจบ ทั้งสองครอบครัวรู้จักมักคุ้น ลูกๆก็ “คบหา” กัน แถมต่างฝ่ายต่างเป็นเด็กมหาวิทยาลัย ในเมืองเล็กๆอย่างกั่งเฉิง นี่มันสูตรสำเร็จของการแต่งงานชัดๆ
แต่เฉินฮั่นเซิงยังไม่อยากแต่งงานน่ะสิ แล้วเสิ่นโหยวชูล่ะ? ไหนจะสาวๆในอนาคตอีกล่ะจะทำยังไง?
“ยังดีที่ไม่ได้ตกลงคบกันเป็นแฟนจริงๆ เอาไว้หาโอกาสบอกเลิกสักทีน่าจะรอด”
พอคิดได้แบบนี้ เฉินฮั่นเซิงค่อยรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง หันไปสบตากับหลี่เจิ้นหนานพอดี แววตาของไอ้หมอนี่เต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้เรื่องชาวบ้าน
“ได้ยินหมดแล้ว?”
เฉินฮั่นเซิงถามเสียงเรียบ
“ได้ยินแค่นิดหน่อยเองพี่”
หลี่เจิ้นหนานตอบเสียงอ่อย พยายามลดทอนความจริงลงไปเยอะ
เฉินฮั่นเซิงถอนหายใจ จุดบุหรี่สูบเงียบๆ “ผู้หญิงคือเสือร้าย อาหนาน... พี่แนะนำว่าเอ็งไปบวชซะเถอะ”
“พี่เฉิน ผมยังซิงอยู่เลยพี่ ให้ไปบวชมันเสียของแย่”
หลี่เจิ้นหนานตอบเขินๆ
“ไม่เชื่อผู้ใหญ่ ระวังจะเสียใจภายหลัง ในดาบมังกรหยก จางอู๋จี๋โดนแม่เตือนว่าไงจำได้ไหม? ยิ่งผู้หญิงสวยเท่าไหร่ ยิ่งไว้ใจไม่ได้เท่านั้น ฉันขอมอบคำสอนนี้ให้แกด้วย”
เฉินฮั่นเซิงอบรมด้วยความหวังดีปนหมั่นไส้ แล้วจู่ๆก็นึกอะไรขึ้นได้ เขาทำหน้ายักษ์ขู่หลี่เจิ้นหนาน “เรื่องวันนี้ ถ้าหลุดไปถึงหูเพื่อนในห้องแม้แต่คนเดียว พ่อจะตอนแกทิ้งซะ”
หลี่เจิ้นหนานสะดุ้งโหยง “แล้วถ้าคนอื่นเอาไปพูดล่ะพี่?”
“ก็ตอนแกเหมือนเดิมนั่นแหละ!”
• ·····
เช้าวันรุ่งขึ้น เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ เฉินฮั่นเซิงมีภารกิจรัดตัวไม่น้อย
อย่างแรกคือต้องผลักดัน “โครงการสนับสนุนนักศึกษาเริ่มธุรกิจ” ให้เป็นรูปธรรม ทางฝั่งจงเจี้ยนเฉิงวาดวิมานไว้เรียบร้อยแล้ว เหลือแค่จัดการทางฝั่งอวี่เยว่ผิงแห่งคณะกรรมการเยาวชนให้ได้
อย่างที่สองคือ เฉินฮั่นเซิงได้รับแจ้งว่าสภานักศึกษาเริ่มเตรียมงานรับน้องใหม่ประจำปี คืนนี้เหล่าแกนนำสภานักศึกษาต้องประชุมหารือกัน
เรื่องสภานักศึกษาไม่น่าหนักใจเท่าไหร่ เพราะเฉินฮั่นเซิงไม่ใช่ประธาน ฉีเว่ยจะสั่งอะไรมาก็ทำไปตามหน้าที่
แต่การเจรจากับอวี่เยว่ผิงนี่สิยากกว่า เพราะจะให้เดินดุ่มๆไปขอให้เขาช่วยผลักดันโครงการธุรกิจเลย ความสัมพันธ์ที่มีตอนนี้มันยังไม่แน่นแฟ้นพอ
ถ้ามีเหตุการณ์อะไรสักอย่างมาช่วยกระตุ้นความสัมพันธ์ได้ก็คงจะดี
ขณะที่เฉินฮั่นเซิงกำลังครุ่นคิดหาวิธีสร้างสถานการณ์ จู่ๆก็ได้รับโทรศัพท์จากอาจารย์ที่ปรึกษากัวจงอวิ๋น แจ้งข่าวว่าทุนการศึกษาของเสิ่นโหยวชูได้รับการอนุมัติแล้ว
ดูท่าอวี่เยว่ผิงจะไม่ได้โม้ เงินก้อนนี้นอนรออยู่ที่มหาลัยแล้ว ขอแค่คณะกรรมการเยาวชนเซ็นผ่านก็จ่ายได้ทันที
สำหรับเฉินฮั่นเซิง นี่แหละคือโอกาสทองในการกระชับมิตร
วันรุ่งขึ้นในคาบเรียน เฉินฮั่นเซิงเรียกหูหลินอวี่และเสิ่นโหยวชูออกมาแจ้งข่าวเรื่องทุนการศึกษา
“ดีจังเลย แบบนี้ค่าใช้จ่ายปีนี้ของโหยวชูก็ไม่มีปัญหาแล้ว”
หูหลินอวี่ดีใจแทนรูมเมตผู้แสนสวย ขี้อาย และจิตใจดีคนนี้จากใจจริง
“ขอบคุณนะคะ”
เสิ่นโหยวชูเอ่ยขอบคุณเฉินฮั่นเซิงเสียงเบา
เฉินฮั่นเซิงยิ้มมุมปาก ทำท่าส่งจูบ “จุ๊บ” ใส่ลมฟ้าอากาศอย่างทะเล้น
เสียงจูบที่คุ้นเคยทำเอาเสิ่นโหยวชูนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ริมทะเลสาบคืนนั้น ใบหน้าสวยหวานแดงระเรื่อขึ้นมาทันที
“ทำอะไรของนายน่ะ?”
หูหลินอวี่งงเป็นไก่ตาแตก
“อ๋อ ฝึกออกเสียงน่ะ กะว่าจะไปสอบเป็นผู้ประกาศข่าวสักหน่อย”
เฉินฮั่นเซิงแถหน้าตาย ก่อนจะวกเข้าเรื่อง “เรื่องทุนการศึกษาของเสิ่นโหยวชูที่สำเร็จลุล่วงได้เร็วขนาดนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะฉัน แต่อีกส่วนก็ต้องยกเครดิตให้การวิ่งเต้นช่วงแรกของเลขาหูด้วยนะ”
หูหลินอวี่รู้สึกเขินนิดๆ เพราะสิ่งที่เธอทำไปมีแต่สร้างผลเสีย จนเฉินฮั่นเซิงต้องมาตามเช็ดล้างให้
“แต่เราจะนิ่งนอนใจไม่ได้ ต้องรักษาความสัมพันธ์อันดีกับทางคณะกรรมการเยาวชนไว้ ฉันเลยกะว่าจะเอาของขวัญไปให้อาจารย์อวี่ในนามของห้องเราเพื่อเป็นการขอบคุณ”
หูหลินอวี่ไม่เข้าใจ “นี่มันเป็นหน้าที่ของอาจารย์อวี่ไม่ใช่เหรอ? อีกอย่างเงินทุนก็ได้มาแล้ว ทำไมต้องไปเสียเวลาประจบประแจงเขาอีก?”
“การแสดงออกหลังจากงานเสร็จสิ้นแล้วต่างหากที่แสดงถึงความจริงใจ รู้ไหมว่า 'คอนเนกชัน' คืออะไร? มันคือการไหว้วานก่อนแล้วค่อยตอบแทนทีหลัง ไปๆมาๆแบบนี้แหละถึงจะสนิทกัน”
*****