เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 46 บุหรี่ชุงฮวามันจืดไป

บทที่ 46 บุหรี่ชุงฮวามันจืดไป

บทที่ 46 บุหรี่ชุงฮวามันจืดไป


เช้าวันที่สาม เฉินฮั่นเซิงยังคงโผล่หน้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ แต่คราวนี้เขาติดมือเอาอาหารเช้ามาฝากอวี่เยว่ผิงด้วย

นี่คือการหยั่งเชิงรูปแบบหนึ่ง หากอวี่เยว่ผิงปฏิเสธมื้อเช้านี้ แสดงว่าหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล

โชคดีที่อวี่เยว่ผิงรับไว้แล้วพูดว่า “งั้นฉันไม่เกรงใจนะ ค่าข้าวเท่าไหร่ เดี๋ยวฉันจ่ายคืนให้”

เฉินฮั่นเซิงไม่ได้แสร้งทำเป็นปฏิเสธ เพราะถ้าคิดจะซื้อใจอวี่เยว่ผิงด้วยข้าวเช้าแค่มื้อเดียว ความคิดของเขาก็คงตื้นเขินพอๆกับจินหยางหมิง สิ่งที่อวี่เยว่ผิงต้องการไม่ใช่เงินค่าข้าวไม่กี่หยวน แต่เป็นทัศนคติที่แสดงความเคารพต่างหาก

ช่วงสาย เฉินฮั่นเซิงยังคงง่วนอยู่กับการจัดเอกสาร พอใกล้เที่ยง จู่ๆฝนก็เทลงมาอย่างหนัก อวี่เยว่ผิงน่าจะลืมร่มไว้ที่บ้านเมื่อวาน เขาจึงจ้องมองสายฝนที่สาดซัดอยู่นอกหน้าต่างด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม

เฉินฮั่นเซิงสังเกตเห็นเข้า จึงแกล้งทำทีขอตัวไปเข้าห้องน้ำ แต่ความจริงเขาวิ่งฝ่าฝนกลับไปเอาร่มที่หอพัก เมื่อกลับมาพร้อมขากางเกงที่เปียกโชกไปครึ่งแข้งและร่มในมือ อวี่เยว่ผิงก็เข้าใจสถานการณ์ทันที และนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาเอ่ยปากชวนให้เฉินฮั่นเซิงชงชาดื่มเองได้ตามสบาย

ช่วงบ่าย เฉินฮั่นเซิงจัดการเอกสารในตู้จนเกือบเสร็จสมบูรณ์ อวี่เยว่ผิงลองตรวจสอบดูรอบหนึ่ง ก็พบว่าเอกสารไม่เพียงถูกจัดเรียงตามปีอย่างเป็นระเบียบ แต่ยังมีการติดป้ายกำกับแยกประเภท “หนังสือรับ” และ “หนังสือส่ง” ไว้อย่างชัดเจน ทำให้ค้นหาได้ง่ายเพียงแค่กวาดตามอง

ปกติอวี่เยว่ผิงไม่ค่อยสนใจตู้เอกสารที่รกเป็นรังหนูเท่าไหร่ แต่พอเห็นความเป็นระเบียบเรียบร้อยแบบนี้ อารมณ์ก็ดีขึ้นทันตา เขาโยนบุหรี่ให้เฉินฮั่นเซิงอีกมวน

เฉินฮั่นเซิงสูบบุหรี่พลางหยิบเอกสารฉบับหนึ่งขึ้นมาถาม “ท่านรองครับ ผมเห็นมีเอกสารสนับสนุนนักศึกษาเริ่มธุรกิจด้วย ไม่นึกเลยว่ามหาลัยเราจะมีนโยบายดีๆแบบนี้”

อวี่เยว่ผิงรับไปดูแล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ก็แค่ทำผักชีโรยหน้าให้เบื้องบนดูเท่านั้นแหละ มหาลัยไม่มีทรัพยากรมาสนับสนุนนักศึกษาทำธุรกิจจริงๆจังๆหรอก อย่างมากก็แค่แบ่งห้องว่างชั้นล่างตึกเรียนให้ใช้”

“ตรงนั้นทำเลดีออกนะครับ คนเดินผ่านเยอะแยะเลย” เฉินฮั่นเซิงแสดงความเห็น

อวี่เยว่ผิงส่ายหน้า “เด็กสมัยนี้จะทำธุรกิจทีก็มองไปถึงขั้นเข้าตลาดหลักทรัพย์โน่น ฝันเฟื่องกันทั้งนั้น ใครจะมาแลไอ้ของพรรค์นี้”

เฉินฮั่นเซิงพยักหน้าเงียบๆไม่เถียง แต่ข้อมูลนี้สำคัญมาก มีเอกสารระเบียบการชัดเจน แถมยังมีทรัพยากรที่จับต้องได้รองรับ

ส่วนห้องว่างที่ถูกทิ้งร้างพวกนั้น ตอนแรกที่ยังไม่เห็นผลงาน การสนับสนุนย่อมมีน้อยเป็นธรรมดา แต่พอเริ่มมีผลประโยชน์ให้เห็น สัญชาตญาณการแสวงหากำไรจะทำให้มหาลัยหันมาเททรัพยากรสนับสนุนเองนั่นแหละ

ห้าโมงครึ่งใกล้เวลาเลิกงาน ขณะที่เฉินฮั่นเซิงเตรียมตัวกลับหอ อวี่เยว่ผิงก็เรียกเขาไว้ “ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ไม่ต้องมาแล้วนะ อ้อ แล้วเอาแบบฟอร์มนี่ไปให้เสิ่นโหยวชูในห้องเธอเขียนซะ”

เฉินฮั่นเซิงรับมาดู ‘แบบฟอร์มลงทะเบียนขอรับทุนการศึกษานักศึกษายากจน สถาบันการเงินเจี้ยนเย่’

“ท่านรอง...”

เฉินฮั่นเซิงแปลกใจไม่น้อย เขาคิดว่าต้องใช้เวลาตื๊ออย่างน้อยสักอาทิตย์ ไม่คิดว่าแค่สามวันก็ได้มาแล้ว

“เมื่อคืนฉันคุยกับเหล่ากัวแล้ว สถานการณ์ของเด็กคนนั้นเป็นความจริง เขียนเสร็จแล้วเอามาให้ฉัน ถ้าทันเวลาก็น่าจะได้รับเงินอาทิตย์หน้า” อวี่เยว่ผิงพูดพร้อมรอยยิ้ม

แต่เฉินฮั่นเซิงก็นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง “แล้วเอกสารรับรองจากที่ว่าการอำเภอบ้านเกิด ยังต้องส่งไหมครับ?”

“ไม่ต้องแล้ว”

อวี่เยว่ผิงโบกมือ “ของพวกนั้นมันก็แค่เอกสารประกอบ จริงหรือเท็จผมรู้อยู่แก่ใจก็พอแล้ว ไม่มีใครมานินทาหรอก”

ข้ออ้างสารพัดที่เคยใช้กีดกันหูหลินอวี่ บัดนี้กลับหายวับไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง

ความจริงแล้วทุนการศึกษานี้จะให้เด็กยากจนคนไหนก็ได้ ยังไงอวี่เยว่ผิงก็เอาเข้ากระเป๋าตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว ในเมื่อเม้มเงินไม่ได้ ก็สู้จัดสรรตามความสนิทชิดเชื้อดีกว่า

ดังนั้น ที่หูหลินอวี่บอกว่าอวี่เยว่ผิงไม่เข้าใจกฎระเบียบ เฉินฮั่นเซิงถึงบอกว่าหูหลินอวี่ต่างหากที่ไม่เข้าใจการเมือง

เช้าวันที่สี่ เฉินฮั่นเซิงยังคงปรากฏตัวที่ห้องทำงานของอวี่เยว่ผิงตรงเวลาเป๊ะ

“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องมา หรือว่ากรอกแบบฟอร์มผิด?” อวี่เยว่ผิงถามด้วยความแปลกใจ

“เปล่าครับ”

เฉินฮั่นเซิงฉีกยิ้ม “ผมแค่เคยชินกับการเดินมาหาท่านรอง ขามันพามาเอง ควบคุมไม่ได้เลยครับ”

“ฮ่าๆๆๆ”

ทั้งที่รู้ว่าเฉินฮั่นเซิงแค่ปากหวาน แต่อวี่เยว่ผิงก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะพูดว่า “เอาอย่างนี้แล้วกัน เดือนนึงเธอหาเวลาว่างมาช่วยฉันจัดเอกสารสักครั้ง ส่วนเวลาอื่นไม่ต้องมาแล้วจริงๆ”

เมื่อได้ยินอวี่เยว่ผิงพูดเช่นนี้ เฉินฮั่นเซิงถึงค่อยวางใจที่จะหยุดมา “เข้างาน” ที่คณะกรรมการเยาวชน เขาจะหยุดมาทันทีที่ได้ ใบคำร้องขอทุนการศึกษา ไม่ได้เด็ดขาด ขืนทำแบบนั้นจะดูหวังผลประโยชน์จนน่าเกลียดเกินไป

ถ้าชาตินี้ไม่คิดจะคบหากันอีกก็แล้วไป แต่เห็นได้ชัดว่าเฉินฮั่นเซิงยังต้องพึ่งพาบารมีของคณะกรรมการเยาวชนอีกเยอะในอนาคต

ธูปดอกนี้... ต้องจุดเลี้ยงไว้ อย่าให้มอดดับ

• ·····

ช่วงบ่าย ในที่สุดเฉินฮั่นเซิงก็โผล่หัวไปเข้าเรียน การกลับมาของหัวหน้าเฉินหลังจากหายหน้าไปสามวันครึ่ง ทำให้เพื่อนร่วมห้อง 602 ต่างพากันมาทวงความดีความชอบ

“ไอ้สี่ วันนี้ฉันขานชื่อแทนให้นายนะเว้ย”

“พี่เฉิน เมื่อวานผมขานชื่อแทนพี่”

“หัวหน้า วันก่อนโน้นผมขานชื่อให้”

• ·····

พวกมันรู้ดีว่าเฉินฮั่นเซิงไปทำธุระสำคัญมา แต่ค่าเหนื่อยในการเช็กชื่อแทนก็ต้องมีการเรียกเก็บ

เฉินฮั่นเซิงไม่มีทางยอมให้พวกมันสมหวังง่ายๆ เขาเชิดหน้าจุดบุหรี่ กวาดตามองรอบวงแล้วพูดว่า “ช่วงนี้ในห้องเรากะว่าจะจัดกิจกรรมสานสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงว่ะ”

สิ้นเสียงประกาศ ความสนใจของเหล่าหมาโสดก็ถูกเบี่ยงเบนทันที

“หูหลินอวี่เสนอให้ไปกินข้าว ร้องคาราโอเกะ” เฉินฮั่นเซิงพูดต่อ

หยางซื่อเชาหัวเราะ “หึหึ” ชอบใจ “ยัยทอมหูหลินอวี่ก็รู้จักทำเรื่องดีๆกับเขาเหมือนกันนี่หว่า”

“แต่โดนพ่อปัดตกไปแล้ว”

เฉินฮั่นเซิงทิ้งระเบิดตูมใหญ่

จินหยางหมิงได้ยินก็ของขึ้นทันที “พี่เฉิน พี่เลอะเลือนไปแล้วเหรอ ทำไมต้องปฏิเสธด้วย!”

เจ้าหนุ่มขี้เก๊กเฝ้ารอโอกาสที่จะจีบซางเหยียนเหยียนมานาน อุตส่าห์มีโอกาสทองหลุดมาถึงมือ ดันโดนเฉินฮั่นเซิงดับฝันซะงั้น

เฉินฮั่นเซิงแค่นเสียงดูแคลน “ถึงบอกว่าพวกแกมันยังอ่อนหัด ไม่คิดบ้างเหรอว่ากินข้าวร้องเพลงมันจะได้ผลอะไร สุดท้ายก็จับกลุ่มคุยกันเองเหมือนเดิม อย่างมากก็แค่เดินไปชนแก้ว จำหน้ากันได้นิดหน่อย มันจะไปพัฒนาความสัมพันธ์ได้ยังไง?”

พอทุกคนคิดตามก็เห็นด้วย เมื่อกี้มัวแต่ตื่นเต้นจนลืมคิดจุดนี้ไป

“ไอ้สี่ นายมีวิธีเด็ดๆก็รีบพูดมา อย่ามัวแต่อมพะนำ” กัวเส้าเฉียงอดรนทนไม่ไหว

เฉินฮั่นเซิงยิ้มพราย “ศูนย์กิจกรรมนักศึกษามีฉายหนังทุกคืนวันศุกร์ ค่าตั๋วแค่ 3 หยวน ฉันกะว่าจะใช้เงินกองกลางซื้อเหมามา 54 ใบ แจกให้คนในห้องคนละใบ แล้วจัดที่นั่งแบบชายหญิงสลับกัน... แบบนี้สิถึงจะเด็ด”

“สุดยอด!”

เฉินฮั่นเซิงพูดไม่ทันจบ จินหยางหมิงก็ตะโกนลั่น ถ้าทำแบบนั้น เฉินฮั่นเซิงก็สามารถจัดให้เขาและซางเหยียนเหยียนนั่งติดกันได้สบายๆ

ในโรงหนังมืดสลัว ชายหญิงนั่งเบียดเสียดกัน... มันช่างเร้าใจกว่าการกินข้าวร้องเพลงรวมหมู่เป็นไหนๆ

คนอื่นๆเริ่มตั้งสติได้ แววตาแต่ละคนเริ่มลุกวาว

จินหยางหมิงดูจะตื่นเต้นที่สุด รีบพูดขึ้นว่า “พี่เฉิน ผมว่า...”

“อ้าว บุหรี่หมด”

จู่ๆเฉินฮั่นเซิงก็พูดขัดจังหวะ “บุหรี่หมดแบบนี้ สมองมันตื้อๆ คิดอะไรไม่ออก ถ้าเกิดจัดที่นั่งผิดๆถูกๆ เผลอเอาไอ้จูเฉิงหลงไปนั่งคู่ซางเหยียนเหยียนล่ะก็...”

ปฏิกิริยาของจินหยางหมิงรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ “เดี๋ยวผมลงไปซื้อให้เดี๋ยวนี้แหละ พี่เฉินรอแป๊บนะ พี่ต้องรักษาสติสัมปชัญญะให้แจ่มใสเข้าไว้!”

ไอ้หนุ่มเตรียมจะพุ่งตัวออกไป แต่เฉินฮั่นเซิงก็ตะโกนไล่หลังไปอีกว่า

“ไอ้หก อย่าซื้อชุงฮวามานะเว้ย ยี่ห้อนั้นรสชาติมันจืดไป ฉันกลัวสูบไม่คล่องคอ” (บุหรี่ชุงฮวามีราคาแพงและรสชาตินุ่มนวล)

มุมปากจินหยางหมิงกระตุกยิกๆ สุดท้ายก็ต้องฝืนยิ้มออกมา “จืดไปก็ต้องลองสูบดูบ่อยๆสิพี่ เดี๋ยวผมลงไปซื้อมาให้ซองนึง!”

*****

จบบทที่ บทที่ 46 บุหรี่ชุงฮวามันจืดไป

คัดลอกลิงก์แล้ว