- หน้าแรก
- ผมไม่อยากเกิดใหม่เลยจริงๆ
- บทที่ 29 โดดเรียนครั้งแรก
บทที่ 29 โดดเรียนครั้งแรก
บทที่ 29: โดดเรียนครั้งแรก
วันรุ่งขึ้นเป็นวันเปิดเรียนอย่างเป็นทางการ สาขาการจัดการสาธารณะได้รับการขนานนามว่าเป็นสาขา "สารพัดประโยชน์" วิชาที่เรียนจึงกว้างขวางครอบจักรวาล ตั้งแต่ "หลักการจัดการ", "เศรษฐศาสตร์ตะวันตก", "พฤติกรรมองค์การ" ไปจนถึง "สถิติประยุกต์" และอื่นๆอีกมากมาย
คาบแรกๆ ทุกคนตั้งใจเรียนกันอย่างขะมักเขม้น ยกเว้นเฉินฮั่นเซิงคนเดียว แม้แต่หยางซื่อเชายังลงทุนซื้อสมุดจดเล่มใหม่ สวมแว่นตาเก๊กท่าเด็กเรียน จดบันทึกยิกๆ "ข้อหนึ่ง... ข้อสอง... ข้อสาม..."
แต่ผ่านไปสองสามวัน พอเริ่มคุ้นเคยกับจังหวะชีวิตในห้องเรียน ความกระตือรือร้นของทุกคนก็เริ่มแผ่วลง ส่วนเฉินฮั่นเซิงนั้นยังคงรักษามาตรฐานเดิม... คือนอนหลับ
“พี่เฉิน ทำไมพี่ไม่ฟังอาจารย์เลยล่ะ?”
หลี่เจิ้นหนานที่นั่งข้างๆ เห็นเฉินฮั่นเซิงไม่หลับก็วาดรูปเล่น อดไม่ได้ที่จะเตือนด้วยความหวังดี
“แก่แล้ว สมองไม่แล่น จำอะไรไม่ค่อยได้หรอก”
เฉินฮั่นเซิงตอบอย่างขี้เกียจ เขาเคยผ่านจุดเดียวกับหยางซื่อเชามาก่อน สมุดจดเล่มใหม่ หน้าแรกหน้าสองจดละเอียดยิบ พอหน้าสามลายมือเริ่มหวัด หน้าห้าเป็นต้นไปขาวสะอาดเอี่ยมอ่อง
“ไม้แก่ดัดยากจริงๆ เจ้าสี่ นายฟังไว้บ้างก็ดีนะ เดี๋ยวสอบปลายภาคต้องมาขอให้ฉันติวให้อีก”
หยางซื่อเชาเริ่มวางมาดพี่ใหญ่ อวดสมุดจดที่ลายมือเป็นระเบียบเรียบร้อย
เฉินฮั่นเซิงเบะปาก คิดในใจ ‘ถึงตอนสอบปลายภาค เสิ่นโหยวชูคงเป็นแฟนฉันแล้ว ใครจะต้องการให้แกมาติววะ’ แต่เขาก็หมั่นไส้ท่าทางดัดจริตเป็นเด็กเรียนของไอ้หมูตอนหยางซื่อเชา เลยผลักไหล่มันเบาๆ “ไปกันเถอะ ร้านเน็ตอี้หวั่งต่าจิ้น ด่าน Dust กำลังรอเราอยู่” (TL: ด่านในเกม Counter-Strike)
“ไม่ไปๆ อย่ามากวนคนจะเรียน”
หยางซื่อเชาปฏิเสธเสียงแข็ง
“ข้าวหน้าไก่ย่างมื้อเที่ยง ป๋าเลี้ยงเอง”
เฉินฮั่นเซิงยื่นข้อเสนอ
“ไม่ใช่เรื่องข้าวหน้าไก่ย่าง ฉันอยากเรียนจริงๆ”
หยางซื่อเชายังคงยืนกราน
“แถมน้ำอัดลมให้อีกขวด”
“ไอ้สี่ นายอย่าทำแบบนี้ พ่อแม่ส่งพวกเรามาเรียนนะเว้ย...”
“ค่าเน็ตป๋าก็ออกให้”
“...ไปก็ไปวะ! ถ้าช้าเดี๋ยวเครื่องเต็ม เส้าเฉียงเลิกแอ๊คได้แล้ว อาจารย์สอนไปหน้า 5 แล้ว เอ็งยังจดหน้า 3 อยู่เลย ลุก!”
ด้วยประการฉะนี้ สามสหายสายเกมเมอร์จึงเริ่มปฏิบัติการโดดเรียนครั้งแรกในชีวิตมหาลัย โดยวางแผนจะชิ่งหนีคาบ "ทฤษฎีเหมาเจ๋อตุง" ช่วงพักเบรก
เด็กดีอย่างหลี่เจิ้นหนานปฏิเสธแน่นอน ส่วนจินหยางหมิงนั้นเนื้อแท้ก็เด็กหลังห้องเหมือนกัน ใจอยากไปยิง CS จะแย่ แต่ติดตรงที่ไม่มีใครชวน
เพื่อนคนเดียวที่อยู่ข้างกายจินหยางหมิงตอนนี้คือไต้เจิ้นโหยว ซึ่งเกาะติดเพราะหวังเล่นมือถือ
จินหยางหมิงปากแข็งไม่ยอมรับ แต่ลึกๆแล้วเขาอยากเข้ากลุ่มกับเฉินฮั่นเซิงมาก เพราะรู้สึกว่ากลุ่มนี้คือ "ตัวท็อป" ของห้อง แต่ทิฐิความเป็นคนเมืองหลวงมันค้ำคอ เลยได้แต่ลังเล
ความลังเลนี้นำไปสู่หายนะ จังหวะที่แก๊งสามสหายเฉินฮั่นเซิงกำลังจะย่องออกจากห้อง จินหยางหมิงก็ตะโกนลั่น “อาจารย์ครับ!”
อาจารย์สอนวิชาทฤษฎีเหมาฯ เป็นชายแก่ร่างเล็ก สะดุ้งโหยงจนแว่นสายตายาวแทบหลุด “ว่าไงนักศึกษา มีอะไรเหรอ?”
พวกเฉินฮั่นเซิงก็ตกใจจนต้องรีบกลับมานั่งที่เดิม เนื่องจากเป็นวิชารวมคลาส เด็กการจัดการสาธารณะทั้งสามเซครวมร้อยกว่าชีวิตหันมามองจินหยางหมิงเป็นตาเดียว
จินหยางหมิงส่งสายตาเตือนไปยังแก๊งโดดเรียน ก่อนจะพูดเสียงดังฟังชัด “อาจารย์ลืมสั่งการบ้านครับ”
ยังไม่ทันที่พวกเฉินฮั่นเซิงจะด่า เพื่อนร่วมคลาสคนอื่นๆก็รุมประณามทางสายตาทันที ‘ไอ้นี่มันบ้าหรือเปล่า มีใครเขาเตือนครูเรื่องการบ้านกันวะ’
โชคดีที่อาจารย์แกเข้าใจโลกว่าวิชาปรัชญาการเมืองแบบนี้มันน่าเบื่อ แกเลยโบกมือ “ขอบใจที่เตือนนะ แต่รายวิชานี้เน้นการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองเป็นหลัก ไม่มีการบ้านหรอก”
“ไอ้หก เอ็งโรคจิตเหรอวะ จงใจแกล้งกันชัดๆ”
กัวเส้าเฉียงที่จำใจต้องกลับมานั่งที่ถามด้วยความแค้นเคือง
จินหยางหมิงแค่นเสียง “หึ!” แล้วก้มหน้ากดมือถือต่อไม่ตอบโต้
เฉินฮั่นเซิงคิดในใจ ไอ้หมอนี่มันร้ายลึกจริงๆ เขาเลยส่ายหน้าแล้วเอ่ยชวน “ไปเหอะไอ้หก ไปด้วยกัน คนเยอะยิ่งสนุก”
จินหยางหมิงแกล้งทำเป็นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบแบบเสียไม่ได้ “ก็ได้ แต่ห้ามแย่งสไนฉันล่ะ”
“เออๆ ตามใจเอ็งเลย”
จากสามสหายเลยกลายเป็นสี่จตุรเทพ การโดดเรียนครั้งแรกมันทั้งตื่นเต้นและระทึกใจ ไม่เหมือนตอนปีสองที่การโดดเรียนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว
แต่พอถึงหน้าประตูมหาลัย รปภ. กลับดักไว้ บอกต้องลงชื่อก่อนถึงจะให้ออก เฉินฮั่นเซิงเดาว่าคงเป็นคำสั่งจากผู้บริหารสักคน กะจะขู่เด็กปีหนึ่งไม่ให้โดดเรียน
“เซ็นก็เซ็นสิ ยังไงก็ไม่มีผลหรอก”
เฉินฮั่นเซิงเซ็นชื่อหวัดๆ แล้วเดินออกไปอย่างเท่ๆ
จินหยางหมิงตามมาเป็นคนที่สอง พอเห็นบรรทัดบนเขียนว่า “คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาการจัดการสาธารณะเซค 2 หลี่เจิ้นหนาน” เขาก็เงยหน้ามองแผ่นหลังเฉินฮั่นเซิงแล้วด่าในใจ ‘ไอ้เลว!’ ก่อนจะรีบเขียนลงไปว่า “คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาการจัดการสาธารณะเซค 2 ไต้เจิ้นโหยว”
หยางซื่อเชากับกัวเส้าเฉียงก็ทำตามอย่างรู้งาน สรุปว่าทุกคนออกมาได้สำเร็จ แต่ก่อนเข้าร้านเน็ต เฉินฮั่นเซิงบอกให้พวกเข้าไปก่อน เขาขอตัวไปทำธุระแป๊บนึงเดี๋ยวมา
“ทำตัวลับๆล่อๆพิกล”
เพื่อนทั้งสามบ่นอุบ แต่แป๊บเดียวก็ลืมหมด เพราะเสียง “Fire in the hole!” ในเกมมันเร้าใจกว่าเยอะ
เฉินฮั่นเซิงเดินออกจากร้านเน็ต ล้วงใบปลิวรับสมัครงานพาร์ทไทม์ของ “เซินทงเอ็กซ์เพรส” ที่ฉีกมาจากห้องน้ำออกมาดู ที่อยู่คือถนนเทียนหยวนตะวันออก ใกล้ๆกับศูนย์ค้าส่งอี้อู๋ เดินสิบกว่านาทีก็ถึง
ย่านนี้เป็นตึกแถวสองชั้นเรียงราย แต่ในปี 2002 มันยังเงียบเหงามาก รถไฟใต้ดินยังสร้างไม่เสร็จ คนก็น้อย กำลังซื้อของนักศึกษาก็ยังต่ำ ร้านรวงแถวนี้เลยซบเซา เทียบกับศูนย์ค้าส่งอี้อู๋ไม่ได้เลย
ตอนนี้มีแค่สาขาเจียงหนิงของบริษัทขนส่งเซินทงที่เปิดทำการอยู่ หน้าตึกมีพนักงานขนส่งกำลังขนย้ายพัสดุกันวุ่นวาย
“ไม่มีเครื่องแบบ พัสดุโยนกันโครมคราม ระบบจัดเก็บก็หละหลวม... เซินทงตอนนี้บริหารงานแบบลูกทุ่งจริงๆ”
เฉินฮั่นเซิงวิเคราะห์ในใจ เขาเดินเข้าไปยื่นบุหรี่ให้พนักงานคนหนึ่ง “พี่ชาย ผู้จัดการอยู่ไหมครับ?”
พนักงานเห็นบุหรี่ ‘หงจินหลิง’ ซึ่งเกรดดีกว่า ‘หงต้าซาน’ ที่สูบประจำ ก็รับไปทัดหูอย่างอารมณ์ดี “ผู้จัดการจงอยู่ชั้นสองน่ะ”
เฉินฮั่นเซิงขอบคุณแล้วเดินขึ้นชั้นสอง ระหว่างทางเห็นพัสดุวางกองระเกะระกะ เอกสารใบนำส่งปลิวว่อนไปทั่ว สะท้อนภาพรวมของธุรกิจขนส่งจีนในยุคนั้นที่ยังขาดการจัดการที่เป็นระบบ
เขาผลักประตูห้องทำงานชั้นสองเข้าไป สภาพไม่ต่างจากข้างล่างเท่าไหร่ แค่มีโต๊ะทำงานฝุ่นจับเพิ่มมาสองตัวกับตู้กดน้ำอีกหนึ่ง
ชายวัยสี่สิบกว่านั่งสูบบุหรี่อยู่ที่โต๊ะ มือหนึ่งคีบบุหรี่ อีกมือกรอกใบนำส่ง เห็นเฉินฮั่นเซิงเข้ามาก็แค่เหลือบมองแล้วถามห้วนๆ “มาหาใคร?”
“ผมเห็นใบประกาศรับสมัครงานที่มหาลัยครับ”
เฉินฮั่นเซิงโชว์ใบปลิวให้ดู
“อ้อ...”
ชายคนนั้นรับรู้แบบขอไปที “เรียนที่ไหน?”
“สถาบันการเงินฯครับ”
“งั้นมาช้าไป ที่นั่นมีตัวแทนแล้ว ถ้าจะทำต้องไปเป็นลูกข่ายเขา”
พูดจบเขาก็ก้มหน้าทำงานต่อ แต่รู้สึกว่าแสงในห้องมันมืดลง เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นเฉินฮั่นเซิงยังยืนค้ำหัวอยู่ที่เดิม
“บอกให้กลับไปไง ที่นั่นมีตัวแทนใหญ่แล้ว”
ผู้จัดการจงเคาะขี้บุหรี่ เริ่มหงุดหงิด
เฉินฮั่นเซิงไม่ขยับแม้แต่ก้าวเดียว จ้องตาผู้จัดการแล้วถามเรียบๆ
“ผมแค่อยากถามอีกคำเดียว... ทำยังไงถึงจะเขี่ยไอ้ตัวแทนใหญ่นั่นให้กระเด็น แล้วผมเสียบแทนได้ครับ?”
*****