เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 บันทึกเรื่องราว ณ สถานีรถไฟ

บทที่ 11 บันทึกเรื่องราว ณ สถานีรถไฟ

บทที่ 11: บันทึกเรื่องราว ณ สถานีรถไฟ


มื้อเที่ยงของพวกเขาเป็นร้านอาหารเล็กๆริมทะเลสาบฉางโซว พื้นที่ร้านกว้างแค่ประมาณยี่สิบตารางเมตร ภายในห้องโถงมีโต๊ะเก้าอี้ไม้แดงสีลอกร่อนตั้งอยู่สองชุด ตกแต่งด้วยสไตล์เรียบง่ายเป็นธรรมชาติ

ข้อดีของร้านนี้คือเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองก็จะเห็นผิวน้ำระยิบระยับของทะเลสาบฉางโซว คลื่นน้ำซัดเข้าฝั่งเบาๆดัง ซ่า... ซ่า... ให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด

ตอนแรกเซียวหรงอวี้ก็สงสัยว่าทำไมเฉินฮั่นเซิงถึงพาอ้อมมาไกลขนาดนี้ แต่พอได้สัมผัสบรรยากาศอันเงียบสงบ เธอก็เริ่มชอบใจขึ้นมา ติดอยู่นิดเดียวตรงที่ไม่รู้ว่ารสชาติอาหารจะเป็นยังไงนี่สิ

“เสี่ยวเฉิน แกไปรู้จักร้านนี้ได้ไงวะ?”

หวังจื่อปั๋วก็เห็นด้วยว่าบรรยากาศดี แต่เจ้าของร้านนี่สิ... ไร้อารมณ์ชะมัด เห็นลูกค้าเดินเข้ามาก็ไม่เอาเมนูมาให้ แค่เหลือบตามองแวบเดียวแล้วก็หันไปเปิดเตาทำกับข้าวเฉยเลย

“ร้านบ้าอะไรวะเนี่ย” หวังจื่อปั๋วบ่นอุบ

ทั้งหวังจื่อปั๋วและเซียวหรงอวี้ไม่เคยเจอร้านสไตล์นี้มาก่อน แต่เฉินฮั่นเซิงรู้ดีว่าในอีกสิบกว่าปีข้างหน้า ที่นี่จะกลายเป็นร้านอาหารส่วนตัวชื่อดังริมทะเลสาบฉางโซว

คำว่า "อาหารส่วนตัว" หมายถึงร้านที่รับลูกค้าคืนละโต๊ะเท่านั้น และต้องจองคิวล่วงหน้าอย่างน้อยสองเดือน

เฉินฮั่นเซิงขี้เกียจอธิบาย เขาเดินดุ่มๆเข้าไปในครัวหลังร้าน ยุคนี้เจ้าของร้านยังไม่มีแนวคิดเรื่อง "ครัวปิด" พื้นที่ทำอาหารจึงเดินเข้าออกได้ตามสบาย

“สักมวนไหมครับ?”

เฉินฮั่นเซิงยื่นบุหรี่หงจินหลิงส่งให้ เจ้าของร้านวัยกลางคนกำลังง่วนอยู่หน้าเตา เขาเงยหน้ามองเฉินฮั่นเซิงแวบหนึ่ง รับบุหรี่ไปเงียบๆแต่ไม่ได้จุดสูบ เพียงแค่วางไว้บนชั้นวางของ

เจ้าของร้านเป็นคนเมืองอู๋จง อาหารอู๋จงขึ้นชื่อเรื่องรสชาติที่สดใหม่ กลมกล่อม และรูปลักษณ์สวยงาม เมื่อเมนูเด็ดอย่าง รากบัวยัดไส้ข้าวเหนียวราดน้ำเชื่อมดอกหอมหมื่นลี้, ไก่ผัดเมล็ดบัวแดง, ปลาจวี้ฮัวราดซอสเปรี้ยวหวาน และ ซุปเต้าหู้เส้นน้ำแกงไก่ ถูกยกมาเสิร์ฟ กลิ่นหอมและหน้าตาอาหารก็ยั่วน้ำลายจนแทบอดใจไม่ไหว

หวังจื่อปั๋วกับเซียวหรงอวี้ที่หิวโซอยู่แล้วไม่รอช้า รีบจัดการอาหารตรงหน้าทันที ส่วนเฉินฮั่นเซิงกับเจ้าของร้านออกมายืนสูบบุหรี่คุยกันที่หน้าร้าน

ทั้งสองแทบไม่ได้คุยอะไรกันมาก เจ้าของร้านเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว และเขาคงเห็นว่าเฉินฮั่นเซิงเป็นแค่เด็กมหาลัยเลยไม่มีเรื่องอะไรจะคุยด้วยมากนัก

เฉินฮั่นเซิงก็ไม่ได้ถือสา เขาสูบบุหรี่จนหมดมวนอย่างเงียบๆ พอกลับมานั่งที่โต๊ะก็ต้องตาค้าง... กับข้าวสามอย่างเกลี้ยงจาน เหลือแต่ก้างปลาทรงกระรอกนอนแอ้งแม้งดูต่างหน้า

หวังจื่อปั๋วแทบจะกลืนถ้วยข้าวลงไปทั้งใบ ส่วนเซียวหรงอวี้แม้จะกินเรียบร้อยกว่า แต่แก้มป่องๆของเธอก็เคี้ยวตุ้ยๆ เธอเงยหน้าสบตาเฉินฮั่นเซิงด้วยแววตาใสซื่อไร้เดียงสา

เหมือนจะรู้ตัวว่ากินมูมมามไปหน่อย แต่เนื้อปลาที่ละลายในปากมันอร่อยจนหยุดไม่ได้จริงๆ เธอเลยก้มหน้าก้มตากินต่อ ทำเนียนเหมือนหวังจื่อปั๋วว่าไม่เห็นสายตาพิฆาตของเฉินฮั่นเซิง

“เกินไปมั้ยเนี่ยพวกนาย...”

เฉินฮั่นเซิงรีบตักข้าวใส่ปากประทังความหิว แป๊บเดียวกับข้าวสามอย่างกับซุปอีกหนึ่งถ้วยก็อันตรธานหายไปจนหมดเกลี้ยง จานชามสะอาดจนส่องแทนกระจกได้

อาหารอร่อย ราคาก็ย่อมไม่ธรรมดา เช็คบิลออกมา 156 หยวน หวังจื่อปั๋วถึงกับอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าจะแพงขนาดนี้

หวังจื่อปั๋วทำท่าจะต่อรองราคา แต่เฉินฮั่นเซิงห้ามไว้ ร้านนี้คิดราคาตามจริงไม่มีโกง ในอนาคตอาหารแค่นี้ราคาปาเข้าไปหลักพันหยวน แถมบรรยากาศแบบนี้มันประเมินค่าด้วยเงินไม่ได้

ทั้งหวังจื่อปั๋วและเซียวหรงอวี้ไม่ได้คิดเรื่องหารค่าข้าว ในปี 2002 วัฒนธรรมอเมริกันแชร์ยังไม่แพร่หลาย ทั้งคู่คิดแค่ว่าเดี๋ยวครั้งหน้าจะเลี้ยงคืนเฉินฮั่นเซิงเอง

สำหรับเฉินฮั่นเซิง จะเลี้ยงคืนหรือไม่เขาก็ไม่ได้ซีเรียส เขาฝากสัมภาระไว้ที่ร้านแล้วพาเพื่อนทั้งสองไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะฉางโซว

สวนสาธารณะฉางโซวไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่เดินไปได้สักพักหวังจื่อปั๋วก็เริ่มบ่นเหนื่อย

“อยู่ใกล้สถานีรถไฟกับสถานีขนส่งแค่นี้เอง เอาไว้ขากลับค่อยแวะมาเที่ยวก็ได้มั้ง” หวังจื่อปั๋วเสนอความเห็น

“หุบปากไปเหอะน่า นี่อาจเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในชีวิตแกที่จะได้เดินสวนฉางโซวก็ได้นะเว้ย” เฉินฮั่นเซิงพูดอย่างมั่นใจ

เพราะเขาเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว ตลอด 4 ปีที่เรียนและ 10 กว่าปีที่ทำงานในเจี้ยนเย่ เฉินฮั่นเซิงไปมาหมดทุกที่ แต่ไม่เคยได้เดินเที่ยวสวนฉางโซวแบบจริงๆจังๆสักที

ตอนแรกเขาก็คิดเหมือนหวังจื่อปั๋วว่า 'เดี๋ยวค่อยแวะมา' แต่สุดท้ายพอจะกลับบ้านทีไรก็รีบตาลีตาเหลือกมาขึ้นรถทุกที ที่ที่คุ้นเคยที่สุดดันเป็นจัตุรัสหน้าสถานีขนส่งซะงั้น ส่วนร้านอาหารลับแลนี่ก็มีคนพามาทีหลัง

แต่เซียวหรงอวี้กลับชอบที่นี่มาก ทะเลสาบฉางโซวเป็นทะเลสาบเล็กๆ กลางเมือง รายล้อมด้วยตึกระฟ้าและสถานีขนส่งที่วุ่นวาย

ท่ามกลางป่าคอนกรีตกลับมีเวิ้งน้ำใสสะอาด ริมฝั่งเรียงรายด้วยต้นหลิวพริ้วไหว ดอกบัวสีชมพูชูช่อตัดกับใบสีเขียวสด สะท้อนกลิ่นอายทางวัฒนธรรมของเมืองหลวงเก่าหกราชวงศ์ได้อย่างลงตัว

แต่ความสุนทรีย์ก็ถูกทำลายลงเมื่อพวกเขากลับมาเอากระเป๋าและเดินผ่านหน้าสถานีรถไฟเจี้ยนเย่ตอนบ่ายสามโมง กลุ่มคนแปลกหน้าก็กรูกันเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลัง

“สุดหล่อ หาที่พักมั้ยจ๊ะ?”

“น้องสาว พักผ่อนหน่อยมั้ย?”

“พ่อหนุ่มอย่าเพิ่งเขินสิ มาดูก่อนเร็ว”

...

ไม่ใช่แก๊งมาเฟียที่ไหนหรอก ความปลอดภัยในเจี้ยนเย่ดีกว่าแถบกวางตุ้งเยอะ พวกนี้คือเหล่าป้าๆวัย 50 กว่าปีที่ถือป้าย "ห้องพัก" คอยดักเรียกลูกค้าหน้าสถานีรถไฟต่างหาก

เฉินฮั่นเซิงเดินนำหน้า แถมใส่แว่นกันแดดดูเป็นนักท่องเที่ยวหนุ่มโสด ป้าๆเลยรุมทึ้งเขาเป็นพิเศษ คำเชิญชวนเริ่มจะวาบหวิวขึ้นเรื่อยๆ

“สุดหล่อ สาวๆร้านเราแจ่มๆทั้งนั้นเลยนะ”

“บริการถึงใจแน่นอนจ้ะ”

เซียวหรงอวี้หน้าแดงแปร๊ด รีบจ้ำอ้าวหนีไปอย่างรวดเร็ว ส่วนหวังจื่อปั๋วเพิ่งเคยเจออะไรแบบนี้ครั้งแรก ใจน่ะไม่กล้าหรอก แต่อีกใจก็อยากรู้อยากเห็น

ใจจริงหวังจื่อปั๋วอยากยุให้เฉินฮั่นเซิงลองไปใช้บริการดู แล้วค่อยกลับมาเล่าให้ฟังว่าเป็นยังไง

เฉินฮั่นเซิงยิ้มปฏิเสธอย่างนุ่มนวล “โทษทีครับคุณป้า ผมรีบจริงๆ ขอทางหน่อยครับ”

เซียวหรงอวี้เดินเร็วปรื๋อจนไปหยุดหอบแฮ่กที่ป้ายรถเมล์ ดูท่าความประทับใจแรกที่มีต่อสถานีรถไฟเจี้ยนเย่จะติดลบไปซะแล้ว ซึ่งก็โทษไม่ได้ เพราะประสบการณ์ชีวิตเธอยังน้อยนัก

ถึงเวลาต้องแยกย้ายกันตรงนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเจี้ยนเย่ของหวังจื่อปั๋วอยู่ที่เขตเซียนหนิง ต้องนั่งรถเมล์สาย 97 ส่วนมหาวิทยาลัยของเซียวหรงอวี้และเฉินฮั่นเซิงอยู่ที่เมืองมหาวิทยาลัยเจียงหนิง นั่งสาย 137 ต่อเดียวถึง

“เสี่ยวเฉิน ไว้ฉันจะไปหาพวกนายที่เจียงหนิงนะ”

หวังจื่อปั๋วโบกมือลา แววตาอาลัยอาวรณ์

“เออๆ โชคดีเว้ย”

เฉินฮั่นเซิงตอบกลับสบายๆ อีกหน่อยหวังจื่อปั๋วก็จะคุ้นเคยกับเมืองนี้จนหลับตาเดินได้เองแหละ

พอส่งเพื่อนรักขึ้นรถไปแล้ว เฉินฮั่นเซิงก็หันมาหาเซียวหรงอวี้ “กขค. ไปสักที ทีนี้ก็เหลือแค่เราสองต่อสองแล้วสินะ”

“ทำตัวให้มันดีๆหน่อย อย่าพูดจาเลอะเทอะ”

เซียวหรงอวี้เขินจนทำตัวไม่ถูก ยิ่งเห็นเฉินฮั่นเซิงจ้องมองผ่านแว่นกันแดดที่ไม่รู้ว่าสายตาเป็นยังไง (แต่เดาว่าคงไม่น่าไว้ใจแน่ๆ) เธอก็รีบดักคอ “แล้วก็ห้ามคิดลามกด้วย!”

“สมองมันคิดไปเอง ฉันจะไปห้ามได้ไงเล่า” เฉินฮั่นเซิงย้อนกวนๆ

“นายนี่มัน...”

เซียวหรงอวี้พูดไม่ออก หมดปัญญาจะต่อกรกับผู้ชายคนนี้จริงๆ พอรถเมล์สาย 137 มาถึง เธอเลยรีบกระโดดขึ้นรถไปก่อนโดยไม่รีรอ

เฉินฮั่นเซิงค่อยๆทยอยขนสัมภาระทั้งหมดขึ้นรถ พอขึ้นไปก็เห็นว่าเซียวหรงอวี้จองที่นั่งไว้ให้เขาที่หนึ่ง แต่รอบกายเธอกลับรายล้อมไปด้วยนักศึกษาชายขี้หลีที่ทำท่าเหมือนอยากจะเข้าไปนั่งใกล้ๆ

เซียวหรงอวี้จ้องมองมาที่ประตูอย่างกระวนกระวาย พอเห็นเฉินฮั่นเซิงขึ้นมา เธอก็รีบโบกมือเรียกเสียงใส “เสี่ยวเฉิน! ทางนี้ๆ!”

เฉินฮั่นเซิงนึกขำในใจ โธ่... ยัยไก่อ่อนเอ๊ย แค่นี้ก็ป๊อดซะแล้ว เขาเดินอาดๆเข้าไปนั่งลงข้างเธอ การประกาศความเป็นเจ้าของพื้นที่อย่างชัดเจนทำเอาหนุ่มๆแถวนั้นฝันสลายจนวงแตกแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง

“เสี่ยวเฉิน ผู้ชายมหาลัยเขา... เป็นแบบนี้ทุกคนเลยเหรอ?”

เซียวหรงอวี้กระซิบถามเสียงเบา

“บ้าน่า เป็นไปได้ไง อย่างน้อยก็ไม่ใช่ฉันคนนึงล่ะ”

เฉินฮั่นเซิงปฏิเสธเสียงแข็งด้วยความชอบธรรม

“โอเค ฉันเชื่อนาย... แต่ช่วยเอามือออกจากไหล่ฉันก่อนได้มั้ยยะ!”

เซียวหรงอวี้พูดเสียงเขียว หน้ามุ่ยด้วยความขุ่นเคืองใจ

*****

จบบทที่ บทที่ 11 บันทึกเรื่องราว ณ สถานีรถไฟ

คัดลอกลิงก์แล้ว