- หน้าแรก
- ตำนานแห่งอาชูร่า
- บทที่ 47: การรีดไถแบบหน้าด้านๆ
บทที่ 47: การรีดไถแบบหน้าด้านๆ
บทที่ 47: การรีดไถแบบหน้าด้านๆ
เมื่อกลับมาถึงหน้าร้าน “รับประเมินทุกสรรพสิ่ง” เฟิงเซียวก็ลูบ ‘ตราประกาศิตมังกรสวรรค์’ ที่หน้าอกเบาๆ แล้วแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเดินอาดๆเข้าไปด้วยความมั่นใจเกินร้อย
ได้ประเมินฟรีๆ แถมยังหลอกเงินบริษัทเฟยเทียนได้ตั้งหนึ่งร้อยล้านหยวน... แหม เกรงใจจังเลย
ตาแก่นักประเมิน... เตรียมร้องไห้ได้เลย!
“สวัสดีครับคุณปู่ ช่วยประเมินหยกก้อนนี้ให้ผมหน่อยสิ” ทันทีที่เข้าไปในร้าน เฟิงเซียวก็วาง ‘หยกสวรรค์มายา’ ลงบนเคาน์เตอร์อย่างรวดเร็ว
ตาแก่นักประเมินมองเขาด้วยความประหลาดใจ เจ้าหนูนี่กลับมาอีกทำไม? หรือว่ามันจะหาเงินร้อยล้านเหรียญทองมาได้แล้ว? บ้า! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ร้อยล้านเหรียญทองในตอนนี้มันเป็นตัวเลขที่เป็นไปไม่ได้... งั้นก็แสดงว่า...
สมองเจ้าเด็กนี่คงมีน้ำเข้าจนเพี้ยนไปแล้วสินะ
ตาแก่เชิดหน้าขึ้นทำท่าทางหยิ่งผยอง พ่นลมออกจมูกแล้วเอ่ยเสียงห้วน “ข้าบอกไปแล้ว... หนึ่งร้อยล้านเหรียญทอง”
“เอ่อ... คุณปู่ครับ ทองน่ะผมไม่มีหรอก แต่ว่า... ไอ้นี่พอมั้ยครับ?”
ป้ายทองคำส่องแสงวาววับถูกยื่นมาตรงหน้าตาแก่
ทีแรกแกปรายตามองด้วยความดูถูก แต่ทันทีที่แสงสีทองสะท้อนเข้าตา รูม่านตาของแกก็หดเกร็ง รีบร้องอุทานเสียงหลง “ตะ... ตราประกาศิตมังกรสวรรค์!”
“โอ้ คุณปู่รู้จักด้วยเหรอครับ งั้นก็คงรู้สิทธิพิเศษของมันสินะ รบกวนด้วยนะครับ”
เหงื่อกาฬเม็ดโป้งผุดขึ้นเต็มหน้าผากของตาแก่นักประเมินทันที
แม้ตราประกาศิตมังกรสวรรค์จะไม่ปรากฏให้เห็นมานานหลายสิบปี แต่เขาก็จำมันได้แม่นยำ เพราะแทบทุกคนในทวีปมังกรสวรรค์ต่างรู้จักมันดี มันคือสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญ เกียรติยศ และเป็นตัวแทนของความไว้วางใจและอำนาจจากองค์จักรพรรดิ
ที่สำคัญ... ตราประกาศิตมังกรสวรรค์เป็นของที่ปลอมแปลงไม่ได้เด็ดขาด!
“เอ่อ... คือว่า... เรื่องนี้...” ตาแก่เหงื่อท่วมตัว เริ่มอึกอักพูดไม่ออก
“เป็นอะไรไปครับคุณปู่ หรือว่ามีปัญหาอะไร?”
“คือแบบว่า... อะแฮ่ม ท่านผู้แทนพระองค์ เชิญนั่งก่อนขอรับ” ใบหน้าที่เคยบูดบึ้งเหมือนซากศพบัดนี้ฉีกยิ้มประจบประแจงจนแก้มแทบปริ
ต่อให้มีความกล้าอีกสิบเท่า เขาก็ไม่กล้าขัดขืนอำนาจของตราประกาศิตมังกรสวรรค์ในถิ่นของราชวงศ์หรอก แต่ประเด็นคือ เขาดันทำเก่งไปแล้ว แถมยังแกล้งบอกราคาเว่อร์ๆไปอีก... ถ้าความแตกขึ้นมาว่าจริงๆแล้วเขาตรวจสอบไม่ได้ นอกจากป้ายร้าน “รับประเมินทุกสรรพสิ่ง” จะถูกทุบทิ้งแล้ว ชื่อเสียงของเขาคงป่นปี้ไม่มีชิ้นดี หน้าแตกหมอไม่รับเย็บแน่ๆ
ขนาดคนโง่ยังดูออกว่ามีพิรุธ เฟิงเซียวจึงถามด้วยความสงสัย “คุณปู่ มีปัญหาอะไรเหรอครับ? รีบประเมินให้ผมเถอะ ผมรีบ”
“......” ตาแก่กัดฟันกรอด ตัดสินใจสารภาพ “ท่านผู้แทนพระองค์... ความจริงแล้ว... หยกก้อนนี้ระดับสูงเกินไป ข้าน้อยตรวจสอบไม่ได้ขอรับ”
“อะไรนะ!?” เฟิงเซียวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแกล้งทำท่าตกใจจนตัวลอย “ตรวจสอบไม่ได้? แล้วที่บอกว่าร้อยล้านเหรียญทองก่อนหน้านี้คืออะไร? นี่ลุงหลอกผมเหรอ!”
ตาแก่ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก อ้ำๆอึ้งๆอยู่นานกว่าจะตอบเสียงอ่อย “ข้าน้อย... ข้าน้อยทำไปเพื่อรักษาชื่อเสียงของร้านขอรับ”
สมองของเฟิงเซียวแล่นเร็วเร็วจี๋ เขาแทบจะเงยหน้าหัวเราะร่าด้วยความสะใจ
โอกาสงามๆที่จะรีดไถมาถึงแล้ว ถ้าไม่คว้าไว้คงโดนฟ้าผ่าตาย
เฟิงเซียวตีหน้าเศร้าเคล้าความโกรธแค้นทันที “เพื่อรักษาชื่อเสียง? เพื่อชื่อเสียงร้านแค่ร้านเดียว ลุงถึงกับยอมโกหกหลอกลวงอย่างไร้มนุษยธรรมและเลือดเย็นขนาดนี้เชียวหรือ? ลุงรู้ไหมว่ามันสร้างบาดแผลทางใจให้ผมมากแค่ไหน? ต่อไปนี้ผมจะเชื่อใจใครในสังคม... เอ้ย ในทวีปมังกรสวรรค์ได้อีก!”
“การโกหกเล็กๆของลุงวันนี้ มันทำลายความไว้วางใจระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ นานวันเข้าจะต้องเกิดความแตกแยกภายในแน่ๆ ตอนนี้ทวีปมังกรสวรรค์กำลังเผชิญภัยพิบัติ แทนที่ทุกคนจะสามัคคีกัน กลับต้องมาหวาดระแวงกันเอง ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ราชวงศ์มังกรสวรรค์ต้องล่มสลายแน่ๆ!”
เฟิงเซียวชักแม่น้ำทั้งห้า โยงเรื่องเล็กๆให้กลายเป็นวาระระดับชาติจนตาแก่หน้าซีดเผือด เหงื่อไหลเป็นน้ำตก
เฟิงเซียวถอนหายใจยาว “เฮ้อ... ไม่นึกเลยว่าผมต้องใช้อำนาจของผู้แทนพระองค์เร็วขนาดนี้ คุณปู่... ร้านของคุณมีความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงต่อความสงบเรียบร้อยของราชวงศ์มังกรสวรรค์ ผมคงต้องรายงานฝ่าบาทให้สั่งปิดร้านของลุงเดี๋ยวนี้แหละ”
ตาแก่แทบจะเข่าอ่อนลงไปกองกับพื้น นึกเสียใจจนลำไส้เขียว เขาพุ่งเข้ามากอดขาเฟิงเซียวที่แกล้งทำท่าจะเดินหนี ร้องอ้อนวอนเสียงสั่น “ท่านผู้แทนพระองค์! ไม่ได้นะขอรับ! ได้โปรดเมตตาด้วย! ข้าน้อยยังมีแม่วัยแปดสิบนอนป่วยติดเตียง แล้วก็ลูกน้อยวัยสามขวบต้องเลี้ยงดู ทั้งครอบครัวฝากปากท้องไว้กับร้านนี้ร้านเดียว ถ้าร้านถูกปิด พวกเราคงอดตายกันหมด! ท่านผู้แทนพระองค์ ได้โปรดเห็นแก่ที่ข้าแก่แล้วและทำผิดเป็นครั้งแรก ยกโทษให้ข้าเถอะขอรับ! ข้าสาบานว่านี่เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายจริงๆ!”
แม่แปดสิบ? ลูกสามขวบ? เฟิงเซียวมองหน้าเหี่ยวๆยิ่งกว่าเปลือกไม้ของตาแก่แล้วแทบอยากจะอ้วก
เขาแสร้งทำเป็นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถอนหายใจด้วยความเมตตา “เอาเถอะ... ผมเองก็ไม่ใช่คนใจร้ายใจดำ ข้อเสียของผมคือเป็นคนใจอ่อน ขี้สงสาร และใจกว้างไปหน่อย เอาเป็นว่าถ้าลุงยอมรับเงื่อนไขเล็กๆน้อยๆของผมสักข้อ ผมจะไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกใคร”
ตาแก่เห็นช่องรอดตาย รีบรับคำทันที “ขอแค่ท่านผู้แทนพระองค์ไม่สั่งปิดร้าน เงื่อนไขอะไรข้าน้อยก็ยอมหมดขอรับ”
‘หึๆๆ เสร็จโจร’ เฟิงเซียวแสยะยิ้มในใจ กระแอมเบาๆ แล้วเอ่ยเสียงเนิบ “เงื่อนไขง่ายมาก... สอนสกิลประเมินให้ผม”
“หา!?” ปฏิกิริยาของตาแก่รุนแรงเกินคาด “ไม่ได้! ไม่ได้เด็ดขาด! เงื่อนไขนี้ข้าน้อยทำให้ไม่ได้จริงๆ!”
“ทำไมจะไม่ได้? ลุงแค่โบกมือวิ้งๆก็ใช้ได้แล้วนี่! หรืออยากโดนปิดร้านจริงๆ!”
ตาแก่ยืนกรานเสียงแข็ง “ไม่ได้เด็ดขาด! สกิลประเมินเป็นความลับสุดยอดของสำนักประเมิน ห้ามถ่ายทอดให้คนนอกเด็ดขาด ไม่งั้นสำนักข้าน้อยต้องถึงคราววิบัติแน่!”
ความลับบ้าบออะไร! ขนาดน้องสาวเขายังมี NPC มาเสนอสอนให้ถึงที่เลย
คิดจะต่อรองกับพี่เรอะ?
เฟิงเซียวหันหลังทำท่าจะเดินหนีทันที “งั้นก็เตรียมตัวปิดร้านได้เลย”
ตาแก่รีบกระโจนมาคว้าตัวเฟิงเซียวไว้ น้ำตาแทบจะไหลพราก “ท่านผู้แทนพระองค์! ได้โปรดเมตตาเถิด! ไม่ใช่ข้าไม่อยากสอน แต่มันสอนไม่ได้จริงๆ! นอกจากเรื่องนี้แล้ว ข้ายอมให้ท่านทุกอย่าง จะเอาเงินเท่าไหร่ว่ามาเลย ข้าจ่ายไม่อั้น!”
เห็นท่าทาง “ยอมตายดีกว่ายอมสอน” ของตาแก่แล้ว เฟิงเซียวก็เริ่มสงสัย... หรือว่าสกิลประเมินจะห้ามสอนคนนอกจริงๆ? แล้วเควสต์ของเหยาเอ๋อร์มันคืออะไรกันแน่?
ดูท่าจะหมดหวังเรื่องเรียนสกิลแล้ว แต่คำพูดประโยคสุดท้ายของตาแก่ก็จุดประกายความหวังใหม่ขึ้นมา
เงิน!
“ก็ได้ๆ ผมไม่อยากใจร้ายกับคนแก่นักหรอก งั้นเอาเงินมาหนึ่งล้าน เอ้ย... สิบล้านเหรียญทอง! ถือเป็นค่าปรับที่ลุงทำผิดก็แล้วกัน เงินพวกนี้ผมจะนำเข้าคลังหลวงทุกบาททุกสตางค์” เฟิงเซียวตีหน้าเคร่งขรึม ราวกับขุนนางตงฉินผู้ซื่อสัตย์
“ตกลง! ไม่มีปัญหาขอรับ!”
เฟิงเซียวแทบสำลักน้ำลายตัวเอง เดิมทีเขากะจะเรียกให้สูงไว้เผื่อต่อรอง แต่เห็นตาแก่ตอบรับง่ายดายขนาดนี้ แสดงว่าสิบล้านเหรียญทองนี่คงเป็นแค่เศษเงินสำหรับมันแน่ๆ
แต่พอลองคิดดูดีๆก็เข้าใจได้ ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีผู้เล่นหลั่งไหลเข้านครหลวงมังกรสวรรค์ไม่ต่ำกว่าสองหรือสามร้อยล้านคน ต่อให้เฉลี่ยคนละแค่ 30 เหรียญทอง รายได้รวมมันจะมหาศาลขนาดไหน...
นี่แค่ไม่กี่วันเองนะ! ถ้าถึงช่วงท้ายเกมที่อุปกรณ์ระดับสูงเกลื่อนเมือง ค่าประเมินแพงหูฉี่... ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะรวยเละเทะขนาดไหน
เฟิงเซียวนึกเสียดายขึ้นมาตะหงิดๆ รู้สึกว่าสิบล้านที่เรียกไปนี่น้อยกว่าขนหน้าแข้งหนึ่งเส้นร่วงซะอีก
เนื่องจากเกมไม่จำกัดจำนวนเงินที่พกติดตัวได้ เฟิงเซียวจึงรับเงินสิบล้านเหรียญทองมาใส่กระเป๋า แล้วเดินออกจากร้านประเมินอย่างภาคภูมิใจ
สิบล้านเหรียญทอง... แลกเป็นเงินจริงก็สิบล้านหยวน!
มีเงินก้อนนี้แล้ว แผนการของเขาจะเริ่มได้เร็วกว่ากำหนดเสียอีก
ทันใดนั้น เฟิงเซียวก็ตบหน้าผากตัวเองดังป้าบ “โธ่เว้ย! ลืมบอกให้ตาแก่นั่นประเมินของให้ฟรีตลอดชีพได้ไงเนี่ย! พลาดเงินก้อนโตไปอีกแล้ว!”
......
ภายในร้านประเมิน หลังจากเฟิงเซียวจากไป ตาแก่นักประเมินที่หายตกใจแล้วก็เริ่มตั้งสติได้ เขานั่งทบทวนเหตุการณ์ไปมา แล้วจู่ๆก็ตะโกนด่าลั่นร้าน
“ไอ้ชิบหาย! โดนไอ้เด็กเวรนั่นหลอกเข้าให้แล้ว! ความผิดขี้ประติ๋วแค่นั้นมันจะไปมีโทษร้ายแรงบ้าบออะไรได้วะ!”
......
การปรากฏตัวของยอดเงิน 10,000,000 เหรียญทอง ในอันดับหนึ่งของตารางความร่ำรวยได้สร้างความแตกตื่นโกลาหลไปทั่วทั้งโลกแห่งเกม ‘หลุนหุย’
มีเพียงเจ้าของเงินอย่างเฟิงเซียวเท่านั้น ที่เดินผิวปากอย่างสบายใจเฉิบ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรกับใครเขาเลย
*****