- หน้าแรก
- ฟ้องให้ยับ ปราบเกรียนด้วยหมายศาล
- บทที่ 25 เท่าไหร่นะ? คุณว่าเท่าไหร่นะ?
บทที่ 25 เท่าไหร่นะ? คุณว่าเท่าไหร่นะ?
บทที่ 25 เท่าไหร่นะ? คุณว่าเท่าไหร่นะ?
“ปัง!”
จางไคเฟิ่งพาสุนัขกลับบ้านอย่างหัวฟัดหัวเหวี่ยง แล้วกระแทกประตูใส่ดังปัง
เสียงดังสนั่น
หลังกินมื้อค่ำ เธอพาลูกชายออกไปเดินเล่น เดิมทีก็อารมณ์ดีอยู่หรอก
แต่ดันไปเจอผู้หญิงน่ารำคาญคนหนึ่งเข้า หาว่าลูกชายเธอไปทำให้ลูกชายของอีกฝ่ายตกใจกลัว แล้วก็เซ้าซี้ไม่เลิก
จากนั้นก็ยังมาเจอไอ้ผู้ชายประสาทคนนั้นอีก ท่าทีแย่ๆ ก็เรื่องหนึ่ง แต่นี่ยังมาเตะลูกชายของเธอ แถมยังกล้ามาไถเงิน อ้าปากทีก็เรียกตั้งสามล้าน
จางไคเฟิ่งโกรธจนแทบบ้า
เธอเลยหมดอารมณ์จะพาสุนัขเดินเล่นต่อ จึงกลับก่อนเวลา
"ที่รัก เกิดอะไรขึ้น ทำไมทำหน้าบูดอย่างนั้นล่ะ" ในห้องนั่งเล่น ชายวัยสามสิบต้นๆ ที่สวมกางเกงขาสั้นลายดอก ใส่แว่นตาเอ่ยถามขึ้น
เขาคือสามีของจางไคเฟิ่ง เฉาเต๋อซ่วง
ว่าไปแล้ว ชื่อของคนสองคนนี้ก็ช่างสมกันดีจริงๆ
คนหนึ่งคือ “ได้อย่างสะใจ” อีกคนหนึ่งก็ “อ้าเปิด” แค่ชื่อของทั้งสองคนแยกกันก็ชวนให้จินตนาการไปไกลแล้ว แต่คนคู่นี้ดันมาลงเอยกันได้
แทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแขกที่ไปร่วมงานแต่งงานของพวกเขาวันนั้น พอเห็นชื่อบ่าวสาวบนซุ้มประตูแล้วจะขำกันขนาดไหน
"อย่าให้พูดเลย เมื่อกี้ฉันพาลูกชายออกไปเดินเล่น ดันไปเจอไอ้งั่งสองคน"
"คนหนึ่งก็ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ หาว่าลูกชายเราทำลูกชายเธอตกใจ โวยวายจะให้ขอโทษ น่ารำคาญชะมัด"
"อีกคนยิ่งหนักกว่า คือคนที่ฉันเคยเล่าให้คุณฟัง ที่เจอตรงหน้าลิฟต์นั่นแหละ รู้ไหมว่าวันนี้มันทำอะไร?"
"ฉันก็แค่จะให้มันขอโทษลูกชายเรา แต่ไอ้โง่นี่กลับทำตัวอวดดี นอกจากจะไม่ขอโทษแล้ว ยังมาทำร้ายลูกชายเรา เตะเข้าไปหนึ่งที"
จางไคเฟิ่งเล่าเรื่องแบบใส่สีตีไข่
เฉาเต๋อซ่วงขมวดคิ้ว
"คนคนนี้มันจะเกินไปหน่อยมั้ง!?"
"ถึงได้บอกว่ามันเป็นไอ้งั่งไง!" จางไคเฟิ่งกอดอก ใบหน้าเต็มไปด้วยความโมโห "มันเตะลูกชายเรา ฉันให้มันชดใช้ มันผิดตรงไหน?"
"แล้วเป็นไงรู้ไหม นอกจากมันจะไม่จ่ายแล้ว ยังจะมาไถเงินฉันอีก!"
"มันยืนกรานว่าถ้วยแตกๆ ของมันเป็นของโบราณสมัยราชวงศ์หมิง รู้ไหมว่ามันเรียกเงินฉันเท่าไหร่?"
เฉาเต๋อซ่วงถาม "เท่าไหร่?"
"สามล้าน!"
จางไคเฟิ่งชูสามนิ้ว
"ไอ้โง่นั่นอ้าปากเรียกตั้งสามล้าน กล้าเรียกมาได้นะ"
"แค่ไอ้กระจอกเช่าห้องอยู่แท้ๆ เปิดปากทีกล้าไถเงินขนาดนี้"
"ฉันล่ะยอมใจเลย!"
เฉาเต๋อซ่วงเองก็ประหลาดใจไม่น้อย
เห็นได้ชัดว่าตกตะลึงกับตัวเลขสามล้าน
"เดี๋ยวนี้พวกต้มตุ๋นมันเหิมเกริมขนาดนี้แล้วเหรอ? สามร้อยห้าร้อยคงไม่พอสินะ ถึงกล้าเรียกตั้งสามล้าน..." เฉาเต๋อซ่วงยิ้มพลางส่ายหน้า
"ใช่แล้ว ฉันว่าคนคนนี้มันบ้าชัดๆ ครั้งที่แล้วที่เจอหน้าลิฟต์ ฉันก็ว่ามันอาการหนักแล้ว คนปกติที่ไหนจะมายุ่งเรื่องชาวบ้านกัน?" จางไคเฟิ่งทิ้งตัวนั่งแหมะลงบนโซฟา
เฉาเต๋อซ่วงตบต้นขาเธอเบาๆ แล้วพูดว่า "พอแล้วที่รัก อย่าไปใส่ใจกับคนแบบนี้เลย ไม่คุ้มหรอก"
"เคยได้ยินหลักการ 'คนมีความสุขย่อมไม่หาเรื่อง' ไหม?"
"ดูอย่างเราสิ อยู่หางโจวมีทั้งรถ มีทั้งบ้าน มีทั้งเงินเก็บ"
"ผมลาออกมาทำธุรกิจ ตอนนี้ก็เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว นักลงทุนหลายคนก็แสดงความสนใจไม่น้อย ปัญหาเรื่องเงินทุนอีกไม่นานคงแก้ได้"
"ภายในสองปีนี้ เราต้องยกระดับฐานะขึ้นไปอีกขั้นได้แน่"
"ส่วนอีกฝ่ายเป็นแค่คนชั้นล่างสุด ชีวิตไม่ราบรื่น ไม่แน่ว่าอาจจะมีความคิดมืดมน อิจฉาที่เห็นคนอื่นได้ดี"
"อยู่ห่างๆ คนแบบนี้ไว้น่ะดีแล้ว ใครจะไปรู้ว่ามันจะทำอะไรบ้าๆ ขึ้นมาบ้าง"
เฉาเต๋อซ่วงเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ส่วนหนึ่ง เขาคิดเช่นนั้นจริงๆ รู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตที่ดีพร้อม ฐานะการเงินก็ไม่เลว ไม่จำเป็นต้องไปมีเรื่องกับไอ้กระจอกพวกนั้น
และอีกส่วนหนึ่ง
ก็มาจากความเข้าใจในตัวภรรยาของเขาเอง
เฉาเต๋อซ่วงรู้ดีว่าภรรยาของตนมีนิสัยและอารมณ์อย่างไร และรู้ว่าเรื่องที่เธอเล่าเมื่อครู่ต้องมีส่วนที่ไม่เป็นความจริงอยู่แน่นอน
เรื่องนี้ใครถูกใครผิดกันแน่ ก็ยังไม่รู้แน่ชัด
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดของการทำธุรกิจ เฉาเต๋อซ่วงไม่ต้องการให้เกิดเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้นจริงๆ
และสำหรับคนอย่างจางไคเฟิ่ง ก็ต้องให้เฉาเต๋อซ่วงคอยพูดจาตามน้ำแบบนี้ถึงจะเอาอยู่
อารมณ์ของเธอค่อยๆ สงบลงมากจริงๆ
เธอนั่งขัดสมาธิบนโซฟาแล้วเริ่มดูซีรีส์ต่อ
...
อีกด้านหนึ่ง
ตำรวจเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุแล้ว
"พ่อหนุ่ม คุณคือคนที่แจ้งความใช่ไหม?"
ตำรวจสองนายรีบเดินเข้ามา
คนหนึ่งอายุราวสี่สิบปี ใบหน้าทรงสี่เหลี่ยม คิ้วดก ตาโต
อีกคนสวมแว่น ผิวขาวนวล ดูเหมือนเพิ่งจบจากโรงเรียนตำรวจมาหมาดๆ
คนที่พูดคือตำรวจอาวุโสวัยสี่สิบกว่าปี หลี่เจี้ยนซวิน
ข้างๆ คือลูกศิษย์ของเขา เฉินเหย่
"ผมเองครับที่แจ้งความ คุณตำรวจ" หลินเป่ยก้าวเข้าไปหา
ตำรวจหลี่กวาดสายตามองแล้วถาม "เกิดอะไรขึ้นครับ?"
"คืออย่างนี้ครับคุณตำรวจ เมื่อประมาณสิบนาทีที่แล้ว ผมเจอคนพาสุนัขมาเดินเล่นที่นี่ เธอไม่เพียงแต่ไม่ใส่สายจูง แต่ยังปล่อยสุนัขมากัดผมด้วย"
หลินเป่ยพูดพลางหมุนตัวให้ดู
"ดูรอยบนตัวผมสิครับ ทั้งหมดนี่เป็นฝีมือของสุนัขตัวนั้น มันกระโจนใส่ผมจนล้มลงกับพื้นเลย"
"เกือบจะโดนขย้ำแล้วครับ"
ตำรวจหลี่ขมวดคิ้ว
เรื่องพิพาทเพราะพาสุนัขมาเดินเล่นแล้วไม่ใส่สายจูงอีกแล้ว!
ตำรวจหลี่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำงานในพื้นที่มากว่ายี่สิบปี เขาจัดการคดีมาสารพัดรูปแบบ ซึ่งมีไม่น้อยที่เกิดจากการพาสุนัขเดินเล่นโดยไม่ใส่สายจูง
ในสังคมยุคใหม่ คนเลี้ยงสุนัขมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
แต่ไม่ใช่เจ้าของทุกคนที่จะเลี้ยงดูอย่างมีความรับผิดชอบ
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่เรื่องการจูงสุนัขเดินเล่นต้องใส่สายจูงข้อเดียว เจ้าของจำนวนมากก็ทำไม่ได้แล้ว
ดูท่าว่างานให้ความรู้เรื่องกฎหมายกับประชาชนคงยังต้องทำกันอีกยาว
แต่สถานการณ์ครั้งนี้มันเกินไปหน่อย
ไม่ใส่สายจูงก็ว่าแย่แล้ว นี่ยังปล่อยสุนัขมากัดคนอีกเหรอ?
ตำรวจหลี่มองหลินเป่ยตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วถามว่า "พ่อหนุ่ม ได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?"
"ผมไม่เป็นไรครับ แต่... ถ้วยกระเบื้องของผมตกแตก ตอนที่โดนสุนัขกระโจนใส่จนล้มน่ะครับ"
หลินเป่ยส่ายหน้าพลางชี้ไปที่เศษกระเบื้องที่เกลื่อนพื้นอยู่ข้างๆ
"พี่สาวคนนี้อยู่ข้างๆ พอดี เธอเป็นพยานให้ผมได้ครับ"
หญิงสาวที่อยู่ข้างๆ ซึ่งรอโอกาสนี้อยู่แล้วรีบพูดขึ้น "ใช่ค่ะ ใช่ค่ะ คุณตำรวจ ฉันเป็นพยานได้ค่ะ เป็นผู้หญิงคนนั้นจริงๆ ที่จงใจปล่อยสุนัขมากัดน้องชายคนนี้ สุนัขตัวใหญ่ขนาดนั้น กระโจนทีเดียวน้องเขาล้มเลย ถ้วยกระเบื้องก็แตกตอนนั้นแหละค่ะ"
หลินเป่ยถามต่อทันที "คุณตำรวจครับ สถานการณ์แบบนี้... เจ้าของสุนัขต้องชดใช้ค่าถ้วยกระเบื้องให้ผมใช่ไหมครับ?"
ตำรวจหลี่เหลือบมองเศษกระเบื้องบนพื้น แล้วหันมามองหลินเป่ย
เขาพยักหน้าช้าๆ
"อืม คุณพูดถูก"
"ถ้าพิสูจน์ได้ว่าถ้วยกระเบื้องของคุณตกแตกเพราะถูกสุนัขทำร้าย เจ้าของสุนัขก็ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้คุณ"
"ว่าแต่ ถ้วยกระเบื้องใบนี้ของคุณราคาเท่าไหร่?"
ตอนนี้ตำรวจหลี่กำลังคิดว่า ถ้ามูลค่าไม่สูง เรื่องนี้คงไกล่เกลี่ยได้ง่าย
แต่ผลคือ...
"สามล้านครับ"
"อ๋อ สามล้าน... หา?"
"แค่ก! แค่กๆ!"
ตำรวจหลี่สำลักน้ำลายตัวเองจนไอโขลก
"เท่าไหร่นะ?"
"คุณว่าเท่าไหร่นะ?"
ตำรวจหลี่มองหลินเป่ยอย่างตกตะลึง
หลินเป่ยพูดด้วยสีหน้าจริงจัง "สามล้านครับคุณตำรวจ คุณฟังไม่ผิด นี่คือถ้วยทรงสูงโบราณสมัยเซวียนเต๋อแห่งราชวงศ์หมิง มูลค่าสามล้าน!"
ซี้ด!
ซี้ด!
เสียงสูดลมหายใจด้วยความตกใจดังขึ้นสองครั้งซ้อน
สองศิษย์อาจารย์ตำรวจได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อน
"ผมมีใบรับรองการประเมินอยู่ที่บ้าน นี่คือรูปที่ผมถ่ายไว้ คุณตำรวจดูได้ครับ"
หลินเป่ยพูดพลางเปิดอัลบั้มรูป หารูปใบรับรองแล้วยื่นให้ตำรวจหลี่ดู
ตำรวจหลี่เหลือบมอง
ม่านตาของเขาหดเล็กลง
เป็นของโบราณสมัยราชวงศ์หมิงจริงๆ ด้วย
ถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้... คงไม่ใช่แค่ข้อพิพาทเล็กๆ น้อยๆ แล้วล่ะ
นี่มันคดีใหญ่หลักล้าน!