เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 50 ผู้ร้ายปากแข็ง

บทที่ 50 ผู้ร้ายปากแข็ง

บทที่ 50 ผู้ร้ายปากแข็ง


กำลังโหลดไฟล์

บทที่ 50 ผู้ร้ายปากแข็ง

พนักงานบัญชีเริ่มกระวนกระวาย “เงินเดือนส่วนหนึ่งถูกหักออกเป็นค่าเงินสมทบสวัสดิการประกันสังคม”

“โกหก!” เฉินฉีตะคอกกลับทันทีอย่างไม่สุภาพอีกต่อไป “ข้อมูลในฟอร์มระบุไว้อย่างชัดเจน หลังหักเงินสมทบประกันสังคมอะไรนั่นแล้วผลตอบแทนรวมของคุณก็ยังมากกว่าเจ็ดพันหยวนอยู่ดี!”

“ใช่ ใช่! ยังมีเงินที่ถูกหักไปเพราะเข้างานสายกว่าเวลาที่กำหนดด้วยค่ะ!”

เฉินฉียิ้มเยาะก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาหลินถงซู

ทั้งสองขนาบข้างพนักงานบัญชีคนดังกล่าวให้เธอนำทางไปที่ห้องของแผนกบัญชีบริษัท เฉินฉีไล่เปิดลิ้นชักทีละอันเพื่อค้นหาจนเจอเอกสารสลิปเงินเดือนสองใบ หลังจากนั้นพวกเขาก็กลับมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์ตามเดิมเพื่อตรวจสอบเปรียบเทียบ ผลปรากฏว่าจากสลิปเงินเดือนจริงที่เธอได้รับมียอดน้อยกว่าข้อมูลที่ระบุไว้ในแบบฟอร์มอย่างชัดเจน

เฉินฉีหยิบปากกามาคำนวณมันอย่างคร่าวๆ จากนั้นจึงเรียกหลินถงซูมาใกล้และกระซิบข้างหูเธอว่า “เงินเดือนที่เพิ่มมาในส่วนนี้รวมกันแล้วเป็นยอดเงินเดือนที่พนักงานอีกคนควรได้รับพอดี ไอ้อ้วนนี่เจ้าเล่ห์มาก ผมพนันได้เลยว่าเขารู้แต่แรกแล้วว่าเราอาจตรวจสอบเรื่องนี้”

“เจ้าเล่ห์จริง ๆ” หลินถงซูยืดตัวขึ้นและหันไปมองพนักงานบัญชี “คุณอย่าปิดบังพวกเราเลยค่ะ ในบริษัทของคุณมีพนักงานทั้งหมดกี่คนกันแน่?”

“สิบเจ็ด”

“คุณโกหก! เห็น ๆ อยู่ว่าที่นี่เคยมีพนักงานสิบแปดคน! ดูจากการแก้ไขข้อมูลพนักงานและรายการจ่ายเงินเดือนทั้งหมดก็รู้แล้ว คุณจงใจลบข้อมูลคนคนนั้นให้หายไปจากสารระบบ!”

พนักงานบัญชีหัวเราะกลบเกลื่อน “คุณตำรวจคะ ฉันไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดถึงอะไร คุณกำลังสืบสวนคดีอะไรอยู่กันแน่?”

“เมื่อเช้านี้คุณก็จูบกับผู้จัดการของคุณด้วยใช่ไหมล่ะ?” เฉินฉีโพล่งถามอย่างกะทันหัน

เธอนิ่งเงียบ ใบหน้าถอดสีทันใด

เฉินฉีแสยะยิ้ม “อ๋อ ผมเพิ่งนึกขึ้นได้... แซ่ของคุณคือเสี่ยว แล้วผู้จัดการของคุณก็แซ่เสี่ยวเหมือนกัน ที่แท้พวกคุณก็เป็นญาติกันนี่เอง! ไม่แปลกหรอกที่คุณจะช่วยเขาปกปิดเรื่องพวกนี้ไว้ เอาเถอะ พวกเราไม่ถามอะไรจากคุณแล้ว ไว้เราค่อยไปถามเอาจากคนอื่น ๆ ก็ได้ และถ้าคุณยังปากแข็งปล่อยให้เรารู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง ยังไงคุณก็ไม่รอดจากข้อหาร่วมกันก่ออาชญากรรมและปิดบังอำพรางคดีหรอกนะ!”

เฉินฉีและหลินถงซูลุกขึ้นยืน พนักงานบัญชีรีบดึงแขนเสื้อของเฉินฉีไว้ “คุณเจ้าหน้าที่คะ ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าพวกคุณกำลังสืบหาอะไรอยู่กันแน่!”

“ถามใจตัวเองก่อนเลยว่าคุณไม่รู้จริงอย่างที่ปากพูดรึเปล่า?” เฉินฉีสะบัดมือเธอออกไป

เฉินฉีเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจให้คอยดูแลพนักงานบัญชีคนนี้ไว้ จากนั้นทั้งสองจึงพาพนักงานอีกคนออกมาจากห้องประชุมเพื่อสอบปากคำ คราวนี้เฉินฉีตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา “วันนั้นเกิดอะไรขึ้นกับเสี่ยวลี่?”

พนักงานคนนั้นสะดุ้งสุดตัวและรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที “ใครคือเสี่ยวลี่?!”

เฉินฉีแสยะยิ้ม ท่าทางของเขาแสดงออกชัดว่าสิ่งที่ออกจากปากเขาเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ แต่กับผู้ร้ายปากแข็งแล้วคงต้องใช้เวลาง้างออกมากหน่อย เพราะต่อให้ทรมานจนตายยังไงผู้ชายคนนี้ก็ไม่มีทางเปิดปากง่าย ๆ

“ก่อนเธอจะถูกฆ่า คุณมีส่วนร่วมในการข่มขืนเธอหรือเปล่า?”

“ผมไม่รู้ว่าคุณพูดถึงเรื่องอะไร!”

เฉินฉีทุบโต๊ะแรงจนต้นกระบองเพชรที่ตั้งอยู่บนโต๊ะสะเทือนแทบตกแตก พนักงานคนดังกล่าวสะดุ้งตกใจอีกครั้งจนหดคอลงโดยไม่รู้ตัว หน้าผากของเขาเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อเย็นเฉียบ เฉินฉีคาดคั้นต่อไป “คุณคิดว่าชีวิตของคนคนหนึ่งเป็นเรื่องเล็กรึไง!? ตำรวจมีหลักฐานอยู่ในมือตอนนี้ไม่รู้ตั้งกี่ชิ้น ตอนนี้เหลือแค่จิตใต้สำนึกของคุณเท่านั้นแหละ! ผมอยากรู้จริง ๆ ว่าคุณจะยอมไถ่บาปโดยการเป็นพยานในคดีนี้ หรือจะยอมทำบาปและรับโทษทางกฎหมายต่อไป?!”

ริมฝีปากชายหนุ่มสั่นระริกเหมือนตะแกรง ถึงอย่างนั้นก็ยังยืนกรานปฏิเสธทั้งที่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง “ผมไม่รู้! ผมไม่รู้อะไรทั้งนั้น!”

หลังจากนั้นไม่ว่าเฉินฉีจะใช้ไม้แข็งยังไง เขาก็ยังปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็นซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น ชายคนนี้ได้เข้าสู่สภาวะของป้องกันตนเองทางจิตวิทยาเพื่อหลบหนีจากความเป็นจริงอย่างสมบูรณ์

เฉินฉีโบกมือไล่เขาออกไปจากห้อง หลินถงซูอดบ่นไล่หลังไม่ได้ “เขาปากแข็งชะมัด!”

“ไอ้ผู้จัดการนั่นต้องให้ผลประโยชน์กับเขามากแน่ ๆ สักคำก็ไม่คายออกมา”

“แล้วเราจะทำยังไงกันดี?”

“สืบสวนต่อไป คราวนี้เรียกผู้หญิงเข้ามา”

พนักงานหญิงคนหนึ่งถูกพาตัวเข้ามาในห้อง ใบหน้าของเธอซีดเผือดตั้งแต่ก้าวเข้ามา คราวนี้เฉินฉีสวมบทบาทเล่นเป็นตำรวจใจดีขณะตั้งคำถาม “ความสัมพันธ์ของคุณกับเสี่ยวลี่เป็นยังไงบ้าง?”

“ความสัมพันธ์อะไร? เสี่ยวลี่คือใครคะ?” หญิงสาวเงยหน้าขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความหวาดระแวง

“อย่าทำไขสือไปหน่อยเลย เราเจอศพของเสี่ยวลี่แล้ว ครอบครัวของเธอเข้าแจ้งความว่าเธอหายตัวไป แล้วหลักฐานทั้งหมดก็ชี้มาที่บริษัทนี้ที่เธอทำงานอยู่”

“ฉันไม่เห็นจะรู้เรื่องอะไรเลย!” หญิงสาวเริ่มประหม่ามากขึ้น เธอมองไปที่หลินถงซูและเฉินฉีทีละคน แต่ไม่กล้าสบตากับพวกเขาโดยตรง

เฉินฉีชี้ไปที่เสื้อผ้าของเธอพร้อมตั้งข้อสังเกตอย่างละเอียด “เสื้อผ้าของคุณทั้งซีดและเก่ามาก แต่คุณกลับสวมรองเท้าคู่หนึ่งที่ใหม่เอี่ยมแกะกล่อง แล้วผมก็สังเกตเห็นด้วยว่าพนักงานแต่ละคนที่นี่มีทั้งซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่และเครื่องแต่งกายใหม่พร้อมกันอย่างผิดวิสัย แสดงว่าเร็ว ๆ นี้พวกคุณต้องได้ผลประโยชน์อะไรบางอย่างถึงได้รวยกะทันหันกันแบบนี้ ดูเหมือนว่าผู้จัดการของคุณคงจ่ายเงินให้เป็นค่าปิดปากเรื่องอะไรสักอย่างสินะ”

มือของเธอสั่นเทา ทันใดนั้นเธอก็ยกมือขึ้นปิดหูเหมือนอยู่ดี ๆ ก็เสียสติไปซะอย่างนั้น “หยุดถามฉันซะที! ฉันไม่รู้อะไรเลย! ฉันไม่รู้จริง ๆ!”

เฉินฉีกัดฟันกรอดและจำใจต้องโบกมือไล่เธอออกไป

หลินถงซูออกความเห็น “ดูจากสภาพจิตใจของพวกเขาแล้ว ฉันว่าพวกเขาก็ไม่ใช่ผู้ร้ายปากแข็งขนาดนั้น หรือเราควรควบคุมตัวพวกเขาให้กลับไปที่สถานีตำรวจแล้วทำการสืบสวนอีกครั้งดี?”

“เพื่อให้พี่ชายคุณเยาะเย้ยผมว่าไร้น้ำยาน่ะเหรอ?”

หลินถงซูหัวเราะร่วน “ผู้ชายอย่างพวกคุณกลัวเสียหน้ากันขนาดนี้เลยเหรอ?!”

“มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี!” เฉินฉีพูดติดตลก

“แล้วเราจะสอบปากคำใครต่อไปดี?”

“พักก่อนเถอะ เดี๋ยวพวกเราออกไปหาอะไรกินกัน”

“พนักงานพวกนั้นล่ะ?”

“ก็ปล่อยให้ตำรวจเขาดูแลต่อไปสิ”

“เอาล่ะ นี่ไม่ใช่เวลามาเล่นตุกติกนะคุณ มีกลอุบายอะไรแอบแฝงไว้ก็รีบงัดออกมาใช้เร็วเข้า!”

“ผมก็แค่อยากทรมานพวกเขานิดหน่อยเผื่อจะหลุดปากอะไรออกมาบ้าง... อ่า จริงด้วย คุณช่วยโทรหาฝ่ายนิติเวชให้หน่อยสิ บอกพวกเขาให้ส่งเจ้าหน้าที่ทางเทคนิคมาสักคนพร้อมกับชุดทดสอบเอนไซม์ในน้ำลาย แล้วอย่าลืมนำข้อมูลตัวอย่างที่ทำการทดสอบก่อนหน้านี้มาด้วย”

แน่นอนว่าทั้งสองไม่ได้รีบออกไปหาอะไรกินตามที่ว่า เฉินฉีรั้งรออยู่ที่นี่สักพักเพื่อเดินดูการทำงานของเจ้าหน้าที่และเดินตรวจสอบตามโต๊ะทำงานของพนักงานแต่ละคน ทันใดนั้นสวีเสี่ยวตงก็วิ่งเข้ามา “พวกคุณกำลังรออะไรกันอยู่? นี่ผ่านมาสองชั่วโมงแล้วนะ ถ้าจะสอบปากคำพวกเขาก็รีบหน่อยเถอะ อย่าว่าแต่พวกเขาเลย แม้แต่ผมก็หิวข้าวจนขาสั่นแล้วเนี่ย!”

“งั้นคุณก็ออกไปหาอะไรรองท้องสักหน่อยสิ แล้วให้เจ้าหน้าที่คนอื่นอยู่เฝ้าจับตามองพวกเขาต่อ” เฉินฉีพูดอย่างไม่ใส่ใจ

“พี่เฉิน พี่มีลับลมคมในอะไรกันแน่?”

ขณะนั้นเองเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากบริเวณทางเดิน พวกเขาเห็นเผิงซื่อจวี๋และผู้ช่วยคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับกล่องชุดทดสอบตามที่เฉินฉีร้องขอ เฉินฉีเบิกตากว้างและทักทายเขาทันที “หัวหน้าเผิงลงพื้นที่ด้วยตนเองเลยเหรอเนี่ย!? ให้เกียรติผมเกินไปแล้ว!”

“ทำไงได้ คนในแผนกไม่พอผมเลยต้องออกมาเอง รีบเริ่มกันเลยดีกว่า” เผิงซื่อจวี๋พูดอย่างเย็นชา

เฉินฉีหันไปมอบหมายงานให้สวีเสี่ยวตง “คุณกดน้ำใส่ถ้วยกระดาษแล้วเอาไปแจกให้พวกเขาดื่มคนละแก้ว พอดื่มหมดแล้วให้เอาถ้วยกลับคืนมา จำให้ได้ด้วยนะไว้ว่าถ้วยไหนเป็นของใคร”

“พวกเขามีกันตั้งสิบเจ็ดคน ผมจะจำยังไงไหว?”

หลินถงซูหยิบถ้วยกระดาษชนิดใช้แล้วทิ้งขึ้นมาและเสนอแนะ “คุณก็ทำเครื่องหมายแบบไม่เด่นชัดไว้ตรงก้นถ้วยสิ แค่นี้ก็ได้แล้ว!”

“สุดยอดเลยถงซู! เธอนี่ฉลาดจริง ๆ!”

“เอาล่ะ หยุดประจบฉันซะที รีบไปทำงานเร็วเข้า!”

สิบนาทีต่อมาสวีเสี่ยวตงก็กลับมาพร้อมถ้วยกระดาษทั้งสิบเจ็ดใบ เผิงซื่อจวี๋และผู้ช่วยของเขาเริ่มทำการทดสอบทันที ทุกคนรอคอยผลการทดสอบเอนไซม์อย่างจดจ่อ ในที่สุดผลลัพธ์ชิ้นแรกก็ปรากฏ

“ตัวอย่างหมายเลข 1 เหมือนกับเอนไซม์ในน้ำลายที่พบบนร่างของผู้เสียชีวิต”

หลินถงซูกำหมัดแน่นและเผลอแสดงท่าทางดีใจออกมา แต่แล้วคำพูดของเผิงซื่อจวี๋กลับขัดความสุขของเธอเหมือนราดน้ำเย็นลงบนศีรษะ “อย่าเพิ่งดีใจเร็วเกินไป ยังไงเอนไซม์ในน้ำลายก็ไม่เสถียรและแม่นยำเท่ากับดีเอ็นเอ”

พวกเขาทำการทดสอบมาถึงถ้วยสุดท้าย ปรากฏว่ามีเอนไซม์ที่ตรงกันกับที่พบบนร่างของผู้เสียชีวิตถึงห้าตัวอย่าง เฉินฉีออกไปและกลับมาพร้อมกับถ้วยกระดาษในมือที่ถูกดื่มโดยผู้จัดการร่างอ้วน “ทดสอบตัวอย่างนี้ด้วย”

“ตรงกัน” เผิงซื่อจวี๋พูดขึ้นหลังทำการทดสอบเสร็จ

เฉินฉีตบมือฉาดใหญ่ “หลักฐานนี้ถือเป็นข้อสรุปยืนยันอย่างดี! ผู้เสียชีวิตถูกข่มขืนโดยพนักงานและผู้จัดการของบริษัทนี้ ช่างเป็นองค์กรหมาป่าที่เลวร้ายจริง ๆ! พวกเขาร่วมกันฆ่าผู้หญิงทั้งคนแต่กลับช่วยกันปกปิดข้อมูลและปิดปากเงียบ!”

หลินถงซูพูดขึ้นด้วยความกระตือรือร้น “งั้นเราควรยื่นเรื่องของหมายจับใบที่สองเลยดีไหม? จับกุมตัวพวกเขาไปดื่มน้ำชาที่สถานีตำรวจกันให้หมด!”

“ไม่ต้องเปลี่ยนสถานที่สอบปากคำแล้ว เรียกพนักงานคนอื่นเข้ามาตอนนี้เลย เราจะสอบปากคำพวกเขาแบบเผชิญหน้าตัวต่อตัว!”

ทันใดนั้นเสียงตะโกนของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้านนอกกลับดังลั่น “แย่แล้ว! มีคนพยายามหลบหนี!”

จบบทที่ บทที่ 50 ผู้ร้ายปากแข็ง

คัดลอกลิงก์แล้ว