เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 ผู้ชายสองคนเปิดม่านรูดแค่ห้องเดียว

บทที่ 39 ผู้ชายสองคนเปิดม่านรูดแค่ห้องเดียว

บทที่ 39 ผู้ชายสองคนเปิดม่านรูดแค่ห้องเดียว


กำลังโหลดไฟล์

บทที่ 39 ผู้ชายสองคนเปิดม่านรูดแค่ห้องเดียว

เฉินฉีมองดูบาดแผลตรงบริเวณศีรษะของศพผู้ตายพลางพูดต่อ “บาดแผลไม่เรียบมากนัก มีรอยแหว่งบางจุดอยู่บริเวณขอบแผล แสดงหัวของเธอถูกตัดออกโดยใช้เลื่อย ยังมีเลือดไหลซึมออกมาตามแผลเล็กน้อย นั่นหมายความว่าตอนที่หัวของเธอถูกเลื่อยออกไปยังมีเซลล์บางส่วนมีชีวิต ดังนั้นฆาตกรต้องเลื่อยเอาหัวออกมาหลังจากที่เธอเสียชีวิตไปแล้ว”

เขาหันไปมองรอบ ๆ “แต่บริเวณนี้แทบไม่มีรอยเลือดอยู่เลย ชัดเจนว่าที่นี่ไม่ใช่ที่เกิดเหตุแค่แห่งเดียวแน่นอน ที่นี่เป็นแค่ที่ทิ้งศพเท่านั้น”

เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งกำลังเก็บหลักฐานอยู่พูดขึ้นบ้าง “เราพบบางอย่างตรงจุดที่มีรอยบนพื้นหญ้า เป็นเนื้อเยื่อของกระดาษที่มีความสามารถในการดูดซึมสูงครับ”

“ดูเหมือนพวกเขาใช้กระดาษจำนวนมากใส่รองไว้ก้นกล่องเพื่อคอยดูดซับเลือด การทำแบบนี้ต้องใช้กระดาษจำนวนมากเลยทีเดียว ลองไปดูบริเวณริมถนนสิ เผื่อมีรอยเท้าหรือรอยเลือดหลงเหลืออยู่”

เจ้าหน้าที่คนนั้นมองหลินชิวผูเพื่อขออนุญาต ซึ่งหลินชิวผูก็พยักหน้าให้กับเขา

เฉินฉีเพ่งมองหัวนมของผู้ตายอย่างสนใจ หลินชิวผูขมวดคิ้ว “คุณมองอะไรน่ะ?”

เฉินฉีกวักมือเรียกเขามาใกล้ ๆ “หัวนมข้างซ้ายดำคล้ำกว่าข้างขวา คงเป็นเพราะถูกใครบางคนกัดมา คุณอย่าลืมตรวจสอบน้ำลายตรงจุดนี้ด้วยล่ะ”

เจ้าหน้าที่เดินเข้ามาพร้อมกับสำลีที่ใช้แล้วสองก้อน ก้อนหนึ่งถูกนำไปทดสอบกับสารเคมีและเกิดปฏิกิริยา เจ้าหน้าที่คนนั้นรีบบอก “มีปฏิกิริยาตอบสนองครับ หมายความว่ามีรอยเลือดติดอยู่”

“เลือดนั้นน่าจะเป็นของตัวผู้ตายเอง แสดงว่าถูกขบกัดอย่างรุนแรงน่าดู ขอส่องแสงไฟ UV ให้ผมที”

เฉินฉีใช้ไฟฉายแสงอัลตราไวโอเลตตรวจสอบผิวหนังของผู้ตาย พบว่ามีรอยเลือดหยดอยู่ที่บริเวณท้องของเธอ เจ้าหน้าที่ไม่รอช้าเก็บตัวอย่างจากจุดนั้นทันที เฉินฉีพูดเสริม “มีหยดของเหลวอย่างอื่นอยู่ด้วย น่าจะมีใครสักคนเผลอจามออกมาจนสารคัดหลั่งกระเซ็นโดนร่างเธอ... แถมยังมีกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้ในรถยนต์อีกด้วย”

“ทางนี้เจอรอยเท้าจำนวนสองชุดครับ!” เจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งตะโกนออกมา

“เก็บตัวอย่างมาด้วย!” หลินชิวผูตะโกนกลับไป

เฉินฉีส่งสัญญาณเรียกให้หลินชิวผูเข้ามาช่วยเขายกศพพลิกนอนหงาย หลินชิวผูเตือนเขา “อย่าเพิ่งรีบพลิกศพสิ ลองดูรอบ ๆ ก่อนว่ามีอะไรที่เรายังไม่เห็นอีกบ้าง”

“ไม่มีแล้ว วางใจได้เลย!”

ทั้งคู่วางผ้าใบกันน้ำลงบนพื้นหญ้าก่อนยกศพขึ้นมาวาง รอยเชือกบริเวณหลังของเธอชัดเจนกว่าบริเวณข้อมือเสียอีก “คุณค่อยไปแกะรอยวิธีมัดเอาจากร่องรอยพวกนี้ภายหลังก็ได้ จากที่ผมเดา เธอน่าจะถูกมัดแขนและขารวบไว้ที่ด้านหลัง”

“สาเหตุการตายของเธอคืออะไร?”

“คงมาจากการบาดเจ็บบริเวณศีรษะหลังจากขาดอากาศหายใจ คนธรรมดาถ้าขาดอากาศหายใจเป็นเวลานาน อาจทำให้เลือดหยุดการไหลเวียนเป็นเรื่องปกติ”

“เรื่องนั้นไม่ต้องอธิบายก็ได้”

“ขอสำลีให้ผมอีกก้อน”

เฉินฉีขอสำลีก้อนหนึ่งมาตรวจสอบบริเวณหว่างขาของผู้ตาย หลินชิวผูขมวดคิ้วเล็กน้อย ‘ไอ้บ้านี่ใจกล้าชะมัด’

เฉินฉีเอามือปิดปากของตัวเองไว้แล้วเอาสำลีสอดเข้าไปในร่างกายส่วนล่างของผู้เสียชีวิต จากนั้นจึงดึงมันออกมา พบว่ามีเลือดและสารหล่อลื่นบางอย่างติดออกมากับสำลี เขาสรุปด้วยการอนุมาน “เธอถูกข่มขืน จากของเหลวพวกนี้คิดว่าคงผ่านมานานมากแล้ว บางทีอาจจะ... ขอโทษที ผมขอตัวแป๊บหนึ่ง!”

เฉินฉีรีบวิ่งกลับไปที่รถพร้อมอาเจียนออกมายกใหญ่ ก่อนเปิดประตูรถเพื่อนำขวดน้ำแร่มากลั้วปากแล้วบ้วนทิ้งไป จากนั้นจึงหยิบบุหรี่ออกมามวนหนึ่งเพื่อสูบล้างความพะอืดพะอมขมในคอ

“สมควรแล้ว จะโชว์พาวอะไรนักหนา” หลินชิวผูพูดด้วยน้ำเสียงดูถูก

หลังจากทำการเก็บหลักฐานทั้งหมดใกล้ครบแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจหันไปพูดคุยกับหลินชิวผู “ผู้กองครับ คุณมองการณ์ไกลจริง ๆ คุณรู้ว่าหมอชันสูตรติดภารกิจจนไม่สามารถเดินทางมาในที่เกิดเหตุได้จึงเชิญผู้เชี่ยวชาญคนนี้มาแทนสินะครับ”

“แค่เรื่องบังเอิญน่า” หลินชิวผูพูดตัดความรำคาญ

หลินชิวผูเดินกลับมาด้านข้างรถ เฉินฉียังคงพักสูดอากาศอยู่ เขาเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเยาะเย้ย “ทนไม่ไหวใช่ไหมล่ะ? ของพรรค์นี้เป็นเรื่องเฉพาะวิชาชีพ ใช่ว่าใครจะทำก็ได้ซะหน่อย แต่คุณกลับปรี่เข้าไปใกล้ชิดอย่างกับตัวเองคุ้นเคยเป็นแรมปี! จริงสิ แล้วคุณไปเรียนวิธีชันสูตรพวกนั้นมาจากไหนกัน?”

“ผมศึกษาความรู้ด้วยตัวเอง แล้วก็หาอ่านหาดูอะไรที่มันเกี่ยวข้องกับการชันสูตรศพมาเยอะ”

ถึงได้ยินแบบนั้นแต่หลินชิวผูยังคงรู้สึกสงสัยอยู่ “คุณคิดยังไงเกี่ยวกับคดีนี้?”

“มีคนหลายคนร่วมก่อคดีนี้ด้วยกัน”

“อะไรทำให้คุณมั่นใจขนาดนั้น?”

“ความรู้สึกน่ะ จากรายละเอียดก่อนหน้านี้ที่เราได้รับมาจากผู้ตาย ฆาตกรไม่ใช่คนที่มีประสบการณ์โชกโชนอะไรขนาดนั้น แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็จัดการกับศพได้อย่างรอบคอบมาก... ผมหมายถึงจากมุมมองของอาชญากรแล้วน่ะนะ ดังนั้นผมไม่คิดว่าเป็นฝีมือของคนแค่คนเดียว น่าจะเป็นการรุมโทรม ถ้าผลการผ่าชันสูตรแสดงให้เห็นว่าเป็นการเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ ก็เป็นไปได้สูงมากว่าการขาดอากาศหายใจจนตายนี้เกิดขึ้นโดยที่พวกเขาไม่ได้ตั้งใจแต่แรก ฆาตกรเหล่านั้นกลัวว่าเรื่องนี้จะเปิดเผยตัวตนของตัวเอง เลยนำศพมาทิ้งไว้ในพื้นที่รกร้างห่างไกลแล้วเลื่อยหัวของเธอออกเพื่อยื้อเวลาการสืบสวนหาตัวตนของเธอออกไปให้นานขึ้น ผมคิดว่าเราควรเริ่มจากการสืบหาตามประกาศคนหาย”

“ผมบอกให้คุณแสดงความคิดเห็นของคุณเอง ไม่ใช่ให้มาบอกว่าผมควรจะทำอะไรต่อไป หรือคิดว่าตัวเองจะสามารถจัดการคดีนี้ได้ด้วยตัวคนเดียวอีกครั้งล่ะ?”

“ไม่หรอก ผมไม่ได้ว่างจัดขนาดนั้น”

หลินชิวผูจ้องเขม็ง “ขอให้มันจริงเถอะ”

“แล้วในความคิดของผู้กองหลินเดารูปคดีนี้ไปในทิศทางไหนกันล่ะ?”

“ความคิดของผมตรงกันข้ามกับคุณเลย คดีนี้ถูกจัดการอย่างละเอียดและรอบคอบ ไม่เหลือร่องรอยพิเศษอะไรให้ติดตามได้ เห็นได้ชัดว่าคนที่ทำต้องเป็นอาชญากรที่มีประสบการณ์แน่ ๆ”

“สนใจพนันกันอีกรอบไหมล่ะ?”

“อีกรอบงั้นเหรอ? โอเค! ถ้าความคิดของผมถูกต้อง จากนี้ไปคุณห้ามมายุ่งวุ่นวายกับน้องสาวของผมอีก…”

“นี่ อย่าเอาเรื่องของคนอื่นมาเป็นข้อต่อรองสิ หัดเรื่องของตัวคุณเองบ้าง ผมไม่เข้าใจจริง ๆ เลย ทำไมคุณถึงเอาแต่คอยจำกัดอิสรภาพของน้องสาวตัวเองอยู่เรื่อย แต่กลับเห็นด้วยที่จะยัดเยียดบลายเดตมั่ว ๆ ให้กับเธอเนี่ยนะ? ครั้งที่แล้วเธอเกือบจะโดนคุกคามทางเพศเข้าแล้ว รู้ตัวบ้างรึเปล่า!?”

“ว่าไงนะ!?” หลินชิวผูร้องเสียงหลงทันที “ผมจะตามตัวไอ้สารเลวนั่นมาคิดบัญชีกับมันสักวัน คอยดู!”

“เขาแค่ทำมือไม้เป็นปลาหมึกแตะต้องเนื้อตัวน้องสาวคุณโดยพลการเท่านั้นเอง ไม่ต้องจริงจังขนาดนั้นหรอก รู้หรือยังล่ะว่าความบ้าอำนาจของคุณมันทำร้ายเธอทางอ้อมขนาดไหน? เอาแบบนี้เป็นไง... ถ้าครั้งนี้ผมพูดถูก คุณเลี้ยงข้าวผมเป็นสตูเนื้อแกะ แต่ถ้าคุณพูดถูก ผมนี่แหละจะเลี้ยงคุณเอง”

หลินชิวผูกวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า “ผมจะทำให้คุณรู้ซึ้งถึงความแตกต่างระหว่างมืออาชีพกับคนธรรมดาที่พอมีพรสวรรค์แค่นิดหน่อย!” พูดจบแล้วเขาก็หันหลังเดินกลับไปทางรถตำรวจทันที แต่รถทุกคันต่างก็ขับกลับไปยังสถานีหมดแล้ว หลินชิวผูบ่นหัวฟัดหัวเหวี่ยง “เฮ้! ทำไมพวกนายไม่รู้จักสังเกตบ้างว่าวันนี้ฉันไม่ได้ขับรถมาเอง!”

เฉินฉีหัวเราะจนตัวงอก่อนเชื้อเชิญอีกฝ่ายให้ขึ้นรถ “ขึ้นรถผมเร็วเข้า!”

รถเพิ่งถูกสตาร์ทและขับออกไปได้ไม่นาน ระหว่างนั้นหลินชิวผูก็ได้รับสายจากสวีเสี่ยวตง เขาแจ้งว่าเขาเจอกระเป๋าของอาชญากรหนีหมายจับคนนั้น ในกระเป๋ามีกุญแจห้องของโรงแรมและตำแหน่งสถานที่ซึ่งระบุไว้พร้อมสรรพ ทราบแซ่ของอาชญากรว่าเป็นแซ่เจี่ยจากหลักฐานที่พบ

หลินชิวผูรีบตะโกนออกมา “กลับรถ! กลับรถไปอีกทางหนึ่ง!”

“ไปไหนล่ะ?”

“ไปที่นี่!” เขาชี้ให้ดูบนหน้าจอ “โรงแรมม่านรูดเค่อหลาย”

โรงแรมม่านรูดแห่งนั้นอยู่ห่างออกไปประมาณสองกิโลเมตร มีรถขับเข้าออกโรงแรมตลอดเวลา เมื่อทั้งคู่เข้ามาข้างในก็เห็นหญิงแต่งหน้าหนาเตอะคนหนึ่งกำลังเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบน เฉินฉีจ้องแผ่นหลังของเธอตาไม่กะพริบ หลินชิวผูซึ่งเหลือบไปเห็นพอดีพูดด้วยความรังเกียจ “เห็นอะไรทำนองนี้แล้วตาลุกวาวเชียวนะ!”

“อย่าเพิ่งรีบเปิดเผยตัวตนของคุณไปล่ะ ดูเหมือนว่าที่นี่จะมีหญิงขายบริการผิดกฎหมายซุกซ่อนไว้จำนวนไม่น้อยเลย”

“อื้อฮือ คุณดูมีประสบการณ์เรื่องนี้ดีจริง ๆ!” หลินชิวผูไม่วายพูดเยาะเย้ย

เจ้าของโรงแรมตรงเข้ามาถามพวกเขาว่าต้องการเปิดห้องใช่หรือไม่ เฉินฉีตอบหล่อน “ขอหนึ่งห้องครับ” จากนั้นเขาจึงลดเสียงลง “คุณมีบริการพิเศษอะไรเพิ่มเติมไหม?”

เจ้าของโรงแรมรีบส่ายหน้าถี่รัวหลายต่อหลายครั้ง “ไม่มีค่ะ! ไม่มีแน่นอน! พวกคุณสองคนต้องการเปิดห้องอยู่ด้วยกันเหรอคะ? เปิดเพิ่มอีกสักห้องดีไหมจะได้แยกกันนอนเป็นสัดส่วน ไม่แพงเลยนะคะ”

“เรื่องนั้นไม่จำเป็นหรอกครับ” หลินชิวผูรีบแสดงตราเจ้าหน้าที่ตำรวจ “พวกเราเป็นตำรวจครับ มาที่นี่เพื่อสืบคดี”

เจ้าของโรงแรมอ้าปากค้างด้วยความตกใจ “ตำรวจ!? พวกคุณกำลังตามหาใครอยู่หรือเปล่าคะ?”

หลินชิวผูเปิดหมายจับในมือถือแล้วยื่นให้เจ้าของโรงแรม หญิงวัยกลางคนหยิบแว่นขึ้นสวมและจ้องมองคนในรูปถ่ายอยู่นานก่อนอุทานลั่นด้วยความไม่เชื่อสายตา “โอ้ พระเจ้า! ผู้ชายคนนี้เป็นอาชญากรมีหมายจับเหรอเนี่ย?! ฉันว่าอยู่แล้วเชียวว่ามันต้องเป็นคนเลว! คุณตำรวจคะ ฉันไม่รู้เรื่องนี้จริง ๆ ถ้ารู้แต่แรกคงรีบโทรแจ้งไปนานแล้ว ตอนนี้ฉันยังจะได้รับรางวัลในฐานะผู้แจ้งเบาะแสอยู่ไหมคะ?”

“ไม่ได้แล้วครับ ตอนนี้เขาถูกทางการจับกุมไว้แล้ว เราแค่มาที่นี่เพื่อสืบคดีเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย”

“น่าเสียดายจังนะ... ไม่สิ ฉันหมายถึง เยี่ยมไปเลยต่างหาก!”

“พาพวกเราขึ้นไปที่ห้องของเขาหน่อยครับ”

“โอเคค่ะ ฉันจะพาคุณไปที่นั่นเดี๋ยวนี้”

เจ้าของโรงแรมรีบพาพวกเขาไปยังห้องพักบนชั้นสาม หลินชิวผูบอกให้เธอออกไปก่อน เฉินฉีตำหนิเขาทันทีที่สบโอกาส “ผมบอกคุณแล้วว่าไม่ควรรีบเปิดเผยตัวตนก่อนแบบนี้ สถานที่แบบนี้ไว้ใจไม่ได้ พวกเขาไม่มีทางให้ความร่วมมือกับคุณง่าย ๆ แน่ถ้าที่นี่มีหญิงขายบริการผิดกฎหมายจริง”

“ทำไมคุณดูซีเรียสเรื่องนี้มากกว่าการสืบคดีซะอีก?”

“ผมซีเรียสเสมอแหละถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

“เหอะ! พอมันออกจากปากคุณแล้วดันฟังไม่น่าเชื่อถือเอาซะเลย”

จบบทที่ บทที่ 39 ผู้ชายสองคนเปิดม่านรูดแค่ห้องเดียว

คัดลอกลิงก์แล้ว