เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27 ภารกิจฉุกเฉิน

บทที่ 27 ภารกิจฉุกเฉิน

บทที่ 27 ภารกิจฉุกเฉิน


กำลังโหลดไฟล์

บทที่ 27 ภารกิจฉุกเฉิน

ภายในห้องประชุม เจ้าหน้าที่ตำรวจต่างทยอยกันเข้ามาบ้างแล้ว ทุกคนต่างมีสภาพอิดโรยเพราะอดนอน แต่นั่นไม่ได้ส่งผลให้อารมณ์ของพวกเขาแปรปรวนเลย หลายคนยังส่งยิ้มทักทายและแลกบุหรี่กันเช่นทุกครั้ง

หลินถงซูนั่งอยู่ตรงมุมห้อง เธอส่งรายงานผลตรวจดีเอ็นเอให้เฉินฉีผ่านวีแชท แต่เฉินฉียังคงไม่กดอ่านเหมือนกับเมื่อคืน เธออดบ่นเขาไม่ได้ “หายไปไหนของเขานะ?”

ทันใดนั้นเสียงพูดคุยในห้องจึงเงียบลง หลินถงซูนั่งยืดหลังตรงโดยอัตโนมัติเพราะหลินชิวผูเดินเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มกวาดสายตามองผู้คนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะประชุม “มาครบกันแล้วใช่ไหม? งั้นผมขอเริ่มการประชุมเลยแล้วกัน”

หลินชิวผูเริ่มรวบรวมเบาะแสทุกอย่างที่มีอยู่ในปัจจุบันและรายงานต่อที่ประชุมถึงรายละเอียดทั้งหมด ทีมชันสูตรได้ทำการทดสอบรอยนิ้วมือ ดีเอ็นเอ น้ำลาย และขนาดรอยพื้นรองเท้าแล้วแต่ไม่พบเบาะแสของฆาตกรเลย เป็นดังนี้แล้วหลินชิวผูจึงอนุมานว่า “ฆาตกรคนนี้จะรอบคอบมาก เขาไม่ทิ้งหลักฐานไว้เลยแม้แต่นิดเดียว นี่เป็นสิ่งที่ยืนยันให้เรารู้ว่าเขาต้องกลัวความผิดมาก อีกทั้งต้องเป็นคนรู้จักมักคุ้นกับผู้ตายสักคนแน่ ๆ”

สวีเสี่ยวตงยกมือขึ้น “ฆาตกรต้องทากาว 502 ไว้ที่นิ้วมือแน่นอนครับ! เราต้องลองตรวจสอบดู”

หลินถงซูเอือมระอา ไอ้บ้านี่ยังติดใจเรื่องนี้อยู่อีก!

เจ้าหน้าที่อีกคนที่มีประสบการณ์โชกโชนแสดงความไม่เห็นด้วยทันที “ต่อให้ฆาตกรทากาว 502 บนนิ้วมือจริงก็ยากต่อการสืบหาอยู่ดี กาว 502 ที่คุณว่าไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ จะเป็นการเสียเวลาเปล่า ๆ”

“โอ้ จริงด้วย...” สวีเสี่ยวตงไร้ข้อโต้แย้งจึงนั่งลงเอนหลังชิดผนังตามเดิม

หลินชิวผูขอให้เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเปิดเครื่องฉายภาพ แสดงให้เห็นถึงการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากของเขา เมื่อวานนี้หน่วยสืบสวนได้ตามหาคนที่มีความสัมพันธ์กับผู้ตายของทั้งฝั่งสามีและฝั่งภรรยา พร้อมทำการวิเคราะห์ความน่าจะเป็น ผลปรากฏว่าพบสามคนที่มีแรงจูงใจในการก่อเหตุ รายแรกคือบริษัทปล่อยเงินกู้ซึ่งมีผู้บริหารฉายาว่าเสือใหญ่ เขาคนนี้เคยเป็นสมาชิกแก๊งมาก่อน

“เสือใหญ่มีคดีเก่านับไม่ถ้วน ประวัติส่วนตัวของเขาไม่ปรากฏในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่เขาจะเป็นผู้ก่อเหตุ…” แต่แล้วหลินชิวผูหยุดพูดกะทันหันเพราะมีบางคนยกมือขึ้น

ผู้ที่ยกมือคือหลินถงซูซึ่งไม่เคยมีปากเสียงหรือเสนออะไรในที่ประชุมมาก่อน

หลินชิวผูไม่สามารถทำเป็นเมินเฉยหรือทำท่าว่าไม่เห็น ดังนั้นเขาจึงอนุญาตให้เธอพูด “หลินถงซู คุณมีอะไรจะเสนอหรือ?”

“ฉันไม่ค่อยเข้าใจประเด็นนี้ บริษัทปล่อยเงินกู้อยากได้เงินคืนมากกว่าอะไรทั้งหมด ว่ากันตามตรงถ้าพวกเขาไม่ได้เงินคืนก็ควรจะลักพาตัวคนในครอบครัวมาเรียกค่าไถ่ ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องฆ่าทิ้งไปซะเฉย ๆ เลยนี่คะ?”

“บางทีเบื้องหลังอาจมีอะไรลึกลับซับซ้อนกว่านั้น ขอแค่เราได้เจอเสือใหญ่คงรู้เหตุผลที่แท้จริง”

“ถ้าอย่างนั้นฉันยังมีอีกข้อสงสัย ถ้าพวกเขาเป็นฆาตกรจริงแล้วทำไมถึงไว้ชีวิตเด็กล่ะคะ?”

“นี่อยู่ในขอบเขตที่ผมพูดไปแล้ว ถ้าเราเจอเสือใหญ่จะรู้เอง”

“อีกเรื่องค่ะ...”

“โอเค คุณตั้งคำถามเกินโควตาแล้วนะ พอได้แล้ว” หลินชิวผูพูดขัดขึ้นอย่างเย็นชา

หลินถงซูจำใจนั่งลงอย่างไม่สบอารมณ์ เก้าสิบเปอร์เซ็นต์จากหนึ่งร้อยหลินชิวผูสืบคดีนี้อย่างผิดจุดอีกครั้ง หลังจบการประชุมหลินชิวผูได้มอบหมายงานให้ผู้ใต้บังคับบัญชา และงานที่หลินถงซูกับสวีเสี่ยวตงได้รับก็ยังคงเป็นงานที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการสืบสวนคดีที่ตรงจุดเช่นเคย

หลินถงซูและสวีเสี่ยวตงเดินทางไปสอบปากคำพยานและผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดทั้งช่วงเช้า เมื่อเสร็จงานแล้วพวกเขาก็เหนื่อยล้าและปวดหลังจนต้องกลับมาพักในออฟฟิศ สวีเสี่ยวตงหยิบกล่องคุกกี้ออกมาจากลิ้นชักก่อนยื่นให้หลินถงซูราวกำลังมอบสมบัติล้ำค่า “ถงซู เธอลองกินนี่สิ ญาติผมซื้อคุกกี้พวกนี้มาจากต่างประเทศเลยนะ”

หลินถงซูเหลือบมองเขาอย่างไร้อารมณ์ “ไม่เป็นไร ขอบใจนะ ถ้ากินของหวานน้ำหนักฉันจะขึ้น”

“คุณไม่ได้อ้วนซะหน่อยจะกลัวอะไรล่ะ? สักชิ้นเถอะน่า!”

เมื่อถูกสวีเสี่ยวตงคะยั้นคะยอหนักข้อเข้า หลินถงซูจึงหยิบคุกกี้จากในกล่องกัดเข้าปากคำหนึ่ง สวีเสี่ยวตงยิ้มร่าและถามเธอด้วยความคาดหวัง “รสชาติเป็นยังไงบ้าง?”

“ไม่เห็นจะอร่อยตรงไหน”

“โกหกชัด ๆ!” ว่าแล้วสวีเสี่ยวตงก็หยิบขึ้นมากินชิ้นหนึ่งเหมือนกัน

หลินถงซูหยิบโทรศัพท์ของออกมาเช็กทั้งวีแชทและข้อความเอสเอ็มเอส แต่เฉินฉียังไม่ตอบกลับแต่อย่างใด เธอบ่นในใจอีกครั้ง ‘ไอ้หมอนี่หายไปไหนกันแน่? ทำไมต้องหายตัวไปในเวลาสำคัญทุกที? ไม่คิดจะช่วยอะไรกันแล้วหรือไง?’

พอเงยหน้าขึ้นเธอก็พบว่าสวีเสี่ยวตงกำลังชะโงกหน้าเข้าใกล้มาอ่านหน้าจอมือถือของเธอโดยพลการ เธอต่อว่าเขาทันที “มาแอบดูอะไรไร้มารยาท! ออกไปห่าง ๆ ฉันเลยนะ!”

“นี่ ทำไมเธอดูเป็นห่วงเขาแปลก ๆ?”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณล่ะ? ฉันสนใจคดี ไม่ได้สนใจเขา!”

“เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีเลยสักนิด ผู้กองหลินก็เคยพูดไม่ใช่เหรอ? ไอ้หมอนี่ไขคดีที่แล้วได้แค่เพราะโชคเข้าข้าง คุณคิดว่าในโลกนี้มีสูตรอาหารลึกลับที่สามารถชุบชีวิตคนป่วยใกล้ตายให้ฟื้นเป็นปกติจริง ๆ เหรอ? ก็เหมือนกับคนเรานั่นแหละ พลเรือนธรรมดาจะมีอัจฉริยะไปกว่าคนที่ไม่ได้รับการฝึกฝนได้ยังไงกัน? เรื่องพวกนั้นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว”

ได้ยินแบบนั้นแล้วหลินถงซูก็ไม่คิดเสวนากับคนมีทัศนวิสัยคับแคบเช่นเขาอีก เธอทำหูทวนลมและเปิดแอปเกมในมือถือเพื่อเล่นฆ่าเวลา

เมื่อเห็นว่าในออฟฟิศไม่มีคนอื่น สวีเสี่ยวตงจึงหยิบบัตรคอนเสิร์ตออกมาจากกระเป๋าสองใบและกระแอมเรียกร้องความสนใจ แต่หลินถงซูยังไม่สนใจและจดจ่ออยู่กับการเล่นเกมอย่างนั้น เขาจึงกระแอมเสียงดังกว่าเก่า “ถงซู?”

“อะไรอีกล่ะ?”

“ผมมี…”

ทันใดนั้นเสียงของหลินชิวผูก็ดังขึ้นจากทางเดินข้างนอก “ทุกคนรวมตัว ออกมารวมตัวกันเร็วเข้า! ใครยังไม่มีปืน ไปหยิบปืนมาจากห้องเก็บปืนคนละกระบอก!”

หลินถงซูวางมือจากโทรศัพท์และรีบวิ่งออกไป ส่วนสวีเสี่ยวตงทุบโต๊ะด้วยความหงุดหงิดก่อนวางบัตรทิ้งไว้และวิ่งตามออกไปด้วย

ตำรวจมากกว่าสิบสองนายวิ่งมารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว หลินชิวผูสูดลมหายใจเข้าลึก “เกิดเหตุฉุกเฉิน ตำรวจจราจรได้รายงานเข้ามาว่ารถยนต์ที่ถูกเรียกตรวจขนเงินสดต้องสงสัยไว้เป็นจำนวนมาก ชายทั้งสี่คนในรถเหมือนมีความสัมพันธ์กับเสือใหญ่ ตอนนี้รถถูกสกัดกั้นไว้เรียบร้อยแล้ว แก๊งนักเลงในรถก็กำลังสู้อยู่กับตำรวจโดยมีอาวุธครบมือ!”

ทุกคนต่างสูดลมหายใจเข้าตามด้วยความตื่นเต้น เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ต่างเคยเห็นฉากยิงปะทะกันระหว่างตำรวจกับผู้ร้ายแค่ในข่าวเท่านั้น ดังนั้นพวกเขาจึงกระวนกระวายและตระหนกไม่น้อยกับสิ่งที่เกิดขึ้น

คนเริ่มทยอยกันออกไป เมื่อหลินถงซูกำลังจะตามไปหลินชิวผูก็ดักทางเธอไว้ก่อน “คุณไม่ได้รับอนุญาตให้ไป!”

“ทำไมล่ะ?! ทำไมต้องสองมาตรฐานกับฉันด้วย? แค่เพราะฉันเป็นผู้หญิงหรือเพราะฉันเป็นน้องสาวของคุณ?” หลินถงซูผลักแขนของเขาให้พ้นทางและรีบวิ่งออกไป

หลินชิวผูทำอะไรไม่ได้จึงตะโกนไล่หลัง “ทักษะการยิงปืนของคุณแย่มาก จะไปสู้ใครเขาได้?”

เมื่อเจ้าหน้าที่หลายคนได้ยินแบบนี้ก็พากันหัวเราะด้วยความขบขัน หลินถงซูรู้สึกอับอายจนน้ำตาแทบไหล แต่ความที่เธอไม่อยากเสียหน้าไปมากกว่านี้จึงกลั้นน้ำตาไว้และก้าวขึ้นไปนั่งบนรถตำรวจพิเศษ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีส่วนคล้ายกับคดีอาชญากรรม ดังนั้นตำรวจฝ่ายอาชญากรรมและหน่วยสวาตจึงถูกส่งไปพร้อมกัน ภายในรถเจ้าหน้าที่หน่วยสวาตต่างพูดคุยและหัวเราะอย่างสนุกสนาน ขณะที่อีกด้านหนึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วไปต่างรู้สึกเครียดและเป็นกังวล ทุกคนสวมใส่เกราะกันกระสุนไว้ แต่เสื้อเกราะของเจ้าหน้าที่หน่วยสวาตจะดูแข็งแรงกว่า ในขณะที่เสื้อเกราะของเจ้าหน้าที่ทั่วไปบางเหมือนกับเสื้อชูชีพว่ายน้ำ

สวีเสี่ยวตงอดถามไม่ได้ “เสื้อเกราะนี่กันกระสุนได้จริงเหรอ?”

“แน่นอนสิ!” เจ้าหน้าที่หน่วยสวาตตอบพลางลูบไปที่เสื้อเกราะกันกระสุน “แต่แรงกระแทกจากลูกกระสุนอาจทำให้ซี่โครงหักไปหลายซี่เลยล่ะ”

“อะไรนะ… แล้วความรู้สึกตอนถูกยิงเป็นยังไง?”

“พอกันกับตอนโดนชก เจ็บจุกเหมือนโดนหมัดซัดเข้าที่ลำตัวเลย”

เจ้าหน้าที่คนอื่นพูดเสริม “ใช่แล้ว ถ้าถูกกระสุนยิงเข้าที่หัวหรือขาก็จบเห่ ยิ่งถ้ากระสุนยิงเข้าที่ต้นขาโดนเส้นเลือดใหญ่เข้าละก็ ยังไงก็ตายสถานเดียว”

สวีเสี่ยวตงกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก “จู่ ๆ ผมก็อยากเข้าห้องน้ำขึ้นมาซะแล้วสิ!”

เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งคันรถหัวเราะเสียงดังลั่น หลินถงซูใช้มือบังหน้าตัวเองไว้เพราะรู้สึกอับอายเป็นครั้งที่สอง

ทันใดนั้นรถก็หยุดจอด สวีเสี่ยวตงที่กำลังนั่งฝันกลางวันสะดุ้งลุกขึ้นนั่งหลังตรงทันที “ถึงแล้วเหรอ?”

ประตูรถถูกเปิดออก เจ้าหน้าที่หน่วยสวาตคนเดิมก้าวลงจากรถอย่างมั่นคงและหันไปตบไหล่สวีเสี่ยวตง “ไปกันเถอะ เราไม่ได้เข้าไปอยู่กลางจุดปะทะซะหน่อย จะกลัวอะไรไปล่ะ?”

สวีเสี่ยวตงพูดด้วยน้ำเสียงฮึดฮัด “ผมไม่ได้กลัวซะหน่อย แค่ปวดท้องกะทันหัน!”

จบบทที่ บทที่ 27 ภารกิจฉุกเฉิน

คัดลอกลิงก์แล้ว