เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 ผมกลัวสถานที่แบบนี้ที่สุดเลยล่ะ!

บทที่ 17 ผมกลัวสถานที่แบบนี้ที่สุดเลยล่ะ!

บทที่ 17 ผมกลัวสถานที่แบบนี้ที่สุดเลยล่ะ!


กำลังโหลดไฟล์

บทที่ 17 ผมกลัวสถานที่แบบนี้ที่สุดเลยล่ะ!

หลังขึ้นรถแล้วหลินถงซูจึงตั้งใจว่าจะตรงดิ่งกลับบ้านทันที

ขณะเหลือบมองเฉินฉีที่กำลังตั้งใจขับรถเธอก็คิดกับตัวเอง ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่หาเวลาพักผ่อนได้ยากเย็นแบบนี้เธอไม่ควรจะอยู่กับหมอนี่ตลอดทั้งวัน แต่ควรรีบกลับบ้านไปนอนเหยียดยาวอยู่บนโซฟาและดูซีรีส์ ‘เล่ห์รักวังต้องห้าม’ สักตอนสองตอนถึงจะถูก

เธอรู้ว่าตัวเองรูปร่างหน้าตาดีมาตั้งแต่เด็กเพราะถูกหนุ่ม ๆ สารภาพรักมานับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งเธอไม่รู้เลยว่าการที่ตัวเองแค่ส่งยิ้มให้กับคนอื่น ๆ จะทำให้คนอื่นหลงชอบเธอ ทั้งยังเข้าใจผิดไปว่าเธอเองก็สนใจพวกเขาเช่นกัน

‘ใช่ว่าฉันดีเลิศอะไรนักหรอก แต่ฉันแค่ไม่ชอบเวลามีคนที่เราไม่ได้ชอบมาสนใจจนเกินไปน่ะ’

‘ดังนั้น ฉันจะไม่ให้โอกาสอะไรก็ตามกับเฉินฉีทั้งนั้น!’

ยิ่งไปกว่านั้น เขาเป็นแค่คนขับอูเบอร์รับส่งผู้โดยสาร ส่วนเธอเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในอนาคตคงไม่มีโอกาสอะไรให้ต้องพบเจอกันอีก ไม่มีทางที่เราจะบังเอิญได้มาไขคดีด้วยกันไปตลอดหรอก พวกเราไม่ได้อยู่ในภาพยนตร์สักหน่อย…

“มีคนกำลังจะกระโดดตึก!” ทันใดนั้นเสียงผู้คนกรีดร้องดังขึ้นจากสี่แยกถัดไประหว่างทางที่พวกเราอยู่บนท้องถนน

เฉินฉีเหยียบเบรกกะทันหันก่อนเปิดประตูแล้วรีบพุ่งตัวไปยังสี่แยกอะพาร์ตเมนต์หรูทันที ซึ่งเขาเร็วเกินกว่าที่หลินถงซูจะทันร้องเรียกให้เขาหยุดการกระทำนั้น เธอจึงทำได้แค่บ่นในใจพลางปลดเข็มขัดนิรภัยออกแล้วก้าวลงจากรถตามไป

ทั้งคู่รีบวิ่งไปที่สี่แยกดังกล่าวจึงเห็นกลุ่มคนจำนวนมากยืนมุงดูกันอยู่ด้านล่างอะพาร์ตเมนต์นั้น เฉินฉีตะโกนบอกคนโดยรอบซ้ำ ๆ “ให้พวกเราเข้าไปหน่อยครับ” ขณะที่เขาแทรกตัวเบียดเข้าไปในฝูงชนได้แล้ว พวกเขาจึงเห็นภาพคนที่กำลังจะกระโดดลงมาในมุมมองที่ชัดเจน หลินถงซูถึงขั้นช็อกจนต้องยกมือขึ้นปิดปาก

คนที่กระโดดลงมาเป็นเพียงเด็กอายุประมาณชั้นประถมศึกษาปีที่หนึ่งหรือสองเท่านั้น ร่างของเขาร่วงลงบนแปลงดอกไม้ที่เต็มไปด้วยพุ่มไม้ขนาดเล็ก ๆ และพุ่มดอกไม้นานาพันธุ์ สิ่งที่ติดตัวมามีเพียงเสื้อกล้ามและกางเกงขาสั้น ศีรษะถูกกระแทกจนแตกอาบไปด้วยเลือด

เฉินฉีตรวจดูคอของเด็กแล้วก็ตะโกนบอกคนที่ยืนอยู่แถวนั้น “เขายังมีชีวิตอยู่! รีบโทรเรียก 120* เร็วเข้า! ใครเห็นบ้างว่าเขากระโดดลงมาจากชั้นไหน?”

* 120 = สายด่วนแจ้งเหตุฉุกเฉินของประเทศจีน

คนที่พักอาคารเดียวกันกับเด็กคนนั้นรีบบอกเขา “เด็กคนนี้เป็นคนของครอบครัวซู พวกเขาพักอาศัยอยู่ที่ชั้นสาม คงเป็นเพราะพ่อแม่ของเขาไม่อยู่แล้วทิ้งให้เขาอยู่คนเดียวรึเปล่า? ไม่งั้นอยู่ดี ๆ เขาจะตกลงมาจากตึกได้ยังไงกัน?”

เฉินฉีโคลงศีรษะส่งสัญญาณให้หลินถงซูพร้อมออกคำสั่ง “ขึ้นไปดูที่ชั้นสามให้ที เดี๋ยวผมจะดูแลเด็กคนนี้เอง” จากนั้นเขาก็พยายามคุยกับเด็กเพื่อให้เขายังมีสติตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

หลินถงซูขึ้นไปบนชั้นสามพร้อมกับผู้พักอาศัยในอาคารเดียวกันที่เดินตามหลังกันมาหลายคน หลินถงซูเคาะประตูแต่ไม่มีใครตอบอะไรกลับมา เธอถามบรรดาคนที่ตามมาเหล่านั้น “มีพวกกุญแจสำรองที่ใช้ไขได้ทุกห้องไหมคะ?”

“ไม่น่ามีหรอก แต่แถวนี้มีร้านช่างกุญแจอยู่ใกล้ ๆ นี่เอง! ถ้าจะไขเข้าไปคงต้องมีหมายค้นจากสถานีตำรวจก่อน”

หลินถงซูแสดงตราวิชาชีพให้พวกเขาดู “ฉันเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจค่ะ รบกวนเรียกให้เขามาที่นี่แล้วปลดล็อกประตูให้ที ฉันจะเป็นพยานให้เอง!”

หลินถงซูยืนรออยู่ที่ทางเดิน ทันใดนั้นก็ได้กลิ่นคาวเลือดโชยเข้าปะทะจมูก ตอนแรกเธอคิดว่ากลิ่นนั้นคงโชยมาจากบริเวณทางเดิน แต่เมื่อเธอลองขยับเข้าไปดมใกล้บานประตูเจ้าปัญหาจึงรู้ว่ากลิ่นนั้นลอยมาจากภายในห้อง

หลินถงซูรู้สึกกลัวมากจึงโทรเรียกเฉินฉีตามสัญชาตญาณทันที “นี่คุณ มีเรื่องผิดปกติ ฉันได้กลิ่นเลือดโชยออกมาจากห้องด้วย!”

“ถ้างั้นคุณรีบหาวิธีไหนก็ได้ให้เข้าไปในห้องให้ได้ก่อน ถ้าเข้าไปแล้วอย่าเพิ่งแตะอะไรล่ะ รอให้รถพยาบาลมาถึงแล้วเดี๋ยวผมจะรีบตามขึ้นไป”

หลังจากวางสายไปแล้วหลินถงซูก็เพิ่งจะฉุกคิดขึ้นได้ ‘ทำไมฉันถึงเลือกโทรหาเขาคนแรกแทนที่จะโทรแจ้งไปที่สถานีกันล่ะ?’

คิดแล้วเธอก็เตรียมกดโทรออกหาหลินชิวผู แต่เมื่อลองคิดดูดี ๆ แล้ว กลิ่นของเลือดนี่อาจไม่ใช่ของมนุษย์ก็ได้ เพราะฉะนั้นเธอควรเข้าไปข้างในเพื่อทำการยืนยันก่อนที่จะโทรแจ้ง ไม่แน่ว่าบางทีมันอาจจะเป็นแค่อุบัติเหตุธรรมดาเท่านั้น

ผ่านไปประมาณสิบห้านาทีช่างทำกุญแจก็มาถึง ทันทีที่เห็นตราในมือหลินถงซูเขาก็เริ่มทำการไขประตูโดยไม่รอช้า หลังใช้ความพยายามอยู่ประมาณสามครั้งประตูเปิดออกได้สำเร็จ เมื่อผลักประตูเข้าไปจึงพบว่าภายในห้องนั่งเล่นนั้นเปื้อนเปรอะไปด้วยเลือด!

ด้านหลังโซฟามีรองเท้าแตะโผล่ออกมาคู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่ามีใครบางคนนอนอยู่ตรงนั้น

คนที่มุงดูอยู่โดยรอบต่างหวีดร้องออกมาด้วยความอกสั่นขวัญแขวน จากนั้นจึงเริ่มหันหน้าไปซุบซิบกัน “ครอบครัวเหล่าซูไปมีปัญหากับใครมาเนี่ย?!” “โจรฆ่าชิงทรัพย์หรือเปล่า?” “เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนกลางวันแสก ๆ เลย เจ้าของอะพาร์ตเมนต์จะทำยังไงกับเรื่องนี้กัน?!”

ผ่านไปสักระยะทุกคนที่อยากรู้อยากเห็นก็ค่อย ๆ ดันเบียดเข้ามาในตัวห้องพร้อมวิพากษ์วิจารณ์ไม่หยุดปาก แม้แต่หลินถงซูก็จนปัญญาที่จะพยายามหยุดพวกเขา “ทุกคนถอยออกไปด้วยค่ะ! ฉันเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ! ฆาตกรอาจจะยังอยู่บริเวณนี้ ทางที่ดีอย่าแตะต้องบริเวณที่เกิดเหตุจะเป็นการดีที่สุด ให้ความร่วมมือหน่อยเถอะนะคะ!”

“พวกเราแค่ดูเฉย ๆ เองคุณ… เราเป็นเพื่อนบ้านกับครอบครัวเหล่าซูมาเกือบสิบปีแล้ว พอมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นกับครอบครัวเขา แล้วจะไม่ให้เราสนใจได้ยังไง?” บางคนยังพยายามจะเบียดตัวเข้าไปให้ได้จนแขนของหลินถงซูแทบต้านแรงผลักนั้นไว้ไม่อยู่

ทันใดนั้นเอง เสียงเย็นเยือกและทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลังกลุ่มคน “พวกคุณรู้ไหมว่าสถานการณ์ตอนนี้มันร้ายแรงขนาดไหน? นี่ถือเป็นที่เกิดเหตุแล้วนะครับ ถ้ามีใครสักคนในบรรดาพวกคุณทิ้งรอยเท้าไว้ในห้องแม้แต่รอยเดียว รู้หรือเปล่าว่าจะทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานยากขึ้นแค่ไหน?!”

เมื่อทุกคนหันไปมองก็เห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงบันไดพร้อมเอามือที่ล้วงกระเป๋ากางเกงไว้ พวกเขาต่างถอยออกมาอย่างไม่เต็มใจนักแต่รู้สึกเกรงใจในความเข้มงวดของเขาอยู่บ้าง

เฉินฉีพูดต่อไป “เดี๋ยวก่อนครับ ทุกคนที่อยู่ที่นี่ในตอนนี้ต้องทิ้งชื่อกับข้อมูลติดต่อเอาไว้ด้วย เพื่อที่เราจะได้นัดพบพูดคุยกับพวกคุณในภายหลัง”

หนึ่งในผู้พักอาศัยโต้กลับทันที “คุณเจ้าหน้าที่คะ ปกติแล้วพวกเราเองก็มีงานการล้นมือ ฆาตกรคนนี้แน่นอนว่าต้องเป็นคนนอกอาคารอยู่แล้ว ทำไมต้องมาคุยกับพวกเราด้วยล่ะ?” ผู้พักคนอื่น ๆ ก็พลอยเออออเห็นด้วยกับสิ่งที่คนคนนี้พูด

เฉินฉีพ่นลมหายใจ ‘คนพวกนี้เอาแต่ทำตัวเป็นเต่าหดหัวอยู่ในกระดอง ไม่มีใครกล้าออกไปช่วยเด็กที่ตกตึกเมื่อกี้นี้กันเลยสักคน แถมยังมีหน้ามาแย่งกันดูเหตุการณ์กันอีก พอขอความร่วมมือให้ทิ้งข้อมูลติดต่อไว้ก็พยายามหลีกเลี่ยง’

เขาพยายามทำให้เสียงตัวเองนุ่มลงขณะอธิบาย “ผมยังไม่ได้บอกซะหน่อยว่าคดีนี้อาจเกี่ยวข้องกับพวกคุณ แต่อย่างน้อยพวกคุณถือเป็นพยานปากสำคัญในเรื่องดังกล่าวนี่ครับ เช่น... พวกคุณเห็นใครที่ดูน่าสงสัยเข้ามาในอาคารบ้าง? ซึ่งทางเราจำเป็นต้องทราบข้อมูลพวกนี้ คุณคิดว่าตำรวจเท่านั้นที่มีหน้าที่สะสางคดีงั้นเหรอ? ไม่ใช่เลยครับ การไขคดีนั้นต้องการความร่วมมือจากทุก ๆ คน! พวกคุณคงไม่อยากให้เหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้นซ้ำกับครอบครัวตัวเองหรอกใช่ไหม?”

ประโยคสุดท้ายที่เป็นเชิงขู่และสร้างความหวาดกลัวทำให้พวกเขาทั้งหมดเงียบสนิท จากนั้นทุกคนจึงให้ข้อมูลการติดต่อไว้แต่โดยดี ส่วนเฉินฉีก็เก็บบันทึกข้อมูลทุกอย่างไว้ในโทรศัพท์ส่วนตัวอย่างครบถ้วน

หลังเสร็จการรวบรวมพยานแล้วเขาก็พยักหน้าพร้อมกล่าวเตือน “อย่าลืมเก็บเหตุการณ์นี้ไว้เป็นความลับด้วยนะครับ อย่าเพิ่งแพร่งพรายกระจายข่าวตราบใดที่ยังจับกุมตัวคนร้ายไม่ได้ เพราะไม่แน่ว่าคนร้ายอาจยังอยู่ใกล้บริเวณนี้ บางทีอาจจะเป็นใครสักคนพวกคุณเห็นเป็นประจำจนคุ้นตา ผมไม่ได้แค่พูดให้พวกคุณกลัวเฉย ๆ นะ แต่ถ้ายังคิดเอาเรื่องนี้ไปพูดข้างนอก คุณอาจจะลำบากเอาได้ถ้าโชคไม่เข้าข้าง”

ทุกคนพยักหน้ารับว่าเข้าใจทั้งที่ใบหน้าซีดเผือด “ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะไม่ขัดขวางการสืบสวนจากพวกคุณแล้ว คุณเจ้าหน้าที่ ขอให้จับตัวฆาตกรให้ได้โดยเร็วนะครับ!” พูดจบแล้วต่างคนต่างแยกย้ายกันออกไป

หลินถงซูถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ฉันจำเป็นต้องพึ่งพาคุณจริง ๆ แหละ คุณจัดการเรื่องพวกนี้ได้เชี่ยวชาญมากเลยเชียว”

เฉินฉียิ้มพร้อมหยิบซองบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “ผมผ่านเรื่องอะไรทำนองนี้มาเยอะ จะไม่เข้าใจพวกเขาได้ยังไง? อีกอย่าง ผมเองก็อาศัยอำนาจจากคุณด้วย ถ้าคุณไม่อยู่กับผมพวกเขาก็ไม่คิดหรอกว่าผมเป็นตำรวจ รู้ไหมว่าผมหมายถึงอะไร?” เฉินฉีอธิบายเหตุผลให้เธอฟังพลางจุดบุหรี่ไปด้วย

“เฮ้ คุณจะสูบบุหรี่ตรงนี้เลยเหรอ?!”

“ผมสูบได้ทุกที่ทุกเวลาถ้าผมอยากสูบ อ่า... คุณเองก็ควรรีบโทรเรียกพี่ชายของคุณได้แล้วนะ”

หลินถงซูชายตามองเขาด้วยความรังเกียจและไม่วายตำหนิ “อย่าทิ้งขี้บุหรี่เรี่ยราดล่ะ! ฉันไม่เข้าใจผู้ชายแบบคุณเลย การสูบบุหรี่มันมีดียังไงกัน?”

หลังจากหลินถงซูคุยโทรศัพท์เสร็จแล้ว เฉินฉีก็สูบบุหรี่จนหมดมวนแล้วเช่นกัน เขาค่อย ๆ ห่อขี้บุหรี่ด้วยที่ห่อซองบุหรี่ก่อนจะเดินตรงมาแล้วส่งสัญญาณให้เธอ “เข้าไปดูข้างในกันเถอะ!”

“โอเค…” เมื่อมองเข้าไปภายในห้อง วอลล์เปเปอร์ติดผนังล้วนต่างถูกย้อมเต็มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน หลินถงซูเริ่มรู้สึกหวาดระแวงขึ้นมา “คุณเข้าไปก่อนไหม?”

“เลดี้เฟิร์ส”

“หึ... จริงแล้ว ๆ คุณเองก็กลัวใช่ไหมล่ะ?”

เฉินฉีลูบคาง “ผมไม่ได้กลัวว่าคุณจะหัวเราะเยาะหรืออะไรหรอกนะ บอกตรง ๆ ว่าผมก็กลัวเหมือนกัน เดาว่าในห้องพักนี้ต้องมีคนตายมากกว่าหนึ่งคนแน่นอน”

“ฉันนึกว่าคุณจะเป็นคนประเภทไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งนั้นซะอีก ก็ได้ งั้นฉันจะเข้าไปก่อน!” หลินถงซูสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ อยู่พักใหญ่ก่อนก้าวเข้าไปข้างในห้องพักโดยไม่ลืมใช้ถุงพลาสติกห่อรองเท้าตัวเองไว้

ส่วนเฉินฉีได้แต่ทำตัวเล็กลีบหลบอยู่ด้านหลังหลินถงซู เธอคิดว่าเขาแค่แกล้งทำเป็นกลัวจึงอดถามไม่ได้ “คุณกลัวจริง ๆ หรือนี่?”

“ก็ใช่น่ะสิ” เฉินฉียิ้มอย่างขมขื่น “ผมกลัวการเข้ามาในสถานที่แบบนี้ที่สุดเลยล่ะ!”

จบบทที่ บทที่ 17 ผมกลัวสถานที่แบบนี้ที่สุดเลยล่ะ!

คัดลอกลิงก์แล้ว