เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 หมึกไม่กี่หยดในคดีหมายถึงหยดเลือดของคนนับพันในสังคม

บทที่ 6 หมึกไม่กี่หยดในคดีหมายถึงหยดเลือดของคนนับพันในสังคม

บทที่ 6 หมึกไม่กี่หยดในคดีหมายถึงหยดเลือดของคนนับพันในสังคม


กำลังโหลดไฟล์

บทที่ 6 หมึกไม่กี่หยดในคดีหมายถึงหยดเลือดของคนนับพันในสังคม

หลินถงซูเข้าใจพี่ชายเธออย่างถ่องแท้เขาไม่เคยทำอะไรที่ผิดจรรยาบรรณมาก่อนในชีวิต นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาไม่เคยลงมือกับผู้ต้องสงสัยเลย นี่เป็นแค่การขู่ให้คนพวกนั้นกลัวเท่านั้น

ไม่น่าประหลาดใจเท่าไหร่นักที่เฉินฉีไม่ตกใจเลยแม้แต่น้อย เขายิ้มเยาะพร้อมปรบมือ

“หัวหน้าหลินนี่ก็เป็นคนรักสิ่งแวดล้อมเหมือนกันนะเนี่ย รู้ว่าการสอบสวนนี้มันไร้ประโยชน์ก็เลยปิดระบบเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ใช่มั้ย หืม?”

“ยังมีอารมณ์ขันอยู่อีกเหรอ? หัวเราะให้เต็มที่ล่ะก่อนที่จะทำไม่ได้อีก”

หลินชิวผูหยิบเอกสารขึ้นมากองหนึ่งเดินไปหาเฉินฉีและอ่านเอกสารเล็กน้อยก่อนจะอุทานว่า

“ประวัติคุณายาวเหยียดเลยนะเนี่ย ดูน่าตื่นเต้นจัง!”

เฉินฉีชายตามองเขาและท้าทายว่า “มันก็คือสิ่งที่ผมเคยทำเมื่อก่อน แล้วไงล่ะ? นี่คือเหตุผลที่คุณไม่เชื่อผมใช่ไหม?”

“อดีตนักโทษที่มีประวัติแย่มาก ๆ ล่วงละเมิดผู้โดยสารสาวสวยตอนตีสอง ต่อมาพบว่าเธอถูกฆ่าข่มขืน ถ้าคุณเป็นผมคุณจะคิดว่ายังไงล่ะ?”

“ผมขอแย้งนะ จุดประสงค์ที่สร้างคุกมาก็เพื่อดัดนิสัยคนอย่างผมไม่ใช่เหรอ? หลังจากกลับตัวกลับใจได้แล้วถ้าคนคนนั้นสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้อย่างถูกกฎหมายนั่นไม่ใช่ตัวอย่างดีงามที่ควรส่งเสริมเหรอ? แล้วทำไมถึงกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ถูกสงสัยได้? ถ้าเอาตามที่คุณพูดอดีตนักโทษอย่างผมต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมใช่มั้ย?”

“หยุดพูดวนไปวนมาหลบเลี่ยงคำถามของผมสักที ตอบผมมา คืนนั้นคุณทำอะไรกันแน่?”

เฉินฉีย่นคิ้วด้วยท่าทางไม่พอใจ “ผมบอกไปแล้วตั้งหลายรอบแต่คุณก็ไม่ยอมเชื่อ ผมเข้าใจนะถ้าคุณจะคิดแบบนั้น ระบบความยุติธรรมในประเทศนี้บอกไว้ว่าผู้กระทำความผิดสามารถขึ้นให้การฝ่ายจำเลยได้ ผมเชื่อว่าคุณเอาแนวคิดนี้มาใช้ในห้องสอบสวนด้วยซึ่งนั่นจะทำให้มีประชาชนตาดำ ๆ ติดร่างแหมาจำนวนมากและมีแต่ความผิดพลาดในคดีนั้น ต่อให้ผมเดินเข้ามามอบตัวที่สถานีเองเลยว่าผมเป็นฆาตกร ตำรวจก็ยังต้องหาหลักฐานเป็นพันชิ้นก่อนที่จะจับผม เท่าที่ผมเห็นตอนนี้คุณไม่มีหลักฐานแม่แต่ชิ้นเดียวแต่ก็ยังพูดพล่อย ๆ ข่มขู่พลเมืองผู้บริสุทธิ์ให้สารภาพ คุณจะมีหน้าไปสู้กับระบบยุติธรรมได้ยังไง? คุณทนเห็นตัวเองใส่เครื่องแบบนี้ได้ยังไง? แล้วประชาชนพวกนั้นล่ะ? คุณมองหน้าพวกเขาแล้วคุณรู้สึกยังไงเหรอ?”

“แกนี่มัน!..” หลินชิวผูอ้าปากค้างเดินไปมาและกัดฟัน

“พี่!” หลินถงซูกระซิบเตือนด้วยกลัวว่าพี่ชายของเธอจะทำอะไรหุนหันพลันแล่น

ถัดจากหลินชิวผูไปเฉินฉีที่ไม่แม้แต่จะสบตาทั้งที่เขากำลังเดินเตร่อยู่ โดยที่ไม่สังเกตด้วยซ้ำว่าบรรยากาศภายในห้องกำลังเปลี่ยนไป

“ถ้าผมยอมรับว่าผมผิด ไม่ใช่แค่ผมที่จะเดือดร้อนแต่รวมถึงครอบครัวของผมด้วย อีกอย่างผู้ตายก็จะไม่ได้รับความเป็นธรรมเช่นกัน สุดท้ายฆาตกรก็ยังคงลอยนวลและอาจจะก่อเหตุซ้ำ คุณรู้ตัวไหมว่าการกระทำของคุณส่งผลต่อหลายชีวิตขนาดไหน หัวหน้าหลิน… หมึกแต่ละหยดที่ใช้ในคดีนี้หมายถึงเลือดของผู้คนนับพันที่ต้องหลั่งนะ คุณต้องระมัดระวังกว่านี้!”

“นี่! แก! ถ้าไม่เห็นโลงศพก็คงไม่หลั่งน้ำตาสินะ!” หลินชิวผูเงื้อมือด้วยความโกรธที่พุ่งสูงขึ้น

หลินถงซูและคนอื่นยืนแข็งทื่อด้วยความกลัว ทันใดนั้นเองเฉินฉีก็เอาหัวโขกกับแท่งเหล็กทิ้งเป็นรอยแดงไว้บนหัว เขาเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มอย่างเชื่องช้า

“นี่คุณทำอะไรลงไปน่ะ?!” หลินชิวผูอึ้งกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น

“หัวหน้าหลินทำร้ายร่างกายผม! เขาทำร้ายผม!” เฉินฉีตะโกน

“เงียบนะ! หยุดตะโกนเดี๋ยวนี้!”

เฉินฉียิ้มเยาะ “ตอนนี้ไม่มีใครเฝ้าดูเหตุการณ์ผ่านกล้องแล้ว และผมมีแผลบนหัวที่ไม่สามารถอธิบายได้ถ้าผมออกไป!”

“ไร้สาระน่า!” หลินถงซูที่ไม่สามารถทนดูได้อีกต่อไปลุกขึ้นยืน

“อย่าลืมว่ายังมีเราสองคนเป็นพยานอยู่นะ คุณต้องการจะใส่ร้ายหัวหน้าอยู่อีกเหรอ?”

“คำให้การของพวกคุณจะมีน้ำหนักพอเหรอ? คนหนึ่งเป็นลูกน้องส่วนอีกคนเป็นน้องสาวของจำเลย กฎหมายให้น้ำหนักกับหลักฐานมากกว่าคำให้การของพยานนะ ยิ่งประกอบกับการที่ไม่สนใจคำให้การของญาติฝ่ายจำเลยอีก ถ้าเราต้องขึ้นศาลกันจริง ๆ พวกคุณคิดเหรอว่าจะสามารถเป็นพยานในการปรักปรำผมได้?”

หลินถงซูกับเจ้าหน้าที่อีกคนมองหน้ากัน อีกฝ่ายแข็งแกร่งเกินไปเขาสามารถพลิกสถานการณ์ได้อย่างง่ายดาย

หลินชิวผูพูดขึ้นเสียงดัง “คุณคิดว่านี่คือที่ไหนกัน!?”

“สถานีตำรวจไง สถานที่ที่พูดเกี่ยวกับกฎหมายอย่างมีเหตุผล กักขังและสอบสวนโดยไม่มีหลักฐาน ฝ่าฝืนข้อปฏิบัติในการสอบสวนด้วยการปิดระบบสังเกตการณ์และรอยแผลที่อยู่บนหน้าของผมด้วย สามอย่างนี้ผมไม่จำเป็นต้องหาทนายฝีมือดีด้วยซ้ำ ผมแค่ต้องหาคนใหม่มาพิจารณาคดี และคุณจะไม่สามารถอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นต่อให้มีพยานเป็นร้อยคน อีกอย่างคุณยังขาดข้อมูล  ในฐานะที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายมักจะมีอย่างหนึ่งที่มองข้ามไปคือกฎหมายไม่ได้บังคับใช้แค่กับคนที่นั่งเก้าอี้ตัวนี้เท่านั้นแต่รวมถึงพวกคุณด้วยเหมือนกัน!”

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งร่างของหลินชิวผูเต็มไปด้วยเหงื่อเขาใช้นิ้วมือจับบริเวณหลังปกเสื้อ ท่าทางเก้กังของเขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่ากำลังทำอะไรไม่ถูก

หลินถงซูขัดจังหวะด้วยการพูดว่า “พี่ ฉันลืมพูดอะไรบางอย่าง...”

“เธอว่ายังไงนะ?” หลินชิวผูมองเธออย่างไม่เชื่อสายตาแล้วหันกลับไปมองที่เฉินฉีที่กำลังยิ้มอยู่

“ตอนนี่เขาถูกจับเขายื่นปืนของเธอคืนงั้นเหรอ?”

“ชะ..ใช่!” หลินถงซูยอมรับด้วยท่าทีเขินอาย “แล้วฉันก็คิดว่าเขาคงไม่ใช่คนร้ายหรอก”

เฉินฉียิ้มอย่างพึงพอใจมันเป็นการยากที่จะเปลี่ยนความคิดใครบางคน เช่นเดียวกับสิ่งเหล่านั้นที่ก่อให้เกิดข้อกังขาในตัวของเขา หลายสิ่งหลายอย่างที่เขาทำลงไปค่อย ๆ เปลี่ยนความคิดที่หลินถงซูที่มีต่อเขาทีละเล็กทีละน้อย

โดยสามัญสำนึกแล้วผู้ชายจะหัวรั้นมากกว่าผู้หญิง

หลินชิวผูสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเดินไปหยิบโทรศัพท์ที่โต๊ะแล้วตะโกนใส่ว่า “ปล่อยเขาไป!”

เมื่อเฉินฉีออกมาจากสถานีตำรวจก็เกิดความโกลาหลขึ้น เป็นครั้งแรกที่ผู้ต้องสงสัยถูกปล่อยตัวหลังจากถูกสอบสวนโดยหัวหน้าหลิน เพื่อเป็นการรักษาเกียรติของตัวเองหลินชิวผูพูดกับตัวเองว่า

“จิ้งจอกเจ้าเล่ห์หนีไม่พ้นนักล่าหรอก เดี๋ยวเขาต้องกลับมาอีกรอบแน่!”

สิ่งที่พวกเขาไม่อยากจะเชื่อสายตาก็คือเฉินฉีกลับมาหลังจากผ่านไปไม่ถึงห้าวินาทีทำให้ทั้งสถานีพากันตะลึงไปตาม ๆ กัน ทำให้หลินชิวผูตกใจมาก “คุณต้องการอะไร?”

“รถของผมอยู่ที่ไหน?”

หลินถงซูบอกเขาว่า “จอดอยู่ที่โรงรถใต้ดิน เดี๋ยวฉันพาไป”

“ขอบคุณที่ช่วยครับ!”

หลินถงซูเดินนำเฉินฉีไปทางโรงจอดรถใต้ดินเมื่อถึงที่หมายเฉินฉีก็ตรวจดูรถของเขาทั้งภายในและภายนอกหลินถงซูถอนหายใจก่อนจะเอ่ยปากว่า “คุณมองในแง่ลบเกินไปแล้วนะเราจะไปทำอะไรรถคุณได้?”

“ก็ถ้ารถผมเป็นรอยขึ้นมาผมต้องไปเอาเรื่องกับใครได้ล่ะ!” เฉินฉีจุดบุหรี่แล้วยืนพิงกับประตูรถพร้อมกับกระดิกนิ้วเรียกให้เธอมาหา

หลินถงซูคิดในใจว่าชายคนนี้ช่างหยาบคายแต่ก็ยังเดินเข้าไปหาอยู่ดีทันใดนั้นเฉินฉีก็ลดเสียงลงอย่างลึกลับ

“ผมจะช่วยคุณไขคดีนี้เอง!”

“ว่ายังไงนะ?!” หลินถงซูไม่เชื่อหูของตัวเอง

“ผมบอกว่าผมจะช่วยคุณไขคดีนี้ไง คุณต้องการไหม? โอกาสสุดท้ายแล้วนะ”

“ไม่เอาน่า คุณไขคดีด้วยการใช้คารมของคุณเถียงไม่ได้หรอกนะ คนที่ไม่ได้รับการฝึกมา…”

“ฟังนะ ผมสัมผัสได้ว่าคดีนี้มีเงื่อนงำอยู่เหมือนกับว่ามันถูกวางแผนไว้นานแล้ว”

“คุณอ่านนิยายสืบสวนเยอะไปแล้ว!”

“วันนี้พี่ชายคุณหัวเสียมาก ดังนั้นสิ่งที่เขาจะทำต่อไปนี้คือไปสืบหารถคันอื่นที่ผ่านจุดเกิดเหตุในคืนนั้นแล้วขยายวงกว้างไปหาคนที่พอจะเป็นพยานได้ จากนั้นก็ไปสอบสวนเพื่อนของผมซึ่งผมจะบอกเลยว่าเป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์เอามาก ๆ คุณจะพลาดช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการไขคดีแล้วปล่อยฆาตกรลอยนวลไปได้ ถ้าคุณคิดว่าผมพูดถูกก็เอาผลชันสูตรศพมาให้ผมคืนนี้!”

เฉินฉีโยนก้นบุหรี่ทิ้งแล้วเปิดประตูรถก่อนจะขับออกไปเขาได้โค้งหัวให้หลินถงซู “แล้วเจอกันคืนนี้นะครับ!”

หลินถงซูประหลาดใจอย่างยิ่งเมื่อรถของเขาพ้นโรงรถไปเธอกระทืบเท้าเสียงดัง “คิดว่าตัวเองฉลาดมากนักรึไง?!”

จบบทที่ บทที่ 6 หมึกไม่กี่หยดในคดีหมายถึงหยดเลือดของคนนับพันในสังคม

คัดลอกลิงก์แล้ว