- หน้าแรก
- หน้าต่างความชำนาญ ยิ่งฝึกข้ายิ่งเทพ
- บทที่ 15 - ปูพรมถล่ม
บทที่ 15 - ปูพรมถล่ม
บทที่ 15 - ปูพรมถล่ม
บทที่ 15 - ปูพรมถล่ม
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
เมื่อเดินออกจากร้านยา หานอี้ก็มุ่งหน้าตรงกลับไปยังลานบ้านที่พักของตน สำหรับเขาแล้ว ทั่วทั้งเมืองเหมิงซานก็น่าจะมีแค่ร้านโอสถเสวียน ฮั่วกับลานบ้านแห่งนั้นที่เป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด
วันนี้เขาออกมาข้างนอกถือว่าคุ้มค่ามาก ไม่เพียงแต่ซื้อวิชาควบคุมกระบี่ฉบับไม่สมบูรณ์มาได้ แต่หลังจากการซื้อขายโอสถและซื้อวัตถุดิบแล้ว เงินเก็บหินวิญญาณในมือของเขายังพุ่งทะลุหลักร้อยเป็นครั้งแรก
เงินสดในมือจำนวนมหาศาล หากเป็นที่ยอดเขาหลิงซวี ก็น่าจะมีเพียงพวกศิษย์ระดับหัวกะทิขอบเขตกลั่นลมปราณชั้น 5 หรือ 6 เท่านั้นที่จะร่ำรวยขนาดนี้
คำโบราณว่าไว้ มีเงินถึงจะมีเสียงดัง คำคำนี้ไม่ว่าจะอยู่ที่โลกไหนก็เป็นสัจธรรมเสมอ
ในหัวของหานอี้ได้วางแผนเอาไว้แล้วว่า การปั่นระดับความชำนาญในครั้งถัดไป เขาสามารถใช้หินวิญญาณได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลังอีกแล้ว
พรสวรรค์ไม่พอ ก็เอาหินวิญญาณเข้าสู้ ขอบเขตกลั่นลมปราณชั้น 3 เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ต่อไปไม่ว่าจะเป็นช่วงกลาง ช่วงปลาย หรือแม้แต่ขอบเขตสร้างรากฐานแห่งวิถีเซียน ก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
ในขณะที่หานอี้กำลังคิดเพลินๆ อยู่นั้น เขาเดินทางมาได้เกินครึ่งทางแล้ว กำลังเดินผ่านตรอกเล็กๆ แห่งหนึ่ง อีกเพียงแค่สองช่วงถนนก็จะถึงลานบ้านของเขา
ตรอกเล็กๆ แห่งนี้เป็นจุดที่ค่อนข้างเปลี่ยวที่สุดในเส้นทางระหว่างร้านโอสถเสวียนฮั่วกับลานบ้าน เช่นเดียวกับทุกครั้ง ตอนเดินผ่านตรอกนี้เขาจะตื่นตัวระวังภัยเต็มสิบสองส่วน
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง เสียงฝีเท้านั้นใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว เพียงแค่หนึ่งลมหายใจหรือประมาณสามวินาที ก็พุ่งจากระยะหลายสิบเมตรเข้ามาประชิดตัวในระยะสามเมตร
หานอี้ขมวดคิ้ว ชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย แล้วเบี่ยงตัวหลบไปชิดกำแพง ในเมื่ออีกฝ่ายรีบร้อนขนาดนี้ก็ให้เขาไปก่อน ทำแบบนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกประชิดตัว นี่เป็นการตอบสนองโดยสัญชาตญาณของเขา
ตรอกนี้ไม่ได้แคบมาก มีความกว้างประมาณสามเมตร อีกฝ่ายวิ่งผ่านไปก็ใช้เวลาแค่ครึ่งลมหายใจ ไม่ได้ทำให้เสียเวลาอะไร
ทว่าทันทีที่หานอี้เบี่ยงตัว ยังไม่ทันจะได้เห็นหน้าคนที่เดินผ่านมา เขาก็ได้กลิ่นไหม้ฉุนจมูก นี่มัน... กลิ่นยา คนที่เดินผ่านมาเป็นนักปรุงยาอย่างนั้นรึ
มีแต่นักปรุงยาที่คลุกคลีอยู่กับการปรุงยาตลอดทั้งปีเท่านั้นที่จะมีกลิ่นเฉพาะตัวแบบนี้ติดตัว แต่ว่ากลิ่นนี้ทำไมถึงคุ้นจมูกแปลกๆ เหมือนเคยได้กลิ่นที่ไหนมาก่อน
ความคิดนี้ผุดขึ้นในห้วงสมอง ประจวบเหมาะกับที่คนผู้นั้นเดินมาตีคู่กับเขา ห่างออกไปประมาณสองเมตร กำลังจะเดินผ่านตรอกนี้ไป ความสงสัยเรื่อง 'กลิ่นไหม้ฉุน' เพิ่งจะผุดขึ้นมาในใจหานอี้ ยังไม่ทันจะได้คำตอบ ภาพความทรงจำก็หมุนย้อนกลับไปหยุดอยู่ที่ฉากหนึ่งในร้านโอสถเสวียนฮั่ว ตอนที่เขาก้าวเท้าเข้าไปในร้านครั้งแรกและได้กลิ่นจางๆ แบบนี้
เจ้าของกลิ่นคือ...
ฉับพลันนั้น เขาเงยหน้าขึ้นขวับ เจียงเต๋อ คนที่เดินสวนมาคือเจียงเต๋อ
ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ เขาก็สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังเวทอันแหลมคม คลื่นพลังเวทสายหนึ่งระเบิดออกมาจากร่างเงาที่อยู่ห่างออกไปสองเมตรในตำแหน่งขนานกับตัวเขา
ในวินาทีเดียวกัน จิตสังหาร จิตสังหารที่เปิดเผยอย่างโจ่งแจ้งระเบิดตูมออกมา ชั่วพริบตานั้น หานอี้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว หนังศีรษะชาวาบ กลิ่นอายแห่งความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม
ในช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาที เขาไม่มีเวลาให้คิดไตร่ตรอง สัญชาตญาณของร่างกายตอบสนองไปก่อนความคิด
ฟิ้ว!!
มือขวาสะบัดออกไปอย่างแรง นิ้วดีดออกไปหนักหน่วง ลำแสงสายหนึ่งพุ่งทะยานออกไป เนื่องจากเป็นสัญชาตญาณ ดัชนีหลิงซวีดอกนี้จึงยังคงบีบอัดพลังเวทเพียงหนึ่งในห้าสิบของพลังทั้งหมดเหมือนตอนซ้อม
ลำแสงระเบิดออกตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง ในกลุ่มก้อนพลังงานที่ระเบิดออกมีเปลวไฟลุกโชน คลื่นความร้อนระอุพุ่งปะทะใบหน้า คาถาของอีกฝ่ายเป็นคาถาธาตุไฟ หานอี้ไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าถ้าเขาโดนคาถาธาตุไฟนี้เข้าไปเต็มๆ ร่างจะถูกเผาจนไม่เหลือซากหรือไม่
แต่เขาพอจะเดาได้ลางๆ ว่า วันนี้คงต้องมีคนทิ้งชีวิตไว้ที่นี่
ความคิดเช่นนี้เพียงแค่วูบผ่าน ยังไม่ทันจะหายไป ความโกรธเกรี้ยวก็พุ่งพล่านขึ้นมา แต่สิ่งที่ระเบิดออกมาก่อนความโกรธ ก็ยังคงเป็นสัญชาตญาณ
หลังจากดัชนีหลิงซวีดอกแรกระเบิดออกเพื่อสกัดกั้นคาถาของอีกฝ่าย ฝ่ายตรงข้ามเห็นได้ชัดว่าคาดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ คงคิดว่าท่าเดียวก็ฆ่าหานอี้ได้แล้วจึงยังไม่ได้เตรียมคาถาท่าต่อไป ภายใต้แรงกระตุ้นจากความตาย สัญชาตญาณย่อมไม่หยุดอยู่แค่นั้น
เกือบจะทันทีที่มือขวายิงดัชนีหลิงซวีออกไป มือซ้ายก็สะบัดยิงตามไปติดๆ ในช่วงเวลาที่สั้นจนแทบจับสัมผัสไม่ได้ ดัชนีหลิงซวีดอกที่สองก็พุ่งทะลุกลุ่มก้อนพลังงานที่เต็มไปด้วยเปลวไฟและระเบิดใส่อย่างจังที่แขนของอีกฝ่าย
"ตูม!"
แขนของอีกฝ่ายระเบิดกระจุยจนถึงหัวไหล่ ละอองเลือดสาดกระจาย เสียงกรีดร้องสั้นๆ ดังตามมา
ยังไม่จบ ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว...
ภายใต้วิกฤตแห่งความตายและความตื่นตระหนกปนโกรธแค้น เริ่มจากสัญชาตญาณระเบิดออกมา ต่อมาสติสัมปชัญญะก็เข้าควบคุมร่างกาย
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงสองลมหายใจ หรือก็คือหกวินาที
หานอี้เทพลังเวททั้งร่างออกมาจนหมดเกลี้ยง ดัชนีหลิงซวีกว่าห้าสิบดอก ระเบิดต่อเนื่องในตรอกเล็กๆ ราวกับดอกไม้ไฟอันวิจิตรตระการตา
ปูพรมถล่ม
เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก ตั้งแต่เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง จนถึงหานอี้เบี่ยงตัวหลบ สัมผัสคลื่นพลังเวทของอีกฝ่าย หานอี้ดีดนิ้วตามสัญชาตญาณในเสี้ยววินาที จนกระทั่งพลังเวทในร่างกายถูกใช้จนหมดเกลี้ยง
กินเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น คนอื่นๆ ในตรอกเพิ่งจะรู้สึกตัว กลุ่มก้อนพลังงานยังคงม้วนตลบ เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่ว
หานอี้ไม่มีเวลาให้คิดมาก เขารีบพุ่งตัวจะผ่านปากตรอกเพื่อหนีไป ทันใดนั้นเท้าก็เตะโดนอะไรบางอย่าง เขาก้มหน้ามองแล้วคว้าหมับโดยที่ร่างกายไม่หยุดเคลื่อนไหว เลี้ยวผ่านตรอกแล้วหายลับไปอย่างรวดเร็ว
หนึ่งก้านธูปต่อมา ผู้บำเพ็ญเพียรที่เป็นเจ้าหน้าที่ทางการของเมืองเหมิงซานถึงได้มาถึงอย่างล่าช้า ภาพที่พวกเขาเห็นคือกองศพที่ถูกระเบิดจนกระดูกแหลกละเอียดเป็นผุยผง จะเรียกว่าศพก็ไม่ถูกนัก เรียกว่าก้อนเนื้อเละๆ จะเหมาะกว่า
ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตกลั่นลมปราณชั้นสูงคนหนึ่งขมวดคิ้ว "กลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่ที่นี่ น่าจะอยู่ราวๆ ขอบเขตกลั่นลมปราณชั้น 4 ไม่เกินชั้น 5" "แถมเหลือแค่ก้อนเนื้อเละๆ แบบนี้ ไม่มีป้ายระบุตัวตนอะไรเลย จะให้ตรวจสอบยังไง" "ผู้บำเพ็ญเพียรตีกันเอง นี่มันเรื่องปกติไม่ใช่รึไง อีกอย่างก็ไม่ได้มีคนธรรมดาโดนลูกหลงบาดเจ็บด้วย" "แถมถุงมิติของอีกฝ่ายก็ไม่อยู่ในที่เกิดเหตุ น่าจะโดนชิงไปแล้ว" "ไม่ต้องสืบแล้ว ระบุว่าเป็นคดีโจรผู้บำเพ็ญเพียรปล้นฆ่าก็แล้วกัน"
ผู้บำเพ็ญเพียรชั้นสูงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ สรุปคดีการต่อสู้นี้แล้วเดินจากไป เกือบหนึ่งชั่วยามต่อมา มีผู้บำเพ็ญเพียรชั้นผู้น้อยมาทำความสะอาดสถานที่ สองชั่วยามต่อมา สถานที่แห่งนี้นอกจากกลิ่นคาวเลือดแล้วก็ไม่เหลือร่องรอยอื่นใดอีก
ย้อนเวลากลับไป เมื่อหานอี้เลี้ยวพ้นตรอกออกมา ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่ แต่เขาก็ใช้ความอดทนอย่างสูงข่มใจควบคุมฝีเท้าไม่ให้เดินเร็วจนผิดสังเกต รีบกลมกลืนไปกับฝูงชน
จนกระทั่งมาถึงหน้าลานบ้าน เขาเค้นพลังเวทเฮือกสุดท้ายในร่างกายส่งเข้าไปในจานค่ายกลเพื่อเปิดม่านพลัง พอเข้ามาแล้วล็อคประตูเสร็จสรรพ ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ร่างทั้งร่างทรุดฮวบลงพิงประตู นั่งแปะอยู่กับพื้น
ความหวาดกลัวย้อนหลัง ความโกรธแค้น ความตื่นตระหนก ความขยะแขยง... อารมณ์หลากหลายถาโถมเข้ามาไม่ขาดสาย
ถึงตอนนี้ หัวใจที่เขาพยายามกดข่มเอาไว้ถึงได้เต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง ราวกับว่าหัวใจทั้งดวงจะกระดอนออกมาทางลำคอ
"เจียงเต๋อจะฆ่าข้า" "ข้าฆ่ามันแล้ว"
[จบแล้ว]