- หน้าแรก
- หน้าต่างความชำนาญ ยิ่งฝึกข้ายิ่งเทพ
- บทที่ 1 - เริ่มต้นใหม่อีกครา ณ ยอดเขาหลิงซวี
บทที่ 1 - เริ่มต้นใหม่อีกครา ณ ยอดเขาหลิงซวี
บทที่ 1 - เริ่มต้นใหม่อีกครา ณ ยอดเขาหลิงซวี
บทที่ 1 - เริ่มต้นใหม่อีกครา ณ ยอดเขาหลิงซวี
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ณ สำนักเสวียนตาน ยอดเขาจูเชว่
"ศิษย์น้องหาน กฎของสำนักก็เป็นเช่นนี้แหละ บ้านพักของเจ้าที่ยอดเขาหลิงซวีเหลือเวลาอีกเพียงสิบวันก็จะครบกำหนดแล้ว ข้าเห็นว่าเจ้ารีบวางแผนเสียแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า หากอีกสิบวันเจ้ายังทำภารกิจสำนักไม่สำเร็จและแต้มสะสมไม่ถึงเกณฑ์ ก็คงต้องเก็บข้าวของลงจากเขาแล้วล่ะ"
"อีกอย่างนะ ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อนว่าแต้มสะสมนั้นห้ามโอนถ่ายกันเองเป็นการส่วนตัว จำเป็นต้องได้มาจากการทำภารกิจของสำนักเท่านั้น และห้ามสร้างภารกิจเท็จขึ้นมาเด็ดขาด หากถูกจับได้ โทษสถานเบาคือถูกทำลายรากวิญญาณและขับออกจากสำนัก ส่วนโทษสถานหนักนั้นอาจรักษาชีวิตไว้ไม่ได้เลยทีเดียว"
"เฮ้อ เอาอย่างนี้ไหม ข้าจะชี้ช่องทางให้ ทางยอดเขาเพลิงอัคคี ท่านอาจารย์อาหลัวฉี่ต้องการนักปรุงยาจำนวนหนึ่งไปทดลองยา วันนี้เพิ่งประกาศภารกิจออกมาพอดี แต้มสะสมที่ให้ก็ใจป้ำมาก เพียงพอให้เจ้าผ่านเกณฑ์ได้เลย"
"เพียงแต่ว่า... เรื่องนี้มีความเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้ เจ้าเองก็เป็นนักปรุงยาย่อมรู้ถึงผลดีผลเสียของมัน เจ้าลองกลับไปไตร่ตรองดูอีกทีเถอะ นี่เป็นหนทางที่เหมาะสมที่สุดเท่าที่ข้าจะใช้สิทธิ์ของข้าช่วยเจ้าหาได้ในตอนนี้แล้ว"
"เอาล่ะ เจ้าไปได้แล้ว"
...
หานอี้เดินออกมาจากหอตำหนักด้วยสีหน้าเหม่อลอย เมื่อถูกลมหนาวพัดปะทะร่างจนตัวสั่นสะท้าน เขาก็ได้สติกลับคืนมาในทันที
เขาหันกลับไปมองด้านหลัง หอตำหนักจัดการของสำนักตั้งตระหง่านกินพื้นที่กว้างขวาง ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาดูคึกคักยิ่งนัก
จากนั้นเขาก็หันกลับมามองเบื้องหน้า ร่างกายพลันสั่นสะท้าน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือทะเลเมฆอันกว้างใหญ่ไพศาล นกกระเรียนวิญญาณหยอกล้อเล่นลม ท่ามกลางหมู่เมฆนั้นมีเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรขี่กระบี่เหาะเหินกลายเป็นแสงสว่างวาบผ่านไปมา ช่างเป็นภาพบรรยากาศแห่งแดนเซียนขนานแท้
หานอี้หยิกต้นขาตัวเองอย่างแรง ความเจ็บปวดแล่นพล่านจนเขาต้องสูดปากร้องซี๊ด
"ไม่ได้ฝันไปจริงๆ ด้วย"
"ทะลุมิติมาแล้ว ความทรงจำในหัวไม่ใช่พล็อตนิยายที่ฉันแต่งขึ้นมาเอง แต่มันคือเรื่องจริงงั้นหรือเนี่ย?"
"ซี๊ด!!"
ยังไม่ทันที่หานอี้จะคิดอะไรต่อ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"หานอี้ ออกมาเร็วขนาดนี้เลยหรือ เป็นอย่างไรบ้าง ศิษย์พี่กวนว่าอย่างไร?"
หานอี้หันกลับไปมอง ก็พบชายหนุ่มสวมชุดคลุมยาวสีเทาแบบเดียวกับเขายืนอยู่ ชายหนุ่มคนนี้มีผิวคล้ำจนเกือบดำ มีเพียงฟันขาวเรียงสวยเท่านั้นที่ดูโดดเด่นเป็นประกาย
ชื่อหนึ่งผุดขึ้นมาในความทรงจำ
เจิ้งไห่
"ยืนบื้ออยู่ทำไม เล่ามาสิ ตกลงได้เรื่องไหม ศิษย์พี่กวนเมื่อก่อนก็ดูแลพวกเราสองคนดีอยู่นะ น่าจะพอผ่อนปรนกันได้บ้างแหละน่า"
ชายหนุ่มหน้าดำนามเจิ้งไห่ถามด้วยความร้อนรน
หานอี้ตั้งสติ ตอนนี้ความทรงจำในสมองของเขาเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว เมื่อนำความทรงจำมาปะติดปะต่อกับเหตุการณ์ในหอตำหนักเมื่อครู่ เขาก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดทันที
เขาส่ายหน้า สีหน้าแฝงแววอับจนหนทาง
"ศิษย์พี่กวนบอกว่าเป็นกฎของสำนัก ใครก็ไม่อาจละเว้นได้"
"แต่เขาก็ชี้ช่องทางรอดให้ข้าทางหนึ่งเหมือนกัน"
"ทางไหนรึ?" ดวงตาของเจิ้งไห่เป็นประกาย ใบหน้าฉายแววยินดี "ข้าว่าแล้วเชียว ศิษย์พี่กวนต้องมีหนทางแน่"
"ทางยอดเขาเพลิงอัคคี ท่านอาจารย์อาหลัวฉี่ต้องการศิษย์สำนักจำนวนหนึ่งไปใช้ร่างกายทดลองยา แต้มสะสมที่ให้สูงมาก น่าจะพอแก้ปัญหาของข้าได้"
เจิ้งไห่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนไปทันควัน
"ไม่ได้นะ ไม่ได้เด็ดขาด"
"การใช้ร่างกายทดลองยานั้นอันตรายเกินไป ข้าได้ยินมาว่าในสิบคนจะมีแค่สองคนเท่านั้นที่รอดมาได้โดยไม่บุบสลาย ส่วนที่เหลือนั้นจุดจบล้วนน่าอนาถทั้งสิ้น"
หานอี้ขมวดคิ้วแน่นก่อนจะคลายออก
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วกล่าวช้าๆ ว่า "ช่างเถอะ ข้าจะลองหาทางอื่นดูเอง"
...
สำนักเสวียนตาน ตั้งอยู่บนเทือกเขาเสวียนตาน ภายในอาณาจักรต้าเฉียน แคว้นสู่
สำนักแห่งนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล นอกจากยอดเขาหลักเสวียนตานแล้ว ยังมียอดเขาชั้นในอีกเก้ายอด ซึ่งยอดเขาจูเชว่ที่หานอี้เพิ่งไปเยือนก็เป็นหนึ่งในเก้ายอดเขาชั้นในนั้น นอกจากนี้ยังมียอดเขาชั้นนอกอีกนับร้อยลูก
ยอดเขาหลิงซวี ก็เป็นหนึ่งในยอดเขาชั้นนอกเหล่านั้น
หานอี้เดินเข้ามาในลานบ้านของตนบนยอดเขาหลิงซวี ความรู้สึกปลอดภัยก็บังเกิดขึ้นในใจ เขาผ่อนลมหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัว
นี่เป็นสถานที่ที่คุ้นเคยที่สุดในความทรงจำ ความรู้สึกผ่อนคลายเช่นนี้เป็นความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิม
เขานั่งขัดสมาธิลงในห้องสงบที่ใช้ฝึกตนเป็นประจำ แล้วเริ่มเรียบเรียงความคิด
ทะลุมิติมาแล้ว เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย
แต่เรื่องนี้กลับมีเงื่อนงำและความไม่เข้าใจหลายอย่าง
เขาจำได้เพียงว่าตัวเองนอนหลับไปอย่างสนิท แต่พอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีก็มาอยู่ที่หอตำหนักจัดการบนยอดเขาจูเชว่แห่งสำนักเสวียนตานเสียแล้ว
โชคดีที่ตอนเพิ่งทะลุมิติมาและลืมตาตื่นขึ้น เป็นช่วงที่ความทรงจำกำลังหลอมรวมกัน เขาจึงอยู่ในอาการเหม่อลอยและตอบสนองช้าไปหลายจังหวะ
ไม่อย่างนั้นหากทำตัวเปิ่นๆ ออกไปก็ยังพอทำเนา แต่ถ้าถูกคนจับสังเกตได้ ย่อมต้องเกิดภัยมหันต์แน่ อย่าลืมว่าที่นี่คือโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร การจะบีบให้ใครสักคนคายความจริงออกมานั้นง่ายดายยิ่งกว่าปอกกล้วย ไม่ต้องพูดถึงวิชาค้นวิญญาณที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นเลย
สาเหตุที่เขาต้องไปยอดเขาจูเชว่ในวันนี้ ก็เพราะบ้านพักของเขากำลังจะหมดสัญญา หรือพูดให้ถูกก็คือ สิทธิ์การอยู่อาศัยในสำนักของเขากำลังจะถูกเรียกคืนในอีกสิบวันข้างหน้า เพราะแต้มสะสมไม่เพียงพอ
สำนักเสวียนตานกล่าวอ้างว่ามีศิษย์สายนอกนับแสน และศิษย์สายในนับพัน
การแบ่งแยกศิษย์สายนอกและสายในนั้นวัดกันที่ระดับพลังฝึกตนเป็นหลัก
ผู้ที่อยู่ในขอบเขตกลั่นลมปราณระดับต้นและกลางถือเป็นศิษย์สายนอก ส่วนผู้ที่อยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับปลาย หรือก็คือชั้นเจ็ดขึ้นไป จึงจะนับเป็นศิษย์สายใน และมีเพียงศิษย์สายในเท่านั้นที่มีสิทธิ์อาศัยอยู่บนยอดเขาชั้นในทั้งเก้า พร้อมได้รับประโยชน์จากชีพจรวิญญาณของยอดเขาเหล่านั้น
ส่วนศิษย์สายนอกต้องอาศัยอยู่ตามยอดเขาชั้นนอก ซึ่งมีชีพจรวิญญาณเพียงระดับหนึ่งหรือสองเท่านั้น เทียบไม่ได้เลยกับชีพจรวิญญาณระดับสามหรือสี่บนยอดเขาชั้นใน
ยิ่งไปกว่านั้น ตามกฎของสำนัก ศิษย์ที่อาศัยอยู่ยอดเขาชั้นนอกจะต้องหาแต้มภารกิจสำนักให้ได้หนึ่งร้อยแต้มต่อปีด้วยตนเอง จึงจะสามารถต่ออายุสิทธิ์การอยู่อาศัยได้
แน่นอนว่าหนึ่งร้อยแต้มนี้ไม่ได้ถูกสำนักยึดไปเปล่าๆ
มันยังคงเป็นของศิษย์สายนอกผู้นั้น สามารถนำไปแลกซื้ออาวุธวิเศษหรือยาวิเศษต่างๆ ภายในสำนักได้
การกำหนดหนึ่งร้อยแต้มนี้มีขึ้นเพียงเพื่อรับประกันว่าศิษย์สายนอกจะมีส่วนร่วมในกิจการของสำนัก ไม่ใช่อยู่อย่างไร้ค่าไปวันๆ
เพราะถึงอย่างไรชีพจรวิญญาณระดับหนึ่งหรือสองก็ยังนับเป็นชีพจรวิญญาณ หากไปอยู่ที่อื่นในแคว้นสู่ ก็เพียงพอจะเลี้ยงดูตระกูลผู้ฝึกตนเล็กๆ ตระกูลหนึ่งได้เลยทีเดียว
ส่วนหานอี้นั้น เพราะใกล้จะครบกำหนดเวลาแล้วแต่แต้มสะสมยังไม่ถึงเกณฑ์ จึงคิดจะไปหาศิษย์พี่กวนตี๋ที่คุ้นเคยกัน เพื่อถามหาหนทางผ่อนปรน
แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด ระหว่างที่อยู่ในหอตำหนัก วิญญาณของเจ้าของร่างเดิมกลับแตกสลายไป และเขาก็ได้เข้ามาแทนที่
ส่วนชายหนุ่มอีกคนที่รออยู่หน้าหอตำหนักนามว่าเจิ้งไห่ ถือเป็นสหายสนิท ตามความทรงจำแล้ว ทั้งสองเข้าสำนักเสวียนตานมาพร้อมกัน ความสัมพันธ์จึงแน่นแฟ้นมาตลอด
ทว่าเจิ้งไห่ไม่ได้มีปัญหาเดือดเนื้อร้อนใจเช่นเดียวกับหานอี้ ทักษะการปรุงยาของเขาเหนือกว่าหานอี้มาก การจะทำภารกิจให้ครบตามเกณฑ์ขั้นต่ำของสำนักจึงเป็นเรื่องง่ายดาย
แต่เพราะแต้มสะสมไม่สามารถโอนให้กันได้ ต่อให้เจิ้งไห่มีแต้มเหลือเฟือ ก็ช่วยอะไรหานอี้ไม่ได้อยู่ดี
"สถานะปัจจุบัน: อาณาจักรต้าเฉียน แคว้นสู่ สำนักเสวียนตาน ยอดเขาหลิงซวี ศิษย์สายนอก"
"วิกฤตตอนนี้: แต้มสะสมไม่พอ กำลังจะถูกยึดที่พัก"
"ในความทรงจำ ตามกฎของสำนัก หากทำแต้มขั้นต่ำไม่ครบและถูกยึดที่พัก จะมีทางเลือกสองทาง"
"ทางแรก รักษาสถานะศิษย์สายนอกไว้ แต่ถูกส่งลงเขาไปทำงานในกิจการภายนอกของสำนัก ในอีกสิบปีข้างหน้า สามารถยื่นเรื่องขอรับการทดสอบได้ทุกปี แต่ความยากของการทดสอบจะสูงกว่าภารกิจหนึ่งร้อยแต้ม และหากครบสิบปียังไม่ผ่าน ก็จะเสียสถานะศิษย์สายนอกไปโดยอัตโนมัติ ตัดขาดจากสำนักอย่างสิ้นเชิง"
"ทางที่สอง สมัครใจสละสถานะศิษย์สายนอก ลงจากเขาไปหาเลี้ยงชีพเอาเอง"
"ในความทรงจำ ศิษย์พี่ส่วนใหญ่ที่แต้มไม่พอมักจะยังมีความหวัง จึงเลือกทางแรก แต่เมื่อผ่านไปสามปีห้าปี เสียเวลาเปล่าจนเริ่มรู้จักตัวเองดีขึ้น สุดท้ายก็จะขอย้ายไปเลือกทางที่สองแทน"
"เพราะการจะผ่านบททดสอบเพื่อกลับเข้าสำนักนั้น สำหรับพวกเขาแล้วมันยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน"
"และสำหรับฉันตอนนี้ ก็คงไม่ต่างกัน"
"ยาก ยาก ยากจริงๆ"
"ดังนั้น ต้องทำทุกวิถีทางเพื่ออยู่บนเขาต่อไปให้ได้"
"ตอนนี้เครื่องมือทำกินเดียวที่ฉันมีคือการปรุงยา"
"แถมยังเป็นแค่นักปรุงยามือใหม่หัดขับ ต่อให้ทุ่มสุดตัว ภายในสิบวันก็ยากที่จะทำภารกิจปรุงยาให้ได้ครบหนึ่งร้อยแต้ม"
"หรือจะต้องไปเป็นหนูทดลองยาจริงๆ?"
"ไม่เอาหรอก ฉันไม่โง่ขนาดนั้น ความเสี่ยงสูงเกินไป ตายยังไม่รู้ตัวเลย ฉันไม่อยากทะลุมิติมาปุ๊บก็พิการปั๊บ"
"ต่อให้ถูกยึดที่พัก ก็ยังมีโอกาส"
"ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ย่อมมีหนทางเสมอ"
หานอี้ทบทวนสถานการณ์และปัญหาที่ตนเผชิญอยู่ในใจ
ชาติก่อนในฐานะวิศวกร สิ่งที่เขาถนัดที่สุดคือการแจกแจงปัญหาและพยายามหาทางออกที่ดีที่สุด
"ปัญหามีไว้แก้ ไม่ได้มีไว้กลุ้ม"
"เอาเถอะ เรื่องวุ่นวายพวกนี้ ไว้ตื่นนอนค่อยว่ากัน"
เมื่อคิดหาทางออกไม่ได้ การเคลียร์สมองให้โล่งแล้วเบี่ยงเบนความสนใจไปเรื่องอื่น ก่อนจะกลับมามองปัญหาเดิมในมุมใหม่ มักจะทำให้เจอหนทางที่ไม่คาดคิดเสมอ
นี่คือนิสัยการคิดติดตัวมาจากชาติที่แล้ว
ยอดเขาหลิงซวีมีชีพจรวิญญาณระดับสองอยู่เบื้องล่าง ความเข้มข้นของพลังวิญญาณจึงไม่น้อยเลย บ้านพักที่สร้างอยู่บนนี้ได้รับการหล่อเลี้ยงจากชีพจรวิญญาณ ทำให้อากาศอบอุ่นดั่งฤดูใบไม้ผลิตลอดปี ส่งผลให้หานอี้ที่อยู่ภายในรู้สึกสบายเนื้อสบายตัวยิ่งนัก
เขาลุกขึ้นยืน หันหลังเตรียมจะเดินเข้าไปในห้องนอน แต่ฝีเท้ากลับชะงักกึก คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขายื่นมือออกไปปัดป่ายในความว่างเปล่าเบื้องหน้า แต่กลับคว้าได้เพียงอากาศ
"นี่มัน..."
ในครรลองสายตาของเขา เส้นแสงสีแดงเพลิงเส้นหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวจากซ้ายไปขวาอย่างช้าๆ
แต่เมื่อเขาสัมผัสเบื้องหน้า กลับไม่มีสิ่งใดอยู่เลย
เพียงไม่ถึงสามลมหายใจ เส้นสีแดงเพลิงนั้นก็เคลื่อนไปจนสุดขอบขวา ราวกับถึงจุดสิ้นสุด มันกระพริบสามครั้งแล้วเลือนหายไป
ในขณะที่หานอี้คิดว่าเมื่อครู่เขาคงตาฝาดไปเอง
วูบ!
หน้าต่างโปร่งแสงแผ่นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าหานอี้
【ชื่อ: หานอี้】
【อายุขัย: 21/87】
【ขอบเขต: กลั่นลมปราณชั้น 2 (14/100)】
【เคล็ดวิชา: เคล็ดวิชาโอสถอัคคี (ขั้นต้น 23/100)】
【ทักษะ: ทักษะการปรุงยา (แรกเรียนรู้ 82/100) ดัชนีหลิงซวี (แรกเรียนรู้ 29/100)】
[จบแล้ว]