- หน้าแรก
- สามก๊ก ข้าคือฝันร้ายของเล่าปี่และขงเบ้ง
- บทที่ 25 - แพะรับบาปผู้สมบูรณ์แบบ!
บทที่ 25 - แพะรับบาปผู้สมบูรณ์แบบ!
บทที่ 25 - แพะรับบาปผู้สมบูรณ์แบบ!
บทที่ 25 - แพะรับบาปผู้สมบูรณ์แบบ!
"หา?"
"แผนชั่วอะไรกัน"
"พูดมาตั้งนาน นี่ท่านก็ไม่เชื่อข้าหรือจ้งเต๋อ"
กาเซี่ยงที่เพิ่งจะทำใจให้สงบลงได้ ถึงกับงุนงงเป็นไก่ตาแตกอีกรอบ
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น เทียหยกก็เริ่มไม่พอใจขึ้นมาบ้าง กล่าวว่า
"ท่านหมายความว่าอย่างไร เหวินเหอ"
"เวลานี้ในจวนสกุลกาก็มีแค่ท่านกับข้าสองคน เมื่อครู่ต่อหน้าฉางเหวินท่านไม่พูดความจริงข้าก็พอเข้าใจได้ แต่นี่อยู่ต่อหน้าข้า ท่านยังจะปิดบังอำพรางอยู่อีกหรือ"
"ดี ดีมาก ท่านไม่เห็นฉางเหวินเป็นเพื่อนก็แล้วไป ไม่นึกเลยว่าท่านก็ไม่เห็นข้าเป็นเพื่อนเหมือนกัน กาเหวินเหอ ข้าจะจำไว้!"
พูดจบเขาก็สะบัดแขนเสื้อเดินหนีไปดื้อๆ
ไม่ใช่ข้านะ ไม่ใช่ข้าจริงๆ!
ให้ตายเถอะ นี่มันใครกันที่ยืมชื่อข้าไปก่อเรื่องข้างนอก
มีความแค้นอะไรกับข้านักหนา
เพียงแค่วันเดียว
เพื่อนสนิทสองคนประกาศตัดขาดความสัมพันธ์
มองดูแผ่นหลังของเทียหยกที่เดินจากไปอย่างหัวเสีย
กาเซี่ยงมึนงงจนทำอะไรไม่ถูก
เขารู้สึกว่าตนเองช่างน่าสงสารและไม่ได้รับความเป็นธรรมยิ่งกว่าแพะรับบาปเสียอีก
พอนึกถึง "ผู้อยู่เบื้องหลังเคาทู" ที่พวกนั้นพูดถึงเมื่อครู่
เขาก็รู้สึกคันไม้คันมืออยากจะขย้ำคอไอ้หมอนั่นให้ตายคามือ
...
[ติ๊ง ตรวจพบความอาฆาตแค้นอย่างรุนแรงจากจอมพิษร้ายกาเซี่ยง!]
[เนื่องจากต้นตอความแค้นมาจากโฮสต์ และขณะนี้ทั้งราชสำนักต่างปักใจเชื่อว่ากาเซี่ยงคือผู้อยู่เบื้องหลังเคาทู]
[โฮสต์สามารถเก็บเกี่ยวค่าอารมณ์ด้านลบจากกาเซี่ยงได้เป็นกรณีพิเศษ +233!]
...
หือ!?
ค่าอารมณ์ของใครนะ
กาเซี่ยง?
ตลกแล้ว
ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลย อยู่ๆ กาเซี่ยงก็กลายมาเป็นแพะรับบาปให้ข้าเฉยเลย?
...
ณ ชานเมืองทิศตะวันตกของฮูโต๋
ซูเฉินที่กำลังเจรจาซื้อโรงเตี๊ยมเพื่อวางแผนขายสุราชั้นเลิศในอนาคต
มองดูข้อความแจ้งเตือนจากระบบที่เด้งขึ้นมารัวๆ ตรงหน้าด้วยความงุนงง
แต่หลังจากความประหลาดใจจางหายไป
ซูเฉินก็เริ่มรู้สึกขบขัน
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่า กาเซี่ยงผู้นี้ช่างเป็น "แพะรับบาป" ที่สมบูรณ์แบบจริงๆ
การที่เขาจะสร้างชื่อเสียงบารมี
ลำพังแค่เหยียบย่ำขงเบ้งคนเดียวคงยังไม่พอ
กาเซี่ยงผู้นี้ ดูอย่างไรก็เป็นตัวเลือกที่สองที่เหมาะสมที่สุด
"นอกจากจะให้กาเซี่ยงเป็นแพะรับบาปได้แล้ว ยังรีดไถค่าอารมณ์ด้านลบจากเขาได้อีก..."
"กาเหวินเหอเอ๋ย กาเหวินเหอ ท่านช่างเป็นดาวนำโชคของข้าจริงๆ"
ซูเฉินรำพึงในใจ
แผนการต่างๆ เริ่มก่อตัวขึ้นในหัว
เมื่อเงยหน้าขึ้น เขาก็ยิ้มอย่างอารมณ์ดี
เขาหันไปหาเถ้าแก่โรงเตี๊ยมที่กำลังต่อรองราคาอย่างเคร่งเครียด
และยอมถอยให้ ยอมตกลงซื้อขายในราคาที่เถ้าแก่ต้องการ
ได้ยินดังนั้น เถ้าแก่โรงเตี๊ยมที่กิจการซบเซามานานก็ดีใจจนเนื้อเต้น รีบเชิญซูเฉินเข้าไปที่ลานหลังร้านทันที
เพื่อทำสัญญาซื้อขายกันตรงนั้น
"คุณชายเป็นอะไรไปเจ้าคะ ซื้อโรงเตี๊ยมราคานี้ ขาดทุนย่อยยับเลยนะเจ้าคะ"
บิเชียงไม่รู้ว่าซูเฉินมีสูตรสุราสังหารจากยุคปัจจุบันเป็นไพ่ตาย
แม้จะเปิดร้านในย่านชานเมือง แต่อนาคตย่อมทำเงินได้มหาศาล
ในสายตาของนางตอนนี้ การซื้อโรงเตี๊ยมร้างที่ชานเมืองด้วยราคานี้ คือการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำชัดๆ
นางขมวดคิ้วแน่น
กำลังลังเลว่าจะเข้าไปเตือนสติดีหรือไม่
ฮี้ๆๆ~
ทันใดนั้น เสียงม้าร้องคำรามกึกก้องก็ดังมาจากนอกกำแพง
"ข้างนอกอากาศดีๆ ทำไมม้าถึงร้องเสียงหลงแบบนั้น"
"แย่แล้ว เสียงม้าเซ็กเธาว์!"
"คุณชายรออยู่นี่นะเจ้าคะ ข้าจะออกไปดู"
บิเชียงหน้าถอดสี
นางรีบบอกซูเฉินแล้ววิ่งถลันออกไปที่หน้าประตูทันที
โบราณว่า ยอดคนต้องลิโป้ ยอดม้าต้องเซ็กเธาว์
คนอื่นอาจไม่รู้ค่าของมัน แต่บิเชียงรู้ดีที่สุด
อย่าว่าแต่โรงเตี๊ยมแห่งเดียวเลย
ต่อให้เอาโรงเตี๊ยมสิบแห่งมามัดรวมกัน ในสายตานางก็ยังมีค่าไม่เท่าม้าเซ็กเธาว์
นางจึงไม่อาจทนเห็นมันได้รับอันตรายใดๆ ได้
นางวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
และก็ได้เห็นความผิดปกติของม้าเซ็กเธาว์จริงๆ
แต่ไม่ได้เกิดเหตุร้ายอะไร
ข้างกายเจ้าม้าแดงมีเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับนางมายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ
เด็กสาวหันหลังให้นาง กำลังยื่นมือไปลูบแผงคอของม้าเซ็กเธาว์
"แม่นางน้อย ม้าตัวนั้นแตะต้องไม่ได้นะ มันดุมาก!"
"เจ้า..."
บิเชียงหน้าซีด
รีบตะโกนห้ามปรามทันที
เพราะนี่คือม้าเซ็กเธาว์
ยอดอาชาที่หาตัวจับยากในใต้หล้า ย่อมมีความหยิ่งทะนงในสายเลือด ไม่ใช่ใครจะเข้าใกล้ได้ง่ายๆ
แม้แต่ตัวนางเอง ยังต้องให้ซูเฉินพาไปถึงจะเข้าใกล้ได้
ที่นางร้องห้าม ไม่ใช่เพราะหวงของ แต่กลัวเด็กสาวจะถูกม้าดีดจนบาดเจ็บ
แต่ภาพเหตุการณ์ต่อมา กลับทำให้นางต้องอ้าปากค้าง
ม้าเซ็กเธาว์ที่ปกติไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ กลับยืนนิ่งสงบเสงี่ยมยอมให้เด็กสาวลูบคลำแต่โดยดี
มิหนำซ้ำ ยังยอมให้เด็กสาวกระโดดขึ้นขี่หลัง แล้วพาวิ่งตะบึงไปรอบๆ ลานด้านนอกอย่างคึกคะนอง
"เอ๊ะ?"
"แปลกจริง ทำไมม้าเซ็กเธาว์ถึงยอมให้คนอื่นขี่ง่ายดายปานนั้น"
บิเชียงยืนงงเป็นไก่ตาแตก
ทั้งสับสนทั้งกังวล
โชคดีที่เด็กสาวผู้นั้นไม่ได้มีเจตนาจะขโมยม้า
นางเพียงแค่ขี่เล่นครู่หนึ่ง ก็กระโดดลงจากหลังม้า แล้วจูงมันกลับมาส่งที่เดิม
หลังจากผูกเชือกบังเหียนเสร็จ นางก็เงยหน้าขึ้นถามบิเชียง
"ม้าตัวนี้เป็นของเจ้าหรือ"
อีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กสาว แต่กลับมีรัศมีน่าเกรงขาม เมื่อถูกจ้องมอง บิเชียงจึงเผลอตอบความจริงออกไป "ไม่ใช่เจ้าค่ะ เป็นของคุณชายข้า"
"คุณชายรึ..."
เด็กสาวกวาดตามองชุดผ้าไหมเนื้อดีที่บิเชียงสวมใส่
แววตาของนางไหววูบไปชั่วขณะ
เริ่มแรกดูเหมือนจะผิดหวัง แต่สุดท้ายก็ยิ้มออกมาอย่างปลงตก
"ก็ดี ติดตามคุณชายผู้ร่ำรวย ย่อมดีกว่าต้องไปเสี่ยงชีวิตในสนามรบ..."
พูดจบนางก็ไม่กล่าวอะไรอีก กระโดดขึ้นม้าของตนเอง โบกมือลาเจ้าม้าเซ็กเธาว์ แล้วควบม้าจากไปทันที
เมื่อมองตามแผ่นหลังของนางไป นัยน์ตาของม้าเซ็กเธาว์กลับมีหยาดน้ำตาเอ่อล้น
"เจ้าเซ็กเธาว์ เจ้าร้องไห้ทำไม"
บิเชียงสังเกตเห็นอาการของม้าตลอดเวลา
เมื่อเห็นภาพนั้น นางก็ยิ่งประหลาดใจ
ขณะกำลังงุนงง ซูเฉินที่เซ็นสัญญาเสร็จแล้วก็เดินออกมาจากโรงเตี๊ยม
"มีเรื่องอะไรกัน เอะอะโวยวายไปได้"
บิเชียงรีบรายงาน "คุณชายดูสิเจ้าคะ ม้าเซ็กเธาว์ร้องไห้"
"ร้องไห้?"
ซูเฉินหันไปมอง ก็เห็นคราบน้ำตาในดวงตาของม้าคู่ใจจริงๆ ถึงกับอึ้งไป "เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น"
"ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ แค่มีเด็กสาวคนหนึ่งผ่านมา..."
บิเชียงเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียด
"เด็กสาวที่สยบม้าเซ็กเธาว์ได้!?"
"หรือจะเป็นนาง"
"ไปกันเจ้าเซ็กเธาว์ ไปตามหาคนกัน!"
บิเชียงอาจมองเป็นแค่เรื่องแปลกประหลาด
แต่ซูเฉินที่ได้ฟัง เรื่องราวกลับปะติดปะต่อกันทันที
โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงกับข้อมูลจากหอเสียงสวรรค์ที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ เขาก็พอจะเดาตัวตนของเด็กสาวผู้นั้นได้
เขารีบกระโดดขึ้นหลังม้า ควบตะบึงไปในทิศทางที่บิเชียงชี้ทันที
แต่น่าเสียดาย แม้จะควบม้าตามหาอยู่นานนับชั่วโมง ก็ไร้วี่แวว
เขาจำต้องยอมแพ้และกลับมาด้วยความผิดหวัง
...
ณ ชานเมืองฮูโต๋
ในเรือนหลังเล็กที่ทรุดโทรมและห่างไกลผู้คน
เด็กสาวที่ซูเฉินตามหากำลังนั่งเผชิญหน้ากับสตรีงดงามผู้หนึ่ง
"ท่านน้า ท่านอย่าห้ามข้าเลย"
"ข้าตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว"
"และดูเหมือนครั้งนี้ ท่านพ่อเองก็สนับสนุนข้าด้วย"
เด็กสาวกล่าว
มุมปากประดับรอยยิ้มหวาน
"เฟิงเซียน?" (ชื่อรองลิโป้)
สตรีผู้นั้นอุทาน
"ใช่!"
เด็กสาวพยักหน้า
จากนั้นนางก็เล่าเรื่องที่ได้เจอม้าเซ็กเธาว์ที่ชานเมืองฮูโต๋เมื่อตอนบ่ายให้ฟังจนหมดเปลือก
"ยอดคนต้องลิโป้ ยอดม้าต้องเซ็กเธาว์..."
"การที่เจ้าได้พบม้าเซ็กเธาว์ที่ฮูโต๋ บางทีอาจเป็นดวงวิญญาณของท่านพี่เฟิงเซียนดลบันดาลจริงๆ..."
"ถูกต้อง!"
"ดังนั้นท่านน้าไม่ต้องเป็นห่วง ครั้งนี้มีท่านพ่อคุ้มครอง ข้าจะต้องเปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี สังหารศัตรูได้สำเร็จแน่!"
เด็กสาวเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น
พูดจบนางก็ลุกพรวดขึ้น คว้าทวนคู่คู่กายออกไปร่ายรำที่ลานบ้าน
หากซูเฉินหรือบิเชียงอยู่ที่นี่
ต้องดูออกแน่นอนว่ากระบวนท่าที่นางใช้นั้นคือวิชาอะไร
เพราะสิ่งที่นางกำลังร่ายรำอยู่นั้นไม่ใช่สิ่งอื่นใด
มันคือ "เพลงทวนมังกรฟ้า"!
เพียงแต่ต่างจากความดุดันทรงพลังยามซูเฉินใช้ทวนฟางเทียนฮว๋าจี่
อาวุธที่ลิหลิงฉีถือครองคือทวนคู่ขนาดสั้น
เมื่อร่ายรำ
จึงเน้นการเข้าประชิดตัวและสังหารในระยะเผาขน
เต็มไปด้วยกลิ่นอายอำมหิตของการแลกชีวิต
แม้ยามนี้ยังไม่เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง
แต่ทั่วทั้งลานบ้านกลับเต็มไปด้วยรังสีสังหารอันเย็นเยียบ
ลมปราณจากทวนพัดกรรโชกประดุจลมหนาว กวาดใบไม้แห้งปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ
เด็กสาวถือทวนคู่ องอาจผ่าเผย งดงามดุจตะวันรุ่ง
แต่เมื่อสตรีงดงามที่นั่งมองอยู่เห็นภาพนั้น และนึกถึงการตัดสินใจของเด็กสาว
นางกลับรู้สึกเศร้าโศกอย่างบอกไม่ถูก น้ำตาไหลรินลงมาดั่งไข่มุกขาดสาย
[จบแล้ว]