- หน้าแรก
- ย้อนเวลาล่าฝัน ผมเกิดใหม่เป็นซุปตาร์ยอดนักเขียน
- บทที่ 62: ฝานฮวา
บทที่ 62: ฝานฮวา
บทที่ 62: ฝานฮวา
เมื่อฝุ่นตลบจางหายและทุกอย่างลงตัว เฉินเชาและคนอื่นๆ ก็ทยอยเดินออกมาจากห้องรับรอง จากนั้นจึงเริ่มทักทายพูดคุยตามมารยาทกับไช่อี้นงและไป๋ไฉ่อวิ๋น
แม้ไช่อี้นงจะรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้างที่หูเกอพลาดบทพระเอกไป แต่ในเมื่อสถานการณ์เป็นรอง เธอก็ทำได้เพียงฉีกยิ้มรับหน้าเสื่อ
หลังจากทักทายเธอเสร็จ เฉินเชาก็หันไปหาหูเกอที่ยืนอยู่ข้างๆ ยื่นมือออกไปจับด้วยความตื่นเต้น "สวัสดีครับอาจารย์หูเกอ เมื่อครู่ตอนสัมภาษณ์ไม่สะดวกคุย ผมชอบคุณมากจริงๆ ครับ หลี่เซียวเหยาเป็นหนึ่งในตัวละครที่ผมโปรดปรานที่สุดเลย"
หูเกอชะงักไปเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าผู้จัดการทั่วไปของหนานซุนคัลเจอร์จะเป็นแฟนละครของเขา จึงรีบจับมือตอบตามมารยาท "ขอบคุณประธานเฉินที่ชื่นชอบครับ รู้สึกเป็นเกียรติมาก"
เฉินเชาทำหน้าตาเหมือนแฟนคลับตัวยง "อาจารย์หูเกออาจจะไม่รู้ ในกลุ่มผู้ชายอย่างพวกเรา คุณได้รับความนิยมสูงมากเลยนะครับ"
หูเกอยิ้มอย่างเข้าใจ "เรื่องนั้นผมพอจะได้ยินมาบ้างครับ ขอบคุณที่สนับสนุนนะครับ"
จากนั้นเฉินเชาก็เปลี่ยนเรื่องคุย "จริงสิครับอาจารย์หูเกอ ประธานหลินของเรากำชับมาเป็นพิเศษว่าให้คุณรอสักครู่หลังสัมภาษณ์จบ หลังจากเลิกเรียนวันนี้เขาจะรีบมาพบคุณทันที มีเรื่องสำคัญอยากจะคุยด้วยครับ"
หูเกออ้าปากค้างเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ "อาจารย์หนานซุนมีธุระกับผมเหรอครับ? บังเอิญจัง ที่ผมยังอยู่ตรงนี้ก็เพราะชื่นชมในตัวอาจารย์หนานซุนมานาน คิดว่าเผื่อจะได้เจอหน้าสักครั้ง งั้นผมจะรออยู่ที่นี่ครับ"
ไช่อี้นงที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ หัวใจกระตุกวูบ หรือว่าวันนี้จะยังมีโชคหล่นทับในเรื่องอื่นอีก?
คนอื่นๆ ต่างก็แสร้งทำเป็นไม่สนใจ แต่สายตาและหูคอยสังเกตการณ์ฝั่งนี้อย่างเงียบๆ ต่างคนต่างมีความคิดคำนวณในใจ
ตอนนั้นเอง สวีเฟยก็เข้ามาดูแลทุกคน "เชิญทุกท่านนั่งพักในห้องรับรองก่อนนะครับ เดี๋ยวประธานหลินของเราจะตามมา แล้วจะได้ทานมื้อเย็นด้วยกัน"
ทุกคนในที่นั้นย่อมไม่ปฏิเสธ เดินตามสวีเฟยเข้าไปในห้องรับรอง
ส่วนเฉินเชาพาหูเกอและไช่อี้นงไปยังห้องทำงานของหลินลี่ นั่งคุยเป็นเพื่อนทั้งสองคนพลางรอหลินลี่มาถึง
ประมาณห้าโมงเย็น ในที่สุดหลินลี่ก็มาถึงอย่างล่าช้า
เมื่อเปิดประตูห้องทำงานเข้ามา เห็นหูเกอกำลังลุกขึ้นยืน เขาก็รีบเดินเข้าไปยื่นมือทักทายทันที "อาจารย์หูเกอ ต้องขอโทษจริงๆ ครับที่ให้รอนาน วันนี้ศาสตราจารย์ที่สอนเลิกคลาสช้า ไม่งั้นคงมาถึงเร็วกว่านี้เป็นชั่วโมงแล้ว"
หูเกอจับมือหลินลี่ด้วยความเกรงใจ "อาจารย์หนานซุนเกรงใจไปแล้วครับ การเรียนเป็นเรื่องหลัก เป็นสิ่งที่สมควรแล้ว"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองสำรวจอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า "อาจารย์หนานซุนนี่คนไม่อาจตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอกได้จริงๆ ใครจะไปคิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้คือนักเขียนชื่อดังระดับโลก!"
หลินลี่ดึงมือกลับแล้วยิ้มบางๆ "อาจารย์หูเกอก็พูดเกินไป ผมก็แค่พอมีชื่อเสียงในประเทศเท่านั้นแหละครับ ไปเมืองนอกใครจะรู้จักผม แต่ว่าอาจารย์หูเกอเป็นไอดอลของผมมาตลอดจริงๆ นะครับ ผมรอคอยที่จะได้ร่วมงานกับอาจารย์หูเกอมาตลอด"
หูเกอเลิกคิ้วขึ้น "งั้นก็บังเอิญเลยสิครับ แบบนี้ถือว่าเราเป็นไอดอลของกันและกันแล้ว"
หลินลี่ผายมือออก "จะไม่ใช่ได้ยังไงล่ะครับ?"
"ฮ่าๆๆ"
ทั้งสองสบตากันแล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสดใส
ตอนนี้เองหลินลี่ถึงเพิ่งสังเกตเห็นไช่อี้นงที่อยู่ด้านข้าง จึงยื่นมือไปทักทาย "สวัสดีครับประธานไช่ พอดีเจอไอดอลเลยตื่นเต้นไปหน่อย ขออภัยด้วยนะครับ"
ไช่อี้นงย่อมแสร้งทำเป็นไม่ถือสา จับมือหลินลี่แล้วกล่าวชมเชยไปชุดใหญ่ จากนั้นทั้งสี่คนก็นั่งลงตามคำเชิญของหลินลี่
"ได้ยินว่าอาจารย์หนานซุนมีธุระจะคุยกับผม?" พอนั่งลงปุ๊บ หูเกอก็เป็นฝ่ายเปิดประเด็นก่อน
หลินลี่ไม่ได้ตอบเขาโดยตรง แต่กลับถามคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกันขึ้นมาว่า "อาจารย์หูเกอครับ ถ้าให้คุณถ่ายละครเรื่องหนึ่ง แต่ต้องใช้เวลาหนึ่งปี หรืออาจจะสองปีสามปี คุณจะยินดีไหม?"
หูเกอชะงักไปครู่หนึ่ง นิ่งคิดอยู่พักใหญ่ก่อนจะเอ่ยปาก "ถ้าเรื่องราวและบทน่าประทับใจพอ ผมยินดีครับ"
"ไม่ได้นะ แบบนั้นจะไปได้ยังไง!"
ไช่อี้นงที่นั่งอยู่ข้างๆ หลุดปากร้องคัดค้านออกมาโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะได้สติแล้วหันไปมองหลินลี่ด้วยความเกรงใจ แต่ก็ไม่ได้อธิบายแก้ตัวอะไร
ก็แน่ล่ะ ตอนนี้หูเกอเป็นหน้าเป็นตาของบริษัท ถ้าต้องไปถ่ายละครเรื่องเดียวตั้งสองสามปี บริษัทจะเอาอะไรกิน?
ที่สำคัญที่สุด แฟนคลับก็คงไม่ยอมด้วยมั้ง?
หลินลี่ไม่ได้สนใจไช่อี้นง แต่จ้องมองไปที่หูเกอเขม็ง "คำพูดของอาจารย์หูเกอถือเป็นคำมั่นได้ไหมครับ?"
หูเกอพยักหน้าอย่างหนักแน่น "แน่นอนครับ"
เมื่อเห็นเขายืนยัน หลินลี่จึงคลายสีหน้าลง พูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายว่า "ในเมื่ออาจารย์หูเกอบอกว่าเป็นแฟนหนังสือนิยายของผม ไม่ทราบว่าเคยอ่านนิยายสั้นแนววรรณกรรมเมืองที่ผมเขียนเกี่ยวกับเมืองเซี่ยงไฮ้ในช่วงยุค 60-70 ถึงยุค 80-90 บ้างไหมครับ?"
หูเกอครุ่นคิดในหัวสักพัก แล้วถามอย่างไม่แน่ใจ "ฝานฮวา?"
ดวงตาของหลินลี่เป็นประกาย เขาพยักหน้า "ถูกต้องครับ ฝานฮวานั่นแหละ"
"อาจารย์หนานซุนอยากจะเอาฝานฮวามาสร้างเหรอครับ? ผมจำได้ว่าในฝานฮวามีตัวเอกสามคนใช่ไหม?"
"ใช่ครับ แต่ที่ผมจะสร้างคือเส้นเรื่องของอาเป่า"
"ความหมายของอาจารย์หนานซุนคือ จะให้ผมรับบทอาเป่า?"
"ใช่ครับ ผมคิดทบทวนดูแล้ว ในฐานะคนเซี่ยงไฮ้ คุณคือตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับบทอาเป่า ยิ่งไปกว่านั้น นักแสดงหลักในเรื่องนี้ผมเตรียมจะใช้นักแสดงที่เป็นคนเซี่ยงไฮ้เกือบทั้งหมดตามภูมิหลังของเรื่อง และผลงานที่ออกมาสุดท้ายจะตัดต่อเป็นสองเวอร์ชั่น คือเวอร์ชั่นภาษาจีนกลางและเวอร์ชั่นภาษาถิ่นเซี่ยงไฮ้"
หูเกอโน้มตัวมาข้างหน้าด้วยความตื่นเต้น จ้องมองหลินลี่ตาไม่กะพริบ "อาจารย์หนานซุน ไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อนเลยนะครับ!"
หลินลี่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ แววตาฉายแววเจ้าเล่ห์ "แล้วทำไมผมจะเป็นคนแรกไม่ได้ล่ะครับ?"
"เอาจริงเหรอครับ?"
"จริงครับ"
"แล้วทำไมต้องถ่ายทำนานขนาดนั้น?"
"เพราะผมตั้งใจจะให้หวังม่อจิ้ง (หว่องกาไว) มากำกับครับ ผมจะให้แค่โครงบทคร่าวๆ ส่วนจะถ่ายออกมายังไงก็ยกให้เป็นหน้าที่ของเขา แถมผมยังวางแผนจะหาสถานที่เหมาะๆ ในเซี่ยงไฮ้ เพื่อสร้างฉากจำลองบรรยากาศยุคสมัยนั้นขึ้นมาจริงๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาและกำลังคนกำลังทรัพย์มหาศาล"
ยิ่งฟังตาของหูเกอก็ยิ่งเป็นประกาย สุดท้ายเขาก็ตบมือลงบนโต๊ะชาตรงหน้าดังปัง "อาจารย์หนานซุน ถ้าคุณเขียนบท และผู้กำกับหวังมากำกับ ผมรับเล่นครับ"
หลินลี่เผยรอยยิ้มพอใจ หันไปมองไช่อี้นง "แล้วประธานไช่ว่าไงครับ?"
ได้ฟังบทสนทนาของทั้งคู่แล้ว ไช่อี้นงจะพูดอะไรได้อีก? ก็ต้องตกลงสิคะ
ไช่อี้นงฉีกยิ้มกว้าง "เรื่องนั้นย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้วค่ะ เหล่าหูมีอิสระสูงมากในบริษัทเรา ตราบใดที่เขาตกลง พวกเราก็พร้อมสนับสนุนอย่างไม่มีเงื่อนไข"
ล้อเล่นหรือไง หนานซุนเป็นเจ้าของบทประพันธ์ หวังม่อจิ้ง (หว่องกาไว) มากำกับ แถมยังจะลงทุนสร้างฉากย้อนยุคขึ้นมาเองอีก องค์ประกอบหรูหราอลังการขนาดนี้ มีแต่คนสมองกลวงเท่านั้นแหละที่จะปฏิเสธ!
ประเด็นสำคัญที่เธอคิดคือ ถ้าใช้กองทัพนักแสดงเซี่ยงไฮ้จริงๆ แถมยังมีเวอร์ชั่นภาษาถิ่นอีก ถ้าทำสำเร็จขึ้นมา มันจะส่งผลดีต่อตัวเหล่าหูอย่างมหาศาล!
ทำงานในวงการบันเทิงมาหลายปี เธอยังพอมีความไวต่อตลาดอยู่บ้าง
เมื่อเห็นว่าไช่อี้นงไม่มีข้อโต้แย้ง หลินลี่ก็ลุกขึ้นยืนยื่นมือไปหาหูเกอ "งั้นตกลงตามนี้ครับ หลังจากผมถ่ายหนังเรื่องใหม่เสร็จ ผมจะเริ่มเตรียมบทฝานฮวาและติดต่อทางผู้กำกับหวัง ระหว่างนี้อาจารย์หูเกอก็เคลียร์งานในมือให้เรียบร้อย ทำความเข้าใจต้นฉบับให้ถ่องแท้ แล้วรอเข้ากองถ่ายได้เลย ตกลงไหมครับ?"
หูเกอกระชับมือเขาแน่น น้ำเสียงจริงใจ "ไม่มีปัญหาครับ ขอบคุณอาจารย์หนานซุนที่มอบโอกาสนี้ให้ผม"
หลินลี่ส่ายหน้า จ้องมองหูเกอ "อาจารย์หูเกอพูดไม่ถูกนะครับ เราต่างส่งเสริมซึ่งกันและกันต่างหาก"
"ใช่ครับ ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ฮ่าๆ"
หลินลี่มั่นใจอยู่แล้วว่าจะต้องเกลี้ยกล่อมหูเกอได้สำเร็จ เพราะในช่วงเวลานี้ หูเกอกำลังพยายามอย่างหนักที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ อย่างละครเรื่อง หรงเย่า (Glory) เขาเชื่อว่าถ้าไม่ใช่เพราะไช่อี้นงออกแรงผลักดัน เชื่อว่าหูเกอคงไม่ยอมมาแคสต์แน่ๆ
แถมหูเกอที่มุ่งมั่นจะไปสายจอเงินแต่แป้กมาหลายครั้ง ก็พยายามฝึกฝนพัฒนาฝีมือการแสดงผ่านช่องทางต่างๆ มาตลอด ขอแค่ตัวละครมีมิติ มีพื้นที่ให้โชว์ฝีมือ เขาจะต้องสนใจแน่นอน
อีกจุดหนึ่งคือ หวังม่อจิ้ง (หว่องกาไว) นั้นชื่อเสียงในหมู่นักแสดงไม่ค่อยจะดีนัก เพราะเล่นหนังของเขาถือว่าทรมานสังขารสุดๆ
ตอนถ่ายทำ มังกรหยก ศึกอภิมหายุทธ์ (Ashes of Time) ก็เกือบทำเอาเหล่าราชาและราชินีจอเงินเป็นบ้าตายกันหมด จนสุดท้ายต้องลากหลิวเจิ้นเหว่ยมากู้สถานการณ์
กลุ่มนักแสดงระดับเทพต้องทนทุกข์ทรมานในกอง มังกรหยก ศึกอภิมหายุทธ์ ฝั่งหนึ่ง ส่วนอีกฝั่งก็ต้องไปเล่นบทบ้าบอหลุดโลกในกอง มังกรหยก หยกก๊าหว่า (The Eagle Shooting Heroes)
ผลสุดท้าย หวังซูเสียนยังถูกเขาตัดบททิ้งเกลี้ยงในเรื่อง มังกรหยก ศึกอภิมหายุทธ์ อีกต่างหาก!
แต่ปีนั้น มังกรหยก ศึกอภิมหายุทธ์ กวาดรางวัลเรียบ ส่วน มังกรหยก หยกก๊าหว่า ก็กวาดรายได้ถล่มทลาย
สำหรับคนอย่างหวังม่อจิ้ง คุณอาจจะบอกว่าเขาหลุมพรางเยอะ (พาคนไปลำบาก) แต่คุณจะบอกว่าเขาฝีมือห่วยไม่ได้ เพราะเขาทำให้คนคว้ารางวัลได้จริงๆ!
มองดูหูเกอผู้สุขุมนุ่มลึกตรงหน้า แล้วนึกถึงคลิปสั้นในแพลตฟอร์มต่างๆ หลังจากที่ซีรีส์ ฝานฮวา ออกฉายในชาติก่อน ในหัวของหลินลี่ก็พลันมีเสียงตะโกนลากยาวดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
"เอ้ เป่าจ่งมาแล้ว!"
(จบตอน)