- หน้าแรก
- ย้อนเวลาล่าฝัน ผมเกิดใหม่เป็นซุปตาร์ยอดนักเขียน
- บทที่ 4: เปิดอกคุย
บทที่ 4: เปิดอกคุย
บทที่ 4: เปิดอกคุย
บทที่ 4: เปิดอกคุย
อาจารย์เหอกับอาจารย์หวงที่อยู่ข้างๆ เห็นเหตุการณ์เข้าก็สบตากัน ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่มีความนัยลึกซึ้งออกมา
"พี่จื่อเจี้ยน นั่งลงก่อนครับ อย่าเพิ่งตื่นเต้น วันนี้เรามีเวลาถมเถ ค่อยๆ คุยกันก็ได้"
หลินลี่ดึงตงจื่อเจี้ยนให้นั่งลง พี่ชายคนนี้รีแอคชั่นใหญ่ไปหน่อยแล้ว
"โอเคๆ ก็ฉันตกใจนี่นา! ยอดนักเขียนตัวเป็นๆ มาอยู่ตรงหน้า แถมยังอายุน้อยขนาดนี้ คิดแล้วก็ยังเหลือเชื่ออยู่ดี!"
ตงจื่อเจี้ยนนั่งลงอย่างเก้อๆ พลางลูบจมูกพึมพำกับตัวเอง
"ใช่ๆ เมื่อกี้ฉันลองค้นในมือถือดู นายตีพิมพ์ผลงานมาตั้งหลายสิบเรื่องแล้ว นายทำยังไงถึงเขียนงานออกมาได้เยอะขนาดนี้? เก่งเกินไปแล้ว!"
เซี่ยอีหลินรีบแทรกเข้ามาแสดงความตกตะลึงบ้าง
แน่นอนว่าภาษากายของเธอยังคงเล่นใหญ่รัชดาลัยเหมือนเดิม
"ใช่ค่ะ ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกัน"
เฉินตูหลิงกอดแก้วน้ำตรงหน้า แววตาแฝงไปด้วยความชื่นชม พยักหน้าเห็นด้วย
เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นแบบนี้ ทุกอย่างก็เข้าทางตามที่คาดไว้
หลินลี่เรียบเรียงคำพูด เตรียมเริ่มการแสดง
เวลานี้ทีมงานผู้กำกับที่ได้ยินข่าวต่างก็พากันมายืนล้อมวงอยู่รอบๆ ต้องยอมรับว่าผลงานที่หลินลี่ปล่อยออกมาในช่วงหลายปีนี้ครอบคลุมวงกว้างมาก
แทบจะครอบคลุมทุกช่วงอายุและกลุ่มผู้อ่านส่วนใหญ่
ไม่แปลกเลยที่คนตรงนี้จำนวนไม่น้อยจะเคยอ่านนิยายของเขา
"ความจริงแล้วเรื่องมันก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรครับ ผมเป็นเด็กบ้านนอก ตอนเด็กๆ ฐานะทางบ้านก็ธรรมดามาก เหมือนกับหลายๆ ครอบครัวที่พ่อแม่ต้องออกไปทำงานหาเช้ากินค่ำต่างถิ่นตลอดทั้งปี"
"ตอน ม.2 พ่อแม่ไปทำงานต่างจังหวัด ผมเลยต้องอยู่หอพักโรงเรียน"
หลินลี่เอ่ยปากเล่าด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ อธิบายภูมิหลังครอบครัวคร่าวๆ
"เวลาว่างๆ ผมก็อยากหาอะไรทำแก้เบื่อ"
"ตอนนั้นพ่อแม่เป็นห่วงที่ต้องทิ้งผมไว้นานๆ เลยซื้อสมาร์ทโฟนโนเกียที่ต่อเน็ตได้มาให้เครื่องหนึ่ง เวลาว่างผมก็จะเข้าเน็ตไปอ่านนิยาย"
"พออ่านมากๆ เข้า ก็เกิดความคิดอยากลองเขียนเองดูบ้าง"
"ที่บ้านไม่มีคอมพิวเตอร์ ผมเลยเจียดค่าขนมที่เก็บหอมรอมริบ ทุกสุดสัปดาห์จะไปร้านเกมสักสามชั่วโมง เพื่อพิมพ์เรื่องราวที่คิดไว้ในหัวออกมา"
"ตอนแรกก็เขียนแค่เรื่องสั้น แล้วลองส่งต้นฉบับดู"
"พูดตามตรง ตัวผมเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าส่งผลงานเรื่องแรกไปไม่นาน ก็มีสำนักพิมพ์ติดต่อมาขอตีพิมพ์"
"อ้อ ผลงานตีพิมพ์เรื่องแรกของผมก็คือ 'เปยนี่' (Cry Me a Sad River) ครับ"
พูดถึงตรงนี้ หลินลี่ก็จงใจหยุดเว้นจังหวะ แล้วปรายตามองเฉินตูหลิงแวบหนึ่ง
เฉินตูหลิงที่กำลังตั้งใจจ้องหน้าหลินลี่อยู่แล้ว พอเห็นเขาหยุดพูดแล้วเหล่ตามองมา ก็เผลอก้มหน้างุดโดยอัตโนมัติ
แม่สาวน้อยคนนี้ แหย่นิดแหย่หน่อยก็ไปไม่เป็นซะแล้ว
ตอนนี้ทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับเรื่องเล่าของหลินลี่ เลยไม่มีใครสังเกตเห็นช็อตนี้ มีเพียงต้าฮว๋า (เฮนรี่) ที่รู้สึกทะแม่งๆ เขาหรี่ตามองสลับระหว่างทั้งสองคนด้วยความสงสัย
เพราะภาษาจีนเขาไม่ค่อยแข็งแรง เวลาฟังประโยคยาวๆ จะต้องใช้สมาธิมาก พอเผลอเหม่อลอยนิดหน่อย สายตาก็เลยไปจับจ้องที่จุดเล็กๆ นี้พอดี
"เรื่องราวคร่าวๆ ก็ประมาณนี้ครับ หลังจากนั้นผมก็เขียนออกมาเรื่อยๆ ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีคนชอบเยอะขนาดนี้ รู้สึกเกร็งๆ เหมือนกัน แต่ก็เป็นเกียรติมากครับ"
หลังจากอธิบายจบอย่างกระชับชัดเจน หลินลี่ก็ทิ้งท้ายด้วยความรู้สึกแบบกึ่งจริงกึ่งเท็จ
"สรุปคือนายเขียนผลงานฮิตๆ พวกนี้ออกมาท่ามกลางความกดดันช่วงสอบเข้า ม.ปลาย และสอบเข้ามหาวิทยาลัยเนี่ยนะ?!"
ตงจื่อเจี้ยนจิบเหล้าไปอึกหนึ่ง ก่อนจะอุทานออกมาอย่างอดไม่ได้
"อัจฉริยะกับคนธรรมดาอย่างพวกเรามันต่างกันจริงๆ ตอนฉันเรียนหนังสือ แค่จะวอกแวกยังไม่กล้าเลย"
"ขอเสริมอีกนิด อาหลี่ยังเจียดเวลาไปสอบติดมหาวิทยาลัยเหรินหมินได้ด้วยนะ!"
เฉินตูหลิงในเวลานี้ลืมความเขินอายไปชั่วขณะ เงยหน้าจ้องมองหลินลี่ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเลื่อมใส
"พอเถอะครับตูตู อย่าอวยกันนักเลย ผมเชื่อเสมอว่าทุกคนมีจุดเด่นของตัวเอง ขอแค่หาตำแหน่งของตัวเองให้เจอ สักวันเราจะเปล่งประกายเองครับ"
"เหมือนอย่างพี่จื่อเจี้ยนที่ทักษะการแสดงยอดเยี่ยม พี่อีหลินที่เก่งเรื่องการสร้างบรรยากาศ ผลงานหลายเรื่องต้องการคาแรคเตอร์แบบนี้"
"พี่ต้าฮว๋าก็มีพรสวรรค์ด้านดนตรี ส่วนตูตูก็เป็นถึงระดับหัวกะทิแห่งหนานหาง ถ้าไม่เข้าวงการบันเทิงก็คงไปสร้างเครื่องบินแล้ว แถมเล่นหนังเรื่องแรกก็โกยรายได้ถล่มทลาย"
หลินลี่อธิบายมุมมองของเขา พร้อมกับแจกแจงจุดเด่นของแต่ละคนออกมาทีละข้อ
เฉินตูหลิงมองหลินลี่ที่กำลังพูดด้วยสีหน้าจริงจัง จู่ๆ ก็รู้สึกไม่ค่อยชิน
หลังจากได้พูดคุยกัน เธอก็เริ่มเอาใบหน้าของหลินลี่มาซ้อนทับกับภาพลักษณ์ของนักเขียน 'หนานสุน' ในจินตนาการได้สนิทใจ
สดใส ร่าเริง เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ รูปร่างหน้าตาโดดเด่นแม้จะอยู่ในวงการบันเทิงที่คนหล่อเดินชนกันตาย แถมยังถ่อมตัว
อืม... เสียอย่างเดียวคือชอบแกล้งเธอเป็นพักๆ
แต่ก็... ไม่ได้เกลียดนะ
"อาหลี่พูดถูก สวรรค์สร้างเรามาต้องมีประโยชน์สักทาง ไม่ต้องดูถูกตัวเอง ทุกคนเก่งกันทั้งนั้น หวังว่าในอนาคตทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้จะเปล่งประกายในเส้นทางของตัวเองนะ"
อาจารย์เหอเอ่ยสรุปและให้กำลังใจทุกคน
"ใช่ครับๆ ผมพูดมาตั้งเยอะ คอแห้งหมดแล้ว เรามาชนแก้วกันหน่อยดีกว่า"
หลินลี่กลับมาทำตัวสบายๆ อีกครั้ง แล้วยกแก้วขึ้น
"มา ชน!"
"ชนครับ/ค่ะ"
ทุกคนต่างยกแก้วขึ้นขานรับ แม้แต่เฉินตูหลิงก็ยังแอบยกแก้วน้ำของตัวเองขึ้นมาทำท่าชนเบาๆ กับเขาด้วย
หางตาของหลินลี่เหลือบไปเห็นท่าทางของเฉินตูหลิงก็อดรู้สึกเอ็นดูไม่ได้ หลังจากได้สัมผัสตัวจริง พบว่าเธอเป็นผู้หญิงที่น่าสนใจทีเดียว
สาวสวยลุคเย็นชาดีกรีเด็กเรียนเจ้าของเสียงโทนผู้ใหญ่ ?
ไม่สิ เป็นสาวน้อยที่แค่โดนแหย่ก็หน้าแดงต่างหาก
ต่างจากภาพลักษณ์เย็นชาที่สร้างขึ้นบนหน้าจอ ตัวจริงของเธอมีชีวิตชีวา น่ารัก มีมารยาท น้ำเสียงออกไปทางผู้ใหญ่หน่อยๆ และขี้อายสุดๆ
จำได้ว่าชาติที่แล้วในเทปนี้ อาจารย์หวงพยายามเชียร์อัพให้ต้าฮว๋าจีบเธอเพื่อสร้างกระแสคู่จิ้น เพิ่มเรตติ้งรายการ
เห็นได้ชัดว่าตอนนั้นเธออึดอัดมาก แต่ก็ยังรักษามารยาทตอบรับได้เป็นอย่างดี วางตัวดีมาก
แต่จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าหลังจากรายการนี้ ทั้งคู่ก็ได้ไปออกรายการวาไรตี้คู่รักจำแลงด้วยกัน น่าจะเป็นเพราะกระแสตอบรับจากรายการ Back to Field ค่อนข้างดี
แต่ครั้งนี้มีฉันอยู่ ต้าฮว๋า... นายไม่มีโอกาสได้สร้างคู่จิ้นหรอก!
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินลี่ก็ปรับอารมณ์ เตรียมตัวออกโรง
ชาตินี้เขายังไม่มีความคิดจะรีบมีความรักหรือแต่งงานเร็วเกินไป
เป้าหมายหลักคือโกยเงินก่อน แล้วค่อยไปสัมผัสสิ่งยั่วยวนในวงการบันเทิงให้หนำใจ
เขายังหนุ่มยังแน่น จะให้ยอมทิ้งป่าทั้งผืนเพื่อต้นไม้ต้นเดียวได้ยังไง
แต่ถ้า... ฉันจะขอตัดต้นไม้ในป่านี้สักสองสามต้นคงไม่เกินไปใช่ไหม?
ตราบใดที่ผมไม่ประกาศเปิดตัวว่ามีแฟน ผมก็คือหนุ่มโสดตลอดกาล!
ดูอย่างซุปตาร์แซ่หยางของเราสิ เฉลี่ยแล้วเล่นละครหนึ่งเรื่องเปลี่ยนแฟนหนึ่งคน แต่ตราบใดที่ปากแข็งเข้าไว้ ต่อให้โดนถ่ายติดหลักฐานมัดตัวกี่ครั้ง พี่แกก็ไม่ยอมรับ แฟนคลับเองก็จิตใจเข้มแข็งสุดๆ สามารถกล่อมตัวเองให้เชื่อได้ทุกครั้งไป
"จริงสิ ช่วงนี้น่าจะใกล้ปิดเทอมฤดูหนาวแล้วนี่นา มีแพลนจะทำอะไรบ้างหรือเปล่า?"
อาจารย์หวงที่สังเกตการณ์อยู่พักใหญ่ เอ่ยปากรับช่วงต่อ ถามถึงแพลนช่วงปิดเทอมของหลินลี่
"มีไอเดียอยู่จริงๆ ครับ ก่อนหน้านี้ผมเคยลงเรื่องสั้นไว้เรื่องหนึ่ง แบ็คกราวด์ของเรื่องเกิดขึ้นในปี 2007 เล่าเรื่องราวของเด็ก 5 คนในบ้านพักสวัสดิการพนักงาน พวกเขาเล่นด้วยกัน เติบโตมาด้วยกัน และผ่านช่วงเวลาที่งดงามที่สุดในชีวิตมาด้วยกัน"
หลินลี่ยืดตัวขึ้น เล่าพล็อตคร่าวๆ ให้อาจารย์หวงฟัง
"แนวโรงเรียนวัยรุ่น?"
"จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ"
"นายมีไอเดียอะไร ลองเล่ามาสิ"
หวงเหล่ยมีลางสังหรณ์ว่าไฮไลท์ของค่ำคืนนี้กำลังจะมาถึง
เฉินตูหลิงที่นั่งอยู่ข้างๆ เกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาในหัว พอจะเดาได้แล้วว่าหลินลี่กำลังพูดถึงนิยายเรื่องไหน ยิ่งทำให้เธออยากรู้อยากเห็นมากขึ้นไปอีก แม้ในใจจะมีคำตอบอยู่แล้วก็ตาม
คนอื่นๆ ก็จ้องมองหลินลี่ รอฟังคำตอบ
"ผมกะว่าจะใช้เวลาช่วงปิดเทอมฤดูหนาว ถ่ายทำผลงานเรื่องนี้ออกมาครับ"
หลินลี่ไม่ลีลา เอ่ยถึงแผนการของตัวเองออกมาอย่างสบายอารมณ์
"นายจะเป็นผู้กำกับ?"
"เชี่ย ข้ามสายเลยเหรอ!"
"ข่าวดัง ข่าวดังแน่!"
นอกจากคนบนโต๊ะอาหาร ทีมงานรายการที่อยู่รอบๆ ก็เริ่มฮือฮา ส่งเสียงอุทานเบาๆ กันเกรียวกราว
"ใช่ครับ ผมมีความคิดนี้มาพักใหญ่แล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ถ่ายทำไม่ยาก ถ้าเร่งมือหน่อย เดือนกว่าๆ ก็น่าจะปิดกล้องได้"
"ถือว่าเป็นการลองอะไรใหม่ๆ เพราะนักเขียนที่กำกับหนังไม่เป็น ก็ไม่ใช่นักเรียนที่ดีนี่เนอะ"
พูดจบ หลินลี่ก็เล่นมุกแซวตัวเองปิดท้าย
"ไอ้หนูเอ๊ย เป็นวัยรุ่นมันต้องไฟแรงแบบนี้แหละ มีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกมาได้เลย"
อาจารย์หวงชี้หน้าหลินลี่อย่างเอ็นดู พร้อมเอ่ยปากสนับสนุน
"ใช่แล้วอาหลี่ ต้องการความช่วยเหลืออะไรบอกได้เลยนะ"
"แต่ฉันเชื่อนะว่าการถ่ายเว็บดราม่าสักเรื่องคงไม่เกินความสามารถของนาย ตอนนี้ฉันชักจะอยากเห็นผลงานของนายเร็วๆ แล้วสิ"
อาจารย์เหอก็ให้คำมั่นสัญญาปากเปล่าเช่นกัน พร้อมแสดงความมั่นใจในตัวหลินลี่อย่างเปี่ยมล้น
ในสายตาเขา จากผลงานที่ผ่านมาของหลินลี่ การถ่ายทำเว็บดราม่าทุนต่ำสักเรื่อง คงเป็นเรื่องง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก
"ฮ่าๆ ขอบคุณอาจารย์ทั้งสองท่านมากครับที่สนับสนุน ไม่เกรงใจนะครับ งานนี้ผมไม่เกรงใจแน่นอน ถึงเวลาคงต้องรบกวนทั้งสองท่านแน่ๆ"
"ยังไงซะในวงการภาพยนตร์ ผมก็ยังเป็นมือใหม่ คงต้องขอคำชี้แนะจากอาจารย์ทั้งสอง"
"โดยเฉพาะอาจารย์หวง เส้นสายระดับอาจารย์วิทยาลัยภาพยนตร์ปักกิ่ง มีของดีไม่ใช้ก็เสียของแย่สิครับ!"
หลินลี่รับความหวังดีจากทั้งสองท่านไว้อย่างไม่เกรงใจ เรื่องคอนเนกชั่นน่ะ มันต้องมีการพึ่งพาอาศัยกันไปมาถึงจะแน่นแฟ้น
หวงเหล่ยและเหอจ่งเห็นแบบนั้นก็หัวเราะร่าอย่างมีความสุข ความสัมพันธ์กับหลินลี่เป็นสิ่งที่พวกเขาอยากรักษาไว้อยู่แล้ว
ด้วยประสบการณ์ของพวกเขา ดูออกไม่ยากเลยว่าเมื่อหลินลี่ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงเต็มตัว ความสำเร็จของเขาจะไม่ธรรมดาแน่นอน นี่คือคอนเนกชั่นที่คุ้มค่าแก่การรักษาไว้
"งั้น... ผู้กำกับหลินคะ ขาดนักแสดงไหมคะ? ดูฉันสิ พอจะไหวไหม?"
ทันใดนั้นเสียงของเซี่ยอีหลินก็เปลี่ยนเป็นเสียงสอง ทำตาหวานใส่หลินลี่ทันที
"ใช่ครับผู้กำกับหลิน ดูผมสิเป็นไง? ผมค่าตัวถูกแถมใช้งานคุ้มนะ"
ตงจื่อเจี้ยนก็ทำหน้าประจบสอพลอเข้ามาใกล้ๆ ทำท่าทางเหมือน 'เลือกผมสิ เลือกผม'
"ใช่ๆๆ ผมด้วยๆ ผู้กำกับหลิน ผมก็เล่นได้นะ!"
ต้าฮว๋าเห็นท่าไม่ดีก็ไม่อยากน้อยหน้า รีบผสมโรงด้วย
"เอ่อ... ฉันก็เล่นได้นะคะ"
เฉินตูหลิงยกมือเล็กๆ ขึ้นมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ดวงตาใสแจ๋วมองหลินลี่เป็นประกาย พลางเออออไปกับคนกลุ่มใหญ่เสียงเบาๆ
บรรยากาศเริ่มคึกคักขึ้นมาทันที
ก็แหม... นี่คือผลงานการกำกับครั้งแรกของหนานสุน ยอดนักเขียนชื่อดังเชียวนะ!
คนที่นั่งอยู่ตรงนี้ไม่มีใครโง่ ทุกคนรู้ดีว่าถ้าได้เล่นหนังหรือละครที่หนานสุนเขียนบทและกำกับเองเป็นเรื่องแรก จะได้รับความสนใจมหาศาลขนาดไหน
ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาเป็นยังไง อย่างน้อยก็ได้ผูกมิตรกับหลินลี่ไว้
ยิ่งดูจากกระแสความสนใจที่สาธารณชนมีต่อหนานสุนในตอนนี้ บวกกับภาพลักษณ์หนุ่มหล่อสูง 185 ดีกรีเด็กหัวกะทิเหรินต้าที่พวกเขาเห็นตรงหน้า
วันที่ตัวตนของหลินลี่ถูกเปิดเผย ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่ใช่แค่ 1+1=2 ง่ายๆ แน่
ไม่มีเหตุผลที่จะล้มเหลวเลย ไม่ใช่หรือไง?
"เอ่อ... คือตัวเอกในเรื่องของผมเป็นกลุ่มเด็กวัยรุ่นอายุ 16-17 ปีน่ะครับ"
หลินลี่อธิบาย พยายามเบรกความร้อนแรงของพวกเขาลงหน่อย
"ฉันว่าถ้าแต่งหน้าหน่อย ฉันก็ปรับลุคได้อยู่นะ!"
เซี่ยอีหลินยังไม่ยอมแพ้ พูดต่อทันที
"อืม ผมว่าผมก็มีออร่าความเป็นเด็กหนุ่มอยู่นะ"
ตงจื่อเจี้ยนก็เล่นมุกตามน้ำ แต่ในใจเขารู้ดีว่าด้วยสถานะของเขา ถ้าไม่ใช่บทพระเอก ก็ไม่จำเป็นต้องเล่น แต่ก็ยังอยากร่วมวงสนุกด้วย
ต้าฮว๋าก็ร้องตามจังหวะสองคนนั้น แต่หลินลี่ไม่ได้ใส่ใจ มองข้ามไปโดยอัตโนมัติ
"ถ้าพี่ๆ สองคนมาช่วยรับเชิญ ผมคงซาบซึ้งใจแย่ แต่ถ้าให้เล่นบทรอง มันจะเป็นการใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟือยเปล่าๆ ครับ"
"แต่ว่าตูตู... ถ้าเป็นไปได้ เธอพอจะมาช่วยรับเชิญสักบทให้ผมได้ไหม?"
หลินลี่ตอบกลับเซี่ยอีหลินและตงจื่อเจี้ยนอย่างไว้หน้า ก่อนจะหันไปมองเฉินตูหลิงที่ทำท่าทางกระตือรือร้น แล้วเอ่ยปากชวน
"ฉันเหรอ? ได้สิ ได้แน่นอน"
เฉินตูหลิงที่จู่ๆ ก็ถูกเรียกชื่อถึงกับชะงัก ก่อนจะตอบรับทันทีโดยไม่ต้องคิด ท่าทางกระตือรือร้นสุดๆ
ได้เล่นในผลงานของนักเขียนที่ตัวเองชอบ เธอดีใจจะแย่อยู่แล้ว
แถมพอได้สัมผัสตัวจริง เฉินตูหลิงก็พบว่าความคิดของเธอเริ่มจะไม่บริสุทธิ์ใจซะแล้วสิ
ถ้าบอกว่าเมื่อก่อนเธอแค่ชอบผลงานของหนานสุน มีฟิลเตอร์แฟนคลับบังตา
งั้นตอนนี้ เธอก็เหมือนจะเริ่มสนใจในตัวตนของ 'หลินลี่' เข้าให้แล้ว
ใครบ้างจะไม่ชอบเด็กหนุ่มที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ ประสบความสำเร็จในด้านหนึ่งแล้วแต่ยังกล้าออกจากเซฟโซนไปลองทำอะไรใหม่ๆ แถมหน้าตายังหล่อเหลาดูดีมีอนาคตขนาดนี้?
ดูเหมือนว่าเธอ... อยากจะรู้จักเขาให้มากกว่านี้ซะแล้วสิ
(จบตอน)