- หน้าแรก
- ย้อนเวลาล่าฝัน ผมเกิดใหม่เป็นซุปตาร์ยอดนักเขียน
- บทที่ 3: ตัวตน
บทที่ 3: ตัวตน
บทที่ 3: ตัวตน
บทที่ 3: ตัวตน
"เอาล่ะ เลิกคุยกันได้แล้ว เตรียมช้อนส้อมให้พร้อม มากินข้าวกัน"
ตอนนั้นเอง อาจารย์หวงที่ยุ่งจนหัวหมุนก็เดินเข้ามาเรียกทุกคน
ทุกคนต่างขานรับและรีบกุลีกุจอช่วยกันจัดโต๊ะ หลินลี่กับตงจื่อเจี้ยนช่วยกันขยับโต๊ะให้เข้าที่ แล้วรอให้อาจารย์เหอกับคนอื่นๆ ทยอยยกจานชามและกับข้าวออกมา
มื้อเย็นวันนี้อาจารย์หวงเตรียมหม้อไฟเนื้อแกะกับกับข้าวผัดง่ายๆ อีกสองสามอย่าง นอกจากนี้ยังมี 'พระกระโดดกำแพงเจ' ซึ่งเป็นเมนูที่สองสาวโทรมาสั่งล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อวาน
ส่วนหลินลี่น่ะเหรอ? โดนเรียกมาเนียนกินฟรีแบบนี้จะกล้าเรียกร้องอะไรได้?
แค่มีให้กินก็บุญโขแล้ว!
หลังจากจุดไฟ น้ำซุปในหม้อก็เริ่มเดือดปุดๆ ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วพื้นที่เล็กๆ ท้องใส้ของหลินลี่ก็เริ่มประท้วงทันที
จะมีอะไรที่มีความสุขไปกว่าการได้กินหม้อไฟเนื้อแกะร้อนๆ ในฤดูหนาวอีกล่ะ?
ไม่มี!
"อาจารย์หวงลำบากแย่เลย วุ่นอยู่ตั้งครึ่งค่อนวันเพื่อเตรียมโต๊ะใหญ่นาดนี้ ผมขอเสนอให้พวกเราปรบมือให้อาจารย์หวงหน่อยครับ เอ้า แปะๆๆ!"
หลินลี่พูดจาหยอกล้อด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนจะปรบมือเสียงดังเพื่อบิ้วท์อารมณ์
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็รีบเออออห่อหมก ปรบมือตามกันเกรียวกราว
"พอเลยไอ้เด็กบ้า ของกินยังอุดปากนายไม่อยู่รึไง รีบคีบกินได้แล้ว"
อาจารย์หวงบ่นอุบอย่างไม่จริงจังนัก แต่ในใจกลับรู้สึกดีไม่น้อย
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขาค่อนข้างชอบหลินลี่และยินดีที่จะคบหาด้วย แม้จะประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อยแต่ก็รู้จักการวางตัว ไม่เคยถือตัวว่าเก่งกาจ
"เอาล่ะๆ ทุกคนนั่งลงกินกันเถอะ ไม่ต้องเกรงใจนะ ผมได้กลิ่นแล้วน้ำลายสอจะแย่อยู่แล้ว"
อาจารย์เหอเริ่มทำหน้าที่พิธีกรคุมสถานการณ์ เชื้อเชิญทุกคน
ทุกคนทยอยนั่งลงและเริ่มลงมือคีบอาหาร
"อื้ม อร่อย!"
"เนื้อแกะนุ่มมาก ละลายในปากเลย!"
"น้ำซุปพระกระโดดกำแพงก็รสกลมกล่อมมาก!"
"นี่เป็นหม้อไฟเนื้อแกะที่อร่อยที่สุดที่ผมเคยกินมาเลย!"
หลังจากกินไปได้ไม่กี่คำ แต่ละคนก็พากันเอ่ยปากชมเปาะ คำเยินยอพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย เล่นเอาหลินลี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับอ้าปากค้าง
เดี๋ยวนะ เล่นมุกนี้กันเลยเหรอ?
มิน่าล่ะถึงอยู่ในวงการบันเทิงกันได้ ช่างสรรหาแอร์ไทม์สร้างสีสันให้รายการจริงๆ!
ดูเหมือนผมจะยังหน้าหนาไม่พสินะ!
คนอื่นยังพอว่า แต่เฉินตูหลิง แม่สาวขี้อายที่ปกติพูดน้อย ปากยังหวานเจี๊ยบเหมือนอาบน้ำผึ้งมาเลยเหรอเนี่ย?
"เอาล่ะๆ ฮ่าๆๆ ไม่ต้องชมกันแล้ว กินเถอะๆ"
อาจารย์หวงเช็ดเหงื่อไปพลาง หัวเราะร่าไปพลาง
สำหรับคนทำอาหาร การได้รับคำชมจากทุกคนคือเครื่องยืนยันความเหนื่อยยากที่ดีที่สุด
ผู้ชมรายการ "ชีวิตที่ใฝ่ฝัน" (Back to Field) หลายคนอาจจะบ่นว่าแขกรับเชิญที่มาในรายการมักจะแสดงอาการเวอร์เกินจริงเวลาชิมฝีมืออาจารย์หวง
โดยเฉพาะอาจารย์เหอ ที่เป็นเพื่อนซี้อาจารย์หวง บวกกับต้องการสร้างสีสันให้รายการ แกมักจะอวยเพื่อนแบบโอเวอร์แอคติ้งเสมอ
หลินลี่เองก็เคยไปฝากท้องบ้านอาจารย์หวงมาหลายครั้ง พูดกันตามตรง แม้รสนิยมและมาตรฐานความอร่อยของแต่ละคนจะต่างกัน
แต่ถ้าให้เขาประเมินอย่างเป็นกลาง ฝีมือปลายจวักของอาจารย์หวงถือว่าอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูงแน่นอน
อาจจะเทียบกับเชฟระดับงานเลี้ยงแห่งชาติไม่ได้ แต่ถ้าจะไปเป็นพ่อครัว ก็ถือว่ามีฝีมือระดับมืออาชีพเลยทีเดียว
หลังจากมหกรรมอวยยศจบลง ทุกคนก็เริ่มตั้งหน้าตั้งตาจัดการกับของอร่อยตรงหน้า
ยกเว้นเฉินตูหลิง คนอื่นๆ ต่างก็ดื่มเหล้าบ๊วยกัน
คนคออ่อนอย่างหลิวเซี่ยนหัว (เฮนรี่) แค่จิบไปไม่กี่คำ หน้าก็เริ่มแดงก่ำแล้ว
"ผมสงสัยจังครับ อาจารย์หวงกับอาลี่รู้จักกันได้ยังไง ดูทรงแล้วท่านทั้งสองไม่น่าจะโคจรมาเจอกันได้เลยนะ?"
เมื่อเหล้าเข้าปากได้สามรอบ บทสนทนาก็เริ่มไหลลื่น ตงจื่อเจี้ยนถามคำถามที่อัดอั้นตันใจมานานกับอาจารย์หวง
พอได้ยินคำถาม ความสนใจของทุกคนก็พุ่งเป้ามาที่จุดเดียวกัน เฉินตูหลิงถึงกับแอบชำเลืองมองหลินลี่ เพราะเธอก็สงสัยเรื่องนี้มากเช่นกัน
"ผมพูดได้ไหม?"
อาจารย์หวงไม่ได้ตอบตงจื่อเจี้ยนในทันที แต่หันไปถามความเห็นจากหลินลี่ก่อน
คราวนี้ทุกคนยิ่งอยากรู้อยากเห็นเข้าไปใหญ่ รีบยืดตัวนั่งหลังตรงกันเป็นแถว
มีซัมติงแน่ๆ!
นั่นไง การเผือกเรื่องชาวบ้านคือนิสัยถาวรของมนุษย์ ใครก็หนีไม่พ้น
"ไม่มีอะไรต้องปิดนี่ครับ ไหนๆ ก็ออกรายการแล้ว"
หลินลี่ทำหน้าไม่ยี่หระ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดวงตายิ้มจนหยี
การตกลงมาร่วมรายการนี้เป็นข้อตกลงที่รู้กันระหว่างเขากับอาจารย์หวง
อาจารย์หวงต้องการเขามาเรียกเรตติ้ง ส่วนเขาก็ต้องการเวทีที่เหมาะสมในการเปิดตัวเข้าสู่วงการบันเทิงอย่างเป็นทางการ
รายการ "ชีวิตที่ใฝ่ฝัน" มีกระแสตอบรับดี แม้จะเพิ่งออนแอร์ได้ไม่นาน แต่ยอดการพูดถึงสูงมาก ถือเป็นเวทีเดบิวต์ที่เหมาะสมที่สุด
"งั้นผมเล่าเลยนะ"
อาจารย์หวงลีลาตามสไตล์เพื่อปูเรื่อง
"ครับ"
หลินลี่พยักหน้าเบาๆ หลุบตาลง สีหน้าเรียบเฉย
เฉินตูหลิงใจเต้นตึกตัก สังเกตเห็นว่าจู่ๆ หลินลี่ก็มีบรรยากาศบางอย่างที่ต่างไปจากตอนแรกที่เจอกัน
ทุกคนต่างตั้งใจรอฟังอาจารย์หวง
ส่วนอาจารย์เหอที่รู้อยู่แล้ว ก็ทำหน้าเหมือนคนรอดูเรื่องสนุก แอบสังเกตปฏิกิริยาของคนรอบข้าง
"เรื่องมันเป็นแบบนี้ เมื่อปีก่อนผู้กำกับวังจวิ้นติดต่อมา อยากให้ผมเล่นละครเรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่องว่า 'A Little Reunion' (เสี่ยวฮวนสี่)"
"ละครเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกัน และคนเขียนนิยายเรื่องนี้ก็คืออาลี่"
"ต่อมาในระหว่างขั้นตอนการเขียนบท ผู้กำกับเชิญอาลี่มาหารือด้วย ไปๆ มาๆ พวกเราก็เลยสนิทกัน"
อาจารย์หวงเล่าเรื่องราวความเป็นมาสั้นๆ ถึงการได้รู้จักกับหลินลี่
ทุกคนถึงได้เข้าใจว่า สองคนนี้ที่ดูอายุห่างกันคนละรุ่น มารู้จักและกลายเป็นเพื่อนกันได้ยังไง
"ถ้าผมจำไม่ผิด ผู้แต่งเรื่อง A Little Reunion คือหนานซุน?"
เฉินตูหลิงที่นั่งเงียบมาตลอด จู่ๆ ก็ขึ้นเสียงสูง ดวงตาใสกระจ่างจ้องเขม็งไปที่หลินลี่
"ถูกต้องครับ ผมเอง"
หลินลี่ยักคิ้ว ตอบรับอย่างมั่นใจ
ดูจากปฏิกิริยาแล้ว อย่าบอกนะว่าเจอแฟนคลับเข้าให้แล้ว?
"คงไม่ใช่หนานซุนคนนั้นที่ผมรู้จักใช่ไหม?"
ตงจื่อเจี้ยนเองก็ตั้งสติได้แล้ว ลุกพรวดขึ้นถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"ก็ต้องใช่น่ะสิ? ก็อย่างที่นายคิดนั่นแหละ นักเขียนที่ร้อนแรงที่สุดในโลกออนไลน์ช่วงไม่กี่ปีมานี้ 'หนานซุน' เจ้าของผลงานที่ถูกนำไปสร้างเป็นหนังและละครนับไม่ถ้วน"
สัญชาตญาณมืออาชีพของอาจารย์เหอทำงานทันที รีบพูดเสริมเพื่อคุมสถานการณ์
"พวกคุณพูดเรื่องอะไรกัน ผมเริ่มงงแล้วเนี่ย? ใครช่วยอธิบายให้ผมฟังหน่อยได้ไหม?"
มีแค่หลิวเซี่ยนหัวคนเดียวที่ยังตามไม่ทัน ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตกมองปฏิกิริยาของทุกคน
"อื้ม~ ต้าฮวา (ชื่อเล่นหลิวเซี่ยนหัว) นายเพิ่งมาทำงานในจีนไม่นาน อาจจะไม่รู้"
"'The Disguiser' (รหัสลับจารกรรม) รู้จักไหม? 'ตำนานรักเหนือภพ' ล่ะ? 'So Young' เคยดูหรือเปล่า? แล้วก็ 'สามชาติสามภพ ป่าท้อสิบหลี่' ที่กำลังจะฉาย... ต้นฉบับนิยายของเรื่องพวกนี้ คนแต่งคือหนานซุนทั้งนั้น!"
ตงจื่อเจี้ยนอธิบายให้หลิวเซี่ยนหัวฟัง พลางใช้สายตาตื่นตะลึงสำรวจหลินลี่
เขาคิดไม่ถึงเลยว่า นักเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดในช่วงไม่กี่ปีมานี้ จะเป็นแค่นักศึกษามหาวิทยาลัยอายุเพิ่งยี่สิบตรงหน้าคนนี้!
"พอเทปนี้ออกอากาศไป เว็บค้นหาต้องล่มแน่ๆ!"
ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจของทุกคนที่อยู่ที่นั่นพร้อมกัน
นี่มันข่าวใหญ่ระดับระเบิดลงชัดๆ!
ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ โลกออนไลน์ไม่เคยขาดแคลนข่าวดังที่ดึงดูดความสนใจของสาธารณชน แต่ถ้าจะถามว่าชาวเน็ตให้ความสนใจใครมากที่สุด ก็ต้องเป็นนักเขียนลึกลับนามว่า "หนานซุน" ที่มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ก่อนที่หนานซุนจะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เขาเป็นที่นิยมเฉพาะในวงการวรรณกรรมสิ่งพิมพ์และวงการนิยายเว็บ
ใช่แล้ว วงการสิ่งพิมพ์และวงการนิยายเว็บ
เป็นที่รู้กันดีว่า วรรณกรรมสิ่งพิมพ์และวรรณกรรมออนไลน์มีลำดับชนชั้นเหยียดกันอยู่
วรรณกรรมออนไลน์ หรือนิยายเว็บ มักจะอยู่ที่จุดต่ำสุดของห่วงโซ่อาหารนี้เสมอ
เมื่อหลายปีก่อน นักเขียนระดับบรมครูท่านหนึ่งเคยประกาศต่อสาธารณะว่า นิยายเว็บ 99% คือขยะ
ความคิดเห็นทำนองว่านิยายเว็บเป็นขยะมีอยู่ไม่น้อย เพราะถูกมองว่าไร้แก่นสาร ภาษาทื่อๆ และเป็นแค่วรรณกรรมฟาสต์ฟู้ด
แม้ว่าวงการวรรณกรรมดั้งเดิมจะเริ่มเปลี่ยนท่าทีในช่วงหลัง และนักเขียนนิยายเว็บชื่อดังหลายคนก็ได้เข้าร่วมสมาคมนักเขียนดั้งเดิม แต่ระหว่างวรรณกรรมดั้งเดิมกับวรรณกรรมออนไลน์ ก็ยังมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นอยู่เสมอ
แต่ปัญหานี้ไม่มีผลกับหนานซุน
เขาตีพิมพ์ผลงานหลายเรื่องครอบคลุมทั้งแนวไซไฟ, กำลังภายใน, สืบสวนสอบสวน, แนวสมจริง (Realism) และแนววัยรุ่นเจ็บปวด (Youth Pain)
แถมผลงานหลายเรื่องยังโกอินเตอร์ ขายดีไปทั่วโลก
ในขณะเดียวกัน เขาก็ยังเผยแพร่นิยายเว็บระดับปรากฏการณ์อีกหลายเรื่อง ข้ามผ่านทั้งสองวงการได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เขากวาดรางวัลวรรณกรรมระดับโลกและระดับประเทศมาแล้วมากมาย เช่น รางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้น, รางวัลวรรณกรรมหลู่ซวิ่น, รางวัลบุ๊กเกอร์, รางวัลเนบิวลา (ไซไฟ) เป็นต้น
โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ดาราสาวระดับท็อป (แก๊งนางเอกยุค 85) หลายคนต่างพากันโด่งดังเป็นพลุแตกจากการเล่นละครที่ดัดแปลงจากนิยายของหนานซุน จนกลายเป็นซุปตาร์แถวหน้า ทำให้ชื่อเสียงของเขาทะลุกำแพงวงการวรรณกรรม ออกมาสู่สายตาสาธารณชน
พอชาวเน็ตเริ่มสืบประวัติ ก็พบว่าคนคนนี้ไม่ธรรมดา!
เป็นตัวพ่อในวงการวรรณกรรม แถมยังมีผลงานออริจินัลที่รอการดัดแปลงเป็นหนังละครอีกเพียบ เท่ากับว่าถือไพ่ตายไว้เต็มมือ
โดยเฉพาะแฟนคลับของดาราหนุ่มสาวดาวรุ่ง ต่างตื่นเต้นกันยกใหญ่ พากันเคลื่อนไหว อยากรู้ว่าเทพเจ้าองค์นี้เป็นใครหน้าไหน และคาดหวังว่าเมนของตัวเองจะได้มีโอกาสเล่นผลงานดัดแปลงของเขา
แต่ที่ทำให้ทุกคนผิดหวังคือ อาจารย์หนานซุนผู้นี้ นอกจากจะรู้ว่าเป็นเพศชายแล้ว ก็ไม่มีข้อมูลอื่นหลุดออกมาเลย ไม่เคยปรากฏตัวในที่สาธารณะ ทำตัวลึกลับสุดๆ
แต่จิตวิทยามนุษย์ก็เป็นแบบนี้แหละ ยิ่งไม่รู้ ก็ยิ่งอยากรู้
ดังนั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความอยากรู้อยากเห็นของทุกคนที่มีต่อหนานซุนจึงไม่เคยลดลง มีแต่จะเพิ่มขึ้น!
"โชคดีครับโชคดี เป็นเพราะนักแสดงทุกคนเล่นดีต่างหาก ไม่งั้นคงดึงดูดคนดูไม่ได้ขนาดนั้นหรอกครับ"
ยังไงก็ถ่ายรายการอยู่ ต้องถ่อมตัวไว้ก่อน
"เดี๋ยวนะ นายเป็นแค่นักศึกษาจริงๆ เหรอ?"
ตงจื่อเจี้ยนยังไม่อยากจะเชื่อ อดไม่ได้ที่จะถามย้ำ
"ของแท้แน่นอนครับ จะขอดูบัตรนักศึกษาไหมล่ะ?"
หลินลี่หัวเราะแซว
"ไม่ต้องๆ ผมแค่รู้สึกว่ามันเหลือเชื่อเกินไปน่ะ"
ตงจื่อเจี้ยนเริ่มรู้สึกเกรงใจ รีบโบกมือปฏิเสธ
ชั่วขณะหนึ่ง ท่าทีของนักแสดงหนุ่มสาวหลายคนก็เริ่มเกร็งๆ ขึ้นมา
บารมีของหนานซุน อาจารย์หวงกับอาจารย์เหออาจจะไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่ แต่ในฐานะนักแสดง พวกเขารู้ซึ้งดี
ด้วยกระแสผลงานดัดแปลงของหนานซุนที่ดังระเบิดในช่วงนี้ ถ้าหลินลี่เปิดเผยตัวตน รับรองว่ามีนักแสดงวิ่งเข้าหาเพื่อตีสนิทเพียบ
แม้ว่าสภาพแวดล้อมในจีนโดยทั่วไป เจ้าของบทประพันธ์ดั้งเดิมมักจะไม่มีสิทธิ์มีเสียงมากนักในการดัดแปลง
แต่นั่นมันกรณีทั่วไป ถ้าเจ้าของบทประพันธ์คือหนานซุน เชื่อเถอะว่าแค่เขาเอ่ยปาก ก็สามารถส่งผลต่อการตัดสินใจของนายทุนได้อย่างแน่นอน
"ฮ่าๆ ไม่เป็นไรๆ อย่าว่าแต่พวกเธอเลย ตอนฉันเจออาลี่ครั้งแรกที่บ้านอาจารย์หวง ฉันก็มีปฏิกิริยาแบบนี้แหละ คิดว่านักเขียนใหญ่ที่เขียนงานระดับมาสเตอร์พีซออกมาตั้งเยอะแยะ ทำไมยังเป็นแค่เด็กหนุ่มอยู่ได้นะ?"
อาจารย์เหอสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปของทุกคน จึงเริ่มพูดเปรยๆ เพื่อผ่อนคลายสถานการณ์
จากการเป็นพิธีกรมานาน ได้พบเจอคนเก่งระดับท็อปในแต่ละวงการมานับไม่ถ้วน สำหรับเขาแล้ว หลินลี่คือหนึ่งในดาวที่จรัสแสงที่สุด
"ตอนเจออาลี่ครั้งแรก ฉันนึกว่าเขาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับเสียอีก พอไอ้เด็กนี่แนะนำตัวว่าเป็นนักเขียนต้นฉบับหนานซุน ฉันนี่งงเป็นไก่ตาแตกเลย"
อาจารย์หวงเริ่มรำลึกความหลัง เล่าถึงฉากการพบกันครั้งแรกกับหลินลี่
"เอ่อ... คือ... ฉันชอบผลงานของคุณมากเป็นพิเศษเลยค่ะ ฉันอ่านงานของคุณหลายเรื่องมาก ที่ชอบที่สุดคืองานยุคแรกๆ อย่าง 'Cry Me a Sad River' (เศร้าทวนกระแสนที) อยากรู้ว่าหลังจากนี้คุณจะยังมีผลงานแนวนี้ออกมาอีกไหมคะ?"
เฉินตูหลิงรวบรวมความกล้าพูดประโยคที่ยาวที่สุดในค่ำคืนนี้ นัยน์ตาฉายแววมีความหวัง เต็มไปด้วยความคาดหวัง
"เอ่อ นี่ผมนับว่าเจอคนอ่านทวงนิยายแบบตัวต่อตัวหรือเปล่าเนี่ย?"
หลินลี่ทำหน้าเหวอ
"ไม่ใช่นะคะ ไม่ใช่ แค่สงสัยเฉยๆ ค่ะ"
เฉินตูหลิงเอามือปิดปากหัวเราะเขินๆ รีบแก้ตัว
"เดิมทีก็ไม่มีแผนหรอกครับ แต่ในเมื่อพี่ตูหลิงเอ่ยปากถาม เรื่องนี้คงต้องเอามาพิจารณาลงตารางงานแล้วล่ะ"
"แต่ผมมีข้อเสนอเล็กๆ น้อยๆ ไม่รู้พี่ตูหลิงจะตกลงไหม"
หลินลี่ทิ้งช่วง รอให้เฉินตูหลิงตอบรับ
"ข้อเสนออะไรเหรอคะ? ลองว่ามาสิ"
เฉินตูหลิงถามด้วยความสงสัย
"ผมรู้สึกว่าอายุเราก็ไล่เลี่ยกัน เรียกชื่อกันเฉยๆ ดีกว่า ถึงผมจะเรียกคุณว่าพี่ตูหลิง แต่หน้าคุณดูเด็กกว่าผมอีก เรียกพี่แล้วรู้สึกแปลกๆ แฮะ"
หลินลี่แกล้งชมเธอทางอ้อม พร้อมกับยื่นข้อเสนอด้วยรอยยิ้ม
"ได้สิคะ จะเรียกอะไรก็ได้ตามสบายเลย"
เฉินตูหลิงไม่คิดว่าจะเป็นข้อเสนอง่ายๆ แค่นี้ แถมยังโดนชมซึ่งหน้าแบบนี้ ผู้หญิงที่ไหนจะไม่ดีใจ เธอจึงตอบตกลงทันทีโดยไม่ลังเล
"งั้นต่อไปผมจะเรียกคุณว่า 'ตูตู' เหมือนที่อาจารย์เหอเรียกนะ"
เมื่อบรรลุเป้าหมาย มุมปากของหลินลี่ก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
"ได้เลยค่ะ"
เฉินตูหลิงที่ยังตามเกมไม่ทันรับปากเสียงใส โดยไม่รู้ตัวเลยว่ามีอะไรแอบแฝง
โบราณว่าไว้ เด็กกว่าแล้วไม่ยอมเรียกว่าพี่ แสดงว่าในใจคิดไม่ซื่อ!
(จบบท)