- หน้าแรก
- เจ้าปีศาจจะหนีไปไหน
- บทที่ 36: กลิ่นหอมฟุ้งทั่วเรือน
บทที่ 36: กลิ่นหอมฟุ้งทั่วเรือน
บทที่ 36: กลิ่นหอมฟุ้งทั่วเรือน
บทที่ 36: กลิ่นหอมฟุ้งทั่วเรือน
ทางจวนแม่ทัพรู้ดีว่าชาวชนบทปีหนึ่งจะได้กินเนื้อสักกี่คำเชียว เพื่อแสดงความขอบคุณ พ่อบ้านติงจึงจงใจส่งเนื้อสัตว์มาให้หลายพวง
วัวเหลืองและควายต้องใช้ไถนา จึงไม่ค่อยมีการฆ่าแกง เนื้อหมูถือเป็นของชั้นต่ำ เนื้อสุนัขก็ขึ้นโต๊ะรับแขกไม่ได้ เนื้อไก่เนื้อเป็ดชิ้นเล็กดูไม่สมฐานะ ดังนั้นมีเพียงเนื้อแพะที่เหมาะสมที่สุด เนื้อที่เขาส่งมามากที่สุดจึงเป็นเนื้อแพะ
หวังฉีหลินวางเขียงลงแล้วยกขาแพะข้างหนึ่งขึ้นมาวาง กล่าวว่า "ท่านแม่ พ่อบ้านติงส่งงามาให้ ท่านช่วยเอาไปคั่วหน่อย พอสุกแล้วก็ใช้โม่หินบดให้เป็นแป้งเปียก เราจะกินเนื้อลวกจิ้มกัน"
หวังลู่ซื่อถาม "กินเนื้อลวกจิ้มทำไมต้องใช้งาด้วยล่ะ?"
หวังฉีหลินตอบ "ทำตามที่ข้าบอกเถอะน่า"
หวังลู่ซื่อไม่บ่นอะไรอีก นางนำงาที่ล้างสะอาดแล้วลงไปคั่วในกระทะ
หวังฉีหลินหยิบมีดทำครัวมาหั่นเนื้อ เขาลองขยับดูรู้สึกว่ามีดทำครัวไม่ถนัดมือเท่าดาบปีศาจ
เขาชักดาบปีศาจออกมาทาบกับขาแพะ สนิมแดงบนตัวดาบพลันเข้มข้นขึ้น กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง
มันไม่อยากหั่นเนื้อ!
หวังฉีหลินจึงเปลี่ยนกลับมาใช้มีดทำครัวเลาะเนื้อออกก่อน เอาบลงหม้อต้มซุป จากนั้นมีดคมกริบก็ขยับขึ้นลงอย่างรวดเร็ว เนื้อแพะถูกแล่เป็นแผ่นบางหนาเท่ากันร่วงกราวลงมา
เฮยโต้วเขย่งเท้าเกาะเตาไฟมอง กลืนน้ำลายเอือกๆ ไม่หยุด
หวังฉีหลินสังเกตเห็นว่าหลานชายทำเรื่องสุดยอดได้เรื่องหนึ่ง คือการกลืนน้ำลายติดต่อกันรวดเดียวถึงห้าอึก!
คนธรรมดาทำไม่ได้นะนั่น
เขามองเฮยโต้วด้วยความทึ่ง เฮยโต้วเห็นดังนั้นก็วิ่งหนีไปเหมือนลูกหมา
ฟืนแห้งถูกยัดเข้าเตา ไฟลุกโชน เปลวเพลิงเลียก้นหม้อ น้ำเดือดพล่าน ซุปกระดูกแพะเริ่มส่งกลิ่นหอม
เฮยโต้ววิ่งกลับมาเหมือนลูกหมาอีกแล้ว เกาะประตูแหงนหน้าสูดดมกลิ่นหอมอย่างแรง
สักพักเขาก็พูดอย่างหดหู่ว่า "ยังหิวอยู่ดี"
หวังฉีหลินหัวเราะ เขาคีบเนื้อแพะลงลวกในหม้อ เพียงไม่กี่อึดใจก็คีบขึ้นมาส่งให้หลาน
เฮยโต้ววิ่งหนีไปอีกรอบ
สวีต้าเดินเข้ามา "เจ้าจะไปหลอกเด็กมันทำไม? อื้ม เนื้อแพะหอมจริงๆ ให้ท่านปู่ชิมสักสองคำซิ"
หวังฉีหลิน "ข้าลวกให้หลานข้ากิน"
สวีต้า "ท่านน้า"
"จัดไป!"
ฝีมือการใช้มีดของเขาดีเยี่ยม กระดูกแพะหนึ่งซี่โครงลงหม้อต้มซุป เนื้อทั้งหมดถูกแล่เป็นแผ่นบาง กองรวมกันแล้วดูน่าตกใจ
หวังลิ่วอู่เห็นแล้วปวดใจ "ทำไมหั่นเยอะขนาดนี้?"
หวังฉีหลินตอบ "ก็ท่านบอกเองไม่ใช่รึว่ามื้อเที่ยงจะกินเนื้อให้หนำใจ?"
หวังลิ่วอู่อึกอัก "ข้าก็แค่พูดไปอย่างนั้น เอ็งจะมาจริงจังทำไมเล่า"
พอหันกลับมามองเขาก็รู้สึกเสียดาย "สิ้นเปลืองจริงๆ ข้ากับแม่เอ็งชั่วชีวิตไม่เคยกินเนื้อแพะเยอะขนาดนี้มาก่อน"
งาคั่วสุกถูกบดด้วยโม่หินจนเป็นงาบด หวังฉีหลินเดินไปดูแล้วสั่ง "บดต่อไปอีก ที่บ้านยังมีธัญพืชอะไรต้องโม่ไหม? รีบขนออกมาเลย มีแรงงานชั้นดีทั้งทีไม่ใช้เปลืองแย่"
สวีต้าที่กำลังหมุนโม่หินส่งสายตาพิฆาตใส่เขา
สวีต้ามีพละกำลังมหาศาล ยิ่งกว่าล่อเสียอีก ไม่นานก็บดงาจนน้ำมันออก จากนั้นค่อยๆ เติมน้ำผสมจนกลายเป็นน้ำจิ้มงาเนื้อเนียน
บ้านหวังฉีหลินมีไหเก่าใบหนึ่ง ข้างในเก็บเต้าหู้ยี้สูตรบรรพบุรุษไว้หลายก้อน เขาเทน้ำเต้าหู้ยี้ออกมา ผสมลงในน้ำจิ้มงาแล้วชิมดู รสชาติใช้ได้เลยทีเดียว
นี่คือวิธีกินที่เขาเรียนรู้มาจากโลกมนุษย์ (โลกปัจจุบัน)
เขาแขวนหม้อเหล็กใบเล็กไว้กลางลานบ้าน เติมซุปกระดูกแพะที่ต้มจนได้ที่ลงไป แล้วยกเนื้อแพะออกมาวาง "เอาเนื้อลงไปลวกในน้ำซุป แล้วจิ้มน้ำจิ้มงากิน"
ไอร้อนพวยพุ่ง กลิ่นหอมสดใหม่ของเนื้อแพะลอยไปตามลมฟุ้งกระจายไปครึ่งหมู่บ้าน
หวังฉีหลินตักน้ำซุปแพะมาเป่าแล้วซดลงไปหนึ่งถ้วย
ความร้อนลวกปาก กลิ่นหอมหมุนวนอยู่ในปากแล้วไหลลงสู่ท้อง ในท้องพลันรู้สึกทั้งหอมทั้งอุ่นสบาย
ทุกคนนั่งล้อมวงรอบกองไฟ อากาศยังมีความเย็นหลงเหลืออยู่ พอได้ไฟอังก็รู้สึกอุ่นสบายไปทั้งตัว
หวังลิ่วอู่ถือตั้งชามเดินเข้ามาแล้วบ่น "นั่งกันมั่วซั่วแบบนี้ได้ยังไง? ไม่ถูกธรรมเนียม ไม่ถูกธรรมเนียม"
"เรื่องมากจริง" หวังลิ่วเฉียวบ่น
หวังลิ่วอู่ถลึงตาใส่ลูกสาวคนเล็ก ตักน้ำจิ้มงาและเต้าหู้ยี้ใส่ชาม แล้วแจกจ่ายทีละคน
หวังฉีหลินรับชามมา "ขอบคุณท่านพ่อ"
หวังลิ่วเฉียวรับชามมา "ขอบคุณท่านพ่อ"
เฮยโต้วรับชามมา "ขอบคุณท่านพ่อ"
หวังลิ่วอู่ขานรับไปคำหนึ่งถึงเพิ่งรู้สึกตัว "เอ็งเรียกข้าว่าอะไรนะ?"
ทุกคนหัวเราะครืน เฮยโต้วรีบแก้ตัวพัลวัน "ขอโทษครับ ท่านตา ขอบคุณครับท่านตา"
หวังฉีหลินตบไหล่หลาน "ไม่เป็นไรน้องชาย คนกันเองทั้งนั้น"
เฮยโต้วกระพริบตาปริบๆ หน้าตาตื่นจนแทบจะร้องไห้
เนื้อแพะถูกเทลงหม้อ หวังฉีหลินหยิบต้นหอมและผักชีโยนตามลงไป "สุกเดี๋ยวนี้แหละ รีบกินเร็ว"
เขาคีบสองชิ้นใส่ชามเฮยโต้ว เฮยโต้วจิ้มน้ำจิ้มงาแล้วยัดเข้าปาก จากนั้นก็... "ฮ่า... ฮ่า"
หวังฉีหลินถาม "กินไปหัวเราะไปทำไม?"
จู่ๆ ขอบตาเฮยโต้วก็แดงก่ำ น้ำตาไหลพราก
หวังฉีหลินกลุ้ม "อ้าว กินไปร้องไห้ไปทำไมอีก?"
"โดนเจ้าขู่จนร้องน่ะสิ ซู้ดดด อร่อย ซู้ดดด แจ๊บๆ" สวีต้าตักเนื้อกินอย่างรวดเร็ว
เฮยโต้วพูดทั้งน้ำตา "ไม่ใช่ครับ คือมันอร่อยเกินไป ทำไมถึงมีของอร่อยขนาดนี้? หอมจริงๆ!"
หวังฉีหลินสอน "ดังนั้นวันหน้าข้าจะส่งเจ้าไปเรียนหนังสือ เจ้าต้องตั้งใจเรียนเป็นขุนนางใหญ่ พอเป็นขุนนางใหญ่ก็ปกครองบ้านเมืองให้ดี ให้ชาวบ้านได้กินเนื้อกันทุกคน ตกลงไหม?"
เฮยโต้วพยักหน้า ปากไม่ว่างตอบ ได้แต่เคี้ยวตุ้ยๆ สุดชีวิต
หวังลิ่วอู่ยกจอกเหล้าขึ้นจิบ หรี่ตาลิ้มรส "เนื้อแพะจากจวนแม่ทัพนี่มันไม่เหมือนทั่วไปจริงๆ อื้ม รสชาตินี้สุดยอด เฮ้ ข้าบอกว่าพวกเอ็งอย่าเอาแต่กินเนื้อสิ ฟังข้าพูดบ้าง... แม่เอ็งเอ๊ย!"
ตะเกียบในหม้อพายกันขวักไขว่ราวกับฝีพายเรือมังกร
เขารีบวางจอกเหล้าแล้วเริ่มลงมือพายบ้าง
สวีต้านั่งกินไปสักพักก็เริ่มท้อ "แบบนี้ข้าแสดงศักยภาพการกินออกมาไม่ได้เต็มที่เลยนี่หว่า"
หวังฉีหลินปลอบใจ "ท่านพ่อท่านแม่และพี่สาวข้า พลังการต่อสู้เขาก็สูงส่งเหมือนกัน"
ไม่มีใครพูดจา ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาตักเนื้อ
จวนแม่ทัพส่งแพะอ้วนพีมาให้ น่าจะหนักเจ็ดแปดสิบจิน พวงหนึ่งก็ปาเข้าไปครึ่งตัว เลาะเนื้อออกมาได้ยี่สิบจิน (ประมาณ 10 กิโลกรัม) ผลปรากฏว่าลงท้องทุกคนจนเกลี้ยง แต่ก็ยังไม่อิ่มกัน หวังลิ่วเฉียวถึงกับเอาตะเกียบควานหาเศษเนื้อในหม้ออย่างเปล่าประโยชน์
หวังลิ่วอู่บ่น "เอ็งถลกขากางเกงลงไปงมเลยดีไหม? ให้พ่อหาตะแกรงให้อีกอันเอาหรือเปล่า?"
หวังฉีหลินหัวเราะ "พี่หก รอก่อน ยังมีอีก"
เขาไปหิ้วเนื้อแพะมาอีกพวงแล้วลงมือหั่นต่อ
หวังลู่ซื่อหันไปมองสามี "ทำไมไม่เสียดายแล้วล่ะ? ทำไมไม่ห้ามลูกให้ประหยัดหน่อยแล้วล่ะ?"
หวังลิ่วอู่ทำหน้าลำบากใจ "ข้าก็กะว่าจะห้ามมันอยู่ แต่เนื้อแพะนี่มันอร่อยเหลือเกิน"
หวังลู่ซื่อเช็ดมือแล้วไปช่วยลูกชายเตรียมของ พร้อมกับหาจังหวะพูดว่า "สามีของพี่สาวคนโตเจ้ามันไม่ใช่คนดี ไม่มีเงินแล้วยังทำตัวเหลวไหล ไม่รู้ไปคว้าผู้หญิงไม่ซ้ำหัวนอนปลายเท้ามาจากไหน ถึงขั้นพาเข้าบ้านมาหยามกัน"
หวังฉีหลินพยักหน้า "พี่ใหญ่กลับมาเพราะเรื่องนี้สินะ?"
หวังลู่ซื่อถอนหายใจ "เจ้าได้ดิบได้ดีแล้ว พี่สาวเจ้าก็พอจะมีที่พึ่ง หากเจ้าไม่ได้เรื่องได้ราว พี่สาวเจ้าโดนรังแกมาก็คงไม่กล้ากลับมาฟ้อง"
หวังฉีหลินไม่ตอบคำ หวังลู่ซื่อก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ ได้แต่ถอนหายใจอีกเฮือก
เนื้อแพะอีกกะละมังใหญ่ถูกเทลงหม้อ เฮยโต้วยังคงพยายามคีบกินอย่างต่อเนื่อง
หวังฉีหลินถาม "อร่อยไหม?"
"อร่อย อร่อยจริงๆ อร่อยกว่าแป้งจี่ฝีมือแม่เสียอีก"
"งั้นเจ้าไม่เอาพ่อแล้ว มาอยู่กับน้าดีไหม? วันหน้าตามน้าไปกินเนื้อทุกวัน"
เฮยโต้วคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมองหน้าเขาอย่างระแวดระวังถามว่า "ไม่เอาพ่อ แล้วก็ไม่เอาน้าด้วยได้ไหมครับ? แบบนั้นยังจะได้กินเนื้อทุกวันหรือเปล่า?"
หวังฉีหลินยิ้ม "ได้สิ แต่เนื้อที่เจ้าจะได้กินทุกวันคือ 'ผัดเนื้อ' นะ"
เฮยโต้วดีใจจนเนื้อเต้น "ผัดเนื้อผมก็ชอบ..."
"ผัดเนื้อไม้เรียว, ผัดเนื้อด้ามไม้กวาด, ผัดเนื้อไม้ขนไก่ เจ้าชอบจานไหน?"
"ผะ... ผมชอบน้าครับ" บนใบหน้าดำๆ ของเฮยโต้วฝืนบีบยิ้มออกมาจนได้
ในที่สุดชีวิตก็เล่นงานผมเข้าแล้ว!