- หน้าแรก
- ข้าคือเจ้าแห่งแดนสุขาวดี
- บทที่ 68 - คลังสมบัติหอการคลัง
บทที่ 68 - คลังสมบัติหอการคลัง
บทที่ 68 - คลังสมบัติหอการคลัง
บทที่ 68 - คลังสมบัติหอการคลัง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลิวหยวนเฉินแทบอยากจะตะโกนด่าออกมา
เขารู้ซึ้งถึงมูลค่าของหินฟ้าเหลืองดีที่สุด
หินฟ้าเหลืองสามก้อนในมือเขา สามารถทำให้แดนวิญญาณผสานจุดรวมวิญญาณจุดที่สองได้เลย
หากได้หินฟ้าเหลืองมาเพิ่มอีกจำนวนมาก เขาก็สามารถทำให้แดนวิญญาณผสานจุดรวมวิญญาณจนครบห้าจุด และเลื่อนขั้นเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ในเวลาอันสั้น
อีกอย่าง ระดับการสร้างศาสตราของสำนักชิงตานนั้นห่วยแตกจนน่าใจหาย
นักสร้างศาสตรากลุ่มนี้ดันเอาของล้ำค่าหายากอย่างหินฟ้าเหลืองไปหลอมอาวุธ ช่างเป็นการเสียของอย่างที่สุด
"ผ่านไปตั้งหลายปี สำนักชิงตานผลาญหินฟ้าเหลืองไปเท่าไหร่แล้วเนี่ย?"
จ้าวหงหัวเราะเบาๆ "ใครจะไปรู้ล่ะ ข้าประเมินว่าน่าจะมีหลายพันชั่ง
แถมที่พวกเขาผลาญไปยังไม่ใช่แค่หินฟ้าเหลือง ยังมีวัสดุอย่างหินคงหมิงอีกด้วย"
"มหาสงครามในอดีตทำให้ชีพจรธรณีแตกสลาย ห้วงมิติเสียหาย จึงมักให้กำเนิดวัสดุประเภทมิติได้ง่ายที่สุด
และสามสำนักใหญ่บนทุ่งร้างอัคคี ล้วนก่อตั้งโดยผู้ฝึกตนอิสระ ไม่มีมรดกวิชาชั้นสูงอะไร ย่อมไม่รู้วิธีใช้วัสดุมิติเหล่านี้
ในสายตาพวกเขา หินฟ้าเหลือง หินคงหมิง และวัสดุอื่นๆ เป็นเพียงวัสดุสร้างศาสตราที่แปลกประหลาดหน่อยเท่านั้น
ของพวกนี้ ในคลังสมบัติหอการคลังน่าจะเก็บซ่อนไว้บ้าง
โอกาสเลือกสมบัติสามชิ้นของเจ้า ต้องใช้ให้คุ้มค่า"
หลิวหยวนเฉินตั้งมั่นในใจว่าจะต้องกอบโกยผลประโยชน์กลับมาให้ได้มากที่สุด
หลังจากกินดื่มกันเสร็จ เขาก็บังคับเรือเหาะมุ่งหน้าตรงไปยังหอการคลัง
ในบรรดาหอต่างๆ ของสำนักชิงตาน หอโอสถมาเป็นอันดับหนึ่ง หอพืชวิญญาณอันดับสอง
สองหอนี้คือแหล่งรายได้หลักของสำนักชิงตาน
เรียกได้ว่าหินปราณที่หออื่นๆ ต้องใช้ ส่วนใหญ่ล้วนหามาจากสองหอนี้
หาเงินได้มาก สถานะย่อมสูง หลังย่อมตรง
นอกจากสองหอนี้แล้ว สถานะที่สูงที่สุดก็ต้องยกให้หอการคลัง
หอการคลังดูแลถุงเงินของสำนักและการจัดสรรทรัพยากร ผลประโยชน์ที่หอต่างๆ ผลิตได้ นอกจากส่วนที่เก็บไว้เองแล้ว ต้องส่งเข้าหอการคลังทั้งหมด
รวมถึงโอสถที่หอโอสถปรุงได้ และสมุนไพรวิญญาณที่หอพืชวิญญาณปลูกได้ ก็เก็บรักษาไว้ในคลังสินค้าของหอการคลังเช่นกัน
แต่ละหอจะทำอะไร หากต้องให้สำนักจัดสรรหินปราณให้ ก็ต้องมาอ้อนวอนหอการคลัง
นอกจากหอโอสถและหอพืชวิญญาณที่กระเป๋าหนักแล้ว หอการคลังก็ต้องคอยพะเน้าพะนอเช่นกัน
ส่วนหออื่นๆ จะอิ่มท้องหรือไม่ ก็ต้องดูอารมณ์ของหอการคลัง
มีอำนาจขนาดนี้ สถานะย่อมไม่ธรรมดา
หลิวหยวนเฉินบังคับเรือเหาะมาถึงที่ตั้งของหอการคลัง—ยอดเขาจินอวี้
แค่ฟังชื่อยอดเขาก็รู้แล้วว่าหรูหราเพียงใด
ยอดเขาจินอวี้ไม่สูงนัก แต่ฐานเขากว้างใหญ่ ภูมิประเทศลาดชันน้อย
สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ของหอการคลังตั้งอยู่บนยอดเขา
หลิวหยวนเฉินบังคับเรือเหาะลงจอดหน้าอาคารทรงตำหนักสูงใหญ่แห่งหนึ่ง
ป้ายหน้าตำหนักเขียนตัวอักษร "หอการคลัง" ขนาดใหญ่สามตัว
ขนาดของตำหนักเป็นรองเพียงหอประชุมใหญ่ของสำนักชิงตาน แต่เรื่องการตกแต่งนั้นหรูหรากว่าหอประชุมใหญ่มาก
แม้หลิวหยวนเฉินจะพอรวบรวมหินปราณได้เป็นหมื่นก้อน แต่พอยืนอยู่หน้าตำหนักหอการคลัง เขาก็ยังรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นยาจก
เขาเดินตรงเข้าไปในตำหนัก พบว่าข้างในค่อนข้างคึกคัก
สงครามเพิ่งจบ ผู้เข้าร่วมรบต่างได้รับรางวัล จึงมีคนมาขอเบิกของรางวัลไม่น้อย
ทันทีที่เขาก้าวเข้าตำหนัก ผู้ฝึกตนวัยกลางคนคนหนึ่งก็เดินเข้ามาต้อนรับทันที
คนผู้นี้รูปร่างอ้วนท้วน ใบหน้ามันวาว
สวมชุดคลุมสีทอง ศีรษะสวมมงกุฎทอง ให้ความรู้สึกเพียงสองคำ—รวยมาก
คลื่นพลังเวทของคนผู้นี้เหนือกว่าโม่เหลียนซาน แม้หลิวหยวนเฉินผู้ฝึกตนขอบเขตเลี้ยงปราณตัวน้อยจะมองระดับขั้นที่แน่ชัดไม่ออก แต่ก็พอเดาได้ว่าเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตผสานธาตุ
ในสำนักชิงตาน ผู้อาวุโสที่มีอำนาจจริงอาจไม่ใช่ผู้ฝึกตนขอบเขตผสานธาตุทุกคน แต่ผู้ฝึกตนขอบเขตผสานธาตุทุกคนต้องเป็นผู้อาวุโสที่มีอำนาจจริง
เขาโค้งคำนับ "ศิษย์คารวะท่านผู้อาวุโส"
ผู้ฝึกตนวัยกลางคนโบกมือ "หลานศิษย์หยวนเฉินไม่ต้องมากพิธี ข้าคือเจ้าหอการคลัง จินว่านเหลี่ยง"
หลิวหยวนเฉินคิดในใจ "การแต่งตัวแบบนี้ ช่างสมกับชื่อจริงๆ"
แต่เขาก็ยังทำความเคารพอย่างนอบน้อม "ศิษย์หลิวหยวนเฉิน คารวะเจ้าหอจิน"
จินว่านเหลี่ยงโบกมือ "ไม่ต้องเกรงใจ ท่านเจ้าสำนักได้กำชับมาแล้ว ให้เจ้าเลือกสมบัติสามชิ้น ข้าจะพาเจ้าไปหยิบของในคลังสมบัติเดี๋ยวนี้"
พูดจบ เขาก็พาหลิวหยวนเฉินเดินออกไป
หลิวหยวนเฉินแปลกใจเล็กน้อย "คลังสมบัติไม่ได้อยู่ในตำหนักนี้หรือขอรับ?"
จินว่านเหลี่ยงยิ้ม "ตำหนักนี้เป็นแค่ที่ทำงานทั่วไป คลังกลางที่เก็บวัสดุทั่วไปก็อยู่ในตำหนักนี้แหละ
ยังไงซะหอการคลังก็เป็นหน้าเป็นตาเรื่องฐานะการเงินของสำนัก จำเป็นต้องสร้างให้หรูหราหน่อย
อย่าเห็นว่าตำหนักนี้ดูวิจิตรตระการตา จริงๆ ก็แค่สร้างภาพ
ของดีจริงๆ ใครเขาจะเอามาวางในที่สะดุดตาแบบนี้กันล่ะ?"
หลิวหยวนเฉินเดินตามหลังจินว่านเหลี่ยง ทั้งสองเดินเลี้ยวไปเลี้ยวมา ไม่นานก็มาถึงหลังเขา
ที่นี่มีสิ่งปลูกสร้างอยู่ไม่น้อย แต่ล้วนเป็นเรือนหลังเล็กๆ ที่ดูไม่สะดุดตา ไม่รู้ว่าใช้ทำอะไร
จินว่านเหลี่ยงมาหยุดอยู่หน้าเรือนหลังเล็กที่ดูรกร้างแห่งหนึ่ง เคาะประตูไม่กี่ครั้ง ไม่นานก็มีผู้ฝึกตนชราคนหนึ่งมาเปิดประตู
จินว่านเหลี่ยงดูเกรงใจชายชราผู้นี้พอสมควร "รับคำสั่งท่านเจ้าสำนัก พาหลิวหยวนเฉินมาเอาของสามอย่าง"
ชายชราทำหน้านิ่งมองหลิวหยวนเฉิน "นำของยืนยันตัวตนมาหรือเปล่า?"
หลิวหยวนเฉินนึกถึงของที่เจ้าสำนักมอบให้ ดูเหมือนจะมีแค่ป้ายทองคำอันเดียว
เขาหยิบป้ายออกมา "นี่เป็นของที่ท่านเจ้าสำนักมอบให้ศิษย์กับมือ"
ชายชรารับป้ายไป ถ่ายเทพลังเวทเข้าไปสายหนึ่งแล้วพยักหน้าเล็กน้อย "ของถูกต้อง พวกเจ้าตามข้าเข้ามา"
ทั้งสองเดินเข้าไปในลานเรือน ชายชรามมองดูภายนอกอย่างระแวดระวัง ก่อนจะปิดประตูลง
เรือนหลังเล็กนี้มองจากภายนอกดูรกร้าง พอเข้ามาข้างใน หลิวหยวนเฉินถึงกับสงสัยว่าตัวเองหลงเข้ามาในป่ารกร้างที่ไหนหรือเปล่า
ในลานมีแต่หญ้ารก และบ้านที่มีห้องอยู่สามห้อง
บ้านหลังเล็กนี้ทรุดโทรมมาก ห้องทางทิศตะวันออกสุดพังถล่มไปแล้วด้วยซ้ำ
จินว่านเหลี่ยงถอนหายใจ "ข้าว่านะผู้อาวุโสหลัว ท่านจะซ่อนตัวก็ไม่เห็นต้องลำบากขนาดนี้เลย?
อย่างน้อยที่นี่ก็เป็นหอการคลัง ทำซะโทรมเชียว
เอาอย่างนี้ไหม ข้าจะหาคนมาซ่อมแซมให้?"
ผู้อาวุโสหลัวไม่กล่าวตอบ เดินตรงเข้าไปในบ้านหลังเล็ก
ทั้งสามคนเข้ามายังห้องทางทิศตะวันตกสุด ผู้อาวุโสหลัวเคาะผนังห้องเบาๆ สองครั้ง
แผ่นหินบนผนังเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นช่องลึกขนาดหนึ่งฟุต
ที่ก้นหลุมมีรอยประทับรูปป้ายสองรอย
ผู้อาวุโสหลัวหยิบป้ายออกจากเอว วางลงในรอยประทับรอยหนึ่ง
จินว่านเหลี่ยงก็หยิบป้ายออกมา วางลงในรอยประทับอีกรอยหนึ่ง
แกร๊ก~~
เมื่อวางป้ายทั้งสองลงไป ก็มีเสียงดังมาจากใต้ดิน
หินก้อนใหญ่กลางห้องยุบตัวลงไป
ไม่นานก็ปรากฏเป็นหลุมดำและบันไดทอดลงสู่เบื้องล่าง
ผู้อาวุโสหลัวคืนป้ายทองคำให้หลิวหยวนเฉิน "ประตูคลังสมบัติเปิดแล้ว พวกเจ้าลงไปได้
จะเอาสมบัติชิ้นไหน ก็ใช้ป้ายนี้ไปปลดค่ายกล
จำไว้ ป้ายของเจ้าใช้ได้แค่สามครั้ง
คิดให้ดีก่อนค่อยใช้ป้าย"
หลิวหยวนเฉินโค้งคำนับ จากนั้นเดินตามจินว่านเหลี่ยงลงบันไดไป
"ท่านเจ้าหอจิน ผู้อาวุโสหลัวเป็นใครกันขอรับ? ข้ารู้สึกเหมือนท่านจะกลัวเขามาก?"
จินว่านเหลี่ยงทำหน้าเชิด "พูดอะไรอย่างนั้น ข้าเป็นถึงเจ้าหอการคลัง จะไปกลัวเขาทำไม?
เพียงแต่เขาเป็นคนที่ท่านเจ้าสำนักส่งมาเฝ้าคลังสมบัติโดยเฉพาะ
การเปิดคลังสมบัติต้องใช้ป้ายสองอัน ข้ากับผู้อาวุโสหลัวถือคนละอัน
สองคนคอยถ่วงดุลกัน ไม่มีใครขโมยของเองได้
อีกอย่างเขาเป็นผู้อาวุโสในสำนัก ข้าเป็นรุ่นน้อง ย่อมต้องให้ความเคารพหน่อย"
ทั้งสองเดินลงบันไดไป ไม่นานก็มาถึงประตูบานใหญ่
จินว่านเหลี่ยงหยิบป้ายประจำตำแหน่งเจ้าหอออกมา ถ่ายเทพลังเวทเข้าไป
ป้ายส่องแสงจ้า ประตูบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก
เมื่อเข้าไปข้างใน ภายในห้องเต็มไปด้วยแสงระยิบระยับ
ในคลังสมบัติไม่มีอุปกรณ์ส่องสว่างใดๆ แต่แสงวิญญาณเหล่านี้ก็ทำให้ภายในคลังสว่างราวกับกลางวัน
จินว่านเหลี่ยงแนะนำ "นี่คือคลังสมบัติที่หอการคลังดูแล
สำนักมีคลังสมบัติทั้งหมดสามแห่ง แห่งหนึ่งเป็นคลังส่วนตัวที่เจ้าสำนักดูแลเอง ข้าก็ไม่เคยเข้าไป
อีกสองแห่งอยู่ที่หอการคลัง คือคลังสมบัติและคลังกลาง
คลังกลางเก็บพวกหินปราณ โอสถ อาวุธระดับต่ำ และทรัพยากรทั่วไป
คลังสมบัติก็คือที่นี่ ของที่นี่ล้วนไม่ใช่ของทั่วไป
มีวัสดุสร้างศาสตราพิเศษ อาวุธระดับสูง สมุนไพรวิญญาณและโอสถล้ำค่า รวมถึงสมบัติบางอย่างที่ไม่รู้สรรพคุณ
ของพวกนี้ไม่ได้แยกประเภท แค่เรียงตามหมายเลขระดับขั้น"
"สมบัติทั้งหมดแบ่งเป็นห้าระดับ คือ เจี่ย, อี่, ปิ่ง, ติง และ อู้
ที่อยู่ใกล้ประตูที่สุดคือโซน 'อู้' เก็บสมบัติระดับหนึ่ง
ไล่ไปเรื่อยๆ โซน 'อี่' เก็บสมบัติระดับสี่
ส่วนโซน 'เจี่ย' เก็บสมบัติระดับสี่ขึ้นไป รวมถึงสมบัติที่ระบุระดับไม่ได้"
ได้ยินดังนั้น หลิวหยวนเฉินก็ยิ้ม "งั้นเราไปโซนเจี่ยกันเลยเถอะขอรับ"
จินว่านเหลี่ยงหัวเราะ "เจ้าเนี่ยไม่ยอมขาดทุนจริงๆ นะ สมบัติโซนเจี่ยมีระดับสูงสุดก็จริง แต่โซนอื่นๆ ก็อาจมีสมบัติล้ำค่าปะปนอยู่เหมือนกัน"
หลิวหยวนเฉินโบกมือ "ช่างเถอะขอรับ จะร่อนทอง ไปร่อนแถวเหมืองทองย่อมดีกว่าไปร่อนในบ่อโคลน"
จินว่านเหลี่ยงพาเขาเดินลึกเข้าไปในคลังสมบัติ ข้างในมีชั้นวางของสามชั้นวางเรียงราย
บนชั้นวางแต่ละอันมีช่องขนาดสองฟุตสิบสองช่อง
แต่ละช่องมีค่ายกลขนาดเล็กคุ้มกันอยู่
ทั้งสองไม่ได้แวะดูสี่โซนแรก เดินตรงดิ่งไปยังส่วนลึกสุดของคลังสมบัติ
ที่นี่มีชั้นวางของแค่สิบกว่าอัน แต่ละอันเขียนตัวอักษร "เจี่ย" ตัวเบ้อเริ่ม มีของวิญญาณรวมแล้วแค่ร้อยกว่าชิ้น
จินว่านเหลี่ยงชี้ไปที่ชั้นวางสองอันด้านนอกสุด "ของบนสองชั้นนี้ ยืนยันได้ว่าเป็นระดับห้า
ส่วนของด้านในพวกนั้น พวกเราพยายามทุกวิถีทางแล้วก็ยังวัดระดับที่แน่นอนไม่ได้"
หลิวหยวนเฉินกวาดตามองชั้นวางสองอันนั้น ก็คล้ายกับด้านหน้า ส่วนใหญ่เป็นวัสดุสร้างศาสตราและเศษซากอาวุธ
เพราะทุ่งร้างอัคคีเคยผ่านสงครามใหญ่มาหลายครั้ง เศษซากอาวุธที่หลงเหลืออยู่ย่อมมีไม่น้อย
เศษซากอาวุธด้านนอกเหล่านั้น ระดับขั้นตกลงไปต่ำสุด เห็นได้ชัดว่าใช้การไม่ได้แล้ว
แต่เศษซากอาวุธทางนี้ ไม่แน่เสมอไป
โดยเฉพาะพวกที่ระบุระดับไม่ได้ อาจจะเป็นของวิเศษที่ซ่อนประกายไว้ก็ได้
ไม่นาน หลิวหยวนเฉินก็เจอของดีอย่างหนึ่ง
เขาเดินไปที่ช่องเล็กๆ ช่องหนึ่ง ในช่องนั้นมีหินสีเขียวอมเหลืองวางกองอยู่หกก้อน มันคือหินฟ้าเหลืองนั่นเอง
หินแต่ละก้อนมีขนาดเท่ากำปั้นผู้ใหญ่ และไม่ได้ถูกหมอกดำกัดกร่อน
เห็นเขาจ้องมองช่องนี้ จินว่านเหลี่ยงก็แนะนำ "นี่คือหินฟ้าเหลือง ได้มาจากส่วนลึกของเทือกเขาเมฆทมิฬ
เพื่อจะรู้สรรพคุณของมัน สำนักถึงกับส่งคนไปถามที่สมาคมการค้าหมื่นสมบัติ
ทางสมาคมรับหินปราณไปหลายสิบก้อน บอกแค่ว่าของสิ่งนี้ชื่อหินฟ้าเหลือง ใช้หลอมสร้างอาวุธได้
ถ้าอยู่นอกทุ่งร้างอัคคี อาจจะมีประโยชน์มหาศาล
แต่ในทุ่งร้างอัคคี ของสิ่งนี้นอกจากเอาไปหลอมอาวุธ ก็ไม่มีประโยชน์อื่นใด"
หลิวหยวนเฉินถาม "ของสิ่งนี้ที่อื่นยังมีอีกไหมขอรับ?"
จินว่านเหลี่ยงพยักหน้า "ทางคลังกลางยังมีอีกนิดหน่อย แต่คุณภาพต่ำมาก ส่วนใหญ่ถูกเอาไปหลอมอาวุธหมดแล้ว
ที่เหลือส่วนมากถูกหมอกดำกัดกร่อน เอาไปหลอมอาวุธตรงๆ ไม่ได้ พวกเราก็ไม่มีวิธีกำจัดหมอกดำ
ดังนั้นเลยโยนทิ้งไว้มุมห้องเก็บของให้ฝุ่นจับ"
ได้ยินเช่นนั้น หลิวหยวนเฉินแทบตาถลน "พวกท่านนี่ผลาญของดีจริงๆ"
เห็นท่าทางเขาเป็นเช่นนี้ จินว่านเหลี่ยงก็สงสัย "ทำไม? เจ้ารู้วิธีใช้ของสิ่งนี้รึ?"
หลิวหยวนเฉินพยักหน้า "ของสิ่งนี้ใช้หลอมอาวุธได้ก็จริง แต่เอาไปหลอมอาวุธธรรมดา ถือเป็นการเสียของอย่างที่สุด
โลกภายนอกมีวิถีการบำเพ็ญเพียรแบบหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากมรดกวิชาในทุ่งร้างอัคคีของเรามาก
วิถีการบำเพ็ญเพียรนี้ ทั้งในช่วงเริ่มต้นและระหว่างการเติบโต ล้วนต้องการหินฟ้าเหลืองอย่างมาก
สำนักอาจารย์ของข้า ก็เดินบนวิถีการบำเพ็ญเพียรสายนี้"
"หินฟ้าเหลืองในคลังกลางพวกนั้น พวกท่านขายออกไหมขอรับ? ข้ายินดีจ่ายหินปราณซื้อ"
จินว่านเหลี่ยงพยักหน้า "ได้แน่นอน ของในคลังกลางไม่ใช่สมบัติล้ำค่าอะไร นอกจากวัสดุยุทธปัจจัยไม่กี่อย่างแล้ว ขายได้หมดแหละ
หินฟ้าเหลืองที่โดนหมอกดำกัดกร่อนพวกนั้นใช้งานไม่ได้ ทางสมาคมการค้าหมื่นสมบัติก็ไม่อยากรับซื้อของพวกนี้
เก็บไว้ในคลังกลาง นอกจากฝุ่นจับก็ไม่มีประโยชน์อะไร
เจ้าเสนอราคามา เดี๋ยวข้าให้คนส่งไปให้"
หลิวหยวนเฉินได้ยินดังนั้นก็ดีใจมาก ถ้าหาหินฟ้าเหลืองได้จำนวนมากจริงๆ แดนวิญญาณอาจพัฒนาเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ในเวลาแค่ปีสองปี
แถมตอนนี้สงครามจบแล้ว โอกาสที่จะเกิดการต่อสู้ระดับยอดฝีมือมีน้อยมาก
เขายังไม่รีบร้อนหยิบหินฟ้าเหลืองพวกนี้ เพราะหินพวกนี้ระบุชัดเจนว่าเป็นระดับห้า
ชั้นวางด้านหลัง ยังมีสมบัติที่ระบุระดับไม่ได้อยู่
สาเหตุที่ระบุระดับไม่ได้มีหลายอย่าง อาจเพราะระดับสูงเกินไป เกินความรู้ความเข้าใจของผู้ฝึกตนสำนักชิงตาน
หรืออาจเป็นของวิเศษที่ซ่อนประกาย ซ่อนคลื่นพลังวิญญาณเอาไว้
แน่นอนว่า อาจเป็นสมบัติระดับสูงที่พลังวิญญาณรั่วไหลไปหมดแล้ว เหลือแต่เปลือกเปล่าๆ
ไม่ว่ากรณีไหน วัตถุวิญญาณที่ระบุระดับไม่ได้ มีโอกาสสูงที่จะเป็นสมบัติล้ำค่า
หลิวหยวนเฉินมองไปยังชั้นวางอื่นๆ ไม่นานก็พบสมบัติที่แท้จริง
สมบัติชิ้นนี้เป็นหินรูปทรงเกือบกลม เส้นผ่านศูนย์กลางปีกว่าๆ
ขอบเป็นสีเทา ยิ่งเข้าใกล้ศูนย์กลาง สีก็ยิ่งเข้มขึ้น
ตรงกลางดำสนิทเหมือนหลุมดำ มันคือหินคงหมิงที่เขาเคยเห็นมาก่อนนั่นเอง
นี่ก็เป็นสมบัติที่จำเป็นสำหรับการเลื่อนขั้นถ้ำสวรรค์แดนศักดิ์สิทธิ์ ก่อนหน้านี้อาจารย์ของเขาได้ก้อนเท่ากำปั้นมา ก็ดีใจไปตั้งนาน
มูลค่าของหินคงหมิงก้อนนี้ ย่อมสูงกว่านั้นมาก
เห็นเขาหยุดอยู่ที่นี่ จินว่านเหลี่ยงก็ถามขึ้น "ทำไม? เจ้ารูจักของสิ่งนี้รึ?"
หลิวหยวนเฉินพยักหน้า "ของสิ่งนี้ชื่อหินคงหมิง เป็นของสำคัญมากในวิถีการบำเพ็ญเพียรของสำนักอาจารย์ข้า ของสิ่งนี้ที่อื่นยังมีอีกไหมขอรับ?"
จินว่านเหลี่ยงส่ายหน้า "ของสิ่งนี้หายากมาก สำนักก็เก็บได้แค่ก้อนนี้ก้อนเดียว
แถมของสิ่งนี้แข็งมาก พวกเราใช้ทุกวิถีทางแล้วก็ยังทำให้มันระคายผิวไม่ได้เลย
รู้ว่าของสิ่งนี้ไม่ธรรมดา พวกเราเลยไม่กล้าเอาออกไปให้คนอื่นตรวจสอบ"
คราวนี้หลิวหยวนเฉินไม่ลังเลเลย เขาหยิบป้ายออกมาแตะที่ค่ายกลทันที
จากนั้นค่ายกลบนช่องก็หายไป เผยให้เห็นหินคงหมิง
(จบแล้ว)