เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33 - คนหนุ่มคนสาวนี่หลับง่ายจริง

บทที่ 33 - คนหนุ่มคนสาวนี่หลับง่ายจริง

บทที่ 33 - คนหนุ่มคนสาวนี่หลับง่ายจริง


บทที่ 33 - คนหนุ่มคนสาวนี่หลับง่ายจริง

ห่างจากครั้งล่าสุดที่เข้ามาในแดนวิญญาณ ก็ผ่านไปปีกว่าแล้ว

ความเปลี่ยนแปลงของต้นกล้าผลโสมคนก็ไม่น้อย ตอนนี้จากที่สูงสามนิ้วกว่าๆ โตขึ้นมาเกือบหนึ่งคืบ

ทั่วทั้งต้นกล้า มีแสงมงคลสีเขียวไหลเวียนจางๆ ดูวิเศษมหัศจรรย์ยิ่ง

หลิวหยวนเฉินสัมผัสได้ถึงพลังเวทขุมหนึ่งปรากฏขึ้นในทะเลจิต เป็นพลังเวทที่แดนศักดิ์สิทธิ์มอบกลับคืนมาให้นั่นเอง

ปริมาณพลังเวทก้อนนี้ มากกว่าพลังวิญญาณที่บรรจุอยู่ในหินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งก้อนเล็กน้อย

เขาดีใจอย่างยิ่ง "ว่าแล้วเชียว พอต้นกล้าผลโสมคนโตขึ้น แดนวิญญาณเติบโต พลังเวทที่มอบคืนมาก็จะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ

ร้อยลมหายใจได้หินวิญญาณหนึ่งก้อน พลังเวทที่ได้รับในหนึ่งวัน เทียบได้กับหินวิญญาณหลายร้อยก้อน

น่าเสียดาย ที่ตัวเองรองรับพลังเวทมากมายขนาดนี้ไม่ได้

ไม่อย่างนั้นก็ต้องใช้ให้หมด หรือไม่ก็ต้องปล่อยให้สลายไปเอง"

ตุ๊กตาโสมเสี่ยวอวี้ เวลานี้กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างต้นกล้าผลโสมคน

รอบกายมีพลังปราณไหลเวียน ดูเหมือนกำลังบำเพ็ญเพียร

หลิวหยวนเฉินไม่รบกวนเขา หันไปตรวจดูพืชวิญญาณแทน

นึกว่าไม่มีคนดูแลมาหนึ่งปี ในแดนวิญญาณน่าจะเต็มไปด้วยกิ่งไม้ใบไม้แห้งเหี่ยว

คิดไม่ถึงว่า เสี่ยวอวี้จะจัดการนาปราณได้เป็นระเบียบเรียบร้อยด้วยตัวเอง

นาปราณที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ ล้วนปลูกข้าววิญญาณและสมุนไพรสำหรับปรุงยาบำรุงปราณจนเต็ม

สมุนไพรรุ่นแรกสุด บางส่วนก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว

หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวไหมทอง ต้นข้าวที่แห้งเหี่ยวก็ถูกฝังลงไปในดินลึก กลายเป็นปุ๋ย

แม้แต่สนเกล็ดเหลืองไม่กี่ต้นที่ปลูกไว้เมื่อก่อน เสี่ยวอวี้ก็ยังใช้เมล็ดสนเพาะพันธุ์ต้นกล้าออกมาได้อีกหลายต้น

บนกิ่งของสนเกล็ดเหลืองต้นที่ใหญ่ที่สุด ยังมีถุงสมบัติแขวนอยู่หลายใบ นี่เป็นของที่ทิ้งไว้ให้เสี่ยวอวี้เล่นตอนนั้น

ของในถุงสมบัติน่าจะมีไม่น้อย ทำเอากิ่งไม้โค้งงอเลย

เดินไปใต้ต้นไม้ ปลดถุงสมบัติลงมา เปิดดูข้างใน เห็นข้าวไหมทองบรรจุอยู่เต็ม

กะน้ำหนักคร่าวๆ อย่างน้อยต้องมีร้อยชั่ง แถมคุณภาพยังสูงมาก

ดูท่า ข้าวไหมทองที่ผลิตได้ในแดนวิญญาณตลอดหนึ่งปีมานี้ ถูกเสี่ยวอวี้เก็บเกี่ยวรวบรวมไว้หมดแล้ว

หลิวหยวนเฉินอุทาน "สติปัญญาของตุ๊กตาโสมสูงส่งจริงๆ ตบะแค่นี้ ก็มีสติปัญญาขนาดนี้แล้ว

ถ้าเขาฝึกฝนวิชาเทพกสิกรรมของเผ่ามนุษย์ได้ ความสำเร็จในวันหน้าคงไร้ขีดจำกัด"

ในขณะนั้นเอง เขารู้สึกเหมือนมีอะไรมากอดขา "ท่านพ่อ ท่านกลับมาแล้ว

ท่านไม่มาตั้งนาน ข้ากังวลแทบแย่ว่าท่านจะโดนคนเลวจับตัวไป"

หลิวหยวนเฉินก้มลงมอง พบว่าเป็นเสี่ยวอวี้ที่กอดน่องของเขาอยู่

เขาก้มลงอุ้มเสี่ยวอวี้ขึ้นมา "ข้างนอกอันตรายนิดหน่อย ข้าต้องหลบไปอยู่ในที่ปลอดภัย จะมาที่นี่พร่ำเพรื่อไม่ได้

หนึ่งปีมานี้ เจ้าดูแลนาปราณได้ไม่เลวเลย เป็นเด็กดีที่ฉลาดและเก่งมากจริงๆ"

ได้ยินคำชมของหลิวหยวนเฉิน เสี่ยวอวี้ก็ทำหน้าภูมิใจ "ท่านพ่อ หลังจากท่านไป ข้าไม่กล้าอยู่เฉยเลยสักวัน

นอกจากรดน้ำ พรวนดิน ยังต้องคุยกับพวกมันด้วย

ต่อมา พื้นที่ที่นี่กว้างขึ้นเรื่อยๆ ข้ายังปลูกพืชวิญญาณใหม่ๆ ลงไปในที่ว่างตั้งเยอะ..."

เสี่ยวอวี้ก็นิสัยเหมือนเด็ก พอชมเข้าหน่อย เขาก็เริ่มอวดผลงาน

แต่แบบนี้ก็กระตุ้นความกระตือรือร้นของเขาได้ ผลประโยชน์สุดท้าย ย่อมตกอยู่กับเจ้าที่ดินอย่างตัวเอง

หลิวหยวนเฉินนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่เสี่ยวอวี้ดูเหมือนกำลังบำเพ็ญเพียร จึงถามว่า "เมื่อกี้ตอนข้าเข้ามา พลังปราณทั่วร่างเจ้าไหลเวียน ดูเหมือนกำลังบำเพ็ญเพียร

หรือว่า เจ้าปลุกความทรงจำทางสายเลือดได้แล้ว?"

เสี่ยวอวี้ส่ายหน้า "เมื่อกี้ข้ากำลังฝึกวิชา แต่วิชานั้นข้าไม่ได้ปลุกขึ้นมาเอง ท่านผู้นั้นให้ข้ามา"

"ท่านผู้นั้น?" หลิวหยวนเฉินงุนงง "ท่านผู้นั้นคือใคร?"

เสี่ยวอวี้มองไปที่ต้นกล้าผลโสมคน "ก็ท่านต้นกล้านั่นแหละ ตั้งแต่ครึ่งปีก่อน ขอแค่ข้านั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆ ท่าน ก็จะได้รับข้อมูลบางอย่าง

ข้าลองโคจรพลังเวทในร่างตามข้อมูลที่ได้รับ ต่อมาก็พบว่าพลังเวทแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

ตอนนี้ แม้แต่ดำดินก็เร็วกว่าเมื่อก่อนเยอะ"

หลิวหยวนเฉินตกตะลึงในใจ เห็นได้ชัดว่าวิชาที่เสี่ยวอวี้ฝึกมาจากต้นกล้า

และต้องเป็นตอนที่เขาเข้าใกล้ต้นกล้า ถึงจะได้รับข้อมูล

หวนนึกถึงตอนก่อนที่ตนจะบุกเบิกแดนวิญญาณ เฉลี่ยทุกสิบกว่าวัน ในทะเลจิตจะปรากฏภาพท่านจอมเทพเจิ้นหยวนเทศนาธรรม

แม้เนื้อหาที่ฟังรู้เรื่องจะยังเป็นพวกเดิมๆ แต่อย่างน้อยภาพการเทศนาธรรมก็ปรากฏขึ้น

แต่หลังจากบุกเบิกแดนวิญญาณ เพราะตนมีธุระข้างนอก เวลาที่อยู่ในแดนวิญญาณจึงน้อยมาก

เกือบสองปีมานี้ ในสภาวะเข้าฌาน จำนวนครั้งที่ภาพท่านจอมเทพเจิ้นหยวนเทศนาธรรมปรากฏขึ้นในทะเลจิต รวมกันไม่เกินสี่ห้าครั้ง

โดยเฉพาะหนึ่งปีที่อยู่ในสำนัก ปรากฏขึ้นแค่ครั้งเดียว

หลังจากทะลวงขอบเขตขั้นรวมปราณเจ็ดชั้น ก็ไม่เคยปรากฏอีกเลย

เขาครุ่นคิดในใจ "ตอนข้าอยู่ขั้นรวมปราณระยะแรก ฟังเรื่องการบุกเบิกถ้ำสวรรค์แดนศักดิ์สิทธิ์จากเนื้อหาการเทศนาธรรมจนเข้าใจ

ตอนขั้นรวมปราณระยะกลาง ก็ฟังวิชาเทพพฤกษาเสียดฟ้าจากเนื้อหาการเทศนาธรรมจนเข้าใจ

ตามกฎนี้ ข้าทะลวงสู่ขั้นรวมปราณระยะปลาย ก็น่าจะฟังเนื้อหาการเทศนาธรรมเข้าใจได้อีกส่วนหนึ่ง

แต่จนถึงตอนนี้ ก็ยังฟังเนื้อหาส่วนที่สามไม่เข้าใจ

ถ้าอย่างนั้น สาเหตุก็คือหนึ่งปีมานี้ข้าอยู่ห่างจากแดนวิญญาณเขาหินเขียวตลอด สัมผัสต้นกล้าผลโสมคนไม่ได้

ฉวยโอกาสช่วงนี้ที่เข้าออกแดนวิญญาณได้บ่อยๆ ต้องสัมผัสต้นกล้าผลโสมคนให้มาก"

เขารีบเดินไปนั่งขัดสมาธิข้างต้นกล้าผลโสมคน สัมผัสกับต้นกล้าให้มาก

เขาลูบหัวเสี่ยวอวี้ "เจ้าลองบอกเนื้อหาที่ต้นกล้าผลโสมคนถ่ายทอดให้เจ้าหน่อย ข้าจะดูว่าเผ่ามนุษย์ฝึกได้ไหม"

เสี่ยวอวี้ก็ว่าง่ายมาก ท่องวิชาที่ตัวเองได้รับออกมา

ฟังจบ หลิวหยวนเฉินถอนหายใจในใจ "ท่านจอมเทพเจิ้นหยวนสอนตามความเหมาะสมจริงๆ วิชาที่ถ่ายทอดให้เสี่ยวอวี้ มนุษย์ฝึกไม่ได้เลย"

"ในกระบวนการเบิกปัญญาเสี่ยวอวี้ ต้นกล้าผลโสมคนเป็นผู้มอบพลังงาน

ตอนนี้เสี่ยวอวี้ยังได้รับมรดกวิชาจากต้นกล้าผลโสมคนอีก เห็นได้ชัดว่าทั้งสองมีความเชื่อมโยงกันค่อนข้างลึกซึ้ง

วันหน้าใช้พืชวิญญาณที่ผ่านการเบิกปัญญาไปกดทับจุดรวมวิญญาณ ขยายแดนวิญญาณ ย่อมเป็นไปได้แน่นอน

แต่ว่า เสี่ยวอวี้เป็นมือดีในการดูแลนาปราณ ให้เขาอยู่ในแดนวิญญาณต่อไปจะดีกว่า

พืชวิญญาณที่จะกดทับจุดรวมวิญญาณ ค่อยจัดการหาใหม่เถอะ"

จากนั้น เขาหยิบถุงสมบัติออกมาจากอกเสื้อ "เสี่ยวอวี้ ข้าวไหมทองพวกนี้ข้าเพาะเลี้ยงมาเป็นพิเศษ

รอข้าวรุ่นนี้เก็บเกี่ยวเสร็จ ก็เอาข้าวไหมทองพวกนี้ปลูกลงไป

ต้นข้าวที่งอกมาจากข้าวไหมทองพวกนี้ พอสุกแล้วต้นจะไม่ตาย ยังออกรวงต่อได้เรื่อยๆ

ปลูกข้าวพวกนี้แล้ว ต่อไปเจ้าจะสบายขึ้นเยอะ"

พอลองฟังแบบนี้ ตาเสี่ยวอวี้ก็เป็นประกาย "จริงเหรอ?"

หลิวหยวนเฉินพยักหน้า "ข้าจะหลอกเจ้าทำไม"

เสี่ยวอวี้คว้าถุงสมบัติหมับ แล้วเอาหัวถูแก้มหลิวหยวนเฉิน "ขอบคุณท่านพ่อ ข้าววิญญาณพวกนั้นพอสุกแล้วก็จะตาย

ข้าอุตส่าห์เลี้ยงจนผูกพันกับพวกมัน พวกมันตาย ข้าเสียใจจะแย่

ต่อไปข้าวไหมทองพวกนี้มีชีวิตอยู่ตลอด ก็จะอยู่เป็นเพื่อนข้าได้ตลอดแล้ว"

จากนั้น หลิวหยวนเฉินก็เอาเมล็ดพันธุ์สมุนไพรที่ได้จากตระกูลเฉินตอนนั้นออกมา

เมล็ดพันธุ์สมุนไพรแต่ละชนิดเอาออกมาอย่างละสามเมล็ด แล้วใช้วิชาพฤกษาธาตุไม้เสริมรากฐานเพาะเลี้ยง

ในจำนวนนั้น ที่เขาให้ความสำคัญที่สุดคือเมล็ดพันธุ์สมุนไพรสำหรับโอสถตรึงชีพจร นี่คือยาช่วยชีวิตสำหรับการทะลวงสู่ขอบเขตทะเลปราณ

เขานำเมล็ดพันธุ์สมุนไพรสำหรับโอสถตรึงชีพจรปลูกลงข้างต้นกล้าผลโสมคน ส่วนเมล็ดพันธุ์สมุนไพรอื่นๆ ปลูกไว้ที่ขอบแดนวิญญาณ

ในบรรดาสมุนไพรสำหรับโอสถตรึงชีพจร ตัวยาหลักที่สำคัญที่สุดคือเถาม่วงทอง ซึ่งต้องใช้เวลาเติบตุนานที่สุด

เถาม่วงทองที่เติบโตตามธรรมชาติหายากยิ่งนัก แถมโตช้า ต้องใช้เวลาประมาณสองร้อยปีถึงจะโตเต็มที่

ในสำนักชิงตาน ผ่านการเพาะเลี้ยงของผู้ดูแลพืชวิญญาณนับไม่ถ้วนมาหลายพันปี เถาม่วงทองใช้เวลาแค่สามสี่สิบปีก็โตเต็มที่

แต่การจะได้ความเร็วในการเติบโตขนาดนี้ ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทน

เถาม่วงทองที่เพาะเลี้ยงอย่างประณีตเหล่านี้มีความต้องการนาปราณสูงมาก ต่อให้เป็นยอดเขาสนเมฆาของสำนักชิงตาน นาปราณที่ปลูกเถาม่วงทองได้ ก็มีแค่สิบกว่าไร่

นาปราณสิบกว่าไร่นั้นเป็นนาปราณที่ดีที่สุดของยอดเขาสนเมฆา ยังต้องใช้ปลูกสมุนไพรระดับสามระดับสี่

เถาม่วงทองต่อให้มีค่าแค่ไหน ก็เทียบกับสมุนไพรระดับสามระดับสี่ไม่ได้

ดังนั้น สำนักชิงตานจึงไม่อาจปลูกเถาม่วงทองขนานใหญ่ได้

แต่ภายในแดนวิญญาณ นาปราณต้องพอใช้อยู่แล้ว

ความเร็วในการเติบโตของพืชวิญญาณเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว บวกกับผลของวิชาพฤกษาธาตุไม้สื่อจิต เถาม่วงทองเหล่านี้มีหวังโตเต็มที่ภายในยี่สิบปี

หากใช้วิชาหมื่นพฤกษาผืนป่าเร่งโต เวลาที่ใช้อาจจะน้อยกว่านั้น

หลังจากจัดการเรื่องสมุนไพรเสร็จ เขาก็นั่งบำเพ็ญเพียรข้างต้นกล้าผลโสมคน

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ถึงยามเหม่า ในทะเลจิตก็ยังไม่มีภาพท่านจอมเทพเจิ้นหยวนเทศนาธรรมปรากฏขึ้น

หลิวหยวนเฉินยังต้องไปลาดตระเวนรอบเขาหยกวารี ทุกวันต้องส่งข่าวรายงานสถานการณ์ไปทางเมืองชิงเหอ จะขลุกอยู่ในแดนศักดิ์สิทธิ์ตลอดไม่ได้

ฉวยโอกาสตอนยามเหม่าฟ้ายังไม่สาง เขารีบออกจากแดนวิญญาณ

ตอนไป ยังเอาข้าวไหมทองส่วนหนึ่งและเมล็ดสนเกล็ดเหลืองส่วนใหญ่ที่ผลิตในแดนวิญญาณไปด้วย

มีวิชาพฤกษาธาตุไม้เสริมรากฐานอยู่ สนเกล็ดเหลืองมีประโยชน์มหาศาล

หลายวันต่อมา หลิวหยวนเฉินลาดตระเวนรอบเขาหยกวารีในตอนกลางวัน ถือโอกาสหาจุดรวมวิญญาณ เตรียมตัวสำหรับการหลอมรวมจุดรวมวิญญาณของแดนวิญญาณ

พอตกกลางคืน ก็จะเข้าไปในแดนวิญญาณเขาหินเขียว ฝึกวิชาเทพพฤกษาเสียดฟ้า

น่าเสียดาย ที่ในทะเลจิตไม่เคยปรากฏภาพท่านจอมเทพเจิ้นหยวนเทศนาธรรมเลย

แต่การฝึกวิชาวานรครามทะลวงไพรในแดนวิญญาณ ผลลัพธ์กลับดีเยี่ยม

ไม่ว่าจะเสริมเลือดลม หรือรวบรวมปราณกัง หรือใช้ปราณกังขัดเกลากาย ผลลัพธ์ล้วนดีกว่าฝึกข้างนอกมาก

กำหนดเวลาภารกิจลาดตระเวนมาถึงแล้ว หลิวหยวนเฉินต้องกลับไปรายงานตัวที่เมืองชิงเหอ

สิบวันนี้ไม่เจอผู้ฝึกมารสักคน เจอแค่สหายร่วมสำนักที่ลาดตระเวนในเขตใกล้เคียงหนึ่งหรือสองคนเป็นบางครั้ง

ล่องตามแม่น้ำชิงสุ่ยลงไป เพิ่งจะเดินออกจากเขตลาดตระเวนของตัวเอง ก็พบร่องรอยของผู้ฝึกมารผ่านทางสนเกล็ดเหลืองต้นหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปแปดเก้าลี้

สนเกล็ดเหลืองต้นนั้นหลิวหยวนเฉินปลูกไว้เมื่อสิบวันก่อน ผ่านการเพาะเลี้ยงด้วยวิชาพฤกษาธาตุไม้สื่อจิต และเร่งโตด้วยวิชาหมื่นพฤกษาผืนป่า วันที่ปลูกก็งอกแล้ว

สิบวันผ่านไป ต้นกล้านั้นสูงได้หนึ่งคืบกว่าแล้ว

ผ่านทางต้นกล้านั้น หลิวหยวนเฉินสามารถมองเห็นสถานการณ์ในรัศมีสองวาได้

เวลานี้ ผู้ฝึกตนสวมชุดคลุมสำนักชิงตานคนหนึ่ง กำลังต่อสู้กับผู้ฝึกตนแต่งกายแบบผู้บำเพ็ญเพียรอิสระสองคน

เสียดายที่ต้นกล้าเล็กเกินไป ระยะตรวจสอบก็แคบเกินไป ไม่อาจสังเกตสถานการณ์การต่อสู้ได้ครบถ้วน

แต่ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระสองคนนั้นร่วมมือกันยังจัดการสหายร่วมสำนักคนนั้นไม่ได้ คาดว่าน่าจะเป็นผู้ฝึกตนขั้นรวมปราณ

เรื่องพรรค์นี้ เข้าไปแจมสักหน่อยก็ได้

ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกมารหรือไม่ กล้าลงมือกับศิษย์สำนักชิงตาน ฆ่าทิ้งย่อมไม่มีปัญหา

หลิวหยวนเฉินใช้วิชาเงาไม้ซ่อนกาย รีบรุดไปยังสนามต่อสู้

ไม่นาน เขาก็มาถึงใกล้สนามต่อสู้

สายตาผู้ฝึกตนดีเยี่ยม ทั้งสามต่อสู้กันดุเดือด หลิวหยวนเฉินมองเห็นรูปร่างหน้าตาคร่าวๆ ของทั้งสามคนได้จากระยะห้าหกสิบวา

ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระสองคนนั้น คนหนึ่งผมขาวโพลน อีกคนดูเหมือนจะอายุสามสิบกว่าปี

อาศัยต้นไม้ใบหญ้าสัมผัสได้ลางๆ ว่ากลิ่นอายของพวกเขาไม่ถือว่าแข็งแกร่งนัก ประมาณขั้นรวมปราณแปดชั้น

ส่วนสหายร่วมสำนักคนนั้นกลิ่นอายแข็งแกร่งกว่าหน่อย น่าจะมีตบะขั้นรวมปราณเก้าชั้น

แม้ตบะจะสูงกว่า แต่หนึ่งต่อสอง ก็ยังเกินกำลัง ค่อยๆ ตกเป็นรอง

หลิวหยวนเฉินไม่รีบร้อนลงมือ แต่สังเกตการณ์อยู่ด้านข้าง

เพราะถ้าลงมือตอนนี้ ยังต้องมีคนมาหารของรางวัลอีกคน

รอสหายร่วมสำนักคนนั้นพ่ายแพ้หนีไปค่อยลงมือ ผลประโยชน์ก็จะเป็นของตนคนเดียว

ไม่นาน สหายร่วมสำนักคนนั้นก็เริ่มรับมือไม่ไหว จึงไม่กล้าพัวพันต่อ

ขว้างยันต์สองแผ่นออกมาส่งๆ แล้วใช้วิชาตัวเบาหนีไปทางทิศตะวันออก

ยันต์สองแผ่นนั้นระเบิดเปลวไฟออกมาสองกลุ่ม บีบให้ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระสองคนถอยไป

เห็นศิษย์สำนักชิงตานหนีไป ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระหนุ่มกำลังจะไล่ตาม ชายชราก็ขวางไว้ "ที่นี่ใกล้เมืองชิงเหอเกินไป ยิ่งไปข้างหน้าศิษย์สำนักชิงตานยิ่งเยอะ

ขืนไล่ตามไป อาจจะโดนรุมกินโต๊ะ

คนคนนั้นหนีกลับไปได้ ต้องเรียกศิษย์สำนักชิงตานมาอีกเพียบแน่ พวกเรารีบหลบเข้าเทือกเขาเมฆทมิฬกันเถอะ"

ชายหนุ่มไม่ดื้อดึง ทั้งสองเดินทวนน้ำแม่น้ำชิงสุ่ยขึ้นมา ก็คือมุ่งหน้ามาหาหลิวหยวนเฉินนั่นเอง

รอจนพวกเขาเข้ามาในระยะสามสิบวา หลิวหยวนเฉินใช้วิชาเงาไม้ซ่อนกาย ร่างทั้งร่างหายวับไปในพงหญ้า

ชายชราผู้นั้นดูเหมือนจะสัมผัสได้ จึงประสานมือคารวะไปรอบทิศ "ข้าสองคนเพียงแค่ผ่านทางมา ไม่มีเจตนาล่วงเกิน ขอสหายผู้บำเพ็ญเพียรโปรดเมตตาด้วย"

พลังเวททั่วร่างเขาพลุ่งพล่าน จิตสัมผัสแผ่ออกมา เตรียมพร้อมต่อสู้แล้ว

แต่เสียงเขายังไม่ทันขาดคำ เงาสีดำรูปทรงกรวยสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นด้านหลังกะทันหัน

ยังไม่ทันที่เขาจะตอบสนอง กรวยนั้นก็ปักเข้าที่จุดยู่เจิ่นตรงท้ายทอย

ชายชราร้องโหยหวน ร่างทั้งร่างล้มลงกับพื้น

ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระหนุ่มตกใจแทบสิ้นสติ กระตุ้นยันต์เกราะทองแผ่นหนึ่ง ปกป้องตัวเองไว้

จากนั้นใช้วิชาตัวเบา หนีไปทางทิศใต้

หลิวหยวนเฉินถือพลองวายุอัสนี ใช้วิชาเงาไม้ซ่อนกายไล่ตามไปติดๆ

ถ่ายเทพลังเวทเข้าสู่พลองวายุอัสนี บนตัวพลองมีประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบจางๆ และยังมีแสงสีเทาห่อหุ้มอยู่ชั้นหนึ่ง

ไล่ตามไปถึงด้านหลังผู้บำเพ็ญเพียรอิสระหนุ่ม เหวี่ยงพลองยาวฟาดเข้าที่ท้ายทอย

พลองนี้รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ แถมยังไม่มีเสียงลมแม้แต่น้อย

ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระหนุ่มยังไม่ทันตอบสนอง ก็ถูกตีตัวปลิว

ม่านแสงสีทองที่เกิดจากยันต์เกราะทอง ก็กลายเป็นแสงสีทองสลายไปภายใต้พลองนี้

ยันต์เกราะทองระดับหนึ่งขั้นสูง ต้านทานการโจมตีเต็มกำลังของผู้ฝึกตนขั้นรวมปราณสูงสุดได้ กลับถูกทำลายด้วยพลองเดียว

ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระหนุ่มผู้นั้นประสบการณ์ต่อสู้โชกโชน ตอนที่ร่างกายปลิวออกไป ยังไม่ลืมขว้างยันต์ออกมาสองแผ่น

ทันใดนั้น มีดสั้นสีทองสองเล่มก็พุ่งเข้าใส่หน้าหลิวหยวนเฉิน

หลิวหยวนเฉินกวาดพลองยาวออกไป มีดสั้นสีทองสองเล่มไม่อาจต้านทานอานุภาพของพลอง ล้วนกลายเป็นแสงสีทองสลายไป

เขากระโจนออกไปราวกับวานร ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระหนุ่มเพิ่งจะลุกขึ้นมาได้ พลองที่สองก็ฟาดลงกลางหลัง

ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระหนุ่มรู้สึกเพียงความชาหนึบแล่นพล่านไปทั่วร่าง จากนั้นก็อ่อนแรงไปทั้งตัว ร่างทั้งร่างกองลงกับพื้น ในสติสัมปชัญญะเหลือเพียงความมืดมิดไร้ที่สิ้นสุด

หลิวหยวนเฉินหัวเราะเบาๆ "คนหนุ่มคนสาวนี่หลับง่ายดีจริง หัวถึงหมอนก็หลับเลย"

พูดจบ ก็เก็บพลองวายุอัสนี ค้นตัวผู้บำเพ็ญเพียรอิสระหนุ่ม เจอถุงสมบัติหนึ่งใบกับกระบี่ยาวหนึ่งเล่ม

เขาเดินไปที่ศพชายชรา ค้นตัวดู ก็เจอถุงสมบัติหนึ่งใบกับกระบี่ยาวหนึ่งเล่มเช่นกัน

ดึงเข็มเงาภูตออกจากท้ายทอยชายชรา ยิ้มกล่าวว่า "ของสิ่งนี้เอาไว้ลอบกัด ผลลัพธ์สุดยอดจริงๆ

ตาแก่นี่ดูก็รู้ว่าเป็นมือเก๋า ยังไม่มีทางขัดขืนเลย"

ปลดน้ำเต้าบัญชาเพลิงที่เอว เผาศพชายชราจนเป็นเถ้าถ่าน แล้วโยนเถ้าถ่านลงแม่น้ำชิงสุ่ย

จากนั้น เขาหักข้อต่อแขนขาของผู้บำเพ็ญเพียรอิสระหนุ่มที่สลบอยู่ มัดด้วยเถาวัลย์ไหมเขียว แล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองชิงเหอ

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 33 - คนหนุ่มคนสาวนี่หลับง่ายจริง

คัดลอกลิงก์แล้ว