เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 - สมาคมการค้าหมื่นสมบัติ

บทที่ 4 - สมาคมการค้าหมื่นสมบัติ

บทที่ 4 - สมาคมการค้าหมื่นสมบัติ


บทที่ 4 - สมาคมการค้าหมื่นสมบัติ

หลิวหยวนเฉินฉุกคิดขึ้นได้ว่า พืชวิญญาณส่วนใหญ่หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีพลังปราณอุดมสมบูรณ์ ความเร็วในการเจริญเติบโตย่อมเพิ่มขึ้นระดับหนึ่ง

แดนศักดิ์สิทธิ์ระยะก่อตัวมีความพิเศษเหนือธรรมดา การที่ข้าวไหมทองจะเติบโตเร็วขึ้นจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผล

เท่าที่เขารู้ ในมรดกวิชากสิกรรมมีวิธีการมากมายที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชวิญญาณ

ด้วยศักยภาพของแดนศักดิ์สิทธิ์ระยะก่อตัว บวกกับวิชากสิกรรมชั้นสูง ผลผลิตคงเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

วิชากสิกรรมครอบคลุมตั้งแต่การบำรุงดินนาปราณ การเร่งการเจริญเติบโตของพืชวิญญาณ ไปจนถึงการเพาะพันธุ์พืชวิญญาณ

อย่างข้าวไหมทองที่เป็นธัญพืชปราณ ก็ล้วนผ่านการคัดสรรสายพันธุ์อย่างพิถีพิถัน

ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตหรือความเร็วในการเจริญเติบโต ล้วนเหนือกว่าพวกที่ขึ้นเองตามธรรมชาติแบบเทียบไม่ติด

เมล็ดพันธุ์พืชวิญญาณเพิ่งหว่านลงไป ตบะก็เพิ่งทะลวงผ่าน อยู่ในแดนศักดิ์สิทธิ์ต่อไปก็ไม่มีอะไรทำ

นาปราณเขาหยกวารีทิ้งไว้นานไม่ได้ ต้องรีบกลับไปดูแล

เพื่อไม่ให้ตำแหน่งของแดนศักดิ์สิทธิ์รั่วไหล ทางที่ดีควรรอให้ฟ้ามืดก่อนค่อยออกไป

เขาลองตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของเส้นลมปราณในร่างกาย พบว่าเส้นลมปราณเยื่อหุ้มหัวใจมีพลังเลือดลมไหลเวียนสูงสุด

ตามหลักการโคจรของเวลา ตอนนี้น่าจะเป็นยามซวี หรือก็คือช่วงทุ่มถึงสามทุ่ม

ฟ้ามืดแล้ว ได้เวลาออกเดินทาง

เพียงแค่คิด ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไป เขากลับมายังถ้ำหินย้อยใต้ดินที่มืดมิดอีกครั้ง

เวลานี้ ตาน้ำในจุดรวมวิญญาณหายไปแล้ว แม้แต่พลังปราณที่พวยพุ่งออกมาก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

พลังปราณที่ลดลง ย่อมถูกแดนศักดิ์สิทธิ์ดูดซับไป

ชีพจรวิญญาณเทือกเขาเมฆทมิฬมีการผันผวนตลอดเวลา ระดับพลังปราณของยอดเขาร้างๆ สักแห่งจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

อีกอย่าง แดนศักดิ์สิทธิ์ระยะก่อตัวนี้ก็ซ่อนเร้นอย่างมิดชิดพอ

ไม่ว่าจะมองด้วยตาเปล่าหรือใช้จิตสัมผัส ก็ไม่สามารถรับรู้การคงอยู่ของแดนศักดิ์สิทธิ์ได้โดยตรง

ขณะนั้นเอง ในทะเลแห่งจิตของหลิวหยวนเฉินก็มีพลังเวทปรากฏขึ้นมาเองอีกครั้ง

เพียงแต่ปริมาณลดน้อยลง เหลือประมาณหนึ่งในสิบห้าของหินปราณระดับต่ำหนึ่งก้อน

เมื่อออกจากแดนศักดิ์สิทธิ์ระยะก่อตัว พลังเวทที่ตอบแทนกลับมาลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่ได้หายไป

หลิวหยวนเฉินเดินออกจากถ้ำหินย้อย พบว่าขอบเขตการรับรู้ของตนกว้างขึ้น

ก่อนหน้านี้อาศัยความสามารถของเมล็ดพันธุ์เซียนในการจับสัมผัสพลังชีวิตพืชพรรณ ระยะทำการอยู่ที่ยี่สิบวา

แต่ตอนนี้ ระยะการรับรู้ของเขาขยายไปเกินสามสิบวาแล้ว

เขาพึมพำกับตัวเอง "หลังเปลี่ยนวิชาบำเพ็ญเพียร ความสามารถพิเศษเดิมก็แข็งแกร่งขึ้น ไม่รู้ว่าจะมีลูกเล่นอะไรใหม่ๆ เพิ่มมาอีกไหม"

ยิ่งห่างจากเขาหินเขียว พลังเวทที่แดนศักดิ์สิทธิ์ตอบแทนกลับมาก็ยิ่งน้อยลง

พอกลับถึงเขาหยกวารี พลังเวทที่ได้ในแต่ละครั้ง เหลือแค่ประมาณหนึ่งในร้อยของหินปราณระดับต่ำ

ถึงจะน้อยไปหน่อย แต่ก็ยังมากกว่าพลังเวทที่เขาได้จากการนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรทั้งวันเสียอีก

ได้ประโยชน์มาฟรีๆ แบบนี้ หลิวหยวนเฉินก็พอใจแล้ว

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลิวหยวนเฉินรดน้ำนาปราณจนทั่ว แล้วออกจากเขาหยกวารีอีกครั้ง

คราวนี้เขาไม่ได้ไปที่แดนศักดิ์สิทธิ์เขาหินเขียว แต่มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

ก่อนหน้านี้จางจิ่งเฉิงเอาหินปราณมาให้สามสิบกว่าก้อน บวกกับที่เก็บสะสมไว้ รวมแล้วมีอยู่ห้าสิบกว่าก้อน

ตัดสินใจแล้วว่าจะฝึกวิชาปรุงยา เตาหลอมยาจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

หินปราณห้าสิบกว่าก้อน ซื้อเตาหลอมระดับหนึ่งสักใบกับสมุนไพรระดับต่ำอีกนิดหน่อย ได้สบายๆ

ห่างจากเขาหยกวารีไปทางทิศเหนือเจ็ดแปดสิบลี้ มีตำบลเล็กๆ แห่งหนึ่ง ชื่อว่า "ตำบลชิงเหอ"

ทางตะวันออกของตำบลชิงเหอ คือดินแดนรกร้างทอดยาวหลายพันลี้ มีโอเอซิสและแม่น้ำอยู่น้อยมาก

สุดขอบตะวันออกของดินแดนไร้เจ้าของแห่งนี้ คือแหล่งรวมตัวของพวกมารนอกรีตที่ใหญ่ที่สุดในรัศมีหลายหมื่นลี้... ทะเลเมฆามาร

ดินแดนรกร้างเดิมทีก็ไม่ค่อยมีผลประโยชน์อะไร ขุมกำลังใหญ่จะไปบุกเบิกก็ต้องคอยระวังศัตรูมาลอบกัด ได้ไม่คุ้มเสีย

ดังนั้น ดินแดนรกร้างแห่งนี้จึงกลายเป็นเขตกันชนของสองขั้วอำนาจ

พื้นที่กันดารที่ขุมกำลังใหญ่ไม่แลเหลียว ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระกลับไม่ยอมปล่อยผ่าน

ดินแดนรกร้างแห่งนี้ จึงกลายเป็นสวนสนุกของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ

ผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายธรรมะไม่กล้าไปทะเลเมฆามาร ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่หากินในดินแดนรกร้าง ก็ได้แต่มาปล่อยของและซื้อทรัพยากรบำเพ็ญเพียรที่ตำบลชิงเหอ

ดังนั้น ตำบลชิงเหอที่อยู่ติดกับดินแดนรกร้าง จึงกลายเป็นจุดรวมพลสำคัญของผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ

เขาหยกวารีอยู่ห่างจากประตูสำนักชิงตานกว่าห้าร้อยลี้ การเดินทางไปมาไม่สะดวก

เวลาหลิวหยวนเฉินจะซื้อของ ก็มักจะมาที่ตำบลชิงเหอนี่แหละ

ลงจากเขาหยกวารีมุ่งหน้าขึ้นเหนือ ไม่นานก็เจอแม่น้ำสายหนึ่ง

แม่น้ำสายนี้คือต้นน้ำของแม่น้ำชิงเหอ ขอแค่เดินเลียบแม่น้ำลงไป ก็จะถึงตำบลชิงเหอ

สองฝั่งแม่น้ำชิงเหอ พืชพรรณอุดมสมบูรณ์

หลิวหยวนเฉินปล่อยจิตสัมผัสออกมานิดเดียว ก็สัมผัสได้ถึงพลังชีวิตอันเปี่ยมล้นของพืชพรรณ

ผ่านการสัมผัสนี้ ยังสามารถตรวจพบผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่ซ่อนตัวดักรอเหยื่ออยู่ได้ด้วย

เขาสวมชุดคลุมนักพรตสีเขียว หน้าอกและแผ่นหลังปักลายน้ำเต้า นี่คือชุดเครื่องแบบของสำนักชิงตาน

ในเขตอิทธิพลของสำนักชิงตาน ถ้าไม่มีผลประโยชน์มหาศาลจริงๆ ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระจะไม่กล้าหาเรื่องศิษย์สำนักชิงตานง่ายๆ

ถ้าไม่ได้อาศัยสถานะศิษย์สำนักชิงตาน ตลอดทางคงเลี่ยงการต่อสู้ไม่ได้แน่

ไร้เรื่องราวตื่นเต้น เขามาถึงตำบลชิงเหออย่างราบรื่น

ตัวตำบลตั้งอยู่ฝั่งเหนือของแม่น้ำชิงเหอ กินพื้นที่หนึ่งลี้ พื้นที่ไม่ใหญ่และไม่มีกำแพงเมือง

แต่ในตำบลกลับคึกคักมาก ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระเดินกันขวักไขว่

หลิวหยวนเฉินมาที่นี่บ่อย จึงรู้ทางเป็นอย่างดี

เข้าสู่ตัวตำบล ก็มุ่งหน้าไปยังใจกลางตำบลทันที

ใจกลางตำบลมีร้านค้าใหญ่สามแห่ง ได้แก่ ร้านขายยาของสำนักชิงตาน ร้านอาวุธของสำนักเขาติ่งเหล็ก และสมาคมการค้าหมื่นสมบัติ

เบื้องหลังของสมาคมการค้าหมื่นสมบัตินั้นไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง ในรัศมีหลายหมื่นลี้ ทุกเมืองทุกตำบลล้วนมีสาขาของพวกเขา

ในแง่การทำธุรกิจ สามขุมกำลังใหญ่อย่างสำนักชิงตาน เทียบกับสมาคมการค้าหมื่นสมบัติไม่ได้เลย

นอกจากนี้ สมาคมการค้าหมื่นสมบัติยังลึกลับมาก ไม่มีใครรู้ว่าสำนักงานใหญ่อยู่ที่ไหน

มีข่าวลือว่า สมาคมการค้าหมื่นสมบัติไม่ใช่ขุมกำลังของทุ่งร้างอัคคี แต่เป็นแขนขาของขุมกำลังใหญ่จากภายนอกที่ยื่นเข้ามา

ลัทธิเมฆามารที่เป็นพี่ใหญ่ฝ่ายอธรรม เคยงัดข้อกับสมาคมการค้าหมื่นสมบัติมาแล้ว

เปิดฉากตีกันตอนเช้า บ่ายๆ ลัทธิเมฆามารก็ประกาศยอมแพ้

สมาคมการค้าหมื่นสมบัติสมคำร่ำลือ ทรัพยากรทั่วไปที่ผู้บำเพ็ญเพียรต้องการพวกเขามีขายหมด แถมคุณภาพดี ข้อเสียอย่างเดียวคือแพง

ที่สมาคมการค้าหมื่นสมบัติ มีแต่ของที่ไม่มีปัญญาซื้อ ไม่มีของที่หาซื้อไม่ได้

เตาหลอมยาไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้บ่อย และไม่ได้ใช้ในการต่อสู้ ไม่ต้องการความแข็งแกร่งทนทานมากนัก

เตาหลอมระดับต่ำใช้วัสดุไม่ค่อยดี การตีขึ้นรูปก็ไม่พิถีพิถัน ความยากในการสร้างไม่สูง

ในบรรดาอาวุธวิเศษระดับเดียวกัน ราคานับว่าอยู่ระดับกลางค่อนไปทางต่ำ

ในร้านเครื่องมือเล็กๆ เตาหลอมระดับหนึ่งขั้นกลางราคาแค่สิบกว่าหินปราณ

ต่อให้เป็นเตาหลอมระดับหนึ่งขั้นสูง ก็แค่ยี่สิบหินปราณบวกลบ

แต่หลิวหยวนเฉินรู้ดี ของคุณภาพดี ข้อเสียเดียวคือแพง

ส่วนของคุณภาพห่วย ข้อดีเดียวคือถูก

การปรุงยาไม่ใช่เรื่องล้อเล่น มือใหม่ที่ตายเพราะเตาระเบิดมีให้เห็นอยู่ถมไป

ถ้าคุณภาพเตาหลอมไม่ผ่านเกณฑ์ วันดีคืนดีเกิดระเบิดตูมตามขึ้นมา อาจส่งตัวเองกลับบ้านเก่าได้

ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อประหยัดหินปราณนิดหน่อย

ของสมาคมการค้าหมื่นสมบัติแพงก็จริง แต่ไม่เคยได้ยินว่าคุณภาพห่วย

เขาเดินเข้าประตูสมาคมการค้าหมื่นสมบัติ ชายวัยกลางคนคนหนึ่งก็รีบเข้ามาทักทายทันที "สหายตัวน้อยจากสำนักชิงตาน ต้องการซื้ออะไรหรือ?"

หลิวหยวนเฉินมองไปในร้าน การตกแต่งดูเรียบง่าย

ในหน้าร้านที่ไม่ใหญ่มาก นอกจากเคาน์เตอร์คิดเงิน ก็ไม่มีของอย่างอื่นวางอยู่เลย

กลิ่นอายของชายวัยกลางคนผู้นี้ลึกล้ำยากหยั่งคาด หลิวหยวนเฉินย่อมไม่กล้าอวดดี

"ผู้น้อยต้องการซื้อเตาหลอมระดับหนึ่งสักใบ ได้ยินชื่อเสียงของสมาคมการค้าหมื่นสมบัติมานาน เลยแวะมาดูขอรับ"

ชายวัยกลางคนพยักหน้ายิ้มแย้ม "เสี่ยวหลี่ พาลูกค้าท่านนี้ไปดูเตาหลอมหน่อย"

สิ้นเสียง เด็กรับใช้หน้าตาดูอายุราวๆ ยี่สิบปีก็เดินออกมาจากด้านหลัง

"เชิญทางนี้ขอรับนายท่าน"

หลิวหยวนเฉินเดินตามเด็กรับใช้ อ้อมกำแพงหลังเคาน์เตอร์ไป ด้านหลังเป็นห้องที่ไม่กว้างนัก แต่มีประตูเล็กๆ หลายบาน

เหนือประตูแต่ละบานมีป้ายแขวนอยู่ บนป้ายเขียนว่า: โอสถ, อาวุธวิเศษ, ยันต์, ค่ายกล, คัมภีร์คาถา...

ทั้งสองเดินเข้าประตูที่แขวนป้ายอาวุธวิเศษ หลังประตูเป็นห้องอีกห้องหนึ่ง ด้านในมีชั้นวางอาวุธเรียงราย

เด็กรับใช้พาเขามาหยุดหน้าชั้นวางหนึ่ง บนนั้นมีเตาหลอมวางอยู่สิบกว่าใบ มีตั้งแต่ระดับหนึ่งขั้นต่ำไปจนถึงขั้นสูง

"นายท่าน เตาหลอมระดับหนึ่งของทางร้านอยู่ที่นี่หมดแล้วขอรับ

ท่านเป็นศิษย์สำนักชิงตาน คิดว่าคงเน้นฝึกวิชาปรุงยาเป็นหลัก

ในความเห็นของข้าน้อย เลือกเตาหลอมระดับหนึ่งขั้นสูงไปเลยดีกว่า

ต่อให้วันหน้ากลายเป็นนักปรุงยาระดับสอง ก็ยังพอถูไถใช้ต่อได้"

หลิวหยวนเฉินเองก็อยากได้เตาหลอมระดับหนึ่งขั้นสูง แต่ในมือมีแค่ห้าสิบกว่าหินปราณ

ซื้อเตาแล้ว ยังต้องซื้อถ่านวิญญาณกับสมุนไพรอีก ถ้าซื้อเตาระดับหนึ่งขั้นสูง หินปราณอาจจะไม่พอใช้

"เตาหลอมระดับหนึ่งขั้นสูงของทางร้าน ราคาเท่าไหร่หรือ?"

เห็นเขามีใจอยากซื้อ เด็กรับใช้ก็ตาวาว

เขาชี้ไปที่เตาสีดำใบหนึ่ง "ใบนี้คือ 'เตาหลอมทมิฬทอง' วัสดุหลักคือเหล็กนิลชั้นดี ผสมทองทมิฬลงไปเล็กน้อย ความแข็งแกร่งไม่ต้องพูดถึง

ต่อให้นายท่านจะปรุงยาระดับสองขั้นต่ำ ก็ไม่มีความเสี่ยงเรื่องเตาระเบิดแน่นอน

เตาใบนี้ส่งมาจากเมืองชิงตาน เป็นผลงานของนักหลอมสร้างระดับสอง

ขายแค่สี่สิบหินปราณ คุ้มค่าเกินราคาแน่นอนขอรับ"

เตาหลอมทมิฬทองใบนี้ถูกใจหลิวหยวนเฉินมาก อย่างน้อยที่สุดก็ปลอดภัย

ผู้บำเพ็ญเพียรเมื่อถึงขั้นรวมปราณสูงสุด ขอแค่จิตสัมผัสและพลังเวทแข็งแกร่งพอ ก็สามารถลองปรุงยาระดับสองขั้นกลางหรือต่ำได้

แม้โอกาสสำเร็จจะต่ำ เปลืองจิตสัมผัสและพลังเวทมาก

แต่ขอแค่ทำอัตราความสำเร็จให้ถึงสี่ส่วน กำไรก็มากกว่าปรุงยาระดับหนึ่งเยอะ

ถึงตอนนั้น เตาใบนี้ได้ใช้แน่

แค่ว่าราคาสี่สิบหินปราณ มันแพงไปหน่อย

เห็นเขามีสีหน้าลำบากใจ เด็กรับใช้ก็รู้ทันที

เขาชี้ไปที่เตาสีแดงชาดอีกใบ "ใบนี้คือ 'เตาหลอมทองแดงชาด' ใช้ทองแดงชาดเป็นวัสดุหลัก ผสมหินอัคคีแดงลงไปเล็กน้อย

ในแง่ความแข็งแกร่ง เตาหลอมทองแดงชาดจะด้อยกว่านิดหน่อย แต่ถ้าปรุงยาระดับหนึ่งขั้นสูง แทบไม่มีความเสี่ยงเตาระเบิด

ที่สำคัญที่สุดคือ ในเตาหลอมทองแดงชาดมีวงเวทอักขระเพลิงจารึกอยู่ ช่วยให้ไฟเสถียร ลดความยากในการคุมไฟ และประหยัดถ่านวิญญาณ

สำหรับมือใหม่แล้ว ช่วยลดโอกาสผิดพลาดได้มากโข

ราคาก็ย่อมเยากว่า เพียงแค่สามสิบหินปราณ

ในบรรดาเตาหลอมระดับหนึ่งขั้นสูงของร้าน นี่คือใบที่ถูกที่สุดแล้วขอรับ"

"ทางร้านยังมีถ่านวิญญาณเกรดดีจำหน่าย ถ้าซื้อเตาหลอม ข้าน้อยสามารถตัดสินใจลดราคาถ่านวิญญาณให้นายท่านได้สองส่วน"

หลิวหยวนเฉินสะดุ้งในใจ เด็กรับใช้คนนี้รู้จักสังเกตสีหน้าคนจริงๆ

ตัวเองแค่ลังเล เขาก็ดูออกว่ากระเป๋าแฟบ

คิดอีกที เตาหลอมทองแดงชาดก็เหมาะกับตัวเองดี

แม้ตอนนี้จะเป็นนักสมุนไพรระดับหนึ่งขั้นกลาง เข้าใจคุณสมบัติสมุนไพรระดับหนึ่งเป็นอย่างดี

แต่ในวิถีแห่งการปรุงยา เขาคือมือใหม่ถอดด้าม

เมื่อก่อนทรัพยากรจำกัด แถมยังมุ่งแต่จะเปิดแดนศักดิ์สิทธิ์

เพื่อรีบออกจากสำนักมาดูแลนาปราณข้างนอก เขาจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจส่วนใหญ่ไปกับวิชากสิกรรม

ด้านวิชาปรุงยา รู้แค่ทฤษฎีพื้นฐาน ไม่ค่อยได้ลงมือปฏิบัติจริง

เตาหลอมทองแดงชาดช่วยคุมไฟให้เสถียร ลดการใช้จิตสัมผัส สำหรับมือใหม่ที่คุมไฟไม่เก่ง นับเป็นตัวช่วยที่ดีมาก

เพราะหลิวหยวนเฉินมีหินปราณไม่เยอะ ทนความล้มเหลวบ่อยๆ ไม่ไหว

ส่วนเรื่องความเสี่ยงเตาระเบิดตอนปรุงยาระดับหนึ่งขั้นสูง ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

ถึงตอนนั้นค่อยเปลี่ยนเตาที่ทนๆ ก็ได้

มีแดนศักดิ์สิทธิ์เขาหินเขียวหนุนหลัง รอให้สมุนไพรพวกนั้นโต ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องหินปราณแล้ว

"ตกลง ข้าเอาเตาหลอมทองแดงชาดใบนี้ แล้วก็เอาถ่านวิญญาณระดับหนึ่งอีกห้าสิบชั่ง"

ถ่านวิญญาณระดับหนึ่งราคาไม่แพง หนึ่งหินปราณซื้อได้สิบชั่ง

บวกกับส่วนลดสองส่วนที่เด็กรับใช้ให้ ก็จ่ายแค่สี่หินปราณ

หลังจ่ายเงินไปสามสิบสี่หินปราณ หลิวหยวนเฉินก็ออกจากสมาคมการค้าหมื่นสมบัติ

จากนั้น เขาไปกว้านซื้อสมุนไพรสำหรับทำโอสถคืนปราณมาจำนวนหนึ่ง แล้วจึงออกจากตำบลชิงเหอ กลับเขาหยกวารี

หลังจากเขาเดินออกจากสมาคมการค้าหมื่นสมบัติไปไม่นาน ชายวัยกลางคนที่เฝ้าร้านก็เดินขึ้นไปบนชั้นสาม

"ท่านผู้ดูแล ศิษย์สำนักชิงตานคนเมื่อกี้ดูน่าสนใจดีขอรับ

ข้าน้อยตาถั่ว ดูไม่ออกว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร"

เสียงชายหนุ่มดังมาว่า "น่าสนใจจริงๆ นั่นแหละ

คนผู้นี้อายุน่าจะสิบเจ็ดสิบแปด เพิ่งจะมีตบะขั้นรวมปราณห้าชั้น

ดูท่าพรสวรรค์คงไม่เท่าไหร่ และไม่มีเบื้องหลังอะไร

แต่พลังเลือดลมในกายเขากลับไม่ธรรมดา เทียบได้กับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นรวมปราณเจ็ดแปดชั้นเลยทีเดียว"

ชายวัยกลางคนถามว่า "จะเป็นผู้บำเพ็ญกายาหรือเปล่าขอรับ?"

ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ "บำเพ็ญกายาผลาญทรัพยากรมากกว่าบำเพ็ญปราณเสียอีก

ถ้าเขารวยขนาดนั้น ป่านนี้ฝึกไปถึงขั้นรวมปราณแปดชั้นแล้วมั้ง?"

ชายวัยกลางคนพยักหน้าเบาๆ "นั่นสินะครับ ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญกายา แต่พลังเลือดลมแข็งแกร่งขนาดนี้ หรือว่าจะเป็นกายาสิทธิ์พิเศษ?"

ชายหนุ่มปฏิเสธอีกครั้ง "ข้าสัมผัสกลิ่นอายกายาสิทธิ์พิเศษไม่ได้ น่าจะไม่ใช่"

ชายวัยกลางคนถามต่อ "หรือเขาจะฝึกวิชาของวิถีเซียนปฐพีหรือวิถีกายเนื้อ?"

ชายหนุ่มแย้งทันควัน "เป็นไปไม่ได้ ตอนที่ทุ่งร้างอัคคีกลายสภาพเป็นแบบนี้ วิถีเซียนปฐพียังไม่เป็นรูปเป็นร่างเลยด้วยซ้ำ

ภูเขาชื่อดังมีถมเถ ไม่มีใครมาที่กันดารแบบนี้หรอก

ส่วนมรดกวิถีกายเนื้อต้องการทรัพยากรสูงมาก ยิ่งกว่าวิชาบำเพ็ญกายาทั่วไปเสียอีก

วิถีเซียนปฐพีก็แค่มรดกวิถีกายเนื้อในอดีต บวกกับวิธีเปิดถ้ำสวรรค์แดนศักดิ์สิทธิ์ที่ได้มาจากไหนไม่รู้

เรื่องผลาญทรัพยากร ก็ไม่ได้น้อยหน้าวิถีกายเนื้อเท่าไหร่หรอก

บางทีเขาอาจจะกินของวิเศษที่ช่วยเสริมพลังเลือดลม หรือไม่ก็ฝึกวิชาลับที่รีดเร้นศักยภาพออกมาก็ได้"

ชายวัยกลางคนถาม "ในตัวคนผู้นี้อาจจะมีวาสนา..."

เสียงของชายหนุ่มเย็นชาลง "เจ้าทำงานให้สมาคมมาหลายสิบปี ก็น่าจะรู้กฎระเบียบของสมาคมดี

อย่าสอดรู้ความลับของลูกค้า และอย่าคิดทำเรื่องชั่วๆ

ธุรกิจของเรากระจายไปทั่วเผ่ามนุษย์ แม้แต่เผ่าปีศาจบางกลุ่มยังยอมทำการค้ากับเรา

ที่สมาคมมีวันนี้ได้ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ทรัพยากร มรดกวิชา หรือคนหนุนหลัง แต่คือความน่าเชื่อถือ"

"ร้านขายเตาหลอมยา ในตำบลชิงเหอมีตั้งเจ็ดแปดร้าน ทำไมเขาถึงมาที่สมาคมเรา?

ก็เพราะเราชื่อเสียงดี มีสัจจะ

ตั้งแต่ตั้งสมาคมมาจนถึงวันนี้ ผ่านมาเป็นหมื่นปี ไม่เคยเกิดเรื่องลงมือกับลูกค้า

อีกอย่าง แค่ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตรวมปราณคนหนึ่ง ในตัวจะมีของดีอะไรนักหนา?"

"ถ้าเจ้าอยากก้าวหน้า ก็ตั้งใจทำงานไป

ถ้ากล้าทำเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงสมาคม ต่อให้หนีไปซบเผ่าปีศาจ สมาคมก็ลากคอเจ้ากลับมาลงทัณฑ์ได้"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 4 - สมาคมการค้าหมื่นสมบัติ

คัดลอกลิงก์แล้ว