- หน้าแรก
- บอกแล้วไงว่าผมจะคุมท่านจริงๆ นะครับ องค์หญิง
- บทที่ 9 - นี่เธอมาขอพรกับฉันหรือไง
บทที่ 9 - นี่เธอมาขอพรกับฉันหรือไง
บทที่ 9 - นี่เธอมาขอพรกับฉันหรือไง
บทที่ 9 - นี่เธอมาขอพรกับฉันหรือไง
☆☆☆☆☆
ฝ่ายตรงข้ามเพิ่งจะเผยไต๋ออกมาแค่นิดเดียว ซิลเวียก็จะรีบเปิดอัลติเข้าไปบวกซะแล้ว
ถามจริงว่าซิลเวียเล่นเกมการเมืองเป็นไหมเนี่ย?
"โรงงานผุดขึ้นราวดอกเห็ด เครื่องจักรคำรามกึกก้อง จักรวรรดิของเรากำลังรุ่งโรจน์ ความสุขของประชาราษฎร์เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน แสงแห่งเกียรติยศของจักรวรรดิสาดส่องไปทั่วทิศ ทหารกล้าในแนวหน้าต่างต่อสู้อย่างถวายหัว ประชาชนในอาณานิคมต่างซาบซึ้งในอารยธรรมที่เรามอบให้"
การปกครองของราชวงศ์อยู่เหนือสิ่งอื่นใด ความมั่นคงของจักรวรรดิคือหัวใจสำคัญ
ความสามัคคีหมายถึงความมั่นคง ความมั่นคงหมายถึงความสามัคคี
คำพูดที่ไม่สร้างสรรค์อย่าพูด เรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดความสามัคคีอย่าเล่า ต่อให้รู้ก็ต้องเหยียบไว้!
สรุปสั้นๆ จักรวรรดิกำลังไปได้สวย
ซิลเวียเริ่มงง เธอวางปากกาลง กอดอกถามหยั่งเชิง "ไม่ควรตรวจสอบเหรอ?"
"ควรตรวจสอบ! ควรจับ! และควรฆ่าทิ้งซะ!"
ไอ้พวกเหลือบไรพวกนี้จะทำให้ชาติดีขึ้นได้ยังไง?
เรื่องนี้สำคัญมาก
แต่ยังมีอีกเรื่องที่สำคัญพอๆ กัน——
"ฝ่าบาทคุมงานบริหารบุคคลอยู่หรือเปล่าครับ? หรือจะถามว่าท่านรู้จักคนในนั้นบ้างไหม?"
ตรวจสอบเสร็จ จับกุมเสร็จ ประหารเสร็จ แน่นอนว่าต้องมีตำแหน่งว่างลงเพียบ
หลี่เหวยไม่สงสัยเลยว่าซิลเวียมีปัญญาใช้ชื่อราชวงศ์ปั่นป่วนกองบัญชาการสารวัตรทหารจนเกิดพายุทางการเมืองลูกใหญ่ได้ แต่หลังจากนั้นล่ะ?
จะรับประกันได้ยังไงว่าดอกผลแห่งชัยชนะจะไม่ถูกคนอื่นชุบมือเปิบ จะรับประกันได้ยังไงว่าทุกอย่างจะเป็นไปในทิศทางที่ควรจะเป็น?
"ผมไม่ได้บอกว่าฝ่าบาทไม่ควรทำ ผมแค่เป็นห่วงว่าท่านจะกลายเป็นมีดให้คนอื่นยืมฆ่าคน"
ทันทีที่ซิลเวียเปิดฉากโจมตี หลี่เหวยจินตนาการภาพกองหนุนจากสารพัดทิศมุ่งหน้ามาร่วมวงได้เลย
คนพวกนั้นไม่ได้มารวมตัวกันเพราะซิลเวีย แต่มาเพราะผลประโยชน์ต่างหาก
"ดังนั้นฝ่าบาทรับประกันได้ไหมครับว่าคนที่มาเสียบแทนจะเป็นคนดี? หรือว่ากะจะสุ่มกาชาเอาดาบหน้า?"
ถ้าซิลเวียมีรากฐานในกองบัญชาการสารวัตรทหารสักนิด เขาจะยกสี่มือสนับสนุนให้เธอพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินที่นี่เลย
แต่เธอไม่รู้จักงานบริหารบุคคล ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องกุมอำนาจ
อำนาจที่เธอถืออยู่ตอนนี้ โดยเนื้อแท้แล้วมาจากพ่อและพี่ชายของเธอทั้งนั้น
ซิลเวียผู้ไม่เคยเกรงกลัวฟ้าดิน จู่ๆ ก็รู้สึกว่ากฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่อธิบายได้ด้วยคำพูดแค่ประโยคเดียว
หลี่เหวยแค่ยืนอยู่ตรงข้ามเธอ พูดประโยคง่ายๆ ไม่กี่ประโยค แต่กลับสร้างแรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่
เธอกัดริมฝีปาก มองหลี่เหวยอย่างดื้อรั้น "มันคงไม่แย่ขนาดนั้นหรอกมั้ง?"
มันไม่แย่ขนาดนั้นหรอก เพราะสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดหลี่เหวยยังไม่ได้พูดออกมา
ถ้าเปิดกล่องแพนโดร่าออกมาแล้ว ทำงานไม่สำเร็จ แถมยังทำกองบัญชาการสารวัตรทหารเละเป็นโจ๊ก นั่นแหละถึงจะเรียกว่าหายนะ
ถึงตอนนั้นใครจะรับจบ?
ผิดเป็นพันครั้งหมื่นครั้ง จะให้เป็นความผิดของเจ้าหญิงงั้นเหรอ?
หลี่เหวยพยักหน้าให้ซิลเวีย "แน่นอนครับว่าไม่แย่ขนาดนั้น อย่างมากก็แค่กรรมกรกับชาวนาต้องลำบากต่อไป อาณานิคมก็รับกรรมกันไปเหมือนเดิม"
เปลี่ยนคนใหม่เข้ามา แล้วทุกอย่างก็เหมือนเดิม ก็แค่เปลี่ยนเพลงเต้นรำกันต่อไป
ตราบใดที่อาณานิคมยังอยู่ ก็ไม่มีทางวุ่นวายหรอก!
ความเงียบคือคำอธิบายที่ดีที่สุดของซิลเวียในตอนนี้ เธอยังไม่เข้าใจว่าทำไมโลกในสายตาเธอถึงต่างจากโลกในสายตาเขาขนาดนี้
เธอมองหลี่เหวยแล้วมองอีก คิดเรื่องคำสั่งบนโต๊ะซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายก็เอ่ยถามหลี่เหวยด้วยความหวังอันริบหรี่และความไร้เดียงสาว่า "ก็มีนายอยู่ไม่ใช่เหรอ?"
นี่เธอมาขอพรกับฉันหรือไง?
ได้ยินประโยคนี้ หลี่เหวยแทบจะหลุดมาด
ถ้าซิลเวียมีพลังวิเศษที่พูดคำเดียวแล้วเสกให้เขาเป็นอัครมหาเสนาบดีได้ เขาคงล้มโต๊ะไปแล้ว
แต่ใครก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ต่อให้ตอนนี้จับเขาไปนั่งเก้าอี้เสนาบดี คุมสภาองคมนตรี ถ้าไม่มีกองกำลังในมือ เขาก็ทำงานยากอยู่ดี
"ผมยังมีอีกสองวิธี!"
แต่ในเมื่อเธอมองเขาด้วยสายตาอ้อนวอนขนาดนี้ หลี่เหวยก็พอมีไอเดียเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้าง
"โอ้?!!"
สมกับเป็นชายที่เธอหมายตาไว้ รู้ว่าต้องมีของ!
ทว่าในขณะที่ซิลเวียดีใจ คาเนเล่ที่อยู่ข้างๆ กลับอยากจะทิ้งตัวลงนอนแผ่หราซะเดี๋ยวนี้
คาเนเล่คิดว่าหลี่เหวยจะถือโอกาสนี้ดัดนิสัยซิลเวียให้เข็ดหลาบ ที่ไหนได้ เขากลับตามใจให้เธอเล่นซนต่อซะงั้น
ท่ามกลางสายตาคาดหวังขององค์หญิง แววตาของหลี่เหวยค่อยๆ แน่วแน่ขึ้น "ผมทำเรื่องเสนอ ท่านเป็นคนเซ็น"
ซิลเวียอึ้งไปนิด อยากถามว่ามันต่างกันตรงไหน?
แต่เธอก็รู้ทันทีว่า ลำดับก่อนหลังมันสำคัญมาก
การที่เธอดันทุรังเซ็นคำสั่งเอง กับการที่มีคนเสนอเรื่องขึ้นมา มันต่างกันฟ้ากับเหว
ความแตกต่างที่ว่านี้ น่าจะเป็นสิ่งที่ตาแก่กับพี่ชายชอบเรียกว่า 'หน้าตาของราชวงศ์'
"ไม่ใช่ว่า..." ซิลเวียพูดพลางหัวเราะอย่างจนปัญญา
หลี่เหวยทำเป็นไม่เห็นความอิดออดของเธอ พูดต่อว่า "หลังจากเสร็จเรื่อง ผมขอแค่ท่านช่วยย้ายผมไปอยู่แนวหน้าในอาณานิคมก็พอ"
"นายเห็นฉันเป็นคนยังไงฮะ?!!"
เธอดูเหมือนคนที่เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพลหรือไง?
แถมแบบนี้มันแย่กว่าสถานการณ์เมื่อกี้อีกไม่ใช่เหรอ การโดนเนรเทศไปอาณานิคมนี่มันคำพูดของคนหมดอาลัยตายอยากชัดๆ
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาค้อนขวับของซิลเวีย หลี่เหวยจึงอธิบาย "ท่านได้ผลงานชิ้นแรกไป ส่วนผมที่เป็นคนของท่านก็ไปช่วยราชวงศ์ดูแลอาณานิคม ไม่ดีเหรอครับ?"
เขาแน่นอนว่ารู้ดีว่าซิลเวียไม่ใช่คนถีบหัวส่ง
ดังนั้นถ้ามองในแง่ร้ายที่สุด หากซิลเวียจะก่อวีรกรรม 'สามเกลอป่วนกองบัญชาการ' จริงๆ ให้เขารับจบ แล้วซิลเวียก็ได้ผลงานเดินจากไปอย่างสง่างาม ส่วนเขาถูก 'เนรเทศ' ไปอาณานิคม นี่มันเพอร์เฟกต์ชัดๆ
ตราบใดที่สายสัมพันธ์กับซิลเวียยังอยู่ นั่นไม่ใช่การเนรเทศ แต่เรียกว่าเทพบุตรลงมาจุติที่อาณานิคมต่างหาก
แนวหน้าอันตรายก็จริง แต่โอกาสก็เยอะตามไปด้วย!
"ถ้าท่านหาตำแหน่งข้าหลวงใหญ่ในที่กันดารสักแห่งให้ผมได้ จะเยี่ยมมากเลยครับ"
คราวนี้ถึงตาหลี่เหวยขอพรกับซิลเวียบ้างแล้ว
คาเนเล่ที่ยืนฟังเงียบๆ อยู่ข้างๆ อุทานในใจว่า 'ร้ายกาจนักนะ'
ดังนั้น เธอจึงอดไม่ได้ที่จะแทรกขึ้นมา "ฉันช่วยฝ่าบาทไปจับตาดูเขาให้ได้นะคะ"
พอประโยคนี้หลุดออกไป ไม่ใช่แค่ซิลเวียที่รับไม่ได้ แม้แต่หลี่เหวยยังมองคาเนเล่ด้วยสายตาเปี่ยมความหมาย
"เอ่อ... อ๊ากกก!"
ซิลเวียเกิดอาการกำเริบกะทันหัน โบกไม้โบกมือร้องโวยวายอยู่บนเก้าอี้
นี่เป็นไม้ตายก้นหีบของเธอ พอคุมสถานการณ์ไม่อยู่ ก็จะเริ่มแกล้งบ้าเพื่อตัดจบ
มองดูภาพตลกโปกฮาตรงหน้า หลี่เหวยพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ไม่ลองฟังวิธีที่สองของผมหน่อยเหรอครับ?"
"......"
ประโยคเดียว รักษาอาการกำเริบของซิลเวียหายเป็นปลิดทิ้ง เธอกลับมานั่งตัวตรงแด่ว
ตอนนี้เธอหวังแค่อย่างเดียว ขอให้หลี่เหวยอย่าพูดเรื่องรับผิดแทนอีกเลย
"การตรวจสอบดำเนินต่อไปได้ แต่ผลลัพธ์ทั้งหมดควรถวายรายงานต่อฝ่าบาทจักรพรรดิหรือองค์รัชทายาทครับ"
เทียบกับให้ซิลเวียเป็นคนเปิดประเด็น หลี่เหวยอยากให้พวกเขาร่วมขบวนไปกับคนอื่นมากกว่า
และถ้าจะยืมมือฆ่าคน จักรพรรดิกับรัชทายาทคือเป้าหมายที่ดีที่สุดของซิลเวีย
ถือโอกาสเช็กด้วยว่าสองคนนั้นมีท่าทียังไง
ได้ยินคำแนะนำนี้ ซิลเวียรู้สึกยอมรับได้ง่ายขึ้นเยอะ
ยุยงให้พี่ชายแสนดีพาเธอไปหาเรื่องชาวบ้านงั้นเหรอ?
ไม่เลว!
ถูกจริตเธอมาก!
"งั้นนายไปทำงานต่อเถอะ คาเนเล่อยู่ก่อน"
"รับทราบครับ ฝ่าบาท"
พอหลี่เหวยเดินออกไป ซิลเวียก็ส่งสายตาเหมือนหมาป่าจ้องลูกแกะไปที่คาเนเล่ทันที
"ไอ้ที่บอกว่าช่วยไปจับตาดูเขาที่อาณานิคมนี่หมายความว่าไง? ไหนแปลมาซิ!"
เธอไม่ได้บังคับให้คาเนเล่ต้องตามใจเธอร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่จะมาพูดจาราดน้ำมันเข้ากองไฟในเวลาแบบนั้นได้ยังไง?
คาเนเล่มองซิลเวียตาละห้อย พยายามใช้ความน่ารักเข้าสู้
ทำให้ซิลเวียเริ่มหมั่นไส้ เธอพองแก้มแล้วยื่นมือไปขยี้แก้มคาเนเล่เพื่อระบายอารมณ์
"อู้ววว——"
คาเนเล่ตัวสั่นงันงกไม่กล้าขัดขืน
อีกด้านหนึ่ง สัมผัสที่นุ่มนิ่มคุ้นมือทำเอาซิลเวียเริ่มอิจฉา
หลังจากลงโทษลูกสมุนพอหอมปากหอมคอ เธอก็ยอมปล่อยเหยื่อไป
ซิลเวียถามขึ้นอย่างมีนัย "เธอว่าไง คาเนเล่"
"......ฉันว่าที่เขาพูดก็มีเหตุผลนะคะ"
"ฉันถามความคิดเห็นของเธอ!"
ซิลเวียโมโหจนอยากจะขยี้แก้มคาเนเล่อีกรอบ ทำเอาอีกฝ่ายรีบเอามือกุมแก้มถอยหนี
ตอนนี้คาเนเล่ไม่กล้าปิดบังอะไรแล้ว รีบพูดรัวเร็ว "การเมืองมันก็แบบนี้แหละค่ะ แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน"
เห็นมาตั้งแต่เล็กจนโต คาเนเล่ไม่กล้าคุยโวว่าเชี่ยวชาญการเมือง แต่ก็พอรู้กฎเกณฑ์และมารยาททั่วไปบ้าง
"ฝ่าบาทจะไปอ้อนขอให้องค์รัชทายาทช่วยเฉยๆ ไม่ได้หรอกค่ะ ต้องมีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันไปแลกเปลี่ยนด้วย"
"อ้อ พูดแบบนี้แปลว่าพี่ชายฉันจะยอมให้ฉันขาดทุนงั้นเหรอ?"
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของซิลเวียทำเอาคาเนเล่ร้องโอดโอยในใจ
เธอไม่กล้าพูดจาบ่อนทำลายความสัมพันธ์พี่น้องราชวงศ์หรอก ต้องเรียนรู้จากหลี่เหวยซะแล้ว อยู่ต่อหน้าซิลเวีย เขาไม่เคยแตะเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวเลย
แต่ไม่รู้ไปเอาความกล้ามาจากไหน คาเนเล่กุมแก้มกระซิบเสียงเบาว่า "ก็ไม่แน่ค่ะ!"
พูดจบคาเนเล่ก็เสียใจ
แต่ที่เสียใจไม่ใช่เพราะกลัวข้อหายุยงให้พี่น้องแตกแยก แต่กลัวแก้มตัวเองจะช้ำต่างหาก
สีหน้าซิลเวียเปลี่ยนไปมาหลายตลบ แต่สุดท้ายสิ่งที่ทำให้คาเนเล่ดีใจคือ องค์หญิงไม่ได้ลงโทษเธอ
เงียบไปพักใหญ่ องค์หญิงถึงทำลายความเงียบขึ้นมา "ตอนนี้ฉันมีคำถาม ถ้าจะจับจุดอ่อนใครสักคน ควรใช้วิธีไหนดี?"
หัวข้อสนทนาเริ่มอันตรายอีกแล้ว
และเพราะใครบางคนไม่อยู่ คาเนเล่จึงตระหนักถึงอะไรบางอย่าง
จะทำเรื่องไม่ดี แต่มันสมองหลักดันไม่อยู่...
"ฝ่าบาทโดนจับจุดอ่อนเหรอคะ?!!" คาเนเล่ตาโตด้วยความตกใจ
ซิลเวียที่โดนแทงใจดำร้องเสียงหลง "ฉันเปล่า! เธออย่ามั่วสิ!"
แสดงว่ามีจริง!
เหมือนที่หลี่เหวยรู้จักซิลเวีย คาเนเล่ก็รู้จักซิลเวียดีเกินไป
"จุดอ่อนอะไรคะ? จะกระทบฝ่าบาทแค่ไหน?!!"
สัญญาณเตือนภัยในใจคาเนเล่ดังลั่น ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายจนกู่ไม่กลับ เธอต้องหาทางคุมให้ได้
เห็นลูกสมุนเสียงหลงจนลืมดัดเสียง ซิลเวียก็รู้ว่าอีกฝ่ายเข้าใจไปไกลโขแล้ว
"ไม่ร้ายแรงขนาดนั้นหรอกน่า..."
"นั่นแหละค่ะร้ายแรง!"
"ฉันบอกว่าไม่ร้ายแรงไง!"
จะให้เธอซึ่งเป็นถึงเจ้าหญิง บอกคนอื่นได้ยังไงว่าแอบอ่านนิยายตลาดล่างแล้วโดนผู้ชายจับได้?
ซิลเวียที่เริ่มจะอายจนพาล หน้าแดงก่ำ ส่งสายตาเตือนคาเนเล่ว่าอย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
"......อ๋อ เข้าใจแล้วค่ะ"
คาเนเล่ค่อยๆ สงบลง
โดนจับจุดอ่อน แต่คงเป็นประเภทความลับที่มีร่วมกันสินะ
ตามความเข้าใจของเธอ ก็คือไม่ชวนเธอเล่นด้วยอีกแล้ว!
คิดได้แบบนี้ ความน้อยใจของคาเนเล่ก็พุ่งปรี๊ด
แต่ทำไงได้ อีกฝ่ายคือซิลเวียเชียวนะ
เธอจึงถามอย่างจริงจัง "จุดอ่อนที่ฝ่าบาทอยากจับ ต้องถึงระดับไหนคะ?"
พอถูกถามเข้าประเด็น ซิลเวียก็หรี่ตาลง จมดิ่งสู่ห้วงความคิด
"ต้องถึงระดับไหน..."
เธอคิดแล้วคิดอีก ปัญญาญาณเริ่มเข้าครอบงำสมอง
ทันใดนั้น ดวงตาซิลเวียก็เป็นประกาย ราวกับมีแสงสว่างวาบเข้ามาในจิตวิญญาณ
"เอาแบบที่กินได้ตลอดชีวิตเลยยิ่งดี!"
เธอตอบคาเนเล่อย่างจริงจังและหนักแน่น
"กินได้ตลอดชีวิต..."
เสียงสองของคาเนเล่เพี้ยนไปทันที
ขอพรแบบนี้ สู้ไปลักพาตัวคนเข้าโบสถ์แต่งงานเลยไม่ดีกว่าเหรอ
"เดี๋ยวฉันจะลองคิดดูให้ละเอียดค่ะ ฝ่าบาท"
เสียงคาเนเล่เริ่มเย็นชา
แต่ซิลเวียที่กำลังคึกจัดไม่ทันสังเกตความเย็นชานั้น ยังคงมองเธอด้วยความคาดหวัง
"เรื่องนี้ต้องคิดให้ดีๆ นะ!"
พูดจบ ซิลเวียยังตบไหล่เล็กๆ ของคาเนเล่เพื่อให้กำลังใจ
"เฮ้อออ~~~"
เรื่องนี้พักไว้ก่อน คาเนเล่ตามกลับไปห้องข้างๆ กลับไปคิดเลขยังเหมาะกับเธอมากกว่า
ส่วนซิลเวียที่อยู่ในห้องทรงงานก็ไม่ได้หมกมุ่นเรื่องจุดอ่อนต่อ
คำพูดของหลี่เหวยทำให้เธอสงบลงได้มาก ที่นี่ไม่ใช่วิทยาลัย สังคมมันซับซ้อน
เธอต้องคิดให้ดีว่าจะขอให้พี่ชายแสนดีสนับสนุนยังไง
"แลกเปลี่ยนผลประโยชน์?"
คำนี้มันแสลงตาซิลเวียชอบกล
แต่นี่คือกติกาของเกม เว้นแต่จะมีพลังพอจะล้มกระดาน
และสิ่งที่ทำให้เธอเจ็บใจที่สุดก็ตรงนี้แหละ
ตั้งแต่เล็กจนโต เธอไม่เคยเจอเรื่องที่ใช้คำพูดเดียวแก้ปัญหาไม่ได้
แต่หลี่เหวยกลับบอกเธอว่า ถ้าควบคุมทิศทางไม่ได้ การยอมจำนนอย่างน่าละอายด้วยการรักษาสถานะเดิมไว้ ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องที่รับไม่ได้ในสถานการณ์แบบนี้
"พ่อของฉันทั้งหน้าเงินทั้งบ้ากาม พี่ชายของฉันทั้งบ้ากามทั้งหน้าเงิน..."
จักรวรรดิของเราจะเป็นยังไงต่อไปนะ?
ซิลเวียเริ่มคิดคำถามแบบนี้เป็นครั้งแรก
บางทีพวกเขาควรจัดประชุมครอบครัวกันได้แล้ว และอาจจะเริ่มจากทิศทางที่หลี่เหวยแนะนำก็ได้
บรรยากาศในกองบัญชาการสารวัตรทหารเริ่มอึมครึม เมื่อมีการเรียกดูแฟ้มเอกสารมากขึ้นเรื่อยๆ
หลายคนกำลังรอดูท่าที หลายคนกำลังคาดเดา
สิ่งเดียวที่ทำให้ทุกคนเบาใจคือ ตอนนี้แค่ดู แต่ยังไม่มีสัญญาณว่าจะลงมือ
แต่สำหรับบางคน สถานการณ์แบบนี้กลับน่ากลัวยิ่งกว่า
ก่อนเลิกงาน หลี่เหวยแวะไปที่แผนกบุคคล
พันโทเอ็ดการ์ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่น "ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ พันจ่าถูหนาน"
"ผมก็คิดถึงท่านครับ ท่านพันโท"
หลี่เหวยสัมผัสได้ถึงน้ำหนักในการจับมือของอีกฝ่าย ใบหน้าประดับรอยยิ้มจริงใจ
"คุณน่าจะมาพร้อมภารกิจสินะ? มีอะไรให้ช่วยบอกได้เลย คุณผู้ช่วยธุรการ แผนกบุคคลของเราสนับสนุนงานของราชวงศ์เต็มที่!"
"ฝ่าบาททรงเห็นว่าบุคลากรในห้องทรงงานยังไม่เพียงพอ เลยอยากให้ผมมาเรียนถามท่านพันโทว่า พอจะมีคนเหมาะสมแนะนำบ้างไหมครับ?"
[จบแล้ว]