- หน้าแรก
- บอกแล้วไงว่าผมจะคุมท่านจริงๆ นะครับ องค์หญิง
- บทที่ 6 - เธอมันอัจฉริยะชัดๆ
บทที่ 6 - เธอมันอัจฉริยะชัดๆ
บทที่ 6 - เธอมันอัจฉริยะชัดๆ
บทที่ 6 - เธอมันอัจฉริยะชัดๆ
☆☆☆☆☆
ซิลเวียอาจจะไม่สนกฎ แต่หลี่เหวยทำแบบนั้นไม่ได้
ถ้าเธอมาเยี่ยมเขาในนามส่วนตัว หลี่เหวยคงดีใจและซึ้งใจมาก เพราะในแง่หนึ่งมันช่วยเสริมบารมีให้เขาได้จริงๆ
แต่การเปิดใช้ห้องทรงงานชี้นำแห่งราชวงศ์ ในมุมมองของหลี่เหวย มันคือประเด็นทางการเมือง ต่อให้ซิลเวียจะไม่มีเจตนาทางการเมืองแอบแฝงก็ตาม
ตอนนี้หลี่เหวยที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเธอต้องการอะไรกันแน่ ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว และยิ่งไม่อยากสร้างปัญหาให้ซิลเวีย
เขานั่งตัวตรงอยู่ตรงข้ามซิลเวีย ยังคงรักษามาดการทำงานอย่างเคร่งครัด
หลี่เหวยถามซิลเวียตรงๆ "ฝ่าบาท ขออภัยที่ต้องถาม ท่านมีทิศทางที่ชัดเจนไหมครับหลังจากเปิดห้องทรงงานนี้?"
พูดภาษาชาวบ้านคือ เธอจะมาทำอะไรกันแน่ เธอรู้ไหมว่าการเอาชื่อห้องทรงงานราชวงศ์มาแปะไว้ที่กองสารวัตรทหารมันหมายความว่ายังไง?
สายตาจริงจังของเขาทำเอาซิลเวียหลบตาไม่พ้น ได้แต่อึกอักตอบว่า "ก็... ก็มาชี้นำไง!"
ถ้าไม่ได้รับการฝึกมาอย่างดี ได้ยินคำตอบนี้หลี่เหวยคงหลุดขำก๊ากไปแล้ว
เขารู้ดีว่าซิลเวียไม่ได้คิดอะไรมาเลย แล้วตกลงใครเป็นคนต้นคิดเรื่องนี้?
"งั้นขอถามฝ่าบาท นี่เป็นความต้องการชั่ววูบของท่าน หรือมีใครแนะนำให้ทำครับ?"
ลูกสมุนหัวชมพูข้างกายซิลเวียเหรอ?
ไม่น่าใช่
"......จำเป็นต้องเครียดขนาดนี้เลยเหรอ?"
ต่อให้ซิลเวียจะเส้นตื้นแค่ไหน แต่ตอนนี้เธอก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศมันมาคุชอบกล
ตั้งแต่หลี่เหวยก้าวเข้ามาในห้องนี้ เขาไม่แสดงความสนิทสนมที่เธอคุ้นเคยออกมาเลยสักนิด
ท่าทางของเขาตอนนี้ ทำให้เธอนึกถึงตาแก่ครูสอนหนังสือจอมเจ้าระเบียบสมัยเด็ก
เธอทำแก้มป่องเหมือนภรรยาน้อยใจ
หลี่เหวยยังคงตีหน้าขรึม เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ในเมื่อฝ่าบาทยืมตัวกระหม่อมมาที่นี่ กระหม่อมก็ต้องรับผิดชอบต่อท่าน"
"รับผิดชอบต่อฉัน?!"
ซิลเวียหายใจสะดุด นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เธอมองหลี่เหวยตาค้าง ในใจวนเวียนอยู่กับคำว่า "รับผิดชอบ"
คาเนเล่ที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆ เห็นเจ้านายหลุดลอยไปในโลกแห่งจินตนาการจนกู่ไม่กลับ จึงต้องตอบแทน "องค์รัชทายาทเป็นผู้แนะนำให้ท่านซิลเวียมาประจำการที่นี่ในรูปแบบการชี้นำโดยราชวงศ์ค่ะ"
เป็นครั้งแรกที่หลี่เหวยรู้สึกว่าเสียงเล็กแหลมของคาเนเล่ช่างไพเราะเสนาะหูเหลือเกิน
ซิลเวียไม่ยอมตอบคำถามตรงๆ สักที เขาจะบ้าตายอยู่แล้ว!
ในขณะเดียวกัน ซิลเวียก็ดึงสติกลับมาสู่โลกความจริงได้ในที่สุด หัวเราะคิกคักพลางอธิบาย "ใช่แล้ว ท่านพี่ไปขอเสด็จพ่อให้ฉันเองแหละ เขาบอกว่าทำแบบนี้ฉันจะได้เดินกร่างในกองบัญชาการได้สบาย!"
พูดจบ เธอยังเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจ เหมือนจะพิสูจน์ให้หลี่เหวยเห็นว่าพี่ชายดีกับเธอแค่ไหน
หลี่เหวยฟังจบแล้วสูดหายใจเข้าลึก ยาวนานจนแทบจะไม่ยอมหายใจออก
ผ่านไปราวห้าหกวินาที เขาถึงยกนิ้วโป้งให้ซิลเวีย "อัจฉริยะ!"
"อัจฉริยะ? ฉันเหรอ? ฮ่าๆ มีคนชมฉันแบบนี้บ่อยๆ นะ!"
บรรยากาศในห้องกลับมารื่นเริงสดใสทันตาเห็น
"ฝ่าบาทได้ยืมตัวคนอื่นมาจากกองบัญชาการอีกไหมครับ?"
"ฉันจะยืมคนอื่นมาทำไม?"
ได้ยินคำตอบนี้ หลี่เหวยรู้สึกเหมือนรอยหยักในสมองถูกรีดจนเรียบ
ทันใดนั้น เขาก็ปล่อยวางทุกอย่าง
เซนส์ทางการเมืองของซิลเวียแทบจะเป็นศูนย์
นิสัยไม่ชอบทำตัวโลว์โปรไฟล์ของเธอ ทำให้เธอยอมรับเรื่องเปิดห้องทรงงานนี้ได้แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก
"ไม่เอาข้าราชการคนไหนมาด้วย ยืมตัวฉันมาแค่คนเดียว นี่มันชิลยิ่งกว่าไปทัศนศึกษาซะอีก"
ดูสิว่าทีมงานห้องทรงงานตอนนี้มีใครบ้าง ซิลเวียบวกเขา แถมด้วยลูกสมุนอย่างคาเนเล่ ทีมนี้ถ้าอยู่ในวิทยาลัยหลวงถือว่าไร้เทียมทาน
ในขณะเดียวกัน เขาก็นึกถึงองค์รัชทายาท พี่ชายของซิลเวีย
เขาเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับว่าที่จักรพรรดิองค์นี้มาไม่น้อย แต่หลี่เหวยยังไม่อยากด่วนตัดสินคนที่ยังไม่เคยเจอหน้า
แต่ถ้าตัดสินจากข่าวลือที่เคยได้ยินมา ถ้าคนคนนี้ได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิ คงเป็นหายนะของชาติ
ส่วนเรื่องการเปิดห้องทรงงาน หลี่เหวยไม่อยากวิจารณ์จุดยืนของรัชทายาทในเรื่องนี้
คนเป็นพี่ชายอาจจะหวังดีแต่ผลออกมาแย่ก็ได้ ใครจะไปรู้?
ปรับอารมณ์เสร็จ หลี่เหวยดึงความสนใจของซิลเวียกลับมาที่เขาอีกครั้ง
"ฝ่าบาท เพื่อเป็นการรับผิดชอบต่อท่าน กระหม่อมขอแนะนำว่า ท่านควรเลือกเอาสักอย่าง ระหว่างไม่ทำอะไรเลยแค่มานั่งเป็นพิธี หรือสร้างผลงานเล็กๆ น้อยๆ พอเป็นพิธีแล้วก็ถอนตัวแบบสวยๆ"
พอบรรยากาศกลับมาจริงจังจนซิลเวียเริ่มอึดอัดอีกครั้ง ดูเหมือนเธอจะเริ่มตระหนักอะไรบางอย่างได้
เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ยังคงถามเหมือนเห็นว่าหลี่เหวยทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ "จำเป็นต้องระวังตัวขนาดนั้นเลยเหรอ?"
ได้ยินแบบนั้น หลี่เหวยก็หลุดขำ
เขายอมรับว่าเขาอาจจะคิดมากไปหน่อย เพราะการมีอยู่ของห้องทรงงานมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเกินไป
แต่ตอนนี้คงไม่ได้มีแค่เขาที่มโนไปเอง น่าจะมีอีกหลายคนที่คิดไปไกลเหมือนกัน
ขณะที่หลี่เหวยกำลังจะอธิบายสั้นๆ ซิลเวียก็พูดขึ้นมาก่อน
เธอยังคงยิ้มกว้างอย่างเปิดเผยเหมือนทุกที น้ำเสียงเจือความขี้เล่นแต่ก็แฝงความเชื่อใจ "เถียงสู้นายไม่ได้ เอาเป็นว่านายว่าไงก็ว่างั้นละกัน!"
ถึงสมองจะยังตามไม่ทัน แต่ซิลเวียเชื่อใจหลี่เหวย
เล่นหัวกันมาตั้งกี่ปี เธอรู้ไส้รู้พุงหลี่เหวยดีว่าเป็นคนยังไง
ซิลเวียปรับท่าทีให้ดูจริงจังขึ้นมาหน่อย งัดมาดสมาชิกราชวงศ์ผู้เป็นเจ้าของประเทศออกมาใช้ "ฉันไม่อยากมาเสียเที่ยวโดยไม่ได้ทำอะไรเลย งั้นฉันเลือกข้อหลัง นายมีคำแนะนำอะไรไหม พันจ่าหลี่เหวย"
"มีสิครับ แน่นอนอยู่แล้ว ฝ่าบาท"
รอยยิ้มที่คุ้นเคยปรากฏบนใบหน้าของเขา ชั่วพริบตานั้นเหมือนพวกเขาได้ย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
แค่สร้างผลงานเล็กน้อยแล้วจากไปอย่างสง่างาม เรื่องนี้ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วย
ทำแบบนี้ พวกเสือเฒ่าในกองบัญชาการจะได้ไม่ต้องระแวงการมีอยู่ของซิลเวีย เผลอๆ อาจจะให้ความร่วมมือกับองค์หญิงเป็นอย่างดีด้วยซ้ำ
คิดได้ดังนั้น หลี่เหวยจึงเสนอแนะ "ฝ่าบาทอาจจะให้คนไปเบิกแฟ้มคดีจากแผนกต่างๆ มาดู เลือกเคสที่สำเร็จรูปแล้วมาสักหน่อย"
"ไม่เห็นต้องยุ่งยากขนาดนั้นเลยนี่? นายก็อยู่ที่นี่มาสักพักแล้ว ไม่สู้ให้นายเล่าให้ฟังเลยล่ะว่าที่นี่เป็นยังไง?"
ซิลเวียส่ายหัว แล้วส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้หลี่เหวย
"เอาแค่เรื่องในกองกำกับการพิเศษที่นายอยู่ตอนนี้ก็ได้!"
เล่าสิ่งที่เขาเจอมาน่ะเหรอ?
หลี่เหวยจะพูดยังไงดี?
ซ้อมทรมาน? กักขังหน่วงเหนี่ยว? หลอกให้รับสารภาพ? เตี๊ยมพยาน?
มองกฎหมายจักรวรรดิเป็นแค่กระดาษเปื้อนหมึก เมินเฉยต่อวินัยทหาร?
ขนาดตัวเขาเองยังสุ่มเสี่ยงจะทำผิดกฎหมาย เล่นแร่แปรธาตุกับข้อกฎหมาย ตีความเข้าข้างตัวเองแบบสุดโต่ง
จะให้บอกเหรอว่ากองบัญชาการสารวัตรทหารคือซ่องโจรในคราบเครื่องแบบ?
และตอนนี้ซิลเวียไม่ได้แค่บอกใบ้ แต่แทบจะชี้โพรงให้กระรอกแล้ว
เธอแทบจะบอกหลี่เหวยตรงๆ ว่า มีใครที่นายเหม็นขี้หน้าไหม เดี๋ยวฉันจัดให้ในนามของฉันเอง!
"เราเบิกแฟ้มมาดูดีกว่าครับ ฟังความเห็นจากพนักงานใหม่อย่างกระหม่อมคนเดียว มันจะดูมีอคติเกินไปครับ ฝ่าบาท"
หลายเรื่องไม่เหมาะที่จะพูดต่อหน้าซิลเวียตอนนี้
เหตุผลง่ายๆ เธอไม่กลัวเรื่องยุ่งยาก และยิ่งไม่กลัวที่จะสร้างเรื่อง
เกิดอารมณ์ชั่ววูบขึ้นมา ซิลเวียอาจจะไม่ฟังคำทัดทานแล้วอาละวาดพังกองบัญชาการราบเป็นหน้ากลองก็ได้
พูดจบ หลี่เหวยก็แอบชำเลืองมองคาเนเล่ที่ยืนอยู่ข้างๆ
"ฝ่าบาท กระหม่อมก็เห็นด้วยเช่นกันค่ะ"
"งั้นก็ได้..."
หลี่เหวยหนึ่งเสียง บวกกับคาเนเล่เพื่อนเล่นสมัยเด็กอีกหนึ่งเสียง พอทั้งคู่เห็นตรงกัน ซิลเวียก็ล้มเลิกความคิดที่จะดื้อดึง
แต่ฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่าเธอเสียดายอยู่ไม่น้อย
"ฝ่าบาท กระหม่อมขอเวลาสักครู่ไปส่งมอบงานที่กองกำกับการพิเศษ เรื่องเบิกแฟ้มให้คุณลอร์เรนประสานงานไปก่อนได้ไหมครับ?"
ควรดูแฟ้มไหน คาเนเล่น่าจะรู้ลิมิตดี
ถึงปกติลูกสมุนคนนี้จะดูเงียบๆ จืดจาง แต่เขารู้ดีว่าสมัยเรียน วีรกรรมหลายอย่างของซิลเวียก็ได้คาเนเล่นี่แหละคอยตามเช็ดตามล้าง
พอได้ยินว่าหลี่เหวยจะขอตัวไปชั่วคราว ซิลเวียก็เบะปาก "ก็ได้ รีบไปรีบมาล่ะ"
พอลับหลังเขา เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันที แล้วรีบหันไปถามคาเนเล่อย่างร้อนรน "ฉันแสดงเป็นไงบ้าง?"
ดูมีมาดไหม?
เหมือนผู้นำที่ดีหรือเปล่า?
คาเนเล่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบสนองสายตาที่รอคอยคำชมของซิลเวียว่า "ฝ่าบาทมีมาดขององค์จักรพรรดิอยู่หลายส่วนเลยค่ะ!"
"มาดของตาแก่นั่นน่ะเหรอ? อะไรล่ะ หน้าเงินหรือบ้ากาม?"
เธอไม่พอใจคำเปรียบเทียบของคาเนเล่สักเท่าไหร่
แต่เธอก็ไม่ได้ติดใจเอาความ เปลี่ยนมามองเก้าอี้ที่หลี่เหวยเพิ่งลุกออกไปแล้วรำพึง "ได้เห็นอีกด้านของหมอนั่นด้วยแฮะ!"
ในสายตาซิลเวีย โหมดทำงานของหลี่เหวยถือว่าดูดีทีเดียว ติดแค่อยากให้เป็นกันเองกว่านี้หน่อย
ซิลเวียไม่ได้คิดว่าเวลาแค่เดือนเดียวจะเปลี่ยนคนคนหนึ่งได้
นี่ก็แค่หลี่เหวยเผยอีกร่างหนึ่งออกมาให้เห็นเท่านั้นเอง
ท่าทางจริงจังแบบนั้น...
ไม่เลว!
หลังจากฮัมเพลงในใจอย่างอารมณ์ดี ซิลเวียก็หันไปสั่งลูกสมุน "คาเนเล่ เรื่องเบิกแฟ้มฝากเธอจัดการต่อละกัน หลี่เหวยอุตส่าห์แนะนำเธอขนาดนั้น ตั้งใจทำงานให้ดีล่ะ! อย่าให้ฉันผิดหวังนะ~!"
คำขู่ที่มาพร้อมดวงตาเป็นประกายขององค์หญิง ทำเอาคาเนเล่เหงื่อตกกีบ
คาเนเล่ที่ติดตามเธอมาตั้งแต่เด็กย่อมรู้ดีว่ามันหมายความว่ายังไง——
"ฉันอยากดูอะไร เธอรู้นะ!"
และเพราะรู้นี่แหละ คาเนเล่ถึงอยากจะร้องไห้
ทำไมต้องมากดดันเธอกันนะ?
ทำไมไม่ไปสั่งหลี่เหวยนู่น!
คาเนเล่อิจฉาหลี่เหวย อิจฉาที่หลี่เหวยกล้าขัดใจ
เธอก็อยากขัดใจบ้าง แต่พอไม่มีหลี่เหวยอยู่ เธอไม่กล้าพอ
"รับทราบค่า~~"
คาเนเล่: ┭┮﹏┭┮
...
หลี่เหวยกลับมาที่กองกำกับการพิเศษ
สิ่งแรกที่เจอคือสายตาอยากรู้อยากเห็นของทุกคนที่แอบมองมา
ขณะที่เขากำลังส่งมอบงานเดิมให้ทั้งสองกลุ่ม ร้อยเอกอังเดรก็โผล่หน้าเข้ามา
"พันจ่า ลำบากหน่อยนะ ต้องวิ่งกลับมาส่งงานอีกรอบ"
ร้อยเอกอังเดรยังคงมองหลี่เหวยเป็นลูกน้องผู้มีอนาคตไกลเหมือนเดิม ความกระตือรือร้นไม่ลดน้อยลงเลย
"เรื่องส่งงานไม่ต้องละเอียดมากหรอก เอาเวลางานทางฝั่งฝ่าบาทเป็นหลักเถอะ!"
"ขอบคุณที่เป็นห่วงครับผู้กอง แต่ฝ่าบาททรงคุยง่าย ท่านให้เวลาผมเยอะพอสมควรครับ"
หลี่เหวยจงใจเน้นคำว่าซิลเวียคุยง่ายเป็นพิเศษ
อังเดรพยักหน้าเบาๆ
การเปิดเผยข้อมูลบางอย่างในเวลานี้ จะช่วยลดความตื่นตระหนกของทุกคนได้
และหลี่เหวยเชื่อว่าต่อให้เขาไม่พูด อีกไม่นานทั้งกองบัญชาการก็จะรู้กันหมดว่าห้องทรงงานชี้นำแห่งราชวงศ์มันคืออะไรกันแน่
พอรู้ว่าที่นั่นแค่มาเล่นขายของ เดี๋ยวทุกคนก็คงกลับไปลัลล้าปาร์ตี้กันเหมือนเดิม
หลี่เหวยที่คาบข่าวดีกลับมา เปรียบเสมือนวีรบุรุษผู้กอบกู้ในสายตาทุกคน
โดยเฉพาะร้อยเอกอังเดรที่ยืนอยู่ข้างๆ ยิ่งแสดงออกชัดเจนว่าปลื้มปริ่มแค่ไหน "อนาคตมันต้องเป็นของคนหนุ่มอย่างพวกเธอจริงๆ!"
ร้อยเอกอังเดรรู้ว่าหลี่เหวยเป็นเพื่อนกับเจ้าหญิงสมัยเรียน แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ รายงานที่เขาได้รับมาคงประเมินมิตรภาพของทั้งคู่ต่ำเกินไป
มีแบ็คดีขนาดนี้ ยังขยันทำงานตัวเป็นเกลียว จะให้พูดอะไรได้อีกล่ะ?
"พันจ่าถูหนาน รายงานขอปรับบรรจุคุณเป็นตัวจริง ผมพิมพ์เสร็จแล้วนะ"
"......กราบขอบพระคุณครับ! ผู้กอง!"
น่าทึ่งจริงๆ!
หลังจากเคลียร์งานเดิมเสร็จ หลี่เหวยก็เดินออกจากห้องท่ามกลางเสียงอวยพรของคนทั้งแผนก
เขาสาวเท้าก้าวไว กลับไปที่ห้องเหนือหัวกองบัญชาการ ในห้องเหลือเพียงซิลเวียที่กำลังอ่านหนังสืออยู่
อาจจะเพราะอินกับเนื้อหาในหนังสือมากเกินไป เขาเคาะประตูอยู่หลายครั้งซิลเวียก็ไม่ได้ยิน
พอผลักประตูเข้าไป ภาพที่เห็นคือซิลเวียที่เงียบสงบกว่าครั้งไหนๆ
ภายในห้องเงียบกริบ แสงแดดส่องผ่านกระจกตกกระทบลงบนร่างเด็กสาวผมเงินในชุดเครื่องแบบทหาร
ดูสง่างาม ภาพที่เธอนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ เหมือนภาพวาดที่งดงามตรึงตา
ตราบใดที่ซิลเวียไม่อ้าปากพูด ฉายาดอกทิวลิปขาวผู้สูงส่งแห่งจักรวรรดิก็ถือว่าเหมาะสมกับเธอที่สุดแล้ว
หลี่เหวยย่องเข้าไปเบาๆ พยายามไม่รบกวนเวลาส่วนตัวขององค์หญิง
ภาพจำเริญตาแบบนี้ไม่ได้มีให้เห็นทุกวัน แววตาของเขาจึงอดไม่ได้ที่จะฉายแววชื่นชม
เขาค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ๆ ด้วยความอยากรู้ จึงมองไปที่ปกหนังสือ
《ลำนำรัก》
รอยยิ้มของหลี่เหวยค่อยๆ แข็งค้าง รูม่านตาขยายกว้าง
"ฮุฮุฮุฮุ~~"
พร้อมกันนั้น เสียงหัวเราะคิกคักอันแสนหวานก็ดังมาจากหลังโต๊ะทำงาน
ไม่รู้ว่าซิลเวียอ่านเจอฉากไหน เข้าถึงอารมณ์จนลืมวันลืมคืนไปแล้ว
และรอยแดงจางๆ บนแก้มขาวผ่องนั้น ก็อธิบายทุกอย่างได้ชัดเจน
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า~~"
ซิลเวียปิดหนังสือ กำลังจะบิดขี้เกียจ
แต่จังหวะที่เงยหน้าขึ้นมา เธอก็ปะทะเข้ากับใบหน้าที่ตะลึงงันปิดไม่มิดของหลี่เหวย
"......"
ความเงียบในห้องน่ากลัวพิลึก ไหล่ของซิลเวียสั่นระริก สีหน้าของเธอดูเหมือนภาพวาดแนวนามธรรมที่ดูไม่ออกว่าอารมณ์ไหน
ความอึดอัดแผ่ซ่าน แต่ที่รุนแรงกว่าคือความอับอายที่ค่อยๆ กัดกินหัวใจ
ก่อนที่เธอจะระเบิดอารมณ์แก้เขิน หลี่เหวยรีบทำวันทยหัตถ์แล้วตะโกนว่า "ฝ่าบาท ผมไม่เห็นอะไรทั้งนั้นครับ!"
ได้โปรดเชื่อเขาเถอะ เรื่องนี้จะเป็นความลับระหว่างเราตลอดไป
และคงไม่มีใครเชื่อหรอกว่าเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์แห่งจักรวรรดิ จะแอบอ่านนิยายที่พวกปัญญาชนด่าว่าเป็นหนังสือลามกอนาจารเวลาอยู่คนเดียว
แต่ตอนนี้ซิลเวียหูดับไปแล้ว
ความคิดของเธอตอนนี้เรียบง่ายมาก ไม่โลกแตกสลายไปซะเดี๋ยวนี้ ก็ขอให้มีของวิเศษที่ย้อนเวลาได้โผล่มาทีเถอะ
[จบแล้ว]