- หน้าแรก
- บอกแล้วไงว่าผมจะคุมท่านจริงๆ นะครับ องค์หญิง
- บทที่ 3 - เสี่ยวหลี่ขอทำความเคารพ
บทที่ 3 - เสี่ยวหลี่ขอทำความเคารพ
บทที่ 3 - เสี่ยวหลี่ขอทำความเคารพ
บทที่ 3 - เสี่ยวหลี่ขอทำความเคารพ
☆☆☆☆☆
สำหรับหลี่เหวยแล้ว การฝึกอบรมที่โรงเรียนสารวัตรทหารตลอดสองสัปดาห์ไม่ได้ถือว่าหนักหนาสาหัสอะไร
การฝึกทหารขั้นพื้นฐาน การเรียนรู้ระเบียบวินัยกองทัพ ในระยะเวลาสั้นๆ แค่สองสัปดาห์ เหมือนเป็นการปูพื้นฐานความเป็นทหารให้พอเข้าใจคอนเซปต์คร่าวๆ มากกว่า
จะให้ถึงขั้นเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยคงเป็นไปไม่ได้
แต่ถึงอย่างนั้น หลี่เหวยก็ยังถือเป็นแกะดำในกลุ่ม เพราะเพื่อนร่วมรุ่นที่มาอบรมส่วนใหญ่จบมาจากโรงเรียนเตรียมทหารโดยตรง เมื่อเทียบกับพวกเขาแล้ว หลี่เหวยที่เป็นสายวิชาการจากมหาวิทยาลัยจึงดูเหมือนพวกที่มาบวชกลางพรรษา
"ยินดีด้วยที่จบหลักสูตรระยะสั้นนะ พันจ่าถูหนาน"
ในพิธีจบการศึกษาแบบเรียบง่าย หลี่เหวยในชุดเครื่องแบบเต็มยศของสารวัตรทหารได้รับคำอวยพรจากครูฝึก
เมื่อออกจากโรงเรียนสารวัตรทหาร หลี่เหวยก็ได้รับบัตรประจำตัวนายทหารที่ส่งมาจากกองบัญชาการ พร้อมใบแจ้งเรื่องหอพักนายทหาร
ณ หอพักของโรงเรียน หลี่เหวยที่แพ็กกระเป๋าเรียบร้อยแล้วยืนส่องกระจกดูความเรียบร้อย ชุดที่เขาสวมอยู่ตอนนี้คือเครื่องแบบปกติขาวของสารวัตรทหาร
หมวกทรงหม้อตาลสีเงินประดับตราอินทรี เสื้อคลุมกระดุมสองแถวคอตั้งสีน้ำเงินเข้มเกือบดำ ตัดเย็บจากผ้าขนสัตว์ชั้นดี ติดกระดุมเคลือบเงินหกเม็ด
ปกคอเสื้อด้านซ้ายติดเข็มกลัดเงินรูปงูกินหางพันรอบประมวลกฎหมาย ด้านขวาเป็นสัญลักษณ์ดาวหกแฉกแห่งการเล่นแร่แปรธาตุ อินธนูบนบ่าเป็นพื้นสีแดงเข้มขลิบเงิน คาดแถบพันจ่าและติดดาวเงิน
กางเกงทรงขี่ม้าเอวสูงสีเดียวกัน เดินแถบเส้นเล็กสีเงินที่ตะเข็บข้าง คาดเข็มขัดหนังสีดำหัวเข็มขัดสี่เหลี่ยมเคลือบเงิน ห้อยสายรัดกระบี่พิธีการ สวมรองเท้าบูทหนังแข็งสีดำยาวถึงเข่า
ต้องยอมรับเลยว่ารสนิยมของจักรวรรดินั้นยอดเยี่ยมจริงๆ ทั้งดูเท่และน่าเกรงขามไปพร้อมกัน
ใส่ชุดนี้เดินออกไป หลี่เหวยเชื่อว่าเด็กข้างทางเห็นแล้วต้องร้องไห้จ้าด้วยความอิจฉา
"แต่ทำไมมือขวาฉันมันกระตุกยิกๆ อยากจะยกขึ้นมาชอบกล"
ไม่รู้ทำไม เขาถึงรู้สึกว่าตัวเองในกระจกดูคล้ายกับพวกเกสตาโปยังไงชอบกล
จัดการเก็บของเสร็จ หลี่เหวยก็ออกไปทำเรื่องคืนห้อง แล้วไปรอรถม้าที่หน้าประตูเพื่อเดินทางไปพร้อมกับเพื่อนนายทหารรุ่นเดียวกัน
โรงเรียนสารวัตรทหารอยู่ห่างจากตึกกองบัญชาการกองทัพบกพอสมควร นั่งรถม้าก็น่าจะใช้เวลากว่าชั่วโมง
สภาพการจราจรในเมืองหลวงถือว่าดี แต่ฝีมือคนขับรถของกองทัพนี่สิไม่น่าไว้ใจ ขับกระชากเหมือนเห็นหลี่เหวยและเพื่อนๆ เป็นหมูเป็นหมา เขย่าจนไส้แทบกองรวมกัน
ยังดีที่เส้นทางส่วนใหญ่เป็นเขตควบคุมทางทหาร ถ้าไปขับซิ่งแบบนี้ในเขตเมืองปกติ คงโดนชาวบ้านด่ายับไปแล้ว
แต่ข้อดีของตีนผีคนนี้คือช่วยย่นเวลาเดินทางไปถึงตึกกองบัญชาการได้เยอะ
เมื่อมายืนอยู่หน้าตราอินทรีอีกครั้ง ความรู้สึกของเขาเปลี่ยนไปจากเดิมมาก
หลี่เหวยคิดว่าคงเป็นเพราะตอนนี้เขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่แล้ว
ปีกตะวันออก กองบัญชาการสารวัตรทหาร ครั้งนี้เครื่องแบบและบัตรประจำตัวนายทหารเปรียบเสมือนใบเบิกทางชั้นดี แต่หลี่เหวยยังต้องแวะไปที่ห้อง 412 แผนกบุคคลก่อน
ทว่าคราวนี้โชคไม่ดี พันโทเอ็ดการ์ไม่อยู่ แต่เจ้าหน้าที่ที่มาต้อนรับเขาก็กระตือรือร้นไม่แพ้กัน
หลังจากส่งมอบใบจบการศึกษาเข้าแฟ้มประวัติ เจ้าหน้าที่แผนกบุคคลก็พาเขาไปรายงานตัวที่กองกำกับการพิเศษ
กองบัญชาการสารวัตรทหารกลางคือหน่วยงานบังคับบัญชาโดยตรงของกองสารวัตรทหาร
ซึ่งกองกำกับการพิเศษจะขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการสารวัตรทหารกลาง
ดังนั้นในตึกปีกตะวันออก กองกำกับการนี้จึงกินพื้นที่ชั้นหกไปทั้งชั้น แถมยังได้ทำเลที่แสงส่องถึงดีเยี่ยม
เมื่อมาถึงสำนักงาน คนที่ออกมารับหลี่เหวยคือนายทหารยศร้อยเอก
"ร้อยเอกอังเดรครับ ผมพาคนมาส่งแล้ว ช่วยดูแลด้วยนะครับ"
"ขอบคุณมากที่คัดหัวกะทิมาให้กลุ่มเรา!"
หลังจากทำความเคารพกัน เจ้าหน้าที่แผนกบุคคลก็กลับไป เหลือเพียงร้อยเอกที่ชื่ออังเดรยืนมองหลี่เหวยด้วยสายตาวิบวับเหมือนเห็นของหายาก
หลี่เหวยถูกจ้องจนรู้สึกขนลุก จึงรีบทำวันทยหัตถ์แล้วตะโกนรายงานตัว "พันจ่าตรีสารวัตรทหาร หลี่เหวย ถูหนาน มารายงานตัวครับ เชิญท่านสั่งการ!"
"ดี! ฮึกเหิมดีมาก! ฮ่าฮ่าฮ่า!"
อังเดรระเบิดเสียงหัวเราะร่าเริงจนคนอื่นในสำนักงานหันมามอง
เขาทำเมินสายตาเหล่านั้น ทำวันทยหัตถ์ตอบหลี่เหวย แล้วโอบไหล่เพื่อนร่วมงานคนใหม่พาเดินเข้าไปในกลุ่ม
"จบจากลาฟาเจตเหรอ?"
"ครับผู้กอง"
"แถมจบกฎหมายมาด้วย?!"
"ครับผู้กอง"
"เวทมนตร์กับเล่นแร่แปรธาตุก็แน่นปึ้ก?"
"ถ้าเทียบมาตรฐานในวิทยาลัย ก็ถือว่าระดับกลางๆ ครับผู้กอง"
"เยี่ยม! เยี่ยมจริงๆ!"
อังเดรยิ่งมองหลี่เหวยก็ยิ่งถูกชะตา ของดีจากวิทยาลัยหลวงที่หลุดรอดมาถึงกองทัพ ถือเป็นลาภลอยของกองสารวัตรทหารชัดๆ แถมยังถูกส่งมาลงที่กองกำกับการพิเศษ และที่สำคัญคือมาอยู่กลุ่มเขาด้วย
นี่มันเรียกว่า put the right man on the right job ชัดๆ!
"พันจ่าถูหนาน ไม่ต้องเกร็ง กลุ่มงานกฎหมายของเราไม่เหมือนที่อื่น ถือว่าเป็นสายวิชาการครึ่งตัว"
อังเดรภูมิใจนำเสนอว่าตัวเองคือปัญญาชนในกองทัพ แตกต่างจากพวกทหารสายลุยทั่วไป เพราะวันๆ กลุ่มของพวกเขาต้องขลุกอยู่แต่กับกฎหมาย
และคนอย่างหลี่เหวยนี่แหละคือสิ่งที่พวกเขาต้องการ
ถึงเขาจะพูดแบบนั้น แต่หลี่เหวยก็รู้สถานะตัวเองดี
หัวหน้าไม่ถือตัว ไม่ได้แปลว่าลูกน้องจะลามปามได้
อย่าลืมว่าที่นี่เดินไปทางไหนก็เจอแต่นายทหาร
พวกนายสิบหรือพลทหารที่นี่ น่าจะหายากยิ่งกว่าบัณฑิตจบลาฟาเจตอย่างเขาเสียอีก
ดังนั้นในฐานะนายทหารจบใหม่ป้ายแดง หลี่เหวยจึงตอบกลับอย่างนอบน้อม
"ครับผู้กอง ผมยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้จากท่านและรุ่นพี่ทุกคนครับ"
"อื้ม ใช้ได้"
เป็นเด็กใฝ่รู้
อังเดรเคยคิดว่าไอ้หนุ่มจบมหาวิทยาลัยหลวงที่เพิ่งเริ่มงาน คงจะอีโก้สูงเสียดฟ้าเหมือนพวกอัจฉริยะคนอื่นๆ แต่เท่าที่ดู หมอนี่ไม่มีนิสัยเสียแบบนั้นเลย
"งานของกลุ่มกฎหมายเราง่ายมาก หลักๆ คือให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแก่กองกำกับการ"
ร้อยเอกอธิบายโครงสร้างภายในกลุ่ม
คนในกลุ่มแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ หนึ่งคือที่ปรึกษากฎหมายจำนวนสิบคน ซึ่งก็คือตำแหน่งของหลี่เหวย รับผิดชอบให้คำปรึกษา ตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายของปฏิบัติการสารวัตรทหาร และตรวจสอบคดีความ
อีกกลุ่มคือหน่วยคดีพิเศษ รับผิดชอบการฟ้องร้องคดีอาญา ร่างกฎระเบียบการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ และตรวจสอบความถูกต้องของปฏิบัติการ
ขณะฟังอังเดรบรรยาย หลี่เหวยก็ถูกพาไปแนะนำตัวกับเพื่อนร่วมงาน
คนในกลุ่มดูมีมาดนักวิชาการ ซึ่งแตกต่างจากสารวัตรทหารทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
และด้วยพื้นเพของหลี่เหวย บวกกับท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน ความประทับใจแรกพบของทุกคนจึงออกมาดีมาก
เห็นหลี่เหวยเข้ากับคนในทีมได้ดีตั้งแต่วันแรก อังเดรก็ปลื้มใจ
แต่จังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"อังเดร! นายมีสิทธิ์อะไรมาชิงตัวคนไปโดยไม่บอกกล่าววะ?!"
ชายเจ้าของยศร้อยเอกอีกคนเดินดุ่มๆ เข้ามาด้วยความโมโห
เขาตรงปรี่เข้ามาหาอังเดรแล้วตะคอกถามเสียงดัง "พันจ่าหลี่เหวย ถูหนาน ควรจะมารายงานตัวที่กลุ่มสืบสวนเหตุการณ์ผิดปกติของฉันก่อนสิโว้ย!"
หัวหน้ากลุ่มสืบสวนเหตุการณ์ผิดปกติ แขกไม่ได้รับเชิญผู้นี้ทำเอาหน้าของอังเดรดำทะมึนทันที
ตอนนี้หลี่เหวยเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าคำสั่งแต่งตั้งของกองบัญชาการระบุตำแหน่งเขาไว้ว่า 'ที่ปรึกษากฎหมายและเจ้าหน้าที่เทคนิคสืบสวนเหตุการณ์ผิดปกติ'
ยังดีที่อังเดรรีบลากนายทหารคนนั้นออกไปเคลียร์กันข้างนอก ไม่ให้การโต้เถียงกระทบถึงหลี่เหวย
ได้ยินมาทีหลังว่าพวกเขาทะเลาะกันทั้งบ่าย เถียงกันไม่จบว่าตกลงหลี่เหวยควรจะนั่งทำงานห้องไหน สุดท้ายก็แยกย้ายกันไปแบบมองหน้ากันไม่ติด
ใครจะไปคิดว่า ครึ่งเดือนก่อนเขายังเป็นหมาหัวเน่าที่ไม่มีใครเอา แต่พอมาถึงกองสารวัตรทหารกลาง กลับกลายเป็นเนื้อหอมโดนรุมแย่งตัวซะงั้น
"จะอยู่กลุ่มกฎหมายดี? หรือไปกลุ่มสืบสวนดีนะ?"
หลี่เหวยที่ไม่ผ่านการคัดเลือกเข้าหน่วยงานรัฐบาลตามระบบปกติ ในที่สุดก็ได้เจอกับปัญหาน่าปวดหัวที่มีความสุขแบบนี้สักที
[จบแล้ว]