เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 - ยศถาบรรดาศักดิ์มิใช่ปณิธาน การจำลองสิ้นสุดลง

บทที่ 23 - ยศถาบรรดาศักดิ์มิใช่ปณิธาน การจำลองสิ้นสุดลง

บทที่ 23 - ยศถาบรรดาศักดิ์มิใช่ปณิธาน การจำลองสิ้นสุดลง


บทที่ 23 - ยศถาบรรดาศักดิ์มิใช่ปณิธาน การจำลองสิ้นสุดลง

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

[กองทหารม้าเหล็กแห่งคณะทูตเป่ยเฟิงพกพาเอาสายลมหนาวเหน็บ เหยียบย่ำทำลายความเงียบสงบของเมืองหลวงเก่าทางใต้ในที่สุด]

[ข่าวนี้แพร่สะพัดไปในหมู่บัณฑิตในเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว ราวกับโยนหินก้อนหนึ่งลงน้ำแล้วเกิดระลอกคลื่นนับพันชั้น]

[เหล่าบัณฑิตทางใต้วิ่งบอกต่อกัน ทำให้ข่าวขบวนรถคณะทูตเข้าเมืองหลวงเป็นที่รู้กันทั่ว]

[บนท้องถนนในเมืองหลวง รถราม้าวิ่งขวักไขว่ ผู้คนส่งเสียงเซ็งแซ่ ประชาชนต่างพากันหลั่งไหลไปสองข้างทาง ชะเง้อคอรอคอย อยากจะเห็นโฉมหน้าคณะทูตเป่ยเฟิง]

[ขบวนรถคณะทูตแล่นเข้ามาอย่างช้าๆ องค์หญิงและขุนพลผู้ติดตามลงจากหลังม้าด้วยตัวเองที่หน้าประตูวังหลวง แสดงความนอบน้อมและเคารพอย่างที่สุด]

[นี่เป็นวันที่ชาวต้าชิ่งยืดอกได้อย่างภาคภูมิที่สุดในรอบยี่สิบปี]

[ข้อถกเถียงเรื่องการเจรจาสงบศึกกับการทำสงคราม เหล่าขุนนางในราชสำนักเถียงกันหน้าดำหน้าแดงอยู่หลายวันไม่จบสิ้น]

[ในที่สุด ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็ตัดสินใจให้เป่ยเฟิงคืนดินแดนหกแคว้น และตกลงใช้นโยบายแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์]

[เมื่อข่าวคำสั่งให้กองทัพสกุลลู่ถอนทัพกลับเมืองหลวงมาถึง ภายในกระโจมแม่ทัพ ท่านพ่อของเจ้ามองดูราชโองการในมือ แววตาฉายแววจำยอมอย่างหาที่สุดไม่ได้]

[ขวัญกำลังใจของกองทัพสกุลลู่กำลังฮึกเหิม ยิ่งมีกองกำลังกู้ชาติทางเหนือเข้าร่วม การจะบุกทะลวงไปถึงเมืองหวงหลงดูเหมือนจะอยู่แค่เอื้อม]

[ทว่าราชโองการไม่อาจขัดขืน ท่านพ่อทำได้เพียงถอนหายใจยาวด้วยความหนักใจ "เดินทางไกลแปดพันลี้ฝ่าเมฆและจันทรา บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงฝุ่นธุลี"]

[ฎีกาขอออกรบของท่านพ่อ เหมือนหินจมทะเล ไม่ก่อให้เกิดระลอกคลื่นใดๆ หนำซ้ำยังถูกลดตำแหน่งลงหนึ่งขั้นเพราะเรื่องนี้]

[แต่ผ่านไปเพียงครึ่งเดือน ก็มีป้ายทองคำสั่งการลงมา เรียกตัวพวกเจ้าพ่อลูกทั้งสามคนเข้าเมืองหลวงเพื่อรับพระราชทานยศ]

[มองดูป้ายทองคำสั่งการในมือ... เจ้าจึงตัดสินใจ]

1.ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม บุกทะลวงไปเมืองหวงหลง

2.เชื่อฟังคำสั่ง กลับเมืองหลวงไปรับรางวัล

3.ลาออกจากราชการ กลับไปบำเพ็ญเพียรในหุบเขาต่อ

4.เข้าแทรกแซงด้วยตัวเอง (1/3)

อวี๋เค่อมองสี่ตัวเลือกนี้ อดไม่ได้ที่จะครุ่นคิด หากเลือกข้อ 1 ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม บุกทะลวงเมืองหวงหลง

แล้วมันจะได้อะไรขึ้นมา เพราะต่อให้ชนะ แผ่นดินนี้ก็ยังเป็นของต้าชิ่งอยู่ดี

การบุกโจมตีโดยพลการ ยังต้องโดนราชสำนักสอบสวนความผิดอีก ไม่มีควมจำเป็นเลยสักนิด

เขาลงเขามาห้าปี ได้เปลี่ยนแนวโน้มความเป็นไปของแผ่นดินแล้ว การจำลองรอบนี้รางวัลน่าจะไม่ธรรมดา

ภารกิจย่อยก็ทำสำเร็จแล้ว

ภารกิจหลักของการจำลอง ก็คือการบำเพ็ญเพียร

อวี๋เค่อตัดสินใจเลือกข้อ 3 ลาออกจากราชการ กลับไปบำเพ็ญเพียรในหุบเขาต่อ

[หัวใจที่อยากลาออกของเจ้า ท่านพ่อได้รับรู้แล้ว แม้ท่านจะเสียดายแต่ก็รู้ซึ้งถึงความมุ่งมั่นในการแสวงหาเต๋าของเจ้าดี]

[น้องชายของเจ้าก็จะกลับไปบำเพ็ญเพียรในหุบเขาเช่นกัน รายนั้นร้องโวยวายจะกลับเขาจงหนานตั้งนานแล้ว]

[หวังหยางพอรู้ข่าว ก็รีบควบม้าเดินทางข้ามคืนมาหา พยายามเกลี้ยกล่อมอยู่หลายวัน แต่ใจใฝ่ธรรมของเจ้ามั่นคงดุจหินผา ไม่สั่นคลอนแม้แต่น้อย]

[เขาทำได้เพียงถอนหายใจกล่าวว่า "ต้าชิ่งขาดเสาหลักค้ำยันแผ่นดินไปเสียแล้ว"]

[เจ้าลงมือเขียนจดหมายลาออกด้วยตัวเอง ถวายแด่ราชสำนัก ขอกลับไปเร้นกายที่เขาจงหนาน แสวงหาวิถีแห่งธรรมชาติ]

[จดหมายลาออกฉบับนี้ ผ่านมือหม่าเป่าขันทีผู้ถือตราประทับ ถวายขึ้นหน้าพระพักตร์โอรสสวรรค์ หม่าเป่ารับจดหมายของเจ้าไปแล้วถอนหายใจเบาๆ "ท่านเส้าเป่า อนาคตของท่านกำลังรุ่งโรจน์ เพียงแค่กระพือปีกเบาๆ ก็ทะยานขึ้นสู่เมฆา ได้เป็นท่านอ๋องท่านเสนาบดี ไยต้องไปบำเพ็ญเพียรที่เขาจงหนานด้วยเล่า"]

[เจ้าได้ฟัง เพียงแค่ยิ้มเรียบๆ ตอบว่า "ควบม้าแปดพันลี้ทั่วแดนเหนือ มิใช่เพื่อยศศักดิ์แต่เพื่อกอบกู้แผ่นดิน"]

[เมื่อจดหมายลาออกของเจ้าส่งกลับถึงเมืองหลวง ทันใดนั้น ทั่วหล้าก็ตื่นตะลึง สั่นสะเทือนไปทั้งสี่ทิศ]

[ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา บ้างก็สรรเสริญในความมักน้อยถือสันโดษของเจ้า บ้างก็เหน็บแนมว่าเจ้าบ้าระห่ำอยากรบ ขัดแย้งกับพระราชประสงค์ เลยน้อยใจทำประชด]

[หม่าเป่ายิ่งจงใจช่วยป่าวประกาศเรื่องราวของเจ้า ชั่วเวลาหนึ่ง เรื่องราวอันงดงามที่ว่า "ยศถาบรรดาศักดิ์มิใช่ปณิธาน" ก็เล่าขานกันไปทั่วทุกสารทิศ]

[การขอลาออกของเจ้า กลับทำให้ฮ่องเต้พอพระทัยยิ่งนัก มีราชโองการให้รับตัวบิดาเจ้าลงใต้ มอบตำแหน่งแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินและเจ้ากรมศาลเจ้าหมื่นอายุวัฒนะ ทั้งยังพระราชทานที่ดินในเมืองหลวงให้อีกด้วย]

[ตำแหน่งนี้แม้จะเป็นตำแหน่งลอยๆ แต่ก็เป็นขุนนางขั้นหนึ่งอย่างสมเกียรติ แสดงให้เห็นว่าฮ่องเต้ปูนบำเหน็จให้สกุลลู่อย่างหนัก]

[เหล่าขุนพลในกองทัพสกุลลู่ต่างได้รับพระราชทานยศสูงๆ แต่ตำแหน่งสำคัญๆ ถูกแทนที่ด้วยขุนพลจากราชสำนักจนหมด]

[เจ้าเห็นภาพนี้ ก็รู้ดีว่าฮ่องเต้พระองค์นี้ยังคงระแวงกองทัพสกุลลู่ที่มีกำลังพลเกือบแสนนาย ไม่วางพระทัยอย่างเต็มร้อย]

[วันนี้ เจ้าอายุยี่สิบหกปี เจ้าและน้องชายเก็บสัมภาระ เตรียมออกเดินทางสู่เขาจงหนาน]

[เจ้ากลับมาสวมชุดนักพรตตัวเก่าที่ห่างหายไปนาน]

[คิดไม่ถึงว่า ข่าวนี้จะแพร่สะพัดไปทั่วแดนเหนือโดยไม่ตั้งใจ นอกค่ายทหารสกุลลู่ ชาวบ้านนับไม่ถ้วนหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ พวกเขาล้อมค่ายทหารจนแน่นขนัดจนน้ำก็ลอดผ่านไม่ได้]

[ท่านพ่อบอกเจ้าว่า ชาวบ้านผู้ซื่อสัตย์แห่งแดนเหนือเหล่านี้ ล้วนมาเพื่อส่งพวกเจ้าพี่น้อง]

[ในใจเจ้าเกิดกระแสความอบอุ่นไหลผ่าน เดินออกจากประตูค่าย เห็นเพียงเหล่าชายหญิงคนแก่คนหนุ่มสาว แววตาของพวกเขาเป็นประกายด้วยความเคารพเทิดทูนและอาลัยอาวรณ์ ร้องเรียกชื่อตำแหน่งของเจ้าอย่างพร้อมเพรียง "ท่านเส้าเป่า"]

[ในมือพวกเขาประคองไข่ไก่ แผ่นแป้ง เสื้อผ้าและสิ่งของต่างๆ อยากจะมอบให้เจ้าเพื่อใช้ในการเดินทาง กลัวว่าหนทางยาวไกล เจ้าจะหนาวและหิวโหย ทว่าเจ้าปฏิเสธไปทีละคน แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นเหลือเกิน]

[ดวงตาของพวกเขามีน้ำตาคลอหน่วย บางคนรู้สึกไม่ยุติธรรมแทนเจ้า พวกคนทางใต้ที่ไม่รู้ความจริงเหล่านั้น กลับหาว่าเจ้าจงใจทำตัวเรื่องมากถือดีในยามที่เจ้าลาออก]

[แต่ชาวบ้านแดนเหนือรู้ซึ้งถึงความยากลำบากของกองทัพสกุลลู่ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา พวกเขาเข้าใจในคุณธรรมและความรับผิดชอบของสกุลลู่ดี]

[หนาวตายไม่รื้อบ้าน หิวตายไม่ปล้นชิง ไม่ใช่แค่คำคุยโว]

[พวกเขาเคยผ่านความโหดร้ายและป่าเถื่อนของกองทัพเป่ยเฟิง บ้านเรือนนับไม่ถ้วนกลายเป็นซากปรักหักพังในไฟสงคราม ครอบครัวต้องพลัดพราก]

[ความอัปยศของบ้านเมืองตลอดยี่สิบปี ความหนักอึ้งนี้จะเปรียบเทียบกับการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ของสองแคว้นง่ายๆ ได้อย่างไร]

[เจ้าจ้องมองผู้คนที่มาส่งเหล่านั้น ขุนพลมากมายในกองทัพสกุลลู่ต่างปิดหน้าร้องไห้]

[เวลานี้ในใจเจ้าเกิดความรู้สึกละอายใจอย่างบอกไม่ถูก]

[แม้หกปีมานี้จะกอบกู้ภูผาธาราเก่าคืนมาได้ แต่ในใจกลับรู้สึกว่าตนเองยังไม่ได้สร้างความดีความชอบอะไรเลย]

[เจ้าพาน้องชาย โค้งคำนับให้แก่ชาวบ้านที่มาส่งเหล่านั้นอย่างสุดซึ้ง แสดงความขอบคุณและความเคารพ จากนั้นจึงหันหลังเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว]

[วันนั้น หิมะตกหนัก โปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย ตกติดต่อกันถึงสามวันสามคืน]

[แดนเหนือมีเพลงขับขานท่อนหนึ่งว่า "ใครว่าสวรรค์ไร้น้ำใจ หิมะโปรยปรายทั่วฟ้าเพื่อส่งคนผู้เดียว"]

[ปลายฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ เจ้ากลับมาถึงเขาจงหนาน ใบไม้แดงบนเขาดุจเปลวเพลิง ห่างหายไปหกปีที่ไม่ได้กลับมา]

[อาจารย์หลิวจินฉานมารอรับพวกเจ้าพี่น้องที่ตีนเขาด้วยตัวเอง ใบหน้าเปี่ยมด้วยความปีติยินดี]

[ศึกข้ามแม่น้ำเหลืองสามคราของเจ้าในปีนั้น บัดนี้กลายเป็นตำนานที่ศิษย์ในสำนักเล่าขานกันอย่างสนุกปาก พวกเขายกย่องเจ้าอย่างที่สุด]

[ศิษย์พี่ศิษย์น้องที่เคยดูแคลนเจ้าในอดีต วันนี้ต่างเก็บความเย่อหยิ่งลง เหลือไว้เพียงความเลื่อมใสศรัทธาอย่างลึกซึ้งต่อเจ้า]

[ทว่าเจ้ากลับไม่ได้ใส่ใจ ยังคงมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียรอย่างไม่วอกแวก ทำวัตรเช้าทุกวัน ขึ้นเขาลงเขา ไม่หวั่นแม้วันลมแรงฝนตก]

[ฤดูหนาวปีเดียวกัน ลัทธิสามสัจธรรมแห่งเขาจงหนานได้รับการแต่งตั้งจากราชสำนักให้เป็นนิกายเต๋าหลัก ชื่อเสียงโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ]

[สามปีหลังจากนั้น เจ้าเพียรพยายามฝึกฝนทุกวัน แม้จะก้าวหน้าช้า แต่ความอดทนและมุ่งมั่นของเจ้ากลับทำให้ผู้คนนับถือ ทุกค่ำคืนอันเงียบสงัดยังคงฝึกยืนอรหันต์]

[ผ่านวันเวลาแห่งความพากเพียรนับไม่ถ้วน ในที่สุดการบำเพ็ญเพียรของเจ้าก็บรรลุถึงขั้นที่หกของคัมภีร์มหาลานทอง ก้าวเข้าสู่ทำเนียบจอมยุทธ์ชั้นสองของยุทธภพจนได้]

[วันนี้ เจ้าอายุครบสามสิบปี]

[แจ้งเตือน: การจุติวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว โปรดกลับมาใหม่ในวันพรุ่งนี้ บันทึกข้อมูลเรียบร้อย]

[หนึ่งวันในโลกมนุษย์ เท่ากับสิบปีในกระถาง]

[เวลาที่บันทึก สามสิบปี]

[คำเตือนแสนอบอุ่น: ภายในสิบปีเจ้าได้เปลี่ยนแนวโน้มของแผ่นดิน ทำให้ราษฎรแดนเหนือรอดพ้นจากภัยสงคราม ได้รับรางวัลจากโลกคุนซวี กำลังทำการสุ่ม...]

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 23 - ยศถาบรรดาศักดิ์มิใช่ปณิธาน การจำลองสิ้นสุดลง

คัดลอกลิงก์แล้ว