- หน้าแรก
- ลิขิตจอมทัพ สะท้านบัลลังก์เซียน
- บทที่ 4 - ยอดเขาเหนือพิสุทธิ์ เทพธิดาหยุนเซียว
บทที่ 4 - ยอดเขาเหนือพิสุทธิ์ เทพธิดาหยุนเซียว
บทที่ 4 - ยอดเขาเหนือพิสุทธิ์ เทพธิดาหยุนเซียว
บทที่ 4 - ยอดเขาเหนือพิสุทธิ์ เทพธิดาหยุนเซียว
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
สกุลหวังแห่งหลางหยา!
แววตาของอวี๋เค่อฉายแววเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
ชื่อเสียงนี้โด่งดังปานฟ้าผ่า ดังกระฉ่อนไปทั่วทั้งอาณาจักรเทพต้าโจว
ในรอบสี่ร้อยปีที่ผ่านมา ตระกูลนี้ให้กำเนิดยอดคนผู้บรรลุธรรมถึงสองท่าน คอยปกปักษ์รักษาอาณาจักรเทพต้าโจว
ผู้นำตระกูลคนปัจจุบันยิ่งมีอำนาจล้นฟ้า ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นถึงท่านโหวแห่งต้าโจว
เมื่อเทียบกันแล้ว สกุลอวี๋ของอวี๋เค่อ แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นตระกูลขุนนางเหมือนกัน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าตระกูลที่ยิ่งใหญ่เพียงนี้ ก็ดูจืดจางและห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว
เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนตอนที่ต้าโจวก่อตั้งประเทศ สกุลอวี๋อาศัยความดีความชอบจากการร่วมกอบกู้แผ่นดิน จึงได้รับพระราชทานที่ดินแถบลั่วสุ่ย นับแต่นั้นมาตระกูลก็รุ่งเรือง ชื่อเสียงขจรขจาย
บรรพบุรุษผู้บุกเบิกสกุลอวี๋ ก็เป็นถึงยอดคนผู้บรรลุธรรมที่มีชื่อเสียงสะท้านยุคสมัย แทบจะกดข่มทั้งแคว้นเหลยโจวได้ด้วยตัวคนเดียว เดิมทีน่าจะพาสกุลอวี๋ก้าวขึ้นไปอีกขั้นได้ แต่กลับมาด่วนจากไปในช่วงที่รุ่งโรจน์ที่สุด
นับตั้งแต่นั้นมา สกุลอวี๋ก็เหมือนจะหมดวาสนา ตกต่ำลงเรื่อยๆ ตลอดสี่ร้อยปีไม่มีผู้บรรลุธรรมถือกำเนิดขึ้นมาอีกเลย ลูกหลานรุ่นหลังก็แย่ลงเรื่อยๆ จนน่าใจหาย
หญิงสาวผู้นี้สามารถใช้ชื่อสกุลหวังแห่งหลางหยาเดินเหินในยุทธภพได้ ย่อมแสดงว่านางไม่ธรรมดา
ต้องรู้ว่าตระกูลใหญ่หวงแหนชื่อเสียงยิ่งกว่าสิ่งใด การออกมาสู่โลกภายนอก ไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตาของตัวเอง แต่หมายถึงหน้าตาของทั้งตระกูล
เพียงแต่ไม่รู้ว่าหญิงสาวผู้นี้มีสถานะอย่างไรในตระกูล?
อย่างสกุลอวี๋แม้จะตกต่ำ แต่สายเลือดหลักก็ยังอาศัยบารมีตระกูลเข้าไปเป็นศิษย์สายในของสำนักนภาเทพได้สบายๆ
ส่วนอวี๋เค่อที่เป็นเพียงสายเลือดรอง ไม่ได้รับความสำคัญจากตระกูลเท่าที่ควร
แม้ในใจจะคิดฟุ้งซ่าน แต่อวี๋เค่อยังคงปั้นหน้าเรียบเฉย ประสานมือคารวะกลับอย่างเป็นทางการ
"อวี๋เค่อแห่งสกุลอวี๋ลั่วสุ่ย คารวะธิดาท่านโหว"
คำเรียกขานนี้แฝงนัยลึกซึ้ง คำว่าธิดาท่านโหวใช้เรียกสายเลือดหลักของสกุลหวัง เขาไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของนาง
เรียกแบบนี้ไว้ก่อนย่อมไม่ผิด
เหมือนเจอรองผอ. จะไปเรียกท่านรองก็กระไรอยู่ เรียกท่านผอ. ไปเลยดีกว่า
หญิงสาวยิ้มหวานหยาดเยิ้ม
"ศิษย์พี่อวี๋เกรงใจกันเกินไปแล้ว อวิ๋นซีเพิ่งมาถึง ยังต้องขอฝากเนื้อฝากตัวกับศิษย์พี่อวี๋ด้วยนะเจ้าคะ"
สิ้นเสียงนาง โจวเลี่ยงเพื่อนซี้ที่อยู่ข้างๆ ก็รีบสอดปากขึ้นมาทันที
"ศิษย์น้องอวี๋คงยังไม่รู้สินะ ศิษย์น้องอวิ๋นซีท่านนี้มีพรสวรรค์ไม่ธรรมดา เป็นที่หมายปองของเหล่าผู้อาวุโสในสำนัก ตอนนี้ได้เข้าสังกัดสายยอดเขาหยกพิสุทธิ์เรียบร้อยแล้ว อีกไม่กี่วันจะมีพิธีประกาศเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ"
"พวกเราศิษย์จากต้าโจวในสำนักนภาเทพ ก็จะมีที่พึ่งเพิ่มขึ้นอีกคนแล้ว"
สายยอดเขาหยกพิสุทธิ์!
หนึ่งในสามยอดเขาสูงสุดของสำนักนภาเทพ
อวี๋เค่อใจเต้นตึกตัก แต่ด้วยบารมีของสกุลหวัง การเลือกเข้าแปดทิศยอดเขาในสำนักในย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็น
อวี๋เค่อรู้ซึ้งถึงความร้ายกาจนี้ดี บวกกับคำเตือนด้วยความหวังดีของเพื่อน
น้ำเสียงของอวี๋เค่อจึงนอบน้อมขึ้นหลายส่วน
"ดูท่าพวกเราศิษย์จากต้าโจวคงต้องพึ่งพาศิษย์น้องอวิ๋นซีเสียแล้ว ภายภาคหน้าหากมีสิ่งใดให้รับใช้ ศิษย์น้องอวิ๋นซีบอกมาได้เลย อวี๋เค่อมิกล้าบ่ายเบี่ยง"
ปากก็พูดไปงั้นแหละ มารยาทสังคมล้วนๆ ถึงเวลาจริงใครจะไปรู้
ศิษย์น้องอวิ๋นซียิ้มบางๆ ตอบกลับมาว่า "ศิษย์พี่อวี๋เกรงใจกันเกินไปแล้ว"
หลังสนทนาพอเป็นพิธี
อวี๋เค่อก็แอบหลบฉากไปหามุมสงบนั่งลง หยิบผลวิญญาณบนโต๊ะมากัดเบาๆ คำหนึ่ง
ละลายในปาก!
ทั้งกรอบทั้งหวาน!
เนื้อแน่นน้ำเยอะ!
อวี๋เค่ออุทานชมในใจ แต่ใบหน้ายังคงนิ่งเฉย มือไม้ทำเนียนกวาดผลวิญญาณลงแขนเสื้อไปหลายลูก ท่วงท่าเป็นธรรมชาติสุดๆ
เนียนกริบ
ทำไมถึงพริ้วขนาดนี้น่ะเหรอ
ชาติที่แล้วฝึกมาดีตอนไปกินโต๊ะจีน... อาศัยความชำนาญล้วนๆ!
โจวเลี่ยงเดินเข้ามาอย่างคุ้นเคย ใบหน้าเปื้อนยิ้มเอ่ยทักทาย
"ศิษย์น้องอวี๋ มาซะดึกเชียว ได้ข่าวว่าคราวนี้มีศิษย์น้องหน้าตาจิ้มลิ้มจากเหลยโจวมาเพียบ เจ้าคงพลาดของดีไปเยอะเลย"
โจวเลี่ยงชะงักไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็ทำท่าเหมือนผิดหวังในตัวเพื่อน "ลืมไป เจ้ามันพวกบ้าพลังฝึกยุทธ์ ไม่เข้าใจเรื่องสุนทรียะพวกนี้หรอก"
"วิถีแห่งการฝึกตนสำคัญก็จริง แต่ชีวิตคนเรามันสั้นนะเพื่อน ช่วงวัยหนุ่มต้องรีบกอบโกยความสุข ดูข้าสิ แม้จะไม่ได้เก่งกาจ แต่ก็รู้จักเสพสุขกับชีวิตควบคู่ไปกับการฝึกฝน"
อวี๋เค่อมองดูเพื่อนซี้ร่างเดิมคนนี้อย่างตั้งใจ หน้าตาหล่อเหลาเอาการ ผิวขาวดูเป็นผู้ดี ระหว่างคิ้วมีราศีคุณชายตระกูลผู้ดี
ปอยผมที่ตกลงมาข้างหูดูเหมือนจะยุ่งเหยิงแบบไม่ได้ตั้งใจ แต่จริงๆ คือเซ็ตมาอย่างดี รอยยับบนเสื้อผ้าก็ถูกรีดจนเรียบกริบ
นิสัยของเจ้าของร่างเดิมกับโจวเลี่ยงต่างกันสุดขั้ว แต่ดันมาซี้กันได้
เหตุผลก็เพราะตระกูลของทั้งคู่หยั่งรากอยู่ที่ลั่วสุ่ยเหมือนกัน และต่างก็เป็นลูกเมียน้อยหรือสายเลือดรองในตระกูลเหมือนกัน โดนเมินเหมือนกันเป๊ะ
อวี๋เค่อกำลังจะอ้าปากตอบ
แต่ทว่า!
แววตาของโจวเลี่ยงพลันเป็นประกายวิบวับ ราวกับเจอสมบัติล้ำค่า
เขารีบจัดเสื้อผ้าหน้าผม แล้วเดินนวดนาดเข้าไปหาเป้าหมายไม่ไกลนัก
"ข้าชื่อโจวเลี่ยง ศิษย์น้องเพิ่งมาครั้งแรกหรือ?" น้ำเสียงของโจวเลี่ยงนุ่มนวลชวนฝัน แฝงพลังแห่งความอบอุ่นใจ
ศิษย์น้องที่ถูกทักดูตื่นเต้น มือไม้ปั่นป่วนบิดชายเสื้อ หน้าแดงระเรื่อ ตอบเสียงเบาหวิวดั่งยุงบิน "เจ้าค่ะ ศิษย์พี่"
ไม่นานนัก โจวเลี่ยงกับศิษย์น้องคนนั้นก็คุยกันถูกคอ แล้วค่อยๆ เดินห่างออกไป
"..." อวี๋เค่ออ้าปากค้าง
เพื่อนแบบนี้เลิกคบดีไหมเนี่ย
แต่ก็ดี ไม่มีใครกวนใจ ได้อยู่เงียบๆ
ยามซวีสามเค่อ (ประมาณสองทุ่มสี่สิบห้า) บรรยากาศในงานยิ่งคึกคัก
ศิษย์สายนอกทยอยเข้ามากันเรื่อยๆ แม้แต่ศิษย์สายในบางคนก็ยังโผล่หน้ามา เรียกเสียงฮือฮาจากพวกศิษย์สายนอกที่พากันตะโกนเรียก "ศิษย์พี่เฉิน" "ศิษย์พี่หญิงสวี" พอได้รับการตอบรับ หน้าตาก็ดูภูมิใจราวกับได้รับเกียรติยศสูงสุด
แต่ทว่า!
หญิงสาวชุดเขียว หวังอวิ๋นซี ยังคงเป็นดาวเด่นที่ทุกคนจับตามอง
ในทุกบทสนทนา ทุกท่วงท่าของนางแฝงไว้ด้วยความสูงศักดิ์และสง่างามที่มีมาแต่กำเนิด
ไม่ว่าจะปฏิบัติต่อศิษย์สายนอกหรือศิษย์สายใน นางวางตัวเท่าเทียม ไร้ที่ติ
คำพูดและการกระทำของนาง ทำให้ผู้คนรู้สึกดีด้วยอย่างไม่รู้ตัว
เวลาล่วงเลยไป ผู้คนในบริเวณนี้เริ่มหนาตา เบียดเสียดกันจอแจ
คนน่าจะมาครบแล้ว!
หวังอวิ๋นซียกมือเรียวงามขึ้นเบาๆ ผู้ติดตามของนางก็รู้คิว รีบตะโกนเสียงดัง
"ทุกท่าน โปรดอยู่ในความสงบ ศิษย์น้องอวิ๋นซีมีเรื่องสำคัญจะแจ้งให้ทราบ"
สิ้นเสียงนั้น ลานที่เคยจอแจก็เงียบกริบ ทุกสายตาจับจ้องไปที่ร่างในชุดสีเขียว
มีคนขมวดคิ้ว แต่ไม่มีใครคัดค้าน
หวังอวิ๋นซียิ้มละไม ดั่งสายฝนชะโลมใจในฤดูใบไม้ผลิ
"ทุกท่านที่อยู่ที่นี่ ล้วนเป็นยอดฝีมือจากตระกูลขุนนางแห่งต้าโจว และเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องของข้า วันนี้ได้มารวมตัวกันนับเป็นวาสนาของอวิ๋นซี"
อวี๋เค่อที่ยืนอยู่ข้างๆ แอบเบะปากไม่เชื่อ ถ้าเป็นยอดฝีมือจริงคงเข้าสำนักในไปนานแล้ว
"อวิ๋นซีมีข่าวสองเรื่องอยากจะแบ่งปันกับทุกคน"
ทุกคนทำหน้าสงสัยและคาดหวัง
"ข่าวแรก เกี่ยวกับการประลองศิษย์สายนอก"
ใครๆ ก็รู้ว่าการเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายในคือเรื่องใหญ่ และเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในที่นี้ปรารถนา
ต่างพากันหูผึ่ง
นางไม่ได้เล่นตัว ลั่นวาจาออกมาทันที
"ยอดเขาเหนือพิสุทธิ์ที่เงียบเหงามาหลายร้อยปี จะเปิดประตูสำนักรับศิษย์ใหม่ในการประลองศิษย์สายนอกอีกสองปีข้างหน้า"
สิ้นคำพูด ทั้งฮอลล์แตกตื่น
"อะไรนะ? จะ... จริงหรือนี่?" บางคนตื่นเต้นจนลุกพรวด ถามซ้ำอย่างไม่อยากเชื่อหู
"งั้นก็แปลว่า เทพธิดาหยุนเซียวผู้เลื่องชื่อระบือนาม จะออกมาคัดเลือกผู้สืบทอดด้วยตัวเองงั้นรึ?"
"นี่มันข่าวใหญ่สะเทือนห้าทวีปเลยนะเนี่ย"
รอบข้างเต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ใบหน้าเปื้อนไปด้วยความตื่นเต้นและคาดหวัง
แม้แต่อวี๋เค่อที่นั่งอยู่มุมห้อง ผ่านความทรงจำของร่างเดิม เขายังรู้สึกตกตะลึง
สำนักในของสำนักนภาเทพมีสายการสืบทอดแปดสาย แต่เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน มีถึงเก้าสายที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร
ในบรรดานั้น สายยอดเขาเหนือพิสุทธิ์ถือเป็นที่หนึ่ง
ทว่าไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด สายยอดเขาเหนือพิสุทธิ์ถึงได้ปิดประตูสำนัก ตัดขาดจากโลกภายนอก ทิ้งไว้เพียงตำนานและความเสียดาย
และเจ้าของยอดเขาท่านสุดท้าย หรือก็คือคนคนเดียวของยอดเขาเหนือพิสุทธิ์ ก็คือเทพธิดาหยุนเซียวผู้มีความงามและพรสวรรค์เป็นเลิศแห่งยุคสมัย
[จบแล้ว]