- หน้าแรก
- ลิขิตจอมทัพ สะท้านบัลลังก์เซียน
- บทที่ 2 - ชาตินี้นามของข้าคือลู่เฉิน
บทที่ 2 - ชาตินี้นามของข้าคือลู่เฉิน
บทที่ 2 - ชาตินี้นามของข้าคือลู่เฉิน
บทที่ 2 - ชาตินี้นามของข้าคือลู่เฉิน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
อวี๋เค่อกวาดสายตาดูข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามา นี่คือการปูพื้นหลังสินะ?
ผ่านตัวอักษรเหล่านั้น เขาเหมือนได้เห็นภาพความวุ่นวายในยุค "สิ้นชาติแต่ขุนเขายังคงอยู่"
[สถานที่เกิดได้รีเฟรชแล้ว...]
[เมืองไหวหนาน อำเภอสุยฉวี จวนสกุลลู่]
[โชคดีที่ฐานะทางบ้านมั่งคั่ง มีกินมีใช้ไม่ขาดมือ สกุลลู่มีชื่อเสียงในท้องถิ่น บิดาของคุณเก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ เคยสอบได้เป็นบัณฑิตจิ้นซื่อ แต่ภายหลังทนความฟอนเฟะของราชสำนักไม่ไหว จึงลาออกจากราชการด้วยความคับแค้นใจ]
[คุณเป็นบุตรชายคนโต บิดาตั้งชื่อให้ว่า ลู่เฉิน]
[คุณค่อยๆ เติบโตขึ้น เมื่ออายุครบหนึ่งขวบ มารดาก็ได้ให้กำเนิดน้องชายอีกคน ตั้งชื่อว่า ลู่หยู]
[ตอนสี่ขวบ ท่านลุงมาเยี่ยมเยียนที่บ้าน ทั้งตระกูลต่างยินดีปรีดา ท่านเป็นนักพรตผู้ได้รับถ่ายทอดวิชาอาคม มีความสามารถพิเศษติดตัว]
[ในยุคนั้น กระแสการแสวงหาความเป็นเซียนกำลังเฟื่องฟู สถานะของนักพรตนั้นสูงส่ง การเข้าออกบ้านขุนนางชั้นผู้ใหญ่ถือเป็นเรื่องปกติ]
[ด้วยคำขอร้องของมารดา ท่านลุงจึงรับคุณและน้องชายลู่หยูเข้าเป็นศิษย์]
[รอปลดล็อกสถานะใหม่ - ศิษย์สำรองลัทธิสามสัจธรรม]
[วัยเด็กของคุณเต็มไปด้วยความสุข พ่อแม่ปกป้องพวกคุณพี่น้องเป็นอย่างดี]
[ในยุคโกลาหล การหาครูดีๆ นั้นยากยิ่ง จนกระทั่งคุณอายุหกขวบ ที่บ้านถึงได้จ้างอาจารย์มาสอนหนังสือ พ่อแม่ของคุณถึงกับลงมาช่วยติวเข้มด้วยตัวเอง มารดาของคุณก็เป็นคุณหนูจากตระกูลบัณฑิต มีความรู้ติดตัวมาแต่เดิม]
[ด้วยความพยายามของคุณ คุณอ่านหนังสืออย่างขยันขันแข็งทุกวัน]
[แม้คุณจะยังเด็ก แต่ด้วยการอบรมบ่มเพาะ ทำให้มีบุคลิก "สุขุมลุ่มลึกดั่งสายน้ำ" บวกกับพรสวรรค์ "ดวงตาแยกแยะผู้คน" ทำให้แววตามีพลังเป็นพิเศษ บิดาชมว่าคุณมีเค้าโครงความสง่างามเหมือนท่านตอนเด็กๆ อยู่หลายส่วน]
[ส่วนน้องชายลู่หยูนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว เขาซุกซน ดื้อรั้น ปีนป่ายหลังคาบ้าน ทุกครั้งที่ถูกบิดาทำโทษตีมือจนแดงเถือก ก็ยังทำหน้าไม่ยี่หระ]
[คุณมองดูภาพนั้น พลางแอบชมในใจว่า "น้องข้า ช่างเป็นวีรบุรุษโดยแท้!"]
[ตอนหกขวบ บิดาจัดแจงให้คุณเริ่มฝึกวรยุทธ์ ขั้นแรกคือการเคี่ยวกรำเส้นเอ็นและกระดูก เสริมสร้างร่างกายด้วยการแช่สมุนไพร คุณตั้งใจเรียนมาก แต่ความก้าวหน้ากลับเชื่องช้า]
[บิดาบ่นเสียดายว่า พรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ของคุณไม่ค่อยดีนัก]
[ในทางกลับกัน น้องชายลู่หยูของคุณกลับแสดงพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ที่น่าทึ่ง ท่วงท่าแต่ละกระบวนท่าล้วนทำได้ถูกต้องแม่นยำจนน่าตกใจ]
[ตอนเจ็ดขวบ บิดาเห็นพวกคุณพี่น้องเริ่มโตขึ้น ภารกิจสืบทอดตระกูลถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว ความคิดที่จะสร้างชื่อเสียงกอบกู้บ้านเมืองในใจจึงรุนแรงขึ้น]
[ดังนั้น ท่านจึงรวบรวมทรัพย์สินบางส่วน นำบ่าวไพร่หลายร้อยคน ติดตามท่านลุงขึ้นเหนือ]
[แม้มารดาจะเสียใจ แต่ก็รู้ซึ้งถึงปณิธานของสามี จึงไม่ได้ขัดขวาง]
[คืนนั้นเอง ลู่หยูในวัยเจ็ดขวบรีบเก็บข้าวของใส่ห่อผ้า เตรียมจะหนีขึ้นเหนือไปช่วยพ่อ]
[เวลานี้ คุณตัดสินใจจะ...]
1.ฟ้องแม่
2.ทำเมินเฉย
3.ไปด้วยกัน
4.เข้าแทรกแซงด้วยตัวเอง (0/3)
เมื่อตัวอักษรเปลี่ยนไป อวี๋เค่อก็รู้ว่าสี่ตัวเลือกนี้มีไว้ให้เขาเลือกเอง
นึกไม่ถึงว่าการจุติจะมีลูกเล่นแบบนี้ด้วย
[โปรดทราบ: ทุกทางเลือกของคุณหมายถึงทางแยกของชีวิต โปรดเลือกอย่างระมัดระวัง]
[การเข้าแทรกแซงด้วยตัวเอง ในการจำลองหนึ่งครั้งใช้ได้เพียงสามหน โปรดใช้ให้คุ้มค่า]
ลังเลอยู่ครู่เดียว อวี๋เค่อก็เลือกข้อ 1 ฟ้องแม่
การเข้าแทรกแซงด้วยตัวเองมีแค่สามครั้ง ดูมีค่ามาก ไม่จำเป็นต้องใช้ตอนนี้
ขอโทษนะไอ้น้องชาย อวี๋เค่อพึมพำในใจ
ตอนนี้ข้างนอกวุ่นวายจะตาย ทุกที่เต็มไปด้วยกองกำลังกบฏและพวกโจรป่า
ลู่หยูและเขาเพิ่งจะเจ็ดแปดขวบ ยังเป็นแค่เด็กน้อย ขืนออกไปมีหวังได้ "ลงปุ๊บตายปั๊บ"
[ลู่หยูถูกคุณฟ้องแม่ โดนแม่จัดหนักไปชุดใหญ่ แต่สีหน้ายังคงไม่เปลี่ยน คุณยืนดูอยู่ข้างๆ แล้วชมในใจว่า: น้องข้า วีรบุรุษตัวจริง]
[ตอนคุณแปดขวบ บิดากลับมาเพียงลำพัง บ่าวไพร่นับร้อยไม่เหลือรอดสักคน พ่ายแพ้ยับเยิน มีเพียงท่านลุงที่คอยอยู่เคียงข้าง]
[หลังจากกลับบ้าน บิดาก็เอาแต่เหม่อลอย กินเหล้าย้อมใจทุกวัน มารดาปวดใจยิ่งนัก]
[ปีต่อมา ท่านลุงขอตัวลา บอกว่ารอให้คุณและลู่หยูโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจะกลับมารับพวกคุณเข้าสู่สำนักเต๋า]
[ฤดูใบไม้ร่วงตอนคุณสิบขวบ มีคนมาที่บ้าน อ้างว่าเป็นเพื่อนร่วมรบของบิดา นั่งดื่มเหล้าพูดคุยกับบิดาอย่างถูกคอ บอกว่าทางเหนือกำลังได้รับชัยชนะต่อเนื่อง]
[บิดาฟังแล้วแววตามีประกายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน วันรุ่งขึ้นเตรียมจะลาที่บ้านขึ้นเหนืออีกครั้ง แต่ถูกมารดาขวางไว้]
[มารดาเอ่ยด้วยแววตาเปี่ยมความกังวลว่า ลูกใกล้จะเข้าพิธีสวมหมวกแล้ว ควรจะมีชื่อรอง เจ้าไม่อยู่ก็ตั้งชื่อรองไว้ก่อนเถิด]
[ดังนั้น บิดาจึงตั้งชื่อรองให้คุณว่า: เสินโจว (ดินแดนเทพ) ตอนที่คุณเกิดเป็นช่วงที่ทัพเป่ยเฟิงเสวียนตีเมืองหลวงแตกพอดี สื่อความหมายถึงแผ่นดินที่จมดิ่ง]
[ส่วนน้องชาย บิดาตั้งชื่อรองให้ว่า "โย่วอัน" (สงบสุขตั้งแต่วัยเยาว์) สื่อความหมายให้เขาเติบโตอย่างราบรื่นปลอดภัยในโลกที่วุ่นวายนี้]
[บิดาจากไป มารดายิ่งกังวลหนัก]
[ตอนนั้นคุณเห็นลู่หยูทำตัวลับๆ ล่อๆ คุณจึงตัดสินใจเข้าไปดูให้แน่ชัด]
[ลู่หยูเก็บห่อผ้าเตรียมจะไปช่วยพ่ออีกแล้ว คุณตาไว แอบเห็นเข้าพอดี]
[ลู่หยูยังทิ้งจดหมายไว้ให้คุณฉบับหนึ่ง ในนั้นเขียนไว้อย่างมั่นใจว่า คุณทำลายแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นชิ่งไปคนหนึ่งแล้วเจ็บปวดใจหรือไม่? แต่โชคดีที่ตอนนี้ เขาจะออกไปท่องโลกกว้างแล้ว]
[ท้ายจดหมายเขียนว่า: พี่ใหญ่ เคยได้ยินไหมว่าพญาครุฑเหินลมในวันเดียว?]
[ดังนั้น คุณตัดสินใจจะ...]
ฟ้องแม่
แอบหยิบเงินและเสบียงในห่อผ้าออกมาเงียบๆ
ติดตามไปด้วยกัน
เข้าแทรกแซงด้วยตัวเอง (0/3)
อวี๋เค่อมองด้วยมุมมองของคนจากโลกอนาคต พบว่าลู่หยูได้รับการปกป้องดูแลอย่างดีในบ้านสกุลลู่ ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับความโหดร้ายของโลกภายนอก
ลู่หยูยังเด็กเกินไป การผจญภัยแบบนี้ไม่เหมาะกับเขาอย่างชัดเจน
เลือกได้แค่ข้อ 1 กับ 2 การฟ้องแม่ก็แค่หยุดได้ชั่วคราว
ยังไงซะ ขาก็อยู่ที่ตัวลู่หยู ครั้งหน้าจะทำยังไงล่ะ!
ตอนนี้อวี๋เค่ออินกับการจำลองสถานการณ์ไปเต็มๆ เขาถึงกับลุกขึ้นเดินไปเดินมาครู่หนึ่งถึงจะตัดสินใจได้
อวี๋เค่อตัดสินใจเลือกข้อ 2 แอบหยิบเงินและเสบียงในห่อผ้าออกมาเงียบๆ
[เลือกเสร็จสิ้น แจ้งเตือน ต้องเขียนจดหมายตอบกลับ]
"มีลูกเล่นแบบนี้ด้วย!"
อวี๋เค่ออุทานว่าเกมนี้... เอ้ย ไม่สิ การจุติออกแบบมาได้ไม่เลวเลย
ทันใดนั้น!
จดหมายฉบับหนึ่งก็โผล่ออกมาจากความว่างเปล่า อวี๋เค่อจรดพู่กันเขียนตอบกลับอย่างรวดเร็ว
พอเขียนเสร็จ กระดาษและพู่กันก็หายวับไปกับตา อวี๋เค่อรู้สึกมหัศจรรย์ใจมาก
[คุณเอาเงินและเสบียงของลู่หยูไปแล้ว]
[วันรุ่งขึ้น ลู่หยูอารมณ์ดี ไม่ทันสังเกตเห็นอะไร ออกเดินทางอย่างเบิกบานใจ เขารู้สึกว่าลมวันนี้หอมหวานเหลือเกิน เขาเป็นอิสระแล้ว แต่ท้องเจ้ากรรมดันไม่คิดแบบนั้น]
[เดินไปได้สามลี้ ท้องก็ร้องจ๊อกๆ เมื่อเช้ารีบออกมาเลยไม่ได้กินข้าว ลู่หยูแกะห่อผ้าดู พบว่าเงินทองและเสบียงหายเกลี้ยง ดวงตาเบิกโพลงแทบถลนลงพื้นด้วยความตกใจ]
[ตกบ่าย ลู่หยูลากสังขารอันเหนื่อยล้ากลับบ้าน ซัดข้าวไปสามชามใหญ่ มารดาแปลกใจมาก ลู่หยูอธิบายอึกๆ อักๆ ก่อนจะกลับเข้าห้อง]
[ลู่หยูรกลับเข้าห้อง ยังคงครุ่นคิดว่าโจรคนไหนขโมยเงินของเขาไป ก็เห็นจดหมายตอบกลับจากพี่ชายวางอยู่บนโต๊ะ]
[บนนั้นเขียนว่า: รู้หรือไม่พญาครุฑเหินลมในวันเดียว? บินถลาขึ้นไปได้แค่สามลี้]
[ลู่หยูอ่านจบ มุมปากกระตุก รู้สึกเหมือนว่าหลายปีมานี้ใช้ชีวิตอยู่ใต้เงาของพี่ชายตลอดเวลา]
[แจ้งเตือน: หนึ่งวันในโลกมนุษย์ เท่ากับสิบปีในกระถาง การจำลองวันนี้เสร็จสิ้นแล้ว โปรดกลับมาจำลองใหม่ในวันพรุ่งนี้]
[เวลาที่บันทึก สิบปี]
[ไอเทมพิเศษ: จดหมายจากน้องชายหนึ่งฉบับ]
[ได้รับไอเทมพิเศษ สามารถรับรางวัลล่วงหน้าได้ ความเข้าใจด้านวรยุทธ์ของลู่เฉินหนึ่งชุด]
[โปรดตรวจสอบ]
อวี๋เค่อหยิบจดหมายในมือขึ้นมาเบาๆ ลองสะบัดดู ผิวสัมผัสเหมือนกระดาษคุณภาพต่ำทั่วไป บนนั้นยังมีลายมือไก่เขี่ยของลู่หยู เขาอดยิ้มไม่ได้
อวี๋เค่อรู้สึกโล่งใจเปลาะหนึ่ง
สามารถเอาของจากโลก [กระถางมิติบรรพกาล] ออกมาสู่โลกแห่งความจริงได้จริงๆ ด้วย
รางวัลอีกชิ้นหนึ่ง ความเข้าใจด้านวรยุทธ์ของลู่เฉิน
ภาพร่างเล็กๆ ปรากฏขึ้นในหัว นั่นคือลู่เฉินที่ตั้งท่ากำหมัดแนบเอว แม้การออกหมัดจะดูไร้เดียงสา แต่ท่วงท่ากลับแม่นยำยิ่งนัก
ความเข้าใจนี้หลอมรวมเข้ากับร่างกายของเขา ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ผ่านการฝึกฝนวรยุทธ์มาสี่ปี แม้จะช่วยได้ไม่มากแต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย
อวี๋เค่อกำหมัดแน่น ชีวิตเริ่มมีความหวัง พิสูจน์แล้วว่า [กระถางมิติบรรพกาล] มีอยู่จริง
สูตรโกงมีจริง
ทว่า หลังจากจุติไปแล้วดูเหมือนจะเน้นไปที่เรื่องราวในชีวิตประจำวัน การฝึกวรยุทธ์จริงๆ จังๆ ยังไม่เริ่มสักที
แต่เขาก็ปล่อยวางได้อย่างรวดเร็ว
ยังไงซะ ลู่เฉินก็ใกล้จะบรรลุนิติภาวะแล้ว ถึงตอนนั้นก็จะได้เข้าสำนักลัทธิเต๋า บางทีที่นั่นอาจจะเป็นประตูสู่เส้นทางยุทธ์ที่แท้จริง
อวี๋เค้อมองดูดวงอาทิตย์ การจำลองรีเฟรชช้าเอาเรื่อง
ดวงตะวันทั้งสี่ดวงค่อยๆ ลคล้อยต่ำลง จนตะวันตกดิน
เวลานี้เอง!
หยกสื่อสารประจำสำนักที่เอวของเขาสั่นไหว มีข้อความแจ้งเตือน!
"ยามซวีหนึ่งเค่อ (ประมาณทุ่มสิบห้า) เจอกันที่หอเลิศรสเซียน โจวเลี่ยง"
เป็นข้อความจากโจวเลี่ยง เพื่อนสนิทของเจ้าของร่างเดิม
หอเลิศรสเซียนเป็นภัตตาคารที่มีชื่อเสียงในเขตศิษย์สายนอก
ส่วนโจวเลี่ยงนั้นเป็นหนึ่งในศิษย์สายนอกของสำนักนภาเทพ เข้าสำนักมาได้ห้าปีแล้ว
ระดับพลังยุทธ์ของโจวเลี่ยงก็อยู่ที่ขั้นบันไดที่สองระดับสมบูรณ์เช่นกัน แต่เขากลับไม่รีบร้อนที่จะสร้างรากฐาน
พอนึกถึงตรงนี้!
อวี๋เค่อก็เจ็บใจ ดูโจวเลี่ยงสิ ช่างรู้จักประมาณตน
เจ้าของร่างเดิมดันไม่เจียมตัวเอาซะเลย
[จบแล้ว]