เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 - ชาตินี้นามของข้าคือลู่เฉิน

บทที่ 2 - ชาตินี้นามของข้าคือลู่เฉิน

บทที่ 2 - ชาตินี้นามของข้าคือลู่เฉิน


บทที่ 2 - ชาตินี้นามของข้าคือลู่เฉิน

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

อวี๋เค่อกวาดสายตาดูข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามา นี่คือการปูพื้นหลังสินะ?

ผ่านตัวอักษรเหล่านั้น เขาเหมือนได้เห็นภาพความวุ่นวายในยุค "สิ้นชาติแต่ขุนเขายังคงอยู่"

[สถานที่เกิดได้รีเฟรชแล้ว...]

[เมืองไหวหนาน อำเภอสุยฉวี จวนสกุลลู่]

[โชคดีที่ฐานะทางบ้านมั่งคั่ง มีกินมีใช้ไม่ขาดมือ สกุลลู่มีชื่อเสียงในท้องถิ่น บิดาของคุณเก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ เคยสอบได้เป็นบัณฑิตจิ้นซื่อ แต่ภายหลังทนความฟอนเฟะของราชสำนักไม่ไหว จึงลาออกจากราชการด้วยความคับแค้นใจ]

[คุณเป็นบุตรชายคนโต บิดาตั้งชื่อให้ว่า ลู่เฉิน]

[คุณค่อยๆ เติบโตขึ้น เมื่ออายุครบหนึ่งขวบ มารดาก็ได้ให้กำเนิดน้องชายอีกคน ตั้งชื่อว่า ลู่หยู]

[ตอนสี่ขวบ ท่านลุงมาเยี่ยมเยียนที่บ้าน ทั้งตระกูลต่างยินดีปรีดา ท่านเป็นนักพรตผู้ได้รับถ่ายทอดวิชาอาคม มีความสามารถพิเศษติดตัว]

[ในยุคนั้น กระแสการแสวงหาความเป็นเซียนกำลังเฟื่องฟู สถานะของนักพรตนั้นสูงส่ง การเข้าออกบ้านขุนนางชั้นผู้ใหญ่ถือเป็นเรื่องปกติ]

[ด้วยคำขอร้องของมารดา ท่านลุงจึงรับคุณและน้องชายลู่หยูเข้าเป็นศิษย์]

[รอปลดล็อกสถานะใหม่ - ศิษย์สำรองลัทธิสามสัจธรรม]

[วัยเด็กของคุณเต็มไปด้วยความสุข พ่อแม่ปกป้องพวกคุณพี่น้องเป็นอย่างดี]

[ในยุคโกลาหล การหาครูดีๆ นั้นยากยิ่ง จนกระทั่งคุณอายุหกขวบ ที่บ้านถึงได้จ้างอาจารย์มาสอนหนังสือ พ่อแม่ของคุณถึงกับลงมาช่วยติวเข้มด้วยตัวเอง มารดาของคุณก็เป็นคุณหนูจากตระกูลบัณฑิต มีความรู้ติดตัวมาแต่เดิม]

[ด้วยความพยายามของคุณ คุณอ่านหนังสืออย่างขยันขันแข็งทุกวัน]

[แม้คุณจะยังเด็ก แต่ด้วยการอบรมบ่มเพาะ ทำให้มีบุคลิก "สุขุมลุ่มลึกดั่งสายน้ำ" บวกกับพรสวรรค์ "ดวงตาแยกแยะผู้คน" ทำให้แววตามีพลังเป็นพิเศษ บิดาชมว่าคุณมีเค้าโครงความสง่างามเหมือนท่านตอนเด็กๆ อยู่หลายส่วน]

[ส่วนน้องชายลู่หยูนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว เขาซุกซน ดื้อรั้น ปีนป่ายหลังคาบ้าน ทุกครั้งที่ถูกบิดาทำโทษตีมือจนแดงเถือก ก็ยังทำหน้าไม่ยี่หระ]

[คุณมองดูภาพนั้น พลางแอบชมในใจว่า "น้องข้า ช่างเป็นวีรบุรุษโดยแท้!"]

[ตอนหกขวบ บิดาจัดแจงให้คุณเริ่มฝึกวรยุทธ์ ขั้นแรกคือการเคี่ยวกรำเส้นเอ็นและกระดูก เสริมสร้างร่างกายด้วยการแช่สมุนไพร คุณตั้งใจเรียนมาก แต่ความก้าวหน้ากลับเชื่องช้า]

[บิดาบ่นเสียดายว่า พรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ของคุณไม่ค่อยดีนัก]

[ในทางกลับกัน น้องชายลู่หยูของคุณกลับแสดงพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ที่น่าทึ่ง ท่วงท่าแต่ละกระบวนท่าล้วนทำได้ถูกต้องแม่นยำจนน่าตกใจ]

[ตอนเจ็ดขวบ บิดาเห็นพวกคุณพี่น้องเริ่มโตขึ้น ภารกิจสืบทอดตระกูลถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว ความคิดที่จะสร้างชื่อเสียงกอบกู้บ้านเมืองในใจจึงรุนแรงขึ้น]

[ดังนั้น ท่านจึงรวบรวมทรัพย์สินบางส่วน นำบ่าวไพร่หลายร้อยคน ติดตามท่านลุงขึ้นเหนือ]

[แม้มารดาจะเสียใจ แต่ก็รู้ซึ้งถึงปณิธานของสามี จึงไม่ได้ขัดขวาง]

[คืนนั้นเอง ลู่หยูในวัยเจ็ดขวบรีบเก็บข้าวของใส่ห่อผ้า เตรียมจะหนีขึ้นเหนือไปช่วยพ่อ]

[เวลานี้ คุณตัดสินใจจะ...]

1.ฟ้องแม่

2.ทำเมินเฉย

3.ไปด้วยกัน

4.เข้าแทรกแซงด้วยตัวเอง (0/3)

เมื่อตัวอักษรเปลี่ยนไป อวี๋เค่อก็รู้ว่าสี่ตัวเลือกนี้มีไว้ให้เขาเลือกเอง

นึกไม่ถึงว่าการจุติจะมีลูกเล่นแบบนี้ด้วย

[โปรดทราบ: ทุกทางเลือกของคุณหมายถึงทางแยกของชีวิต โปรดเลือกอย่างระมัดระวัง]

[การเข้าแทรกแซงด้วยตัวเอง ในการจำลองหนึ่งครั้งใช้ได้เพียงสามหน โปรดใช้ให้คุ้มค่า]

ลังเลอยู่ครู่เดียว อวี๋เค่อก็เลือกข้อ 1 ฟ้องแม่

การเข้าแทรกแซงด้วยตัวเองมีแค่สามครั้ง ดูมีค่ามาก ไม่จำเป็นต้องใช้ตอนนี้

ขอโทษนะไอ้น้องชาย อวี๋เค่อพึมพำในใจ

ตอนนี้ข้างนอกวุ่นวายจะตาย ทุกที่เต็มไปด้วยกองกำลังกบฏและพวกโจรป่า

ลู่หยูและเขาเพิ่งจะเจ็ดแปดขวบ ยังเป็นแค่เด็กน้อย ขืนออกไปมีหวังได้ "ลงปุ๊บตายปั๊บ"

[ลู่หยูถูกคุณฟ้องแม่ โดนแม่จัดหนักไปชุดใหญ่ แต่สีหน้ายังคงไม่เปลี่ยน คุณยืนดูอยู่ข้างๆ แล้วชมในใจว่า: น้องข้า วีรบุรุษตัวจริง]

[ตอนคุณแปดขวบ บิดากลับมาเพียงลำพัง บ่าวไพร่นับร้อยไม่เหลือรอดสักคน พ่ายแพ้ยับเยิน มีเพียงท่านลุงที่คอยอยู่เคียงข้าง]

[หลังจากกลับบ้าน บิดาก็เอาแต่เหม่อลอย กินเหล้าย้อมใจทุกวัน มารดาปวดใจยิ่งนัก]

[ปีต่อมา ท่านลุงขอตัวลา บอกว่ารอให้คุณและลู่หยูโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจะกลับมารับพวกคุณเข้าสู่สำนักเต๋า]

[ฤดูใบไม้ร่วงตอนคุณสิบขวบ มีคนมาที่บ้าน อ้างว่าเป็นเพื่อนร่วมรบของบิดา นั่งดื่มเหล้าพูดคุยกับบิดาอย่างถูกคอ บอกว่าทางเหนือกำลังได้รับชัยชนะต่อเนื่อง]

[บิดาฟังแล้วแววตามีประกายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน วันรุ่งขึ้นเตรียมจะลาที่บ้านขึ้นเหนืออีกครั้ง แต่ถูกมารดาขวางไว้]

[มารดาเอ่ยด้วยแววตาเปี่ยมความกังวลว่า ลูกใกล้จะเข้าพิธีสวมหมวกแล้ว ควรจะมีชื่อรอง เจ้าไม่อยู่ก็ตั้งชื่อรองไว้ก่อนเถิด]

[ดังนั้น บิดาจึงตั้งชื่อรองให้คุณว่า: เสินโจว (ดินแดนเทพ) ตอนที่คุณเกิดเป็นช่วงที่ทัพเป่ยเฟิงเสวียนตีเมืองหลวงแตกพอดี สื่อความหมายถึงแผ่นดินที่จมดิ่ง]

[ส่วนน้องชาย บิดาตั้งชื่อรองให้ว่า "โย่วอัน" (สงบสุขตั้งแต่วัยเยาว์) สื่อความหมายให้เขาเติบโตอย่างราบรื่นปลอดภัยในโลกที่วุ่นวายนี้]

[บิดาจากไป มารดายิ่งกังวลหนัก]

[ตอนนั้นคุณเห็นลู่หยูทำตัวลับๆ ล่อๆ คุณจึงตัดสินใจเข้าไปดูให้แน่ชัด]

[ลู่หยูเก็บห่อผ้าเตรียมจะไปช่วยพ่ออีกแล้ว คุณตาไว แอบเห็นเข้าพอดี]

[ลู่หยูยังทิ้งจดหมายไว้ให้คุณฉบับหนึ่ง ในนั้นเขียนไว้อย่างมั่นใจว่า คุณทำลายแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นชิ่งไปคนหนึ่งแล้วเจ็บปวดใจหรือไม่? แต่โชคดีที่ตอนนี้ เขาจะออกไปท่องโลกกว้างแล้ว]

[ท้ายจดหมายเขียนว่า: พี่ใหญ่ เคยได้ยินไหมว่าพญาครุฑเหินลมในวันเดียว?]

[ดังนั้น คุณตัดสินใจจะ...]

ฟ้องแม่

แอบหยิบเงินและเสบียงในห่อผ้าออกมาเงียบๆ

ติดตามไปด้วยกัน

เข้าแทรกแซงด้วยตัวเอง (0/3)

อวี๋เค่อมองด้วยมุมมองของคนจากโลกอนาคต พบว่าลู่หยูได้รับการปกป้องดูแลอย่างดีในบ้านสกุลลู่ ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับความโหดร้ายของโลกภายนอก

ลู่หยูยังเด็กเกินไป การผจญภัยแบบนี้ไม่เหมาะกับเขาอย่างชัดเจน

เลือกได้แค่ข้อ 1 กับ 2 การฟ้องแม่ก็แค่หยุดได้ชั่วคราว

ยังไงซะ ขาก็อยู่ที่ตัวลู่หยู ครั้งหน้าจะทำยังไงล่ะ!

ตอนนี้อวี๋เค่ออินกับการจำลองสถานการณ์ไปเต็มๆ เขาถึงกับลุกขึ้นเดินไปเดินมาครู่หนึ่งถึงจะตัดสินใจได้

อวี๋เค่อตัดสินใจเลือกข้อ 2 แอบหยิบเงินและเสบียงในห่อผ้าออกมาเงียบๆ

[เลือกเสร็จสิ้น แจ้งเตือน ต้องเขียนจดหมายตอบกลับ]

"มีลูกเล่นแบบนี้ด้วย!"

อวี๋เค่ออุทานว่าเกมนี้... เอ้ย ไม่สิ การจุติออกแบบมาได้ไม่เลวเลย

ทันใดนั้น!

จดหมายฉบับหนึ่งก็โผล่ออกมาจากความว่างเปล่า อวี๋เค่อจรดพู่กันเขียนตอบกลับอย่างรวดเร็ว

พอเขียนเสร็จ กระดาษและพู่กันก็หายวับไปกับตา อวี๋เค่อรู้สึกมหัศจรรย์ใจมาก

[คุณเอาเงินและเสบียงของลู่หยูไปแล้ว]

[วันรุ่งขึ้น ลู่หยูอารมณ์ดี ไม่ทันสังเกตเห็นอะไร ออกเดินทางอย่างเบิกบานใจ เขารู้สึกว่าลมวันนี้หอมหวานเหลือเกิน เขาเป็นอิสระแล้ว แต่ท้องเจ้ากรรมดันไม่คิดแบบนั้น]

[เดินไปได้สามลี้ ท้องก็ร้องจ๊อกๆ เมื่อเช้ารีบออกมาเลยไม่ได้กินข้าว ลู่หยูแกะห่อผ้าดู พบว่าเงินทองและเสบียงหายเกลี้ยง ดวงตาเบิกโพลงแทบถลนลงพื้นด้วยความตกใจ]

[ตกบ่าย ลู่หยูลากสังขารอันเหนื่อยล้ากลับบ้าน ซัดข้าวไปสามชามใหญ่ มารดาแปลกใจมาก ลู่หยูอธิบายอึกๆ อักๆ ก่อนจะกลับเข้าห้อง]

[ลู่หยูรกลับเข้าห้อง ยังคงครุ่นคิดว่าโจรคนไหนขโมยเงินของเขาไป ก็เห็นจดหมายตอบกลับจากพี่ชายวางอยู่บนโต๊ะ]

[บนนั้นเขียนว่า: รู้หรือไม่พญาครุฑเหินลมในวันเดียว? บินถลาขึ้นไปได้แค่สามลี้]

[ลู่หยูอ่านจบ มุมปากกระตุก รู้สึกเหมือนว่าหลายปีมานี้ใช้ชีวิตอยู่ใต้เงาของพี่ชายตลอดเวลา]

[แจ้งเตือน: หนึ่งวันในโลกมนุษย์ เท่ากับสิบปีในกระถาง การจำลองวันนี้เสร็จสิ้นแล้ว โปรดกลับมาจำลองใหม่ในวันพรุ่งนี้]

[เวลาที่บันทึก สิบปี]

[ไอเทมพิเศษ: จดหมายจากน้องชายหนึ่งฉบับ]

[ได้รับไอเทมพิเศษ สามารถรับรางวัลล่วงหน้าได้ ความเข้าใจด้านวรยุทธ์ของลู่เฉินหนึ่งชุด]

[โปรดตรวจสอบ]

อวี๋เค่อหยิบจดหมายในมือขึ้นมาเบาๆ ลองสะบัดดู ผิวสัมผัสเหมือนกระดาษคุณภาพต่ำทั่วไป บนนั้นยังมีลายมือไก่เขี่ยของลู่หยู เขาอดยิ้มไม่ได้

อวี๋เค่อรู้สึกโล่งใจเปลาะหนึ่ง

สามารถเอาของจากโลก [กระถางมิติบรรพกาล] ออกมาสู่โลกแห่งความจริงได้จริงๆ ด้วย

รางวัลอีกชิ้นหนึ่ง ความเข้าใจด้านวรยุทธ์ของลู่เฉิน

ภาพร่างเล็กๆ ปรากฏขึ้นในหัว นั่นคือลู่เฉินที่ตั้งท่ากำหมัดแนบเอว แม้การออกหมัดจะดูไร้เดียงสา แต่ท่วงท่ากลับแม่นยำยิ่งนัก

ความเข้าใจนี้หลอมรวมเข้ากับร่างกายของเขา ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้ผ่านการฝึกฝนวรยุทธ์มาสี่ปี แม้จะช่วยได้ไม่มากแต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย

อวี๋เค่อกำหมัดแน่น ชีวิตเริ่มมีความหวัง พิสูจน์แล้วว่า [กระถางมิติบรรพกาล] มีอยู่จริง

สูตรโกงมีจริง

ทว่า หลังจากจุติไปแล้วดูเหมือนจะเน้นไปที่เรื่องราวในชีวิตประจำวัน การฝึกวรยุทธ์จริงๆ จังๆ ยังไม่เริ่มสักที

แต่เขาก็ปล่อยวางได้อย่างรวดเร็ว

ยังไงซะ ลู่เฉินก็ใกล้จะบรรลุนิติภาวะแล้ว ถึงตอนนั้นก็จะได้เข้าสำนักลัทธิเต๋า บางทีที่นั่นอาจจะเป็นประตูสู่เส้นทางยุทธ์ที่แท้จริง

อวี๋เค้อมองดูดวงอาทิตย์ การจำลองรีเฟรชช้าเอาเรื่อง

ดวงตะวันทั้งสี่ดวงค่อยๆ ลคล้อยต่ำลง จนตะวันตกดิน

เวลานี้เอง!

หยกสื่อสารประจำสำนักที่เอวของเขาสั่นไหว มีข้อความแจ้งเตือน!

"ยามซวีหนึ่งเค่อ (ประมาณทุ่มสิบห้า) เจอกันที่หอเลิศรสเซียน โจวเลี่ยง"

เป็นข้อความจากโจวเลี่ยง เพื่อนสนิทของเจ้าของร่างเดิม

หอเลิศรสเซียนเป็นภัตตาคารที่มีชื่อเสียงในเขตศิษย์สายนอก

ส่วนโจวเลี่ยงนั้นเป็นหนึ่งในศิษย์สายนอกของสำนักนภาเทพ เข้าสำนักมาได้ห้าปีแล้ว

ระดับพลังยุทธ์ของโจวเลี่ยงก็อยู่ที่ขั้นบันไดที่สองระดับสมบูรณ์เช่นกัน แต่เขากลับไม่รีบร้อนที่จะสร้างรากฐาน

พอนึกถึงตรงนี้!

อวี๋เค่อก็เจ็บใจ ดูโจวเลี่ยงสิ ช่างรู้จักประมาณตน

เจ้าของร่างเดิมดันไม่เจียมตัวเอาซะเลย

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 2 - ชาตินี้นามของข้าคือลู่เฉิน

คัดลอกลิงก์แล้ว