- หน้าแรก
- ลิขิตจอมทัพ สะท้านบัลลังก์เซียน
- บทที่ 1 - จุดจบอันน่าอนาถของผีพนัน
บทที่ 1 - จุดจบอันน่าอนาถของผีพนัน
บทที่ 1 - จุดจบอันน่าอนาถของผีพนัน
บทที่ 1 - จุดจบอันน่าอนาถของผีพนัน
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ณ ดินแดนดาราเหนือ
สำนักนภาเทพ
ยามเช้าตรู่
ดวงตะวันทั้งสี่ดวงค่อยๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ว่ากันว่าการเริ่มต้นที่ดีอยู่ที่ยามเช้า หากบำเพ็ญเพียรในเวลานี้จะได้รับผลลัพธ์เป็นทวีคูณ
ภายในลานบ้านแห่งหนึ่ง
อวี๋เค่อค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่งพร้อมกับหาวฟอดใหญ่
จากนั้นเขาก็นั่งขัดสมาธิบนเตียง วางมือทั้งสองข้างลงบนหัวเข่าอย่างแผ่วเบา จัดท่าทางราวกับกำลังจะฝึกวรยุทธ์
แต่ผ่านไปเพียงครู่เดียว
เขาก็ล้มตัวลงนอนแอ้งแม้งบนเตียงราวกับ "รากไม้แก่ที่ยึดติดดิน"
จนกระทั่งตะวันโด่ง
แสงแดดสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามากระทบใบหน้าของอวี๋เค่อ
ความอบอุ่นนั้นช่างทำให้รู้สึกสบายตัวเสียจริง
"...เชี่ย... ตื่นสายแล้ว ไปทำงานไม่ทันแน่!"
อวี๋เค่อสะดุ้งตื่นสุดตัว
เขากระเด้งตัวจากเตียงแล้วสไลด์ตัวลงพื้นอย่างรวดเร็ว แต่ครู่ต่อมาเขาก็ยืนนิ่งค้างไป
อ๋อ... ทะลุมิติมาแล้วนี่หว่า งั้นก็ช่างมันเถอะ
ทะลุมิติมาได้สี่วันแล้ว แต่เขาก็ยังคงมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบเดิมๆ อยู่บ้าง
เมื่อนึกย้อนกลับไปในชาติก่อน อวี๋เค่อเป็นชายหนุ่มผู้มีอุดมการณ์ มีความทะเยอทะยาน และเป็นคนดีศรีสังคมระดับสามผ่าน
แต่เมื่ออายุมากขึ้น
ตอนอายุ 18 เขาเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าชีวิตข้าข้าลิขิตเอง ไม่ยอมให้สวรรค์กำหนด
พออายุ 24 ใครบอกว่าเงินเดือนสามพันก็คือสามพัน เขาก็ยอมรับแต่โดยดี
ในเมื่อทะลุมิติมาแล้ว ก็ต้องทำใจยอมรับและอยู่กับมันให้ได้
ที่นี่คือโลกแฟนตาซี เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรสามารถเหาะเหินเดินอากาศ ถมทะเลและย้ายภูเขาได้ ทำได้ทุกอย่างที่ใจปรารถนา
ส่วนเจ้าของร่างเดิมนั้น เป็นศิษย์สายนอกของสำนักนภาเทพ ระดับพลังยุทธ์ได้ก้าวเข้าสู่ขั้นบันไดที่สองระดับสมบูรณ์แล้ว ถือว่ามีฝีมือไม่เลวเลยทีเดียวในบรรดาศิษย์สายนอก
เมื่อฝึกจนถึงระดับสมบูรณ์แล้ว ก็จะสามารถสร้างรากฐานแห่งวิถีเซียนได้
ทว่าเจ้าของร่างเดิมดันอยากจะ "ก้าวหน้า" จนตัวสั่น
เข้ามาเป็นศิษย์สายนอกได้เพียงสี่ปี ก็ริอาจอยากจะสร้างรากฐานระดับสูง เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่สำนักใน!
รู้แหละว่ารีบ แต่ใจเย็นก่อนได้ไหมพ่อคุณ
และแล้ว... เขาก็ม่องเท่ง
ไม่มีพื้นฐานที่มั่นคงแต่ดันฝืนจะสร้างรากฐาน สุดท้ายวิญญาณก็แตกสลาย และอวี๋เค่อก็เข้ามาแทนที่!
อวี๋เค่อนั่งลงบนเตียง ถอนหายใจยาวด้วยความรู้สึกปนเปกันไปหมด
ที่แย่ไปกว่านั้นคือ!
"รากฐานวิถีเซียนของร่างเดิมพังทลาย ร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส การสร้างรากฐานระดับสูงกลายเป็นแค่ฝันลมๆ แล้งๆ ไปแล้ว ต่อไปอย่าว่าแต่สร้างรากฐานระดับธรรมดาเลย เกรงว่าจะยากเข็ญแสนเข็ญจนแทบจะฝึกยุทธ์ไม่ได้อีก"
"อีกสามเดือนข้างหน้าจะเป็นการสอบวัดผลศิษย์สายนอกที่มีวาระสี่ปี ผู้ที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมจะได้รับรางวัลจากสำนัก ส่วนผู้ที่รั้งท้ายจะถูกลดขั้นไปเป็นศิษย์รับใช้"
ความก้าวหน้าในการฝึกตนของศิษย์สายนอกครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสำนักเป็นอย่างมาก รางวัลจึงมากมายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เจ้าของร่างเดิมรีบร้อนอยากจะสร้างรากฐาน
ตอนนี้การสร้างรากฐานล้มเหลว พลังยุทธ์ลดฮวบ เกรงว่าคงหนีไม่พ้นชะตากรรมที่ต้องถูกลดขั้นไปเป็นศิษย์รับใช้
ศิษย์รับใช้ หมายความว่าต้องทำงานจิปาถะงกๆ ทั้งวันจนไม่มีเวลาฝึกบำเพ็ญเพียร
ถูกศิษย์สายนอกและศิษย์สายในเรียกใช้เหมือนหมูเหมือนหมา ชีวิตนี้คงไม่มีอะไรดีขึ้น
แววตาของอวี๋เค่อฉายความไม่ยินยอม ใครมันจะไปชอบเป็นวัวเป็นม้าให้คนอื่นโขกสับไปชั่วชีวิตกันเล่า
คุณปู่คนนี้จะบำเพ็ญเพียรโว้ย!
โชคยังดีที่ยังมีเวลาเหลืออีกสามเดือนกว่าๆ บางทีอาจจะมีจุดเปลี่ยนก็ได้
แต่สิ่งที่ทำให้อวี๋เค่อร้อนใจที่สุดในตอนนี้คือ!
เจ้าของร่างเดิมทุ่มเงินเก็บทั้งหมดตลอดห้าปีเพื่อที่จะสร้างรากฐานให้สำเร็จ ขายสมบัติทุกชิ้นที่มีเพื่อซื้อของจำเป็นในการสร้างรากฐาน
เทหมดหน้าตักแบบไม่เหลือเผื่อขาด!
สุดท้าย!
ถึงขั้นไปขูดรีดคนรอบข้างจนเกลี้ยง เป็นหนี้เป็นสินก้อนโต
ชาติก่อนเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย พกความฝันอยากถือดาบท่องไปในโลกกว้าง แต่พอโดนสังคมตบเรียกสติ ก็ได้รู้ความจริง
ดาบหายไปไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าบิลเรียกเก็บเงินยังอยู่ครบ
นึกว่าทะลุมิติมาแล้วจะหลุดพ้นจากวงจรผ่อนบ้านผ่อนรถ ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่
จะได้กำหนดชะตาชีวิตตัวเองอีกครั้ง!
ที่ไหนได้ ยังต้องกลับมาเดินเส้นทางเดิมอีก
หรือว่าเขาจะเป็นเทพแห่งการเป็นหนี้โดยกำเนิดกันนะ?
"ก็นะ พวกผีพนันจุดจบไม่สวยสักราย การเทหมดหน้าตักมีแต่จะทำร้ายตัวเองและคนอื่น"
"สร้างรากฐานก็ล้มเหลว สมบัติก็พังหมด"
"นอกจากหินปราณสองก้อนในกระเป๋าแล้ว ก็ไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง"
"เปิดเกมมาก็วิกฤตซะแล้ว!"
พอนึกถึงวีรกรรมของเจ้าของร่างเดิม อวี๋เค่อก็อดไม่ได้ที่จะสบถออกมา!
ภูเขาเทพสถิตแห่งนี้ก็ไม่ใช่โรงทานเสียด้วย!
ในดินแดนแห่งเซียนเช่นนี้ แม้แต่ศิษย์สายนอกอย่างเขา หากต้องการจะฝึกตน อาหารการกิน ที่พักอาศัย การฝึกวรยุทธ์ หรือแม้แต่การขอคำชี้แนะเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียร
ทุกอย่างล้วนต้องแลกมาด้วยสิ่งของ และสิ่งนั้นไม่ใช่เงินทองของโลกมนุษย์ แต่เป็น "ทรัพย์สิน" ของเหล่าผู้ฝึกตน นั่นคือ หินปราณ
พูดง่ายๆ ก็คือต้องใช้ตังค์นั่นแหละ
ไม่มีเงินก็ขยับตัวลำบาก!
เจ้าของร่างเดิมวาดฝันไว้ว่าหากสร้างรากฐานระดับสูงสำเร็จ ก็จะได้รับรางวัลมากมายจากสำนัก
คิดซะดิบดี... คราวหลังไม่ต้องคิดแล้วนะ
ทันใดนั้นเอง
ในสมองของเขาก็ระเบิดออกราวกับภูเขาไฟ แสงสีมงคลสาดส่องไปทั่ว
เชี่ย เชี่ย เชี่ย เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย!
อวี๋เค่อทำอะไรไม่ถูก
กระถางใบเล็กที่มีกระแสพลังแห่งความโกลาหลลอยวนอยู่ปรากฏขึ้นในห้วงความคิด
"นี่มัน... ของเก่าแก่อายุพันปีที่ฉันซื้อตอนลดกระหน่ำ 9.9 บาทรวมส่งในแอปมือสองเมื่อชาติที่แล้วไม่ใช่เหรอ รีวิวดีแถมยังได้เงินคืนตั้ง 3 บาทแน่ะ"
ตอนนั้นพอแกะกล่องปุ๊บ กระถางก็หายวับไปปั๊บ ทำเอาเขาเสียดายแทบแย่
พอกลับไปดูจะซื้อใหม่ ราคาดันพุ่งไปเป็น 99999 ซะงั้น
นี่มัน... ก่อนหน้านี้ไม่ใช่แค่ลดราคา แต่ลดจนเหลือแต่กระดูกแล้วมั้ง!
เรื่องก็เลยเงียบหายไป
หรือว่านี่จะเป็นไอเทมโกงของเขา?
ปรากฏว่า!
บนกระถางใบเล็กนั้นสลักลวดลายไว้นับไม่ถ้วน ภาพภูเขาแม่น้ำลำธารราวกับของจริง สัตว์วิเศษกระโจนโลดเต้นอยู่บนตัวกระถาง ต้นไม้ใบหญ้าดูมีชีวิตชีวา วิจิตรบรรจงจนน่าทึ่ง
ในใจของเขา ชื่อของสิ่งนี้ก็ผุดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ
นามของมันคือ "กระถางมิติบรรพกาล"
เป็นของตกทอดมาจากโลกบรรพกาล หนึ่งกระถางคือหนึ่งโลกหล้า
อักขระลึกลับนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นในสมอง แสงสีทองลอยละล่อง ดูเหมือนจะบอกให้เขาอ่าน
นี่มัน... ตูอ่านไม่ออกโว้ย
แสงสีทองเปลี่ยนรูปร่าง กลายเป็นอักษรโบราณทำนายดวงชะตา
เชี่ย! แม่มนเอ๊ย ก็ยังดูไม่รู้เรื่องอยู่ดี
ของวิเศษย่อมมีจิตวิญญาณ จู่ๆ มันก็เปลี่ยนรูปแบบอีกครั้ง
ตู้ม!
[ผู้ครอบครอง: อวี๋เค่อ]
[สามารถจุติลงมาเกิดในโลกบรรพกาลได้]
[หลังจากการจุติแต่ละครั้งสิ้นสุดลง ผู้ครอบครองจะได้รับพรแห่งชะตาและความทรงจำรวมถึงการตระหนักรู้ทั้งหมด]
[กำลังดำเนินการจุติ... สำเร็จ]
[กำลังอ่านค่า "สถานะ" "ดวงชะตา" "พรสวรรค์"!]
...
ในที่สุดอวี๋เค่อก็เข้าใจ หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น
ไอ้สิ่งที่เรียกว่าการจุติลงมาเกิดนี้ แท้จริงแล้วคือวิธีจำลองการเกิดใหม่ที่มหัศจรรย์สุดๆ
มันสามารถส่งตัวละครสมมติที่ตั้งค่าไว้ให้ไปเกิดในกระถางมิติบรรพกาล หรือก็คือโลกบรรพกาลนั่นเอง
และในโลกใบนี้ ขอแค่สร้างผลงานได้ ก็จะได้รับรางวัลตอบแทนอย่างงาม
นี่มันถอดแบบมาจากการเล่นเกมผ่านด่านในชาติก่อนชัดๆ?
โลกบรรพกาล เท่ากับ ดันเจี้ยนเกม
จุติลงมาเกิด เท่ากับ ตัวละครในเกม
สถานะ ดวงชะตา วาสนา!
ไอ้สามอย่างนี้มันคืออะไรกันอีก?
หน้าจอแสงเปลี่ยนไป
[โปรดเลือกสถานะของคุณ?]
1.[สำนักฝ่ายธรรมะ]
2.[ตระกูลขุนนาง]
3.[พรรคมาร]
เริ่มเลือกตัวละครได้!
อวี๋เค่อถูมือไปมา ความรู้สึกคุ้นเคยกลับมาอีกครั้ง
ลังเลอยู่ครู่เดียว เขาก็เลือกข้อ 1 สำนักฝ่ายธรรมะ
ในความทรงจำของชาตินี้ สำนักนภาเทพก็เป็นหนึ่งในสำนักฝ่ายธรรมะ ตอนนี้ฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรมยืนอยู่คนละขั้ว ถ้าเขาอยากได้รางวัล ทางที่ดีที่สุดคือต้องสอดคล้องกับสำนักฝ่ายธรรมะ
ขืนได้รับรางวัลวิชาสายมารมา ทางสำนักคงได้ "ยกพล" มาจับกุมคาที่แน่ๆ
ไม่เอาด้วยหรอก!
พรรคมารตัดทิ้งไป ส่วน [ตระกูลขุนนาง] ดูแล้วไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี ไอ้พวกนี้มันวัดกันที่แต้มบุญตอนเกิดชัดๆ!
พอเลือกเสร็จ หน้าจอแสงก็เปลี่ยนอีกครั้ง
[ดวงชะตาและวาสนา คือลิขิตสวรรค์มิอาจแก้ไข มิอาจเลือกได้ กำลังดำเนินการสุ่ม]
[การสุ่มเสร็จสิ้น...]
ดวงชะตา: [ผู้ประสบความสำเร็จในภายหลัง]
พรสวรรค์: [ดวงตาแยกแยะผู้คน]
อวี๋เค่อมองดูสองคำนี้ ในใจครุ่นคิด
ไม่มีประโยชน์ต่อการฝึกยุทธ์ แต่ก็ถือว่าไม่เลว อยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้
[ตัวละครถูกสร้างขึ้นแล้ว ต้องการเริ่มการจุติหรือไม่?]
อวี๋เค่อไม่ลังเล จะรุ่งหรือจะร่วงก็อยู่ที่ตานี้แหละ!
"เกน... ชิน"
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นในหัว
ผิดช่องแล้ว
"เริ่มการจุติ!"
[กระถางมิติบรรพกาล] สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จุดแสงสีแดงชาดจุดหนึ่งร่วงหล่นลงมาอย่างเงียบเชียบ ราวกับดาวตกที่พุ่งลงสู่ภายในกระถางอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดระลอกคลื่นเป็นวงกว้าง
[การจุติเริ่มขึ้นแล้ว ทุกทางเลือกของคุณหมายถึงทางแยกของชีวิต โปรดเลือกอย่างระมัดระวัง]
[หนึ่งวันในโลกมนุษย์ เท่ากับสิบปีในกระถาง]
[สถานที่เกิดได้รีเฟรชแล้ว...]
[โลกบรรพกาล ดินแดนจงหยวน แคว้นชิ่ง]
[ฮ่องเต้ชิ่งฮุยจงโจวเจี้ยขึ้นครองราชย์ ในรัชสมัยของพระองค์ ขุนนางชั่วและขันทีคุมอำนาจ ขูดรีดภาษีประชาชน ราชสำนักเน่าเฟะ ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัส]
[ฮ่องเต้ฮุยจงลุ่มหลงในลัทธิเต๋า ถึงกับตั้งตำแหน่งขุนนางนักพรตถึงยี่สิบหกขั้น มอบเงินเดือนให้อย่างงาม]
[ประชาชนอยู่ไม่ได้ ขุนนางบีบให้ชาวบ้านเป็นกบฏ เกิดการลุกฮือขึ้นทั่วทุกหัวระแหง ไฟสงครามลุกโชน]
[แคว้นเป่ยเฟิงเสวียนซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อนทางตอนเหนือฉวยโอกาสนี้ ส่งกองทัพแยกเป็นสองสายตะวันออกและตะวันตกบุกลงใต้ หวังจะกลืนกินแคว้นชิ่ง]
[ฮ่องเต้ชิ่งฮุยจงฝากความหวังไว้ที่นักพรตกัวจิ่น หลงเชื่อว่าจะใช้วิชา "เกราะเทพหกทิศ" เอาชนะศัตรูได้ แต่กองทัพเทพพ่ายแพ้ยับเยิน กองทัพเป่ยเฟิงยึดเมืองหลวงได้สำเร็จ]
[ในวันที่เมืองแตก ฮ่องเต้ชิ่งฮุยจง พร้อมด้วยฮองเฮาและสนม เชื้อพระวงศ์ ขุนนางนับพันคน รวมถึงนักดนตรี ช่างฝีมือ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ แผนที่หัวเมืองต่างๆ ถูกคุมตัวส่งไปยังแดนเหนือ ทรัพย์สินทั้งของหลวงและของราษฎร์ในเมืองหลวงถูกปล้นชิงจนเกลี้ยง แคว้นชิ่งเหนือล่มสลาย]
[แดนเหนือเสียแก่ข้าศึก ผู้กล้าทั่วหล้าต่างสละทรัพย์สิน รวบรวมกองทัพธรรมเพื่อต้านทานเป่ยเฟิง]
[เมื่อข่าวแพร่สะพัดมาถึงแดนใต้ พระอนุชาของฮ่องเต้ฮุยจงจึงรีบขึ้นครองราชย์ท่ามกลางความโกลาหล ใช้รัชศกหย่งเสียง ประกาศเริ่มต้นยุคใหม่]
[รัชศกหย่งเสียงปีที่หนึ่ง ในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ คุณได้ถือกำเนิดขึ้น]
[จบแล้ว]