- หน้าแรก
- จุดบรรจบแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 21 - พลังแห่งชะตาลิขิต
บทที่ 21 - พลังแห่งชะตาลิขิต
บทที่ 21 - พลังแห่งชะตาลิขิต
บทที่ 21 - พลังแห่งชะตาลิขิต
ลู่ปู้เอ้อร์ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นตั้งการ์ด เขาสัมผัสได้ว่าแรงกดที่ขาขวาของฝ่ายตรงข้ามกำลังผ่อนลง ในจังหวะที่เขากำลังจะถอยฉากเพื่อสลายแรงปะทะ กลับต้องเผชิญกับลูกเตะที่สาดซัดเข้ามาดุจพายุฝน!
การโจมตีแต่ละครั้งของคู่ต่อสู้นั้นเฉียบคมและอำมหิต ทุกดอกล้วนเล็งเป้ามาที่ใบหน้าของเขาโดยไม่มีข้อยกเว้น หลายครั้งที่มันพุ่งเฉียดผ่านดวงตาไปจนเกิดเสียงหวีดหวิว ลมแรงที่ถูกพัดพามาปะทะใบหน้าราวกับถูกมีดกรีด
ลูกถีบตรงอันหนักหน่วงดอกสุดท้ายถูกเขารับไว้ด้วยข้อศอกทั้งสองข้าง แต่แรงปะทะมหาศาลก็ทำให้แขนทั้งสองข้างชาหนึบ ร่างกายของเขาถอยกรูดไปข้างหลังอย่างควบคุมไม่ได้ จนกระทั่งแผ่นหลังกระแทกเข้ากับเสาไม้ หมดทางหนีทีไล่
ชิงมู่พุ่งตัวเข้ามา หมัดขวาเสยขึ้น เล็งเข้าที่ปลายคาง!
ปัง!
ลู่ปู้เอ้อร์ไขว้มือป้องกันคางไว้ แล้วคว้าหมัดของคู่ต่อสู้เอาไว้ได้อย่างมั่นคง ฉวยโอกาสนี้บิดเอวส่งแรงจากทั่วร่างประดุจเกลียวเชือก แล้วแทงเข่าสวนกลับไป!
น่าเสียดายที่ในจังหวะที่เข่ากำลังจะกระแทกเป้าหมาย พลังอันมหาศาลก็ระเบิดออกมา!
พร้อมกับเสียงแตกหักของเสาไม้ ลู่ปู้เอ้อร์ถูกกระแทกจนเซถอยหลังไป
ในช่วงเวลาวิกฤต ชิงมู่ได้ระเบิดพลังมหาศาลออกมา ใช้หมัดกระแทกเขาจนปลิวออกไป แม้แต่เสาไม้ก็ไม่อาจทานทนไหว หักสะบั้นลงตรงกลาง
สิ่งที่ตามมาคือพายุหมัดอันดุดัน
หมัดฮุกซ้าย หมัดฮุกขวา!
ไปจนถึง... หมัดสั้น!
ลู่ปู้เอ้อร์ตกอยู่ในสถานการณ์ตั้งรับท่ามกลางการโจมตีที่บ้าคลั่ง ร่างกายเริ่มทนรับแรงกระแทกอันหนักหน่วงไม่ไหว นี่อาจเป็นความแตกต่างของความแข็งแกร่งที่แท้จริง
จากการประเมิน ชิงมู่น่าจะเป็นผู้ทำลายดักแด้ในขอบเขตที่ 2 ซึ่งห่างชั้นกับเขาอยู่หนึ่งระดับ
แถมเจ้านี่ยังใช้แค่ทักษะการต่อสู้ระยะประชิด ยังไม่ได้ชักดาบด้วยซ้ำ!
"ชิปความทรงจำระดับสูง ก็ไม่อาจชดเชยช่องว่างระหว่างแกกับฉันได้ ถ้าแกเอาแต่ตั้งรับแบบนี้ต่อไป ฉันจะอัดแกให้ตายคาที่" ชิงมู่ไม่มีความคิดที่จะหยุดมือ เขาใช้ยุทธวิธีที่เรียบง่ายและดิบเถื่อนที่สุดกดดันเด็กหนุ่มตรงหน้า หมัดแล้วหมัดเล่าอัดกระแทกเข้าเนื้อ
ทว่ายิ่งสู้ไป เขาก็ยิ่งรู้สึกตกใจ
นี่ผ่านไปแค่กี่วันเอง? จากเด็กใหม่ที่เคยบีบให้ตายเมื่อไหร่ก็ได้ ตอนนี้กลับสามารถต้านทานการโจมตีระยะประชิดของเขาได้แล้ว พัฒนาการรวดเร็วระดับเทพแบบนี้มันเกินไปสำหรับเด็กใหม่แล้ว
หัวใจของลู่ปู้เอ้อร์เต้นรัว เสียงลมหายใจเริ่มหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ก้นบึ้งของดวงตาสาดประกายสีทองแห่งความโกรธเกรี้ยว เห็นได้ชัดว่า 'โรคคลุ้มคลั่งศักดิ์สิทธิ์' เริ่มกำเริบ สัญชาตญาณการต่อสู้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
ในช่องว่างระหว่างพายุหมัด เขาหาโอกาสบิดตัวตวัดขาเตะ!
ปัง!
ชิงมู่ถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความตกตะลึง บนแขนเสื้อข้างขวามีรอยรองเท้าประทับอยู่อย่างชัดเจน
"อย่าหวังว่าฉันจะยอมโดนอัดอยู่ฝ่ายเดียว"
ลู่ปู้เอ้อร์พูดเสียงแหบพร่า "ลูกเตะเมื่อกี้แลกกับพายไข่แดงหนึ่งชิ้น แกยังติดหนี้ฉันอีกหนึ่งที ขอถามอีกครั้ง ที่ฉันไม่มีของที่แกต้องการ แกยังจะสู้ต่ออีกไหม?"
อันที่จริงเขาก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน การต่อสู้เมื่อครู่เสียงดังไม่ใช่น้อย แต่จนถึงตอนนี้กลับไม่มีใครโผล่มาเลย
"แกหวังว่าจะมีคนมาเจอเหรอ? ในเมื่อฉันมาที่นี่ ก็ย่อมมีวิธีปิดกั้นการตรวจจับของโดรน และแน่นอนว่าต้องทำให้คนอื่นไม่ได้ยินด้วย... หึ เคยได้ยินเรื่อง 'หินดูดเสียง' ไหม?" ชิงมู่หยิบหินแม่เหล็กที่ห้อยเชือกออกมาจากอกเสื้อ แกว่งไปมาตรงหน้าเขาเบาๆ
ดูเหมือนว่าเจ้าสิ่งนี้เองที่ตัดขาดเสียงการต่อสู้ของพวกเขา
ทันใดนั้น ชิงมู่ก็สะบัดมือ ฟาดแส้เถาวัลย์ขนาดใหญ่ออกมา!
แก่นพลังชีวิต, วิชา!
ครั้งนี้ความเร็วของคู่ต่อสู้รวดเร็วเกินไป ลู่ปู้เอ้อร์ที่ตั้งตัวไม่ทันถูกฟาดจนถอยกรูด หน้าอกปรากฏรอยเลือดเป็นทางยาว แสบร้อนไปหมด
ภาพตรงหน้ามืดดับไปวูบหนึ่ง เขาใช้มือยันพื้นเพื่อทรงตัว หายใจหอบอย่างหนัก
"ต่างคนต่างก็มีพรสวรรค์ระดับสูง แต่ดูเหมือนพรสวรรค์ของแกจะสู้ฉันไม่ได้"
ชิงมู่กล่าวเสียงเย็น "แต่แกไม่มีแก่นพลังชีวิต และไม่มีวิชา"
เห็นได้ชัดว่าเจ้านี่กำลังวางมาดในฐานะผู้ชนะ ถึงได้ทำตัวสูงส่งขนาดนี้
ทว่า ความจริงแล้วลู่ปู้เอ้อร์ยังสู้ต่อได้
เพราะสสารมืดที่หลับใหลอยู่ในร่างกายได้หลอมรวมเข้ากับหมัดขวาของเขาแล้ว
เตรียมจะจัดหนักสักดอก
ชิงมู่คิดว่าเขาถูกอัดจนหมดทางสู้แล้ว แต่ความจริงเขากำลังตกตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงมหัศจรรย์ในร่างกาย สัมผัสได้ถึงพลังที่ระเบิดออกมาหลังจากสสารมืดไหลเวียนเข้าสู่ร่างกาย จนเผลอเหม่อไปชั่วขณะ
"ฉันให้เวลาแกคิดอีกยี่สิบสี่ชั่วโมง ถ้าพวกแกยังไม่ส่งของสิ่งนั้นออกมา ถึงเวลานั้นแกจะได้ยินข่าวการตายของเจ้าหน้าที่อันก่อน ตำรวจสายตรวจของทีมบังคับใช้กฎหมาย ต้องปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายทุกวัน ถ้าจู่ๆ วันหนึ่งจะสละชีพ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก"
ชิงมู่ยิ้มกริ่ม "ส่วนเถ้าแก่แซ่จางคนนั้น ก็คงจะไม่มีโอกาสได้เจอลูกสาวอีกตลอดชีวิต แน่นอน รวมถึงเพื่อนสนิทของแกด้วย... เหอไซ"
เขาหันไปมองเด็กหนุ่มที่นอนดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้น
"ฉันมีวิธีมากมายที่จะทำให้เขาตายทั้งเป็น"
เขาเว้นจังหวะ "รวมถึงแกด้วย"
ลู่ปู้เอ้อร์เริ่มเข้าใจลางๆ
เหตุผลที่ชิงมู่ยังยั้งมือ ที่แท้ก็เพราะไม่แน่ใจว่า 'เมล็ดพันธุ์เทพเจ้า' อยู่ในมือใคร แค่สงสัยและเพ่งเป้ามาที่พวกเขาก็เท่านั้น ถึงได้มีการทรมานในคืนนี้
ไม่สิ
ชิงมู่น่าจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าของที่ตัวเองตามหาจริงๆ คืออะไร เจ้านี่แค่รู้ว่าพวกนอกรีตกลุ่มนั้นใช้อุปกรณ์บางอย่างในการทำพิธี แต่ไม่รู้เป้าหมายที่แน่ชัด
พูดง่ายๆ ก็คือ ชิงมู่เป็นเหมือนแมลงวันไร้หัว ไม่มีเบาะแสอะไรเลย
ไม่อย่างนั้น ชิงมู่น่าจะตรงดิ่งมาหาเขาแล้วบังคับให้ส่งของออกมา
ไม่จำเป็นต้องไปหาคนอื่น
"การมีชีวิตรอดมันไม่ง่าย อย่าเอาชีวิตมาทิ้งเพราะครอบครองสมบัติเลย"
ชิงมู่ทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะหันหลังเดินหายไปในความมืด ดูเหมือนว่าคนเหล่านี้ในสายตาของเขาเป็นเพียงมดปลวกที่บี้ให้ตายเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ
ทว่าในขณะที่เขาก้าวเข้าสู่ความมืด เขากลับจับข้อมือข้างที่โดนเตะ สายตาฉายแววอำมหิต
อันที่จริงลู่ปู้เอ้อร์ไม่รู้หรอก
การกระทำของชิงมู่ในตอนนี้เสี่ยงมาก หากถูกจับได้จะอธิบายยากมาก แน่นอนว่าตอนนี้เขาเป็นคนของสำนักงานกำกับดูแลความผิดปกติ ไม่ได้ขึ้นตรงต่อกองทัพ จะแถว่ามาสืบคดีก็คงไม่โดนลงโทษหนักหนาอะไร แต่เรื่องที่เขาทำร้ายผู้ทำลายดักแด้เหล่านั้นอาจส่งเขาเข้าคุกได้
แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับการที่เรื่องราวในดินแดนแห่งการไปเกิดถูกเปิดโปง เรื่องพวกนี้ก็กลายเป็นเรื่องเล็กน้อย พอจะยอมรับได้
สสารมืดในร่างของลู่ปู้เอ้อร์กลับสู่ความสงบ เขามองแผ่นหลังที่ค่อยๆ ห่างออกไปในความมืดตาเขม็ง ราวกับกำลังมองคนตาย สายตาไร้ระลอกคลื่น
ภายในค่ายทหารเงียบสงัด โดรนไม่ได้บินวนอยู่เหนือหัว และทหารเวรยามกะดึกก็ไม่อยู่ เห็นได้ชัดว่าถูกสั่งย้ายชั่วคราว
นี่พิสูจน์ให้เห็นว่าอิทธิพลเบื้องหลังของชิงมู่นั้นใหญ่โตมาก
และแน่นอนว่าต่อให้พฤติกรรมของชิงมู่ถูกเปิดโปง ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โต เพราะในสายตาของคนพวกนั้น ความทรงจำของผู้ทำลายดักแด้กลุ่มนี้ถูกลบไปแล้ว ถึงตอนนั้นเรื่องแดงขึ้นมา ก็เป็นแค่การใช้อำนาจมิชอบของเจ้าหน้าที่สืบสวนคดีส่วนตัวเท่านั้น
มีวิธีถมเถที่จะกลบเกลื่อนเรื่องนี้
แต่สำหรับลู่ปู้เอ้อร์ เรื่องนี้ยุ่งยากกว่า เพราะเขาไม่อยากเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดสู่สาธารณะ ในเมื่อ 'เมล็ดพันธุ์เทพเจ้า' อยู่ในมือเขา ความสามารถในการกลืนกินอสูรกายนั้นน่ากลัวเกินไป คาดว่าคงไม่เคยปรากฏมาก่อนในโลก ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาถอนหายใจยาว หันหลังเดินกลับไปที่หน้าเต็นท์ "เป็นไงบ้าง? เจ้านั่นน่าจะไม่ได้ลงมือถึงตาย ลุกขึ้นมาขยับตัวดูซิว่าเป็นอะไรไหม"
เหอไซถูกเขาพยุงขึ้นมา สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด "แม่*เอ๊ย ไอ้นี่มันโรคจิตหรือเปล่า เคาะประตูเสร็จก็ลากฉันออกมาซ้อมเฉยเลย"
เสียงการต่อสู้ทำให้ 'ภรรยาจำเป็น' ของเหอไซตื่น ใบหน้าสวยหวานที่แฝงความกังวลโผล่ออกมาจากหน้าต่างเต็นท์ แสงเทียนสลัวส่องกระทบใบหน้า
"ฉันไม่เป็นไร กลับไปนอนเถอะ"
เหอไซโบกมือ บอกให้ผู้หญิงหลบไป
ลู่ปู้เอ้อร์เห็นฉากนี้ก็อดแซวไม่ได้ "ใช้ได้นี่หว่า มีวิธีคุมเมียด้วย"
หน้าของเหอไซดำคล้ำ สวนกลับอย่างดุเดือด "พี่ลู่ครับ ผมโดนซ้อมจนน่วมขนาดนี้พี่ยังมีอารมณ์มาแซวผมอีก พี่เป็นคนรึเปล่าเนี่ย!"
ลู่ปู้เอ้อร์ตบไหล่เขา "ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ส่วนที่โดนซ้อม แน่นอนว่าไม่เจ็บตัวฟรี วันหลังฉันจะไปเอาคืนให้... ไม่สิ ไม่ต้องวันหลัง พรุ่งนี้ฉันจะหาวิธีจัดการมัน ไอ้วรนุชนี่กินพายไข่แดงฉันไปสองชิ้น ยังกล้ามาหาเรื่องอีก"
แต่เหอไซกลับลังเล "พี่ลู่ เจ้านั่นอิทธิพลเยอะนะ หรือจะช่างมันเถอะ? ยังไงของที่มันอยากได้ เราก็ไม่มี สักวันมันก็ต้องล้มเลิกไปเอง"
แต่ลู่ปู้เอ้อร์ไม่คิดอย่างนั้น
เพราะชิงมู่ไม่สนชีวิตพวกเขา
ถ้าพวกเขาไม่มีอะไรจะให้จริงๆ นั่นแหละถึงจะมีอันตรายถึงชีวิต
เพราะชิงมู่จะฆ่าปิดปาก เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องนี้รั่วไหล
"การยอมจำนนไม่ได้ทำให้ได้รับความเคารพ"
ลู่ปู้เอ้อร์กล่าวเสียงเรียบ "ความโหดเหี้ยมต่างหากคือวิธีเดียวที่จะปกป้องตัวเอง"
เดิมทีเขาก็ตัดสินใจจะร้องเรียนอยู่แล้ว
ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าชิงมู่มาราดน้ำมันเข้ากองไฟ
ดูทรงแล้ว ต้องรีบจัดการชิงมู่ก่อนเป็นอันดับแรก
ไม่งั้นพวกเขารอดไปไม่ได้แน่
ชิงมู่คิดว่าตัวเองเป็นต่อ
หารู้ไม่ ลู่ปู้เอ้อร์จำเหตุการณ์ทั้งหมดในดินแดนแห่งการไปเกิดได้แม่นยำ แม้จะไม่มีหลักฐานอย่างคลิปเสียงหรือวิดีโอ แต่เขาสามารถระบุพิกัดที่ชัดเจนได้ ถึงตอนนั้นถ้าคนของสำนักงานกำกับดูแลความผิดปกติอยากจะตรวจสอบ ก็ย่อมเจอเบาะแสบางอย่าง
แถมโลกในอีกห้าร้อยปีข้างหน้า ย่อมมีเครื่องจับเท็จหรือวิธีการทำนองนั้น
ความทรงจำของพวกเหอไซที่ถูกลบไป ก็อาจจะกู้คืนมาได้
เงื่อนไขคือ หลงเชวี่ยต้องไม่ใช่พวกเดียวกับชิงมู่
ตราบใดที่ลู่ปู้เอ้อร์ส่งเรื่องร้องเรียนนี้ขึ้นไปได้ เขาก็จะพ้นวิกฤตครั้งนี้ แถมยังได้ความดีความชอบก้อนโต และแก้ปัญหาที่ครูฝึกปฏิบัติกับพวกเขาไม่เหมือนคนได้ด้วย
"เหอไซ นายคิดว่าหลงเชวี่ยคนนั้นเหมือนคนดีไหม?"
จู่ๆ ลู่ปู้เอ้อร์ก็ถามขึ้น
"ฉันรู้สึกว่า... ไม่เหมือน"
เหอไซส่ายหน้า "พี่ลู่ พี่จะร้องเรียนเหรอ? แต่ถ้าเกิดพวกมันเป็นพวกเดียวกันล่ะ? งั้นพี่ไม่เปิดเผยตัวเองไปเลยเหรอ?"
พวกเขาเพิ่งมาถึง ต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว
"ฉันก็แค่ร้องเรียนแบบไม่ระบุชื่อสิ หรือไม่ก็ใช้ชื่อคนอื่น" ลู่ปู้เอ้อร์ยักไหล่ ในหัวเริ่มวางแผนการอันบ้าบิ่น วิธีที่จะเปิดโปงเรื่องนี้โดยไม่ให้ตัวเองซวยมีตั้งเยอะแยะ เขาไม่กลัวว่าจะความแตก
"ชื่อคนอื่น? แบบนี้จะทำให้คนอื่นเดือดร้อนไหม พี่กับคนอื่นก็ไม่ได้มีแค้นอะไรกัน เดี๋ยวนะ พี่ลู่ พี่หมายความว่า..." เหอไซเริ่มเข้าใจแล้ว
"ในเมื่อครูฝึกไป๋มู่ทำตัวไม่เหมือนคน ก็ใช้ชื่อเขาหรือชื่อหลานชายเขาสิ เสบียงของพวกเราที่ถูกหักไป ส่วนใหญ่ก็น่าจะเกี่ยวกับสองคนนี้นั่นแหละ เจ้านั่นอยากจะซ้อมนายไม่ใช่เหรอ? พวกเราไม่ใช่คนประเภทที่โดนรังแกแล้วไม่สู้กลับซะด้วย" ลู่ปู้เอ้อร์แบมือ
"เชรดดด โคตรอำมหิต?"
"กลับไปนอนก่อน พรุ่งนี้ทำตามแผนฉัน"
ลู่ปู้เอ้อร์มีไอเดียแล้ว อาการปวดจากมะเร็งกำลังจะกำเริบ เขาอาศัยโอกาสนี้ฝึกฝน 'จังหวะศักดิ์สิทธิ์' ต่อไป
เมื่อเผชิญกับภัยคุกคาม เขาต้องแข่งกับเวลาในการเพิ่มความแข็งแกร่ง
เพียงแต่ไม่มีใครสังเกตเห็นว่า ในเต็นท์ที่ควรจะหลับไปแล้ว ลู่ซือเสียนกลับตื่นขึ้น เธอมองผ่านช่องประตูออกไปไกลแสนไกล รูม่านตากลายเป็นสีขาวซีดดูพิศวง แฝงแววดุร้ายน่ากลัว พึมพำเบาๆ ว่า "เบาะแสของลัทธิกินศพ..."
ทิศทางนั้น คือทิศทางที่ชิงมู่เดินจากไป!
. .
เช้าวันต่อมา ลู่ปู้เอ้อร์ถูกปลุกด้วยเสียงครวญครางระคนซ่านเสียวจากข้างห้อง
"หือ? เหอไซบรรลุธรรมแล้วเหรอ?"
ถ้าไม่ใช่เพราะเหนื่อยเกินไป เขาคงอยากไปดูเรื่องสนุก
เรื่องเมื่อคืนทำให้ลู่ปู้เอ้อร์รู้สึกกดดัน
เขาอาศัยช่วงที่มะเร็งกำเริบฝึกฝนจังหวะศักดิ์สิทธิ์ทั้งคืน พลังชีวิตในร่างขึ้นลงดุจกระแสน้ำ นอกจากความเหนื่อยล้าอย่างที่สุดแล้ว ก็ไม่มีผลข้างเคียงอื่นใด
หลังจากก้าวสู่เส้นทางวิวัฒนาการ เซลล์มะเร็งทำลายเขาไปพร้อมๆ กับเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เขา กระบวนการนี้ทรมานสาหัส แต่โชคดีที่ตอนนี้ทั้งสองอย่างอยู่ในสภาวะสมดุล
เพียงแต่ไม่รู้ว่าความคืบหน้าบนเส้นทางวิวัฒนาการสะสมไปถึงไหนแล้ว และไม่รู้ว่าอีกไกลแค่ไหนกว่าจะถึงขั้นต่อไป
เขาพักผ่อนครู่หนึ่ง เตรียมลุกไปตักน้ำแปรงฟันล้างหน้า ก็พบว่าประตูเต็นท์ข้างๆ ไม่ได้ปิด
เหอไซนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง ผู้หญิงคนนั้นกำลังนวดให้เขา
"โย่ มาสซาจเหรอเนี่ย"
ลู่ปู้เอ้อร์แซว
เหอไซกลอกตาไม่หยุด ไม่รู้ว่าเพราะเสียวหรือเจ็บ
"บ้านฉันเคยเปิดร้านนวดอยู่ที่เขตสามค่ะ เคยเรียนฝีมือมาจากคุณพ่อบ้าง" หญิงสาวตอบอย่างอ่อนหวาน ดูเป็นแม่ศรีเรือนที่ดีจริงๆ
จากการพูดคุย ลู่ปู้เอ้อร์ก็ได้รู้ชื่อของเธอ
แอนนี่
"พี่ลู่ ผมรู้สึกเข่าอ่อนแรง ไม่มีเรี่ยวแรง เวียนหัวหูอื้อ แถมเมื่อคืนเหงื่อออกท่วมตัว หนาวสั่นไปหมด นี่ผมโดนซ้อมจนป่วยรึเปล่าเนี่ย?"
เหอไซเริ่มกังวล
ลู่ปู้เอ้อร์กำลังจะอ้าปากพูด ก็มีเสียงเย็นชาดังขึ้นจากด้านหลัง
"ถ้าเกิดจากการถูกทำร้ายร่างกาย จะไม่มีอาการแบบนี้หรอก"
ลู่ซือเสียนตื่นมาตักน้ำล้างหน้าเหมือนกัน ท่าทางงัวเงียดูเหมือนตุ๊กตาผ้าไร้ชีวิตชีวา เธอตอบด้วยสีหน้าจริงจัง "นายน่าจะไตพร่อง"
เห็นได้ชัดว่าเธอยังฟื้นตัวจากสภาวะเมื่อคืนไม่เต็มที่ กิริยาท่าทางยังดูเอ๋อๆ อยู่นิดหน่อย "พี่คะ อรุณสวัสดิ์ค่ะ อีกยี่สิบนาทีมาทานมื้อเช้านะคะ"
พูดจบเธอก็กลับเข้าห้องไป
เหอไซหน้าแดงเถือก ขนลุกซู่
ไม่กล้าหันไปมองสีหน้าของแอนนี่เลย
ลู่ปู้เอ้อร์เห็นว่าเพื่อนไม่ได้รับผลกระทบทางจิตใจจากการโดนซ้อมเมื่อวานก็เบาใจ หันไปมองรอบค่ายก็พบว่าฝ่ายพลาธิการทยอยมาทำงานกันแล้ว ได้ยินว่าวันนี้จะมีคนจากกองทัพอื่นเข้ามาประจำการ ขนอาวุธป้องกันหนักๆ มาเพียบ แทบจะเปลี่ยนเมืองนี้ให้เป็นป้อมปราการ
ดูท่าเรื่องจะร้ายแรงจริงๆ
ทุ่งร้างนอกเมืองกว้างสุดลูกหูลูกตา เทือกเขาปกคลุมด้วยหมอกจางๆ
หากฝูงอสูรกายบุกมาจริงๆ พวกเขาคงต้องเอาชีวิตเข้าแลก
นี่คือชีวิตที่ผู้วิวัฒนาการต้องเผชิญ คนธรรมดาสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้ ก็เพราะพวกเขายืนหยัดอยู่ที่แดนแห่งการไปเกิด
ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา รุ่นพี่สายก่อสร้างก็รักษาคำพูด นำจดหมายฉบับหนึ่งมาให้จริงๆ
จดหมายจากเถ้าแก่จาง
ข่าวดีคือ เถ้าแก่จางไม่เป็นอะไรมาก แค่โดนซ้อมไปหนึ่งยก ตอนนี้เขาทำงานในบริษัทเครือมอร์แกนกรุ๊ปได้ค่อนข้างดี เริ่มมีแววจะได้เลื่อนตำแหน่ง โดยเฉพาะพอรู้เรื่องลูกสาว ก็เขียนคำร้องขอให้พวกเขาช่วยดูแลอย่างจริงใจ
ข่าวร้ายคือ เจ้าหน้าที่อันถูกซ้อมปางตายจนต้องเข้าโรงพยาบาล เกือบไม่รอด
"แม่*เอ๊ย ไอ้ชิงมู่นั่นมันเดรัจฉานชัดๆ!"
เหอไซอ่านจดหมายจบก็โกรธจนตัวสั่น
"จำคำฉันไว้ ทำตามแผน"
ลู่ปู้เอ้อร์กล่าวเสียงเรียบ "นี่คือวิกฤต แต่ก็เป็นโอกาส"
ถ้าจัดการชิงมู่ได้ เขาก็จะสร้างผลงาน
ตอนนี้เขากระหายพลังแห่งแก่นพลังชีวิตมาก
ขอแค่เชื่อมสายกับพันตรีหยวนฉิงได้อีกคน เขาก็จะเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
เหอไซพบว่าแววตาของเขาลึกล้ำจนอ่านไม่ออก
สิบปีที่ผ่านมา เหอไซเคยเห็นเขาใช้สายตาแบบนี้แค่ครั้งเดียว นั่นคือตอนที่มีคนถือมีดจะมาปล้นเงินค่ายาช่วยชีวิตเขา
เมื่อเผชิญกับการปล้นโดยใช้อาวุธ ผู้เสียหายมีสิทธิป้องกันตัวโดยชอบธรรม
ส่วนโจรคนนั้น จนถึงป่านนี้ยังนอนเป็นผักอยู่ที่โรงพยาบาล
แน่นอนว่าตอนนี้ตายไปห้าร้อยปีแล้ว...
(จบแล้ว)