เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 - ชายที่ชื่อหลงเชวี่ย

บทที่ 18 - ชายที่ชื่อหลงเชวี่ย

บทที่ 18 - ชายที่ชื่อหลงเชวี่ย


บทที่ 18 - ชายที่ชื่อหลงเชวี่ย

ลู่ปู้เอ้อร์กลับมาถึงค่ายก็เย็นแล้ว

เหอไซเดินอยู่ข้างๆ พูดว่า "พี่ลู่ เมื่อกี้ฉันไปสืบมาแล้ว สาเหตุที่ครูฝึกไป๋มู่ไม่พาเด็กใหม่ไปทำภารกิจ เพราะเขาอ้างว่าตัวเองป่วยตลอด ทุกคนรู้ว่าเป็นข้ออ้าง แต่ไม่กล้าพูด ส่วนภารกิจสำรวจรับผิดชอบโดยพันตรีหยวนฉิง ทุกคนพูดถึงเธอในทางที่ดี ที่เธอเข้มงวด ก็เพื่อความปลอดภัยของทุกคน"

"ไปทำภารกิจกับเธอ อัตราการรอดชีวิตสูงมาก"

เขาพูดว่า "พันตรีหยวนฉิงยังแบ่งแต้มผลงานส่วนตัวให้ทหารที่ทำผลงานดีเป็นพิเศษด้วย แต่เธออารมณ์ร้อน เกลียดคนอ่อนแอไร้ความสามารถ ชอบคนกล้าหาญเข้มแข็ง ดังนั้นเวลาเธอเลือกคน ปกติก็จะเลือกมาก ไม่ชอบพาพวกตัวถ่วง"

ลู่ปู้เอ้อร์พยักหน้าเบาๆ "เวลาฉันลงแรงค์ก็ไม่ชอบพาตัวถ่วงเหมือนกัน"

เหอไซหน้าดำ "ทำไมฉันรู้สึกเหมือนพี่กำลังแขวะฉัน?"

ลู่ปู้เอ้อร์ทำหน้าไร้เดียงสา "ฉันเปล่านะ?"

เหอไซพูดต่อ "ได้ยินว่าพันตรีหยวนมาจากตระกูลชั้นนำของศูนย์บัญชาการ แต่คนตระกูลนี้ค่อนข้างแปลก คนค่อนข้างซื่อๆ ความคิดชั้นเดียว พวกเขาปกติชอบพวกบ้าดีเดือด ไม่ชอบพวกเล่ห์เหลี่ยมจัด"

"อย่างนี้นี่เอง"

ลู่ปู้เอ้อร์ลูบคาง "ดูท่าอยากไปทำภารกิจสำรวจต้องควบแน่นแก่นพลังชีวิตก่อน"

ไม่ว่าพันตรีหยวนฉิงหรือครูฝึกไป๋มู่

พลังที่พวกเขาแสดงออกมา ล้วนเป็นระดับเหนือธรรมชาติแล้ว

ไฟ เถาวัลย์

ดูแล้วเก่งมาก

ตอนนี้พวกเขาทำได้แค่ค่อยๆ สะสมแต้มผลงาน แล้วรีบควบแน่นแก่นพลังชีวิต

ถึงจะก้าวแรกออกไปได้

ในค่ายทหารคึกคัก ทีมก่อสร้างซ่อมแซมอาคารที่เสียหาย ทีมเบ็ดเตล็ดรับผิดชอบวางกับดักและขุดสนามเพลาะในที่โล่ง คนของทีมเสบียงนำของใช้ที่ทหารต้องการมาส่ง พวกเขายุ่งจนหัวหมุน เหงื่อท่วมตัว

ลู่ปู้เอ้อร์ส่ายหน้า "เห็นลูเธอร์กับอาหรานไหม?"

เหอไซมองซ้ายมองขวา "ไม่เห็นแฮะ ว่าแต่เราจะหาทางแจ้งเถ้าแก่จางยังไง?"

ลู่ปู้เอ้อร์เจอคนงานผสมปูนคนหนึ่งในทีมก่อสร้างอย่างแม่นยำ ล้วงขนมปังออกจากกระเป๋าเดินเข้าไป หันมาพูดว่า "นายดูหมอนี่หน้าคุ้นไหม?"

เหอไซตกใจ "รุ่นพี่ผสมปูน!"

อดีตหัวกะทิหลินซิวช่วงนี้ชีวิตไม่ค่อยดี แม้งานที่เขาได้จริงๆ แล้วจะดีมาก เงินเดือนสูงลิบ แถมยังมีสวัสดิการส่วนหนึ่ง

แต่เขาดันไปล่วงเกินหัวหน้าคนงานตั้งแต่วันแรกที่เข้าทีมก่อสร้าง

เพราะหัวหน้าคนงานรังแกเด็กผู้หญิงผอมแห้งคนหนึ่ง

หลินซิวเคยฝึกงานในไซต์ก่อสร้างก่อนจะหลับไป ไม่เคยเจอเพศตรงข้ามเลย เด็กผู้หญิงคนนี้อาจจะเรียนคณะที่ไม่ค่อยเหมาะกับเพศตัวเอง เพราะนิสัยขี้กลัวแถมยังซุ่มซ่าม เลยโดนเพื่อนร่วมงานโขกสับทั้งวัน เขาดูไม่ได้เลยยื่นมือเข้าช่วย

ไม่นึกว่าจะโดนเพ่งเล็ง

งานสกปรกงานหนักโยนให้เขาทำหมด ข้าวยังได้กินแต่ของเหลือ

มีแค่เด็กผู้หญิงคนนั้นที่กอดคอกับเขาผิงไฟ

ตอนลู่ปู้เอ้อร์และเหอไซมาหาเขา เขาตกใจเหมือนกระต่ายตื่นตูม

"คุณทหารทั้งสอง ผมผิดไปแล้ว!"

เขาก้มหัวขอโทษด้วยความกลัว สองวันมานี้โดนสังคมสั่งสอนมาหนักจริงๆ

แม้จะเผชิญหน้ากับอดีตรุ่นน้อง ก็ยังระมัดระวังตัวนอบน้อมขนาดนี้

ลู่ปู้เอ้อร์ยื่นแท่งพลังงานในมือให้ ปลอบว่า "ไม่เป็นไร เราไม่ได้มาหาเรื่อง เราเป็นรุ่นน้องพี่ไง! รุ่นพี่ คนกันเองทั้งนั้น ออกมาจากที่เดียวกัน ก็ต้องช่วยเหลือกันใช่ไหม?"

เหอไซก็เข้าใจความหมาย ล้วงของกินออกมาจากกระเป๋ายื่นให้ "แค่รุ่นพี่ช่วยเรานิดหน่อย ถ้ายังมีคนรังแกพี่ เราจะไปอัดมัน"

หลินซิวเริ่มสนใจ เด็กผู้หญิงข้างๆ ชะโงกหน้ามาดู

"ช่วยอะไร?"

"พี่ไปหาบริษัทในเครือมอร์แกนกรุ๊ป มีชายวัยกลางคนแซ่จาง เมื่อก่อนเป็นเจ้าของร้านโชห่วยโรงเรียนเรา จำได้ใช่ไหม? พี่เจอเขาแล้ว ช่วยฝากคำพูดถึงเขาหน่อย บอกว่าลูกสาวเขาฝึกงานอยู่ที่แนวหน้า แต่ไม่ต้องเป็นห่วงมาก"

ลู่ปู้เอ้อร์คิดแล้วพูดว่า "เพราะพวกเราช่วยดูแลลูกสาวเขาอยู่"

"ได้ ฉันช่วยพวกนาย" หลินซิวรับปากอย่างรวดเร็ว เขาแบ่งอาหารให้เด็กผู้หญิงข้างกายหน่อยหนึ่ง หันไปทำงานต่อ

เรื่องฝากคำพูดแม้จะไม่ได้ถูกห้าม แต่เขากลัวจะมีเรื่อง

"วันหลังมีคนรังแกพี่ มาหาพวกเรานะ"

ลู่ปู้เอ้อร์เหลือบมองหัวหน้าคนงานก่อสร้าง เหอไซแสยะยิ้มหักนิ้ว

สีหน้าหัวหน้าคนงานเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

ไม่นึกว่าเด็กใหม่ทีมก่อสร้าง จะมีแบ็คดีขนาดนี้

"กล้ารังแกคนอีก จะบิดหัวแกให้หลุด"

ลู่ปู้เอ้อร์พูดหน้าตาย "เข้าใจไหม?"

เหอไซทำหน้าโหด

หัวหน้าคนงานผงกหัวรัวๆ เหมือนไก่จิกข้าวสาร

หลินซิวกับเด็กผู้หญิงของเขาเห็นฉากนี้แล้วอึ้งไปเลย

หัวหน้าคนงานปกติรังแกพวกเขาเหมือนปิศาจ แต่ตอนนี้อยู่ต่อหน้าอดีตรุ่นน้องสองคนนี้ กลับต่ำต้อยเหมือนหมา

แถมรุ่นน้องยังยินดีเรียกเขาว่ารุ่นพี่

ทำเอาเขาซึ้งใจนิดหน่อย

"เขายังจะกล้ารังแกพวกเราไหม?"

เด็กผู้หญิงหลบหลังเขาถาม

"คงไม่กล้าแล้วมั้ง"

หลินซิวบีบจดหมายในมือแน่น พูดเสียงเบา

ยังไงพวกเขาก็ต้องมาทำงานที่แนวหน้าทุกวัน

อิทธิพลของรุ่นน้องยังมีอยู่ตลอด

•  

จัดการเรื่องนี้เสร็จ สองเด็กกำพร้าก็กลับมาที่ค่าย แล้วก็ต้องตะลึง

เพราะเพิงถูกสร้างเสร็จแล้ว รอยต่อยังเอาโคลนอุดไว้

แถมยังปูมอสประดับด้วย

บนยอดเต็นท์ยังมีปล่องควัน น่าจะวางเตาผิงไว้ข้างใน

"พี่คะ ยินดีต้อนรับกลับค่ะ"

ลู่ซือเสียนโผล่หัวออกมาจากหน้าต่างที่เว้นไว้ ใบหน้าสวยเปื้อนโคลน "กำลังจะเข้าหน้าหนาวแล้ว ถ้าไม่รีบสร้างเพิงจะหนาวตาย เต็นท์เก็บความร้อนได้ดีกว่า"

เต็นท์อีกฝั่งเป็นฝีมือเมียในนามของเหอไซ ผู้หญิงคนนั้นยืนยิ้มหวานอยู่ที่ประตู ในมือถือตะหลิวทำกับข้าว ดูเป็นแม่บ้านแม่เรือนมาก

เต็นท์สองหลังมีแผ่นพลาสติกทำเป็นประตู เข้าออกสะดวก

"เอ่อ พี่ลู่..."

เหอไซเริ่มบิดไปบิดมา เขาไม่กล้าเข้าเต็นท์นั้น

ลู่ปู้เอ้อร์รู้ว่าเขาคิดอะไร แสยะยิ้มผลักเขาเข้าไป "วันหลังต่างคนต่างอยู่ อย่าคิดจะมานอนเบียดฉันตอนกลางคืน... ไม่มีที่ให้นอน"

"ม่าย พี่ลู่! พี่ทำแบบนี้กับฉันไม่ได้!"

"ยินดีด้วยที่ก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ก้าวแรก สู้ๆ!"

ปัง ประตูเต็นท์ข้างๆ ปิดลง

ลู่ปู้เอ้อร์กลับเข้าเต็นท์ตัวเอง เห็นชุดทหารแขวนตากอยู่บนเตาผิง ไฟในเตาลุกโชน ข้างๆ มีฟืนกองเป็นระเบียบ

เตียงเหล็กที่จวนจะพังไม่มีแล้ว แทนที่ด้วยเตียงไม้กระดานสองเตียงวางตรงข้ามกัน

ผ้าห่มพับเรียบร้อย

"พวกนี้เธอทำเหรอ?"

ลู่ปู้เอ้อร์ลังเลครู่หนึ่ง "ความจริงเธอไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้..."

ลู่ซือเสียนเงยหน้าขึ้น ตอบเรียบๆ "นี่เป็นทักษะที่หนูเรียนรู้ตอนเป็นทหารกองหนุน ยิ่งไปกว่านั้นกำลังจะเข้าหน้าหนาว ไม่กางเต็นท์พวกเราจะหนาวตาย"

"..."

ลู่ปู้เอ้อร์หน้าแตก

วินาทีถัดมาสีหน้าเขาเปลี่ยนไปนิดหน่อย

กล่องเสบียง!

กล่องเสบียงของเขา!

ลู่ซือเสียนหิ้วกล่องเสบียงหนักอึ้งสองใบมาวางตรงหน้าเขา พูดหน้าตาย "ใบหนึ่งพวกบาทหลวงเขตทหารเอามาส่ง อีกใบเป็นของก่อนหน้านี้"

ลู่ปู้เอ้อร์โล่งอก ตรวจดูแล้วพบว่าของไม่หาย

และกุญแจกล่องเสบียงใหม่ก็ไม่ได้ถูกงัดแงะ

เขาเปิดกล่อง ครั้งนี้มีอาหารเพียบ ของเดิมทุกอย่างเพิ่มเป็นสองเท่า แถมยังมีสเต็กเนื้อกับขาแกะแช่แข็ง ขาหมูพะโล้กับเนื้อวัวพะโล้

เห็นแล้วน้ำลายสอ

แน่นอน ที่สำคัญที่สุดคือกล่องกระดาษปิดผนึก ในกล่องมีชิปสีทองแตกหักวางอยู่ สะท้อนแสงแวววาวใต้แสงไฟ

ชิปความทรงจำ

นี่คือชิปความทรงจำระดับสูง ได้ยินว่าบรรจุวิชาต่อสู้แบบผสมผสานที่นิยมที่สุดในสมาพันธ์ รวมจุดเด่นของศิลปะการต่อสู้นับสิบแขนง สำหรับมือใหม่แล้วช่วยยกระดับได้มาก

ลู่ปู้เอ้อร์อยากลองชิปความทรงจำเดี๋ยวนี้เลย แต่เขาก็ยังพูดว่า "กินข้าวก่อน"

ลู่ซือเสียนทำกับข้าวเสร็จแล้ว ต้มมาม่าใส่ไข่พะโล้ให้เขาชามหนึ่ง ส่วนตัวเองกลับเป็นโจ๊กเปล่าๆ ธรรมดาๆ แค่ใส่น้ำตาลเยอะหน่อย

ที่น่าหมั่นไส้ที่สุดคือ ลู่ปู้เอ้อร์สังเกตเห็นว่าตอนเธอต้มโจ๊ก คอยแอบมองสีหน้าเขาอย่างระมัดระวัง ถ้ามีอะไรผิดปกตินิดหน่อยเธอก็พร้อมจะหยุดและขอโทษ

แม้แต่น้ำตาลยังใส่แค่นิดเดียว

"เธอกินแค่นี้?"

ลู่ปู้เอ้อร์ถาม "ทำไมไม่กินเยอะหน่อย?"

ลู่ซือเสียนเงยหน้าขึ้น ตอบว่า "เพราะไม่ได้รับอนุญาต เมื่อก่อนหนูเป็นเด็กกำพร้า อยู่สถานสงเคราะห์ได้กินแต่ของเหลือ มาอยู่ที่นี่ได้กินโจ๊กก็ดีมากแล้ว"

เธอเว้นวรรค "แถมพี่ยังให้หนูกินน้ำตาลด้วย"

ลู่ปู้เอ้อร์เงียบไปครู่หนึ่ง ลุกขึ้นแกะมาม่าซองหนึ่งใช้น้ำร้อนลวก ใส่เครื่องปรุงวางตรงหน้าเธอ "วันหลังฉันกินอะไร เธอก็กินอันนั้น"

"โจ๊กชามนี้แบ่งฉันครึ่งหนึ่ง"

เขาบ่นอุบ "อย่าทำเหมือนฉันทารุณกรรมเด็ก"

ลู่ซือเสียนก้มมองมาม่าร้อนฉ่าตรงหน้า "แต่หนูเป็นผู้ใหญ่แล้ว"

"บอกว่าเป็นเด็กกะโปโลก็เด็กกะโปโลสิ"

ลู่ปู้เอ้อร์ทนดูไม่ไหวจริงๆ แม้เขาจะไม่ชินกับการมีครอบครัว แต่ตอนนี้เต็นท์นี้เขาก็สร้างให้ ทำเอาเขาเกรงใจนิดหน่อย

"พี่คะ ได้จริงๆ เหรอคะ?"

"ได้"

"ขอบคุณค่ะ"

"ไม่เป็นไร"

ซู๊ด ลู่ซือเสียนดูดมาม่าคำสุดท้ายเข้าปาก ดื่มน้ำซุปจนเกลี้ยง เธอเลียปากอย่างเสียดาย ตาวาววับ

แต่เธอก็ยังสังเกตสีหน้าของเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างระมัดระวัง

จนแน่ใจว่าลู่ปู้เอ้อร์ไม่โกรธ ถึงวางใจ

นี่เป็นประสบการณ์ที่เธอไม่เคยได้รับมาก่อน สมัยอยู่สถานสงเคราะห์ คนอื่นมักจะใช้เธอเป็นเครื่องมือ ไม่เคยมีใครให้ความเสมอภาคกับเธอ ให้เธอกินข้าวด้วยกัน

เด็กหนุ่มคนนี้ดูเหมือนจะต่างจากคนอื่นในเมืองนี้

"พระเจ้าช่วย เมื่อก่อนเธอโดนส่งคืนเพราะกินเยอะหรือเปล่าเนี่ย" ลู่ปู้เอ้อร์ดันโจ๊กที่เหลือครึ่งชามไปให้ ภายในสามวินาทีโดนเธอกวาดเรียบ

เหลือเชื่อจริงๆ

•  

ดึกสงัด ไฟในเต็นท์ดับลง

ลู่ปู้เอ้อร์จบวันอันยาวนาน นอนแผ่บนเตียงไม้กระดานอย่างสบายใจ หมุนผลึกความทรงจำในมือเล่น เตรียมเริ่มฝึกฝนตัวเองยามค่ำคืน

ข้างห้องยังไม่มีความเคลื่อนไหว ดูท่าเหอไซยังไม่พร้อมจะเปลี่ยนร่าง

ในเต็นท์มีเสียงหายใจเพิ่มมาอีกหนึ่ง ลู่ปู้เอ้อร์รู้สึกไม่ชิน

เพราะเขาชินกับการอยู่คนเดียว ชีวิตเด็กกำพร้ามานานทำให้เขาระแวงทุกสิ่ง รวมถึงน้องสาวราคาถูกที่เขารับมา ก็เป็นเป้าหมายที่เขาระวังตัว

ลู่ปู้เอ้อร์ฝึกจังหวะศักดิ์สิทธิ์ต้องทำสมาธิ ผสานชิปความทรงจำก็เช่นกัน

ดังนั้นเขาเลยกะว่าจะรอให้แม่หนูน้อยหลับก่อนค่อยว่ากัน

ลู่ซือเสียนชัดเจนว่ายังไม่หลับ แม้เธอจะนอนบนเตียงแล้ว เอาผ้าห่มคลุมตัวมิดชิด แต่เสียงหายใจที่ไม่สม่ำเสมอก็ฟ้องว่ายังไม่หลับ

ลู่ปู้เอ้อร์เข้าใจเธอ มาอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่คุ้นเคยนอนไม่หลับเป็นเรื่องปกติ

ยิ่งต้องอยู่กับผู้ชายด้วย

ลู่ปู้เอ้อร์มีความอดทนมาก เขารอได้

หนึ่งชั่วโมง

สองชั่วโมง

สามชั่วโมง

เสียงหายใจของลู่ซือเสียนยังไม่สม่ำเสมอ

ลู่ปู้เอ้อร์ทนไม่ไหวแล้ว ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปเขาหลับแน่

เขาลุกขึ้นอย่างจนใจ กลับพบว่าข้างเตียงฝั่งตรงข้ามมีแสงสะท้อนวูบวาบ

นั่นคือแสงสะท้อนจากเศษแก้ว

ลู่ซือเสียนยังกำเศษแก้วไว้!

ลู่ปู้เอ้อร์เงียบไปครู่หนึ่ง เด็กคนนี้ระแวงเขาเหมือนกัน

"ต้องผ่านอะไรมา ขนาดเด็กผู้หญิงอายุสิบหกนอนหลับยังต้องกำเศษแก้วไว้? บีบคั้นคนได้ขนาดนี้ ก็เป็นความผิดของโลกนี้แหละ" ลู่ปู้เอ้อร์หมดหนทาง เขาถือชิปความทรงจำลุกขึ้นออกไปข้างนอก กะจะไปทำสมาธิข้างนอก

นี่ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ลู่ซือเสียนทำร้ายเขาตอนเผลอ

กันไว้ดีกว่าแก้

ส่วนข้างนอกปลอดภัยกว่าเยอะ อย่างน้อยก็มีโดรนบินวนเวียนลาดตระเวน

อาศัยความมืด ลู่ปู้เอ้อร์แปะชิปความทรงจำไว้ที่หน้าผาก จังหวะการหายใจและหัวใจเต้นค่อยๆ เข้าจังหวะ จังหวะศักดิ์สิทธิ์ปรากฏบนร่างเขา เขาชักกระตุกด้วยความเจ็บปวด

เป็นอย่างที่คิด เมล็ดพันธุ์เทพเจ้าของเขาเต้นตุบๆ อีกครั้ง บังคับเปลี่ยนจังหวะของจังหวะศักดิ์สิทธิ์ เซลล์มะเร็งในร่างเขาถูกกลืนกินอีกครั้ง ปล่อยพลังงานชีวิตออกมา

และที่หน้าผากของเขา ชิปความทรงจำแตกละเอียด ความทรงจำมหาศาลทะลักเข้าสมอง เหมือนน้ำป่าไหลหลากกระแทกเส้นประสาท เขาฝังกลบสัญชาตญาณแปลกปลอมนั้นไว้ลึกสุดหยั่งในจิตใต้สำนึก ผสานเข้าด้วยกันอย่างแข็งกร้าว

คราฟมากา คาราเต้ จีทคุนโด ยูโด ซานต่า มวยไทย ไทเก็ก ปาจี๋

ล้วนเป็นวิชาต่อสู้ที่สืบทอดมาจากโลกเมื่อห้าร้อยปีก่อน

ขณะที่เขากำลังจมดิ่งในเทคนิคการต่อสู้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น ก็มีคนปลุกเขา

"พี่ลู่ ตื่น!"

ลู่ปู้เอ้อร์ลืมตา หอบหายใจแฮ่กๆ

เหอไซอยู่ข้างๆ เขา หน้าตาบอกบุญไม่รับ

"เป็นไร?"

ลู่ปู้เอ้อร์ถามกวนๆ "ชีวิตคู่ไม่ราบรื่น?"

"เกี่ยวอะไรวะ!"

เหอไซร้อนรน "แม่งเอ๊ย ชิปความทรงจำของฉันเป็นของเกรดต่ำ!"

ลู่ปู้เอ้อร์ชะงัก สีหน้าเปลี่ยน

"นายแน่ใจ?"

"ล้านเปอร์เซ็นต์ ฉันเรียนรู้แค่วิชาต่อสู้ทหารทั่วไป"

"แม่ง รังแกกันเกินไปแล้ว"

ลู่ปู้เอ้อร์ความดันขึ้น คราวก่อนมีคนอมเสบียงพวกเขาก็แล้วไป

รอบนี้ยังมีคนมายุ่งกับชิปของพวกเขาอีก!

ถ้าจับได้ว่าใครทำ ลู่ปู้เอ้อร์จะทุบมันให้ตาย

แค่ดึกป่านนี้ ไม่รู้จะไปร้องเรียนที่ไหน

"เวลานี้ถ้าจะไปร้องเรียนก็ไม่รู้จะไปหาใคร แถมมันยังย้อนกัดได้ว่าของพวกนี้เราแอบเปลี่ยนเอง สรุปคือ พวกมันกล้าทำแบบนี้ ต้องมีแบ็คดี"

ลู่ปู้เอ้อร์หน้าแดงก่ำ "เราไปดูคนอื่นก่อนว่ามีใครโดนแบบนี้ไหม... ความจริงฉันพอเดาได้ลางๆ แล้วว่าใครทำ แต่ต้องยืนยันอีกที ถ้าเป็นอย่างที่ฉันเดาจริง เราต้องรีบเก่งขึ้น แล้วไปทุบมันซะ!"

เหอไซผงกหัวแรงๆ "ได้ ฉันไปสืบดู!"

แต่ตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้น

ค่ายทหารของพวกเขาถูกไฟส่องสว่าง

ตุลาการชุดดำล้อมที่นี่ไว้ รังสีฆ่าฟันอันเยือกเย็นแผ่ซ่านทันที

"โย่ ไม่เจอกันนาน"

ชิงมู่มองพวกเขา เยาะเย้ย "คู่หูคู่ฮาจริงๆ"

สุดปลายแถวตุลาการชุดดำคือชายผมขาวนั่งรถเข็น เขาดูเหมือนคนพิการ แต่กลับให้แรงกดดันที่แข็งแกร่งมหาศาล

มองแวบเดียว หัวใจก็เต้นผิดจังหวะไปครึ่งจังหวะ

สุดท้ายคือพันตรีหยวนฉิง เธอจ้องมองสองหนุ่มหน้าเต็นท์อย่างสนใจ จู่ๆ ก็ทำหน้าผี พูดเสียงเหี้ยม "RUA!"

ลู่ปู้เอ้อร์และเหอไซ: "..."

หยวนฉิงเห็นสีหน้ากินปูนร้อนท้องของทั้งคู่ ก็ยิ้มเยาะอย่างได้ใจ แค่นเสียง "คุณลงเชวี่ย สองคนนี้เป็นเด็กใหม่ แถมดูบื้อๆ คุณทนๆ หน่อยนะ"

"วางใจ ผมรู้ลิมิต"

มือของหลงเชวี่ยวางบนที่วางแขนรถเข็น มองเด็กหนุ่มหน้าเต็นท์

"ผมชื่อหลงเชวี่ย ตอนนี้เป็นตัวแทนสำนักงานกำกับดูแลความผิดปกติมาสอบปากคำพวกคุณ พวกคุณมีสิทธิ์ที่จะไม่พูด แต่ทุกคำพูดของพวกคุณจะเป็นคำให้การสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของเขตทหาร"

เขาเว้นวรรค "แน่นอนพวกเรายังมีอีกชื่อหนึ่ง ศาลตัดสินพวกนอกรีต"

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 18 - ชายที่ชื่อหลงเชวี่ย

คัดลอกลิงก์แล้ว