- หน้าแรก
- จุดบรรจบแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 11 - วันแรกของการรับราชการในกองทัพ
บทที่ 11 - วันแรกของการรับราชการในกองทัพ
บทที่ 11 - วันแรกของการรับราชการในกองทัพ
บทที่ 11 - วันแรกของการรับราชการในกองทัพ
กองทัพหลินไห่เริ่มการฝึกทหารใหม่รุ่นที่ 245 ประจำปี ตามมาตราที่ 8 ของ 'กฎระเบียบกองกำลังพิทักษ์มนุษยชาติ' ระยะเวลาการฝึกอบรมหลังเข้ารับราชการมีเพียง 72 ชั่วโมงเท่านั้น พวกเขาต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของกองทัพให้ได้ภายในเวลาที่สั้นที่สุด
จะเรียกว่าช่วงฝึกอบรมก็ไม่เชิง เรียกว่าช่วงประเมินผลน่าจะถูกกว่า เพราะคนที่มาสมัครทหารในยุคนี้ล้วนเตรียมตัวมาหลายปี เหมือนเด็กมัธยมปลายที่เรียนมาสามปีเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ผู้ทำลายดักแด้ที่เดินออกมาจากดินแดนแห่งการไปเกิดนั้นต่างออกไป แม้จะเพิ่งมาถึงโลกใหม่ แต่พรสวรรค์ของพวกเขามักจะดีกว่า และเพิ่งตื่นมาก็เจอการทดสอบความเป็นความตาย นี่เป็นคุณสมบัติที่คนทั่วไปเทียบไม่ได้ และเป็นข้อได้เปรียบของพวกเขา
ในแถวทหารใหม่ ลู่ปู้เอ้อร์และเหอไซสวมชุดทหารสีเขียวเข้มตัวใหม่เอี่ยม รูปร่างที่ไม่สูงใหญ่นักดูภูมิฐานขึ้นทันตา ข้างกายคือกล่องเสบียงทหารใหม่ที่เพิ่งได้รับ ข้างในบรรจุของใช้ส่วนตัว เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตในช่วงส่งไปประจำการแนวหน้า
ได้ยินว่าทหารใหม่รุ่นนี้มีผู้ทำลายดักแด้จากดินแดนแห่งการไปเกิดสองคน เพื่อนทหารในแถวจึงคอยแอบมองพวกเขาเป็นระยะ ทำให้สองพี่น้องรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
เพราะในระหว่างการประเมิน ทั้งสองคนทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมาก อยู่ในระดับที่ส่งไปรบแนวหน้าได้เลย แถมในฐานะผู้ทำลายดักแด้ยังได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ต่อให้เกิดปัญหาจริงๆ ก็ไม่ตายด้วยน้ำมืออสูรกายแน่ๆ เรียกได้ว่าอนาคตไกล
เนื้อหาการประเมินแบ่งเป็น การต่อสู้และการยิงปืน การเอาชีวิตรอดในป่า และการจำลองการรบจริง เป้าหมายเพื่อตรวจสอบคุณภาพของทหารใหม่
เพราะถ้าคุณภาพไม่ผ่าน ส่งไปแนวหน้าก็เท่ากับไปตาย
คนรุ่นใหม่ในโลกใหม่จะมาเป็นทหาร ย่อมต้องเตรียมตัวมาดี ในสังคมปัจจุบันหลายครอบครัวให้กำเนิดทายาทที่มีพรสวรรค์ในการวิวัฒนาการ การเรียนต่อจึงไม่ใช่ทางออกเดียวอีกต่อไป การเป็นทหารคือทางเลือกที่ดีที่สุด อย่างน้อยก็ได้ไปฝึกฝนในกองทัพ ยอมเสียอายุขัยแลกกับร่างกายที่แข็งแรง
สามรายการแรกคนรุ่นใหม่ได้เปรียบ
ผู้ทำลายดักแด้ได้แต่ก้มหน้ายอมรับ
แต่ในการจำลองการรบจริง กลุ่มเด็กกำพร้ากลับทำคะแนนทิ้งห่างเพื่อนร่วมรุ่นแบบไม่เห็นฝุ่น การจำลองการรบจริงคือการสวมหมวกกันน็อกเสมือนจริง เข้าสู่ความฝันระดับลึกเพื่อต่อสู้กับอสูรกายอย่างดุเดือด
ในการประเมินนี้ กลุ่มเด็กกำพร้าทำผลงานได้เหนือชั้นกว่าทหารใหม่รุ่นเดียวกันแบบขาดลอย ในฐานะผู้รอดชีวิตจากดินแดนแห่งการไปเกิด เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยมาก ตอนนี้ให้พวกเขานอนเตียงเดียวกับศพอสูรกายยังไม่กลัวเลย ส่วนคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ในขั้นตอนนี้กลับกลัวจนร้องหาพ่อหาแม่ แม้จะเตรียมตัวมาแล้ว แต่พอเผชิญหน้ากับความเป็นความตายจริงๆ ก็ยังสติแตก
แต่รายการนี้ดันมีน้ำหนักคะแนนสูงสุด
เทียบกับอันนี้แล้ว อย่างอื่นไม่สำคัญเลย
นี่เป็นเครื่องพิสูจน์คำพูดของครูฝึกที่ว่า "การต่อสู้กับอสูรกายไม่ได้ต้องการเทคนิค แต่ต้องการความโกรธเกรี้ยว ความสิ้นหวัง ความเกลียดชัง และทุกสิ่งทุกอย่างของคุณ!"
ในการประเมินสี่รายการนี้ มีคนร้อยละสามสิบถูกคัดออกเพราะไม่ผ่านเกณฑ์ เพราะถ้าสติแตกในรายการสุดท้าย สามรายการแรกทำมาดีแค่ไหนก็ไร้ผล
ผลการประเมินของลู่ปู้เอ้อร์กลับดีที่สุดในรุ่น เพียงแต่สามวันมานี้เขาเหนื่อยสายตัวแทบขาด เพราะต้องทนทรมานกับความเจ็บปวดจากมะเร็งที่กำเริบทุกคืน ดีที่หลังจากผ่านการนอนในดักแด้ ร่างกายของเขาเปลี่ยนไปจากเดิม ถึงยังพอทนไหว
เหอไซก็ผ่านมาได้ คะแนนอยู่ในระดับหัวแถว
"ในเมื่อเลือกจะเป็นทหาร ก็เท่ากับก้าวสู่เส้นทางความเป็นความตายที่ต่างจากคนธรรมดา อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็รีบไสหัวไป เราดำรงอยู่เพื่อโลกเหนือธรรมชาติ เสียสละเพื่อสันติภาพ แต่ตอนนี้พวกคุณยังเร็วไปที่จะพูดเรื่องการเสียสละเพื่อสันติภาพ เพราะพวกคุณมาหากินกับกองทัพ พูดน่าเกลียดหน่อยคือพวกคุณมาดูดเลือด แต่เราสนับสนุนให้ดูดเลือด และสนับสนุนการแข่งขัน"
นายทหารพูดเสียงเย็น "แต่สำหรับคนขี้ขลาด เราไม่เอาไว้แน่!"
ขีดเส้นใต้ไว้เลย ธีมหลักของกองทัพคือการแข่งขัน!
นี่คือความแตกต่างของกองทัพผู้วิวัฒนาการ
"การฝึกและการประเมินของพวกคุณผ่านแล้ว ต่อไปต้องไปประจำการแนวหน้า ในฐานะคนที่ผ่านมาก่อนฉันมีคำเตือนไม่กี่ข้อ ให้พวกคุณจำให้ขึ้นใจ"
"ข้อหนึ่ง ยุคปัจจุบัน ค่อนข้างสงบสุข เราแค่ต้องเฝ้าระวังดินแดนแห่งการไปเกิดต่างๆ ป้องกันไม่ให้ตัวตนที่น่ากลัวเหล่านั้นตื่นขึ้น เป้าหมายหลักที่พวกคุณต้องต่อสู้ คืออสูรกายที่กำเนิดในดินแดนแห่งการไปเกิด พวกมันบางตัวเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ฟื้นคืนชีพและกลายพันธุ์ บางตัวก็เป็นสิ่งมีชีวิตทรงพลังที่จนถึงตอนนี้ก็ยังหาที่มาไม่ได้"
"ข้อสอง ความสงบสุขที่เห็น ล้วนมีคนแบกรับภาระแทนพวกคุณ โลกนี้ไม่เคยมีสันติภาพที่แท้จริง สงครามในเงามืดไม่เคยหยุดนิ่ง วันหน้าพวกคุณต้องเผชิญหน้า ไม่ใช่แค่อสูรกาย แต่ยังมีเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์! พวกกลุ่มหัวรุนแรง พวกองค์กรก่อการร้าย ที่เคลื่อนไหวอยู่ในอเมริกาใต้ แอฟริกาเหนือ ตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก..."
"ข้อสาม ภายในกองทัพ อาจมีสายลับของพวกหัวรุนแรงแฝงตัวอยู่ พวกคุณต้องระวังตัวให้ดี หากมีเบาะแสสามารถแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้"
สถานที่ประจำการของทหารใหม่คือเมืองอูเจิ้น ซึ่งตั้งอยู่ตีนเขา ใกล้กับเทือกเขาจวี้เฟิงที่สูงเสียดฟ้า ห่างจากเมืองเฟิงเฉิงที่กลายเป็นดินแดนแห่งการไปเกิดประมาณร้อยเจ็ดสิบกว่ากิโลเมตร คนเฒ่าคนแก่เล่าว่าบนเขามักจะมีหมอก และในหมอกมีอสูรกาย
ชาวบ้านในเมืองย้ายไปอยู่ชานเมืองกันหมดแล้ว
เมืองอูเจิ้นจึงกลายเป็นฐานทัพ
การประจำการจะมีการหมุนเวียน ทุกเดือนจะสับเปลี่ยนครั้งหนึ่ง ถึงตอนนั้นพวกเขาก็จะได้วันหยุด กลับไปพักผ่อนที่ฐานทัพหลัก ออกไปกินดื่มเที่ยวเล่นข้างนอกได้
"ข้อห้า... ขอให้พวกคุณมีอนาคตที่สดใส กลับมาอย่างปลอดภัย"
บนใบหน้าของครูฝึกคนนั้น ในที่สุดก็มีรอยยิ้ม
รอยยิ้มที่จริงใจมาก
ทหารใหม่รวมพลที่สนามฝึกฟังโอวาทครูฝึก ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม รถบรรทุกหนักคันหนึ่งค่อยๆ ขับเข้ามา พ่นควันไอเสีย
นายทหารไว้เคราคนหนึ่งเดินลงมา ท่ามกลางสายตาเปี่ยมความหวังของทหารใหม่ เขาแสยะยิ้ม "ช่วงฝึกทหารใหม่จบแล้ว ต่อไปพวกคุณสามารถออกไปจากที่นี่..."
ทหารใหม่โล่งอก นึกว่าจะได้พักแล้ว
นายทหารเคราดกพูดเสียงขรึม "ไปสนามรบได้แล้ว!"
เชี่ย!
•
•
เมืองอูเจิ้นห่างจากฐานทัพประมาณสี่สิบนาที เมืองเล็กๆ นี้กลายเป็นค่ายทหารโดยสมบูรณ์ ค่ายทหารใต้แสงดาวยังเปิดไฟสว่าง
ในค่ายทหารเห็นคนงานก่อสร้างกำลังขนวัสดุก่อสร้างหนักๆ ยังมีเครนยกคานเหล็กขนาดใหญ่ คนงานทำงานโต้รุ่ง
สปอตไลท์ส่องสว่างไปทั่วทิศ เสียงเครื่องจักรดังหนวกหูเป็นระยะ
ลู่ปู้เอ้อร์และเหอไซหิ้วกล่องเสบียงตามแถว เหมือนเป็ดที่ถูกต้อนมายืนงงในเมืองเล็กๆ เหมือนฮัสกี้ที่หลงเข้าไปในฝูงหมาป่า
"ไม่นึกเลย เราเพิ่งอยู่ในเมืองได้ครึ่งวัน"
เหอไซบ่น "นี่ก็กลับมาอีกแล้ว!"
ลู่ปู้เอ้อร์พึมพำ "ฉันอยากรู้แค่ว่าจะได้กินข้าวเมื่อไหร่"
สามวันมานี้ เล่นเอาเขาแทบแย่
เสียงจักรกลจากโดรนดังก้องในค่ายทหาร "ทหารใหม่ ยินดีต้อนรับสู่ลำดับการต่อสู้เหนือธรรมชาติ กองกำลังพิทักษ์เมืองที่สาม พวกคุณมีเวลาเตรียมพร้อมรบยี่สิบนาที!"
ภายใต้การนำของนายทหารเคราดก ทหารใหม่เข้ามาในค่ายทหาร อย่างแรกคือต้องกางเต็นท์เอง แล้วใช้เวลาสั้นที่สุดจัดการเรื่องปากท้อง อีกยี่สิบนาทีพวกเขาต้องไปสนามรบ เพื่อทำการตื่นรู้ครั้งเดียวในชีวิตการเป็นผู้วิวัฒนาการ
ที่นี่เริ่มขัดเกลาความสามารถในการพึ่งพาตัวเองของพวกเขาแล้ว
คนที่มาเป็นทหารได้ ย่อมไม่ใช่พวกคุณหนูเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ พวกเขารีบหาที่ว่างในค่ายทหาร เปิดกล่องเสบียงกางเต็นท์
ช่วงส่งไปประจำการเมื่อห้าร้อยปีก่อน ในค่ายทหารมักจะใช้เต็นท์ใหญ่รวม ข้างในวางเตียงทหารเรียงกัน แต่กองทัพยุคนี้ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและความเป็นอิสระ จึงแจกเต็นท์เดี่ยวให้ทุกคน ถือว่าใส่ใจดี
"สะอาดถูกหลักอนามัยจริงๆ"
เหอไซหาที่ว่างได้ที่หนึ่ง "พี่ลู่ เดี๋ยวฉันช่วยพี่กวาดก่อน"
ลู่ปู้เอ้อร์รู้ว่าเขาเป็นห่วงสุขภาพตัวเอง จึงโบกมือห้าม "เวลาขนาดนี้แล้วยังจะห่วงเรื่องพวกนี้อีก มาดูเสบียงก่อน ไม่งั้นเราสองคนได้อดตายแน่"
เหอไซเพิ่งนึกได้ว่าพวกเขายังมีกล่องใหญ่สองกล่องยังไม่ได้เปิด พอเขาขยับเข้าไปจะเปิดกล่อง สีหน้าก็เปลี่ยนไป "พี่ลู่ กุญแจโดนงัด"
ลู่ปู้เอ้อร์สังหรณ์ใจไม่ดี รีบเปิดกล่องเสบียงดู ในกล่องที่เด่นที่สุดคือชุดทหารบุขนสัตว์ ความหนาพอจะต้านทานฤดูหนาวนี้ได้ นอกนั้นก็เป็นของใช้ประจำวันสารพัดชนิด
"อาหารทหารอุ่นร้อนทำไมมีแค่หกถุงวะ?"
"ข้าวสารมีแค่สองในสาม ขนมปังหายไปครึ่งหนึ่ง ผักอบแห้งหายไปสองถุง โปรตีนแท่งหายไปแปดแท่ง ผงชูกำลังหายไปสองถุง? วิตามินหายไปสี่ขวด! แฮมกระป๋องหายไปสองกระป๋อง!"
"หมวกกันกระสุนกับเสื้อเกราะกันกระสุนเป็นของเก่า!"
"ยังดี ปืนลูกโม่เล่นแร่แปรธาตุยังอยู่ แต่กระสุนหายไปเกินครึ่ง"
"มีดพกทหารโดนเปลี่ยน เอาของเก่ามาให้... อืม ดาบของฉันสนิมกินแล้ว คมดาบยังบิ่นอีกต่างหาก เหอไซของนายล่ะ?"
"พี่ลู่ ดาบของฉันไม่มีคมเลย!"
"แม่ง ตอนนี้ฉันเริ่มโกรธและสิ้นหวังแล้ว!"
"ไอ้ชิบหาย ฉันก็เหมือนกัน..."
สองพี่น้องมองหน้ากัน งงเป็นไก่ตาแตก
ความจริงไม่ใช่แค่พวกเขา ทหารใหม่หลายคนเปิดกล่องเสบียงแล้วก็ด่ากราด เจอสถานการณ์คล้ายๆ กัน
ดูท่าไม่ได้จ้องเล่นงานแค่พวกเขาสองคน
"คนทำนี่แม่งไม่ใช่คนจริงๆ"
เหอไซพึมพำ
"จริง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เป็นไปได้ว่านี่อาจเป็นบททดสอบเพื่อกระตุ้นให้เราตื่นรู้ เลยจงใจแกล้ง หรือไม่ก็มีคนอมของจริงๆ"
ลู่ปู้เอ้อร์ค้นของ "ผ่าฟืน ก่อไฟ ทำกับข้าว!"
เขารู้ว่าเวลาไม่มาก รีบพูดว่า "เรื่องพวกนี้ตอนฉันอยู่ฉันช่วยทำให้ได้ แต่ถ้าฉันไม่อยู่แล้วนายต้องทำเอง ดังนั้นดูให้ดี ทักษะการเอาตัวรอดพวกนี้นายต้องเป็น ตั้งใจหน่อย"
เขาคว้าขวานผ่าฟืน แล้วใช้หินเหล็กไฟจุดไฟ ตั้งหม้อเหล็กต้มโจ๊ก เอาของที่กินได้ใส่ลงไปหมด "เทียบกับที่นายกินที่บ้านเมื่อก่อนไม่ได้แน่ แต่ตอนนี้กินให้อิ่มท้องได้ก็บุญแล้ว"
เหอไซไม่พูดอะไร แค่มองดูเงียบๆ
ตอนเขาดื่มโจ๊กชามนั้น ขอบตาแดงระเรื่อ
เพราะเขาตระหนักว่า คนเราต้องมีการจากลา
ลู่ปู้เอ้อร์อาจจะรู้สึกว่าตัวเองเหลือเวลาไม่มากแล้ว
ฤดูหนาวที่หนาวเหน็บแบบนี้ได้กินโจ๊กร้อนๆ สักชามก็เยียวยาใจได้ กองไฟที่ลุกโชนก็เพิ่มความอบอุ่น แม้เต็นท์ที่กางจะซอมซ่อ ลมโกรกทุกทิศทาง
ตอนนั้นเอง เสียงตูมดังสนั่น
ลมกรรโชกพัดเข้ามา พร้อมฝุ่นมหาศาล
เปรอะหน้าพวกเขาเต็มๆ
โจ๊กสองชามกินไม่ได้แล้ว
"นี่มันไม่ใช่คนแล้ว"
ทหารใหม่บางคนทนไม่ไหว "จงใจแกล้งกันใช่ไหม?"
"พอเถอะ สภาพแบบนี้ถือว่าดีแล้ว ถ้าส่งไปเนปาลหรือคองโก นั่นน่ะนรกของจริง กินน้ำทีอมทรายเต็มปาก แถมยังมียุงยักษ์กลายพันธุ์ แมงมุมตัวใหญ่กว่าหน้า! เทียบกันแล้ว เราแค่มาอยู่ชานเมือง สภาพความเป็นอยู่ดีถมไป"
ผู้รู้พูดขึ้น "อย่างน้อยที่นี่ลำบากหน่อย แต่ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็ไม่ตาย แต่ไอ้ที่กันดารพวกนั้นพูดยาก"
"ชู่ว อย่าบ่นมั่วซั่ว"
อีกคนพูด "เผื่อมีครูฝึกจับตามองอยู่"
"พี่ลู่..."
เหอไซอยากจะร้องไห้
ลู่ปู้เอ้อร์ทนไม่ไหวแล้ว สีหน้าค่อยๆ บิดเบี้ยว
เสียงเย็นชาของโดรนดังขึ้นอีกครั้ง "ประกาศด่วน อสูรกายจำนวนมากกำลังมุ่งหน้าจากเทือกเขาจวี้เฟิงมายังเมืองอูเจิ้น ขอให้ทหารใหม่รีบไปที่สนามรบ!"
ทหารใหม่โดนปั่นจนหัวจะระเบิด ต่างคว้าอาวุธ
ลู่ปู้เอ้อร์กัดฟัน "ลุย ไปฆ่าอสูรกาย!"
"นี่มันปั่นประสาทชัดๆ! ลุย สู้ตายกับแม่งเลย!"
เหอไซหน้าตาถมึงทึง ความโกรธและความสิ้นหวังของเขาถึงขีดสุดแล้ว!
•
•
วันนี้ ทหารใหม่ได้เผชิญหน้ากับความท้าทายก่อนการตื่นรู้ พวกเขาออกจากค่ายทหารที่เพิ่งกางเต็นท์เสร็จ ผ่านเมืองเก่า มาถึงทุ่งรกร้างตีนเขา
ถนนที่ว่างเปล่าถูกห้ามสัญจร สายไฟเก่าพาดผ่านท้องฟ้า ยอดเขาสูงเสียดฟ้ามีหมอกปกคลุม มองอะไรไม่เห็น
ทุ่งรกร้างยามค่ำคืนมีลมหนาวพัดกรรโชก มองไปทางไหนก็เห็นแต่หมอกเย็นที่ลอยตามลม เห็นแนวป้องกันที่กองทัพสร้างไว้ และกระสอบทรายที่กองเป็นภูเขา
"นี่คือจุดประจำการของเราเหรอ?"
ลู่ปู้เอ้อร์พึมพำกับตัวเอง
เหอไซหดคอ กลัวนิดหน่อย
มีแต่คนรุ่นใหม่ที่ชินชา เพราะทหารที่ปลดประจำการจำนวนมากจะกลับเข้าสู่พื้นที่ใกล้วังวนแห่งการไปเกิดในฐานะนักสำรวจเพื่อล่าอสูรกาย ในทีวีมักมีรายการทำนองนี้ เรียกได้ว่าเป็นรายการเอาชีวิตรอดในป่าฉบับยุคใหม่
ทันใดนั้น พื้นดินในความมืดก็สั่นสะเทือน ในภูเขาเหมือนมีสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์พุ่งชนในดิน พื้นที่ที่มันผ่านยุบตัวลง!
นายทหารวัยกลางคนผมขาวถือวิทยุสื่อสาร เสียงของเขาผ่านโดรนดังก้องเหนือซากปรักหักพัง "ไอ้พวกขยะ เบิกตาดูให้ดี นี่คืออสูรกายชั้นสูง ต้นไม้แห่งชีวิตคาบาล่าไม่เพียงนำพลังวิวัฒนาการมาให้ แต่ยังเปลี่ยนระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมของดาวดวงนี้ สิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปแล้วในยุคดึกดำบรรพ์ฟื้นคืนชีพ เช่นไอ้ตัวนี้"
"ชื่อของมันคือมังกรดิน เป็นอสูรกายที่เป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของเมืองมากที่สุดในตอนนี้... แน่นอน ไม่ใช่สิ่งที่พวกขยะอย่างพวกแกจะจัดการได้"
เขาเว้นวรรค "พันตรีหยวน รบกวนด้วยครับ"
เห็นเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งบินผ่านหัว มีคนกระโดดลงมา!
นึกว่าเทพที่ลงมาจะเป็นยอดขุนพลแบบลิโป้
แต่ไม่นึกว่า นั่นจะเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง
แถมยังเป็นผู้หญิงอายุยี่สิบกว่า
"มังกรดินฉันจัดการเอง พวกนายจัดการพวกลูกกระจ๊อกที่เหลือ!"
เสียงแหบเสน่ห์ของผู้หญิงดังก้องในสายลม "วันนี้ดูเหมือนจะมีทหารใหม่มาแนวหน้า ฉันให้คำแนะนำพวกนายได้แค่ประโยคเดียว จะจัดการไอ้ตัวพรรค์นี้ ต้องเอาชนะความกลัวในใจ แล้วปลุกความโหดเหี้ยมดิบเถื่อนในกมลสันดานออกมา ต้องโหดกว่ามันถึงจะได้ ถ้าทำไม่ได้ ก็รีบปลดประจำการกลับบ้านไปหาแม่ซะ ตอนนี้ยังทัน"
วินาทีนี้ กลางอากาศสว่างวาบด้วยแสงร้อนแรง!
"นั่นตัวอะไร?"
เหอไซตะลึง
ลู่ปู้เอ้อร์เงยหน้าขึ้น มองเห็นเงาดำที่ร่วงหล่นลงมา
พันตรีหญิงผมสั้นสีน้ำตาลเกาลัดปลิวไสวในลมหนาว ใบหน้าสวยเฉี่ยวแฝงความป่าเถื่อน ลวดลายซับซ้อนราวกับเมทริกซ์ลามเลียบนผิวของเธอ จนลามไปถึงคันธนูเหล็กในมือ คันธนูและลูกธนูคำรามอย่างบ้าคลั่ง เปล่งแสงจ้า!
ตูม คันธนูเหล็กนั้นราวกับเปลี่ยนร่าง มีเปลวไฟร้อนแรงไหลเวียน!
"นี่คือของขวัญที่ผู้ทำลายดักแด้ได้รับบนเส้นทางวิวัฒนาการ อำนาจที่ต้นไม้เทพมอบให้ ขอบเขตที่หนึ่งกำเนิด เราควบแน่นแก่นพลังชีวิต ขอบเขตที่สองเกียรติยศ เราเชี่ยวชาญวิชา ขอบเขตที่สามชัยชนะ เราควบคุมศาสตราวิญญาณ แต่สำหรับพวกแก มันยังห่างไกลเกินไป"
ครูฝึกวัยกลางคนเสียงเย็นชา ไม่ปิดบังท่าทีดูถูกทหารเลว
เขายืนอยู่ในค่าย แสดงพลังของตัวเอง
เขาใช้มีดกรีดข้อมือตัวเอง บาดแผลกลับเรืองแสงสีเขียว
เพียงชั่วพริบตา ก็หายสนิท
"นี่คือแก่นพลังชีวิต ต่างสาย ต่างธาตุ ต่างความสามารถ"
เขาอธิบายต่อ "นี่คือวิชา"
เขาเอามือแตะพื้น เถาวัลย์นับไม่ถ้วนพุ่งขึ้นจากดิน!
"แก่นพลังชีวิต ก็เหมือนลมปราณภายใน วิชา ก็คือกระบวนท่า"
ครูฝึกพูดเสียงเย็น "ส่วนศาสตราวิญญาณ เงยหน้าดูข้างบน!"
ท้องฟ้ายามค่ำคืนสว่างวาบ
"ตายซะ!"
พันตรีหยวนฉิงง้างธนูจกลางอากาศ ลูกธนูเพลิงที่ยิงออกไปราวกับปืนใหญ่คำราม ราวกับดาวตกหางยาวพุ่งชนโลก เสียงดังสนั่น!
ดอกเห็ดระเบิดขึ้นในควัน พร้อมเสียงโหยหวนของสัตว์ยักษ์
ไม่ใช่แค่นั้น กลางอากาศยังมีแสงร้อนแรงสว่างขึ้นอีกกว่าสิบสาย!
ลูกธนูแห่งการทำลายล้างปูพรมลงมา เสียงระเบิดดั่งฟ้าผ่า
"พันตรีหยวนฉิงจงเจริญ!"
"นี่คือพลังของขอบเขตที่สาม ขอบเขตชัยชนะแข็งแกร่งขนาดนี้เชียวหรือ?"
"แหงสิ แก่นพลังชีวิตของพันตรีหยวนฉิงเดิมทีก็ยอดเยี่ยมมาก บวกกับคันธนูเหล็กที่ชื่อ 'ปีศาจแห่งความร้อนระอุ' ต่อให้เป็นสัตว์ประหลาดหนังหนาอย่างมังกรดินก็ต้านไม่ไหว"
ทหารโห่ร้องในทุ่งรกร้าง
"โคตรเท่เลย"
เห็นได้ชัดว่า วิญญาณจูนิเบียวของเหอไซถูกปลุกขึ้นมาแล้ว
ลู่ปู้เอ้อร์มองภาพนี้เงียบๆ นี่คือสิ่งที่ไม่ได้ปรากฏในรอบทดสอบ หรือก็คือพลังเหนือธรรมชาติที่แท้จริงของผู้วิวัฒนาการ
นี่คือพลังเหนือธรรมชาติ พลังอันยิ่งใหญ่ที่เปลี่ยนโลกได้
ลูกผู้ชายคนไหนตอนเด็กไม่เคยฝันว่าจะมีพลังวิเศษบ้าง?
ตอนนี้ประตูบานนั้นเปิดออกตรงหน้าพวกเขาพอดี
ด้วยวิธีที่อลังการที่สุด
และที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือ พวกเขาก็สามารถครอบครองพลังนั้นได้!
(จบแล้ว)