- หน้าแรก
- ชาตินี้ผมขอไม่สู้ แค่อยู่ไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็เก่งเอง
- บทที่ 335 - บรรลุเซียน
บทที่ 335 - บรรลุเซียน
บทที่ 335 - บรรลุเซียน
บทที่ 335 - บรรลุเซียน
รังหงส์เพลิงในวันนี้ เทียบกับตอนที่หลี่อันเพิ่งเข้ามา มรรควิถียิ่งใหญ่กว่ามาก พลังแห่งฟ้าดินปรากฏชัดเจน ทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนในที่นี้ สามารถสัมผัสถึงการมีอยู่ของมันได้อย่างง่ายดาย
แม้แต่ระดับเซียน ก็ทำได้เพียงใช้อิทธิฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศ ยังไม่สามารถฉีกมิติได้
"ต่อหน้าวิถีแห่งฟ้าดินที่สมบูรณ์ เซียนก็เป็นได้แค่นี้ อย่างน้อยต้องถึงขั้นไท่อี่ ถึงจะสามารถหยั่งรู้มิติ พริบตาเดียวไปไกลหมื่นลี้ได้"
หลี่อันอดทอดถอนใจไม่ได้ ตอนอยู่แดนวิญญาณ เขาเคยอ่านคัมภีร์เกี่ยวกับแดนเซียนมาไม่น้อย ในบันทึกก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ แม้เซียนจะเหาะเหินเดินอากาศได้ แต่ก็ยังยากจะหลุดพ้น ต้องถึงขั้นไท่อี่ ถึงจะกระจ่างแจ้งในความเป็นความตาย ความมหัศจรรย์ของฟ้าดิน จนถึงขั้นหนีเข้าไปในมิติลี้ลับ หลบเลี่ยงสามหายนะหกภัยพิบัติได้
ในสามสิบสามชั้นฟ้าปัจจุบัน ที่เซียนสามารถฉีกมิติได้ แท้จริงแล้วเป็นเพราะฟ้าดินเสียหายไม่สมบูรณ์
"เคล็ดวิชาบ่มเพาะชีวิตหล่อหลอมเซียนที่ลี่เนี่ยนเสวี่ยถ่ายทอดลงมา มีปัญหาใหญ่มาก ทำไมรู้สึกเหมือนวิชามารพิกล?!"
ในขณะเดียวกัน ช่วงนี้หลี่อันคอยทำความเข้าใจเคล็ดวิชาบ่มเพาะชีวิตหล่อหลอมเซียนที่สวี่หยวนให้เขามาตลอด
เขาโคจรวิชาของตัวเองเปรียบเทียบไม่หยุด สุดท้ายยิ่งรู้สึกว่า วิชาปลอมนี้น่ากลัวมาก ต่อให้มีคนสามารถบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตออกมาได้จริง เมล็ดพันธุ์นั้นดูเหมือนจะไม่เกื้อหนุนร่างกาย กลับกันอาจจะดูดกลืนพลังชีวิตของร่างต้นจนหมด สุดท้ายเมล็ดพันธุ์รอด แต่คนตาย!
"หากฝึกตามวิธีนี้ ถึงขั้นสามารถแย่งชิงเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตของคนอื่นได้!"
หลี่อันกังวลใจอย่างยิ่ง เจตนาของลี่เนี่ยนเสวี่ยคืออะไรกันแน่?
"มีจุดหนึ่งที่ถูกต้อง เคล็ดวิชาบ่มเพาะชีวิตหล่อหลอมเซียนของจริง จำเป็นต้องเริ่มฝึกตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญเพียร ถึงจะสามารถสั่นพ้องกับชีวิตของตนเองได้ดีที่สุด เมล็ดพันธุ์หยั่งรากถึงจะมั่นคง หากมีตบะแล้วค่อยมาฝึก ก็จะยากมาก"
"ถ้าพูดตามวิชาปลอมที่สวี่หยวนและคนอื่นๆ ฝึก ต่อให้มีทัณฑ์สวรรค์ช่วย การจะให้กำเนิดเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตก็ยากเข็ญ แต่ถ้ามีอัจฉริยะมากพอ ให้กลืนกินกันเอง บางที อาจจะเลี้ยงเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตออกมาได้สักต้น..."
หลี่อันคำนวณซ้ำไปซ้ำมา จนได้ข้อสรุปที่น่าตกใจออกมา
ความจริงแล้ว ที่เขารู้เรื่องนี้ได้ หลักๆ เป็นเพราะเขาฝึกทั้งเคล็ดวิชาบ่มเพาะชีวิตหล่อหลอมเซียน และวิชามารอมตะนิรันดร์ นำมาเปรียบเทียบกันถึงจะเดาจุดนี้ออก ถึงได้บอกว่าวิชาปลอมนี้คล้ายวิชามาร มิเช่นนั้นต่อให้คนอื่นมีระดับพลังสูงส่งเพียงใด เกรงว่าคงมองไม่ออกถึงรากเหง้าเช่นนี้
กระทั่งสวี่หยวนและคนอื่นๆ แม้จะฝึกวิชาปลอมนี้ไปแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่อาจจับสังเกตได้
"ดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน การที่มีคนสามารถเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตออกมาได้ สำหรับลี่เนี่ยนเสวี่ย หรือพูดให้ถูกคือสำหรับแม่นางจื่อเซียนที่อยู่เบื้องหลังนางในตอนนี้ สำคัญมาก"
"ดังนั้น เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จ เกรงว่าการทะลวงด่านของรังหงส์เพลิงในครั้งนี้ จะเป็นสนามประลองเพื่อคัดเลือกแบบการเลี้ยงกู่ (พิษคุณไสย)!"
ในสมองของหลี่อันเกิดการคาดการณ์ที่บ้าบิ่นขึ้นมา
เพราะลำพังพึ่งพาทัณฑ์สวรรค์โอกาสสำเร็จต่ำเกินไป การกลืนกินผู้อื่นย่อมมีโอกาสมากกว่า ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นักพรตเลี่ยนเยี่ยนและลี่เนี่ยนเสวี่ย จะเลือกใครสักคนสองคน แล้วบอกวิธีกลืนกินผู้อื่นด้วยวิชาปลอมให้พวกเขารู้หรือไม่?
มีความเป็นไปได้สูงมาก!
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็หมายความว่า คนที่ไม่รู้เรื่องอย่างสวี่หยวน ล้วนเป็นเพียง "อาหาร" ที่เตรียมไว้ให้เมล็ดพันธุ์ตัวจริงที่ถูกเลือกไว้น่ะสิ?!
หลี่อันขมวดคิ้วแน่น
รังหงส์เพลิงเป็นฐานที่มั่นสำคัญของกลุ่มผู้กอบกู้เซียน ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีเซียนดั้งเดิม ก็โหดเหี้ยมไร้ปรานีเช่นนี้เชียวหรือ?
"เจตนาป้องกันคนมิพึงขาด"
หลี่อันพึมพำ ตอนนี้ลี่เนี่ยนเสวี่ย แม่นางจื่อเซียน หรือแม้แต่กลุ่มผู้กอบกู้เซียนทั้งหมดล้วนดูแปลกประหลาด เขาไม่ลังเลที่จะใช้ความคิดที่เลวร้ายที่สุดมาคาดเดาการกระทำของลี่เนี่ยนเสวี่ยและพวก
เขาเริ่มคำนวณในสมองตามทิศทางนี้
"ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ สวี่หยวนไม่รู้วิธีกลืนกินของวิชาปลอมเลย พูดได้ว่า คนอย่างเขา ต้องเป็นเครื่องสังเวยที่เตรียมไว้ให้เมล็ดพันธุ์ตัวจริงที่ถูกเลือกแน่นอน!"
"ต่อให้ลี่เนี่ยนเสวี่ยและนักพรตเลี่ยนเยี่ยนทำเช่นนี้จริง ก็ต้องปิดบังให้มิดชิด มิเช่นนั้นผลกระทบจะเลวร้ายมาก กลุ่มผู้กอบกู้เซียนจะไม่ต่างอะไรกับลัทธิมาร ศิษย์จำนวนมากจะคิดอย่างไร?"
"ดังนั้น สถานที่ทะลวงด่านจะกลายเป็นแดนสังหาร ตัวเต็งที่แท้จริงที่ถูกลี่เนี่ยนเสวี่ยและพวกเลือกไว้ จะต้องลงมือฆ่าและกลืนกินคนอื่นแน่ และเพื่อไม่ให้ข่าวรั่วไหล เกรงว่าจะไม่มีใครรอดชีวิตออกมาจากสถานที่ทะลวงด่านได้!"
"เช่นนี้แล้ว ข้างในต้องอันตรายมาก ข้ายังจำเป็นต้องเข้าไปอีกหรือ?"
หลี่อันเริ่มลังเล
แต่พอไตร่ตรองเล็กน้อย เขาก็ส่ายหน้า เขาไม่มีทางถอยแล้ว!
ที่เขาอยากเข้าไป หลักๆ คือต้องการยืมแดนสมบัติของรังหงส์เพลิง และการทะลวงด่านของอัจฉริยะคนอื่นๆ มาเป็นเครื่องบังหน้า เพื่อให้ตัวเองบรรลุเซียนได้อย่างแท้จริง
ถ้าไม่เข้าไป จะเป็นอย่างไร?
สวี่เฉิงไม่มีทางชำระล้างให้เขา ชะตากรรมของเขาในรังหงส์เพลิงคือค่อยๆ แก่ตาย พอแสดงตบะวิถีเซียนออกมา ก็จะถูกเปิดโปงทันที
ออกจากรังหงส์เพลิง? เขาจะไปไหนได้! วันหน้าอยากจะหาฐานสาขาอื่นของกลุ่มผู้กอบกู้เซียน คงยากยิ่งกว่ายาก ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้วิชาปลอมแพร่หลายไปทั่วกลุ่มผู้กอบกู้เซียนแล้ว เขาไปที่ไหนก็ไม่ต่างกับที่รังหงส์เพลิง
คิดไปคิดมา มีแต่ต้องไปข้างหน้า ถอยไม่ได้
"ถ้าในที่มืดมีตัวเต็งคอยซุ่มโจมตี เตรียมกลืนกินคนอื่นเพื่อบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตจริงๆ งั้นเวลาที่เขาลงมือ ก็น่าจะเป็นหลังจากที่ทุกคนผ่านทัณฑ์สวรรค์เสร็จสิ้นแล้ว..."
"ในขั้นตอนนี้ คนอื่นฝึกเคล็ดวิชาบ่มเพาะชีวิตหล่อหลอมเซียน ในกายย่อมให้กำเนิดสสารแห่งชีวิตออกมาไม่มากก็น้อย กลืนกินตอนนั้นถึงจะมีความหมาย..."
"...ถ้าข้าอยากจะมีชีวิตรอดออกมา ต้องอาศัยสวี่หยวน... เพราะถ้าคนอื่นตายหมด ข้ารอดออกมาคนเดียว ก็จะเป็นจุดสนใจมาก เผลอๆ จะถูกเปิดโปงทันที"
"ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ใช่แค่สวี่หยวน ต้องทำให้คนรอดชีวิตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้!"
เรื่องนี้มีโอกาสทำได้
เพราะผู้ล่าที่ซุ่มอยู่ในความมืด ข้อได้เปรียบที่สุดคือการซ่อนตัว คนอื่นไม่รู้เรื่อง หลังทะลวงด่าน คนอื่นก็จะแยกย้ายกันไปเก็บตัวเพื่อปรับพื้นฐานพลัง นั่นจะทำให้เขาไล่เก็บกวาดทีละคน กลืนกินจนหมดสิ้น
ดูแบบนี้ ความจริงอยากจะแก้เกมอันตรายนี้ก็ไม่ยาก
ขอแค่รบกวนปฏิบัติการลอบสังหารของฝ่ายตรงข้ามได้ ก็พอแล้ว
...
ณ เวลานี้
ตำหนักบรรพชนหงส์ ในห้องลับแห่งหนึ่ง
"หมากกระดานนี้ เสียสละใหญ่หลวงนัก"
เจ้าตำหนัก นักพรตเลี่ยนเยี่ยน ถอนหายใจลึก "อัจฉริยะของตำหนักวาโยอัคคี จะล้มตายจนหมดสิ้น อนาคตก็ขาดสะบั้น..."
ลี่เนี่ยนเสวี่ยนิ่งเงียบไม่พูดจา ในแววตาของนางคล้ายมีความเวทนาสงสารปรากฏขึ้นวูบหนึ่ง แต่ชายหนุ่มชุดขาวด้านข้างกลับยิ้มบางๆ กล่าวว่า "ท่านเจ้าตำหนัก ท่านเข้าใจผิดแล้ว มีเพียงข้าบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตได้สำเร็จ ถึงจะเรียกว่ามีอนาคตที่แท้จริง!"
ชายหนุ่มชุดขาวผู้นี้ คือหนึ่งในยอดอัจฉริยะของตำหนักวาโยอัคคี นามว่าฉืออี้หลาน พรสวรรค์สูงส่ง เป็นถึงเจินเซียน (เซียนแท้จริง) เจ็ดกลีบ!
จุดที่พิเศษที่สุดของเขาคือ... เขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาบ่มเพาะชีวิตหล่อหลอมเซียนได้เห็นผลที่สุด
ดังนั้น เขาจึงถูกเลือก
นักพรตเลี่ยนเยี่ยนกล่าว "มาถึงขั้นนี้แล้ว เพื่อแผนการใหญ่ในการกำจัดความวิปลาส ก็จำต้องเสียสละคนอื่นบ้าง... ช่างเถอะ พวกเจ้าวางใจทำไปเถอะ ชื่อเสียงฉาวโฉ่ข้าจะแบกรับเอง"
ฉืออี้หลานกล่าว "ท่านเจ้าตำหนักโปรดวางใจ ข้าเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตได้ อนาคตย่อมทำให้ตำหนักวาโยอัคคีรุ่งโรจน์ไม่เสื่อมคลาย วิถีเซียนไม่ขาดสาย!"
เขายิ้มบางๆ มองไปทางลี่เนี่ยนเสวี่ย กล่าวว่า "แม่นางลี่ หลังจากฝึกวิชานี้สำเร็จ ข้าจะได้รับการรับรองเป็นศิษย์ของแม่นางจื่อเซียนได้หรือไม่?"
ในดวงตาของเขา แฝงแววร้อนแรงอยู่บ้าง
ลี่เนี่ยนเสวี่ยกล่าว "ชีวิตนี้แม่นางจื่อเซียน รับศิษย์สายตรงเพียงคนเดียว ต่อให้เป็นพวกเรา ก็แค่เรียนรู้วิชาของท่านเท่านั้น ไม่ได้มีสถานะศิษย์"
"ท่านผู้เฒ่าเคยกล่าวไว้ ศิษย์มีเพียงคนเดียว ชาตินี้ไม่รับศิษย์เพิ่มอีก"
ฉืออี้หลานชะงักไป กล่าวว่า "ไม่ทราบว่าศิษย์เอกของแม่นางจื่อเซียน เป็นคนเช่นไรหรือ?"
ลี่เนี่ยนเสวี่ยกล่าว "ฉลาดเป็นกรด จิตใจมั่นคงดั่งหินผา โหดเหี้ยมดั่งหมาป่า"
"แน่นอนยังมีจุดที่สำคัญที่สุด รักความถูกต้อง หนักแน่นในคุณธรรม ยามคับขันกล้าเสียสละ มีความกล้าหาญที่จะหยกและหินเผาไหม้ไปด้วยกัน บินเข้ากองไฟดั่งแมงเม่า"
ดวงตาของนาง เหมือนหวนนึกถึงอะไรบางอย่าง กล่าวว่า "น่าเสียดาย เขาอาจจะไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว"
...
"พี่กู้ ไปกันเถอะ"
สวี่หยวนเก็บตัวอยู่นาน วันนี้มาเชิญชวนหลี่อัน ทั้งสองจึงออกเดินทางพร้อมกัน มุ่งหน้าไปยังสถานที่ปิดด่านที่ตำหนักวาโยอัคคีจัดเตรียมไว้
สถานที่ปิดด่านคือหลังเขาของตำหนักวาโยอัคคี ที่แห่งนี้คือสถานที่กำเนิดไข่หงส์ในอดีต บัดนี้แสงมงคลพันสาย เมฆาหลากสีหมื่นเส้น บรรยากาศไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง
เจ้าตำหนักวาโยอัคคี นักพรตเลี่ยนเยี่ยน สามอาจารย์ใหญ่ และอัจฉริยะมากมายในตำหนัก วันนี้มากันครบถ้วน
อัจฉริยะที่จะทะลวงด่านมีประมาณสี่สิบคน ส่วนใหญ่เป็นผู้ฝึกตนระดับข้ามผ่านหายนะแบบสวี่หยวน ระดับเซียนมีเพียงเจ็ดแปดคน
"เข้าไปแล้ว ก็หาถ้ำฝึกตนทะลวงด่านเอาเอง หากมีใครสามารถเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตออกมาได้ ก็จะได้เป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งตำหนักวาโยอัคคี!"
นักพรตเลี่ยนเยี่ยนประกาศก้อง "เริ่มได้——"
ทันใดนั้น ทุกคนก็เข้าไปข้างในพร้อมกัน ชุดแรกคือพวก "เมล็ดพันธุ์" (ตัวเต็ง) อย่างสวี่หยวน หลังจากพวกเขาเข้าไปหมดแล้ว ยังมีพวกที่ไม่ยอมแพ้ อยากจะเข้าไปเสี่ยงดวงอีกจำนวนหนึ่ง ก็สามารถเข้าไปได้
หลี่อันก็ติดตามคนกลุ่มนี้เข้าไป
"หือ? นั่นกู้ฝานไม่ใช่รึ? เขาก็ฝึกเคล็ดวิชาบ่มเพาะชีวิตหล่อหลอมเซียนด้วยหรือ?"
นักพรตเลี่ยนเยี่ยนยังจำหลี่อันได้ จึงเอ่ยถามขึ้นมา "เขาชีวิตเหลือไม่มาก แถมเป็นร่างวิปลาส อยากจะเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต ก็ไม่ต่างกับคนบ้าเพ้อฝัน จะเข้าไปทำไม?"
สวี่เฉิงกล่าว "เรียนท่านเจ้าตำหนัก เจ้านี่แม้ร่างกายแก่ชรา เวลาเหลือน้อย แต่จิตใจทะเยอทะยาน หวังจะก้าวกระโดดในครั้งเดียว ข้าเตือนเขาแล้ว แต่เขายืนกรานจะทำ"
เรื่องที่หลี่อันอยากเข้าไปพร้อมสวี่หยวน เขารู้นานแล้ว แต่ก็ทำเป็นไม่สนใจ อย่างไรเสีย หลี่อันเข้าไปแล้วก็น่าจะตายดับสูญ สำหรับเขาก็เป็นเรื่องดี
จะได้ไม่ต้องให้หลี่อันมาหายใจรวยรินให้รำคาญตา เดี๋ยวคนอื่นจะนินทาหาว่าพวกเขาดูแลคนมีความชอบไม่ดี
นักพรตเลี่ยนเยี่ยนส่ายหน้า กล่าวว่า "ไม่เจียมตัว ช่างเถอะ ปล่อยมันไป!"
เขาหันไปมองลี่เนี่ยนเสวี่ยด้านข้าง บนใบหน้าคล้ายมีความกังวล แต่ลี่เนี่ยนเสวี่ยกลับมีสีหน้าเรียบเฉย กล่าวประโยคหนึ่งว่า "วางใจเถอะ"
"ต้องสำเร็จแน่"
คำพูดของนางทำให้นักพรตเลี่ยนเยี่ยนค่อยๆ พยักหน้า
...
หลังเขาของรังหงส์เพลิง มองจากภายนอกเป็นเพียงป่าเขา แต่เมื่อเดินเข้าไป กลับเป็นอีกโลกหนึ่ง ที่นี่คือโลกใบเล็ก มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีแห่งเปลวเพลิง
เทือกเขาสลับซับซ้อน ใบเมเปิ้ลสีแดงเพลิงขึ้นเต็มไปหมด บนใบเมเปิ้ลเหล่านั้น มีเปลวไฟประหลาดลุกไหม้อยู่ พื้นดินแดงฉาน ราวกับกากตะกอนที่เทออกมาจากเตาหลอมยา ร้อนระอุอย่างยิ่ง
ที่นี่ คือสถานที่กำเนิดของไข่หงส์ฟองนั้นของรังหงส์เพลิง!
เล่าลือว่า หงส์เพลิงเป็นสัตว์เทพโดยกำเนิด สายเลือดแข็งแกร่งยิ่งนัก แต่เพราะเหตุนี้ การสืบพันธุ์จึงยากลำบากอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่วางไข่ จะก่อให้เกิดความผันผวนของฟ้าดิน การสรรค์สร้างที่ผิดปกติ ถึงขั้นมีครรภ์แห่งการสรรค์สร้างปรากฏออกมา โลกใบเล็กแห่งนี้เห็นได้ชัดว่าก่อตัวขึ้นในตอนนั้น
ผู้บำเพ็ญเพียรชุดแรกที่เข้ามา ต่างบินแยกย้ายไปคนละทิศละทาง หาที่ปิดด่าน แต่สวี่หยวนยังไปไม่ไกล รอหลี่อันอยู่ที่นี่ เขาเดินเข้ามาหา "พี่กู้ ท่านไปพร้อมกับข้าเถอะ ท่านกับข้าอยู่ใกล้ๆ กัน จะได้คอยดูแลกันได้"
หลี่อันพยักหน้า กล่าวว่า "ตกลง!"
ทั้งสองเดินทางไปด้วยกัน สวี่หยวนหุบเขาแห่งหนึ่งในโลกใบเล็ก ส่วนหลี่อันเลือกใต้ตีนเขาแห่งหนึ่งที่ห่างจากเขาไปหลายหมื่นลี้
เจาะถ้ำฝึกตนภายในภูเขา ทิ้งกลิ่นอายของตนเองไว้เล็กน้อย แล้วเขาก็รีบจากไป
ไม่มีทางอยู่ที่นี่ทะลวงด่านแน่ เดี๋ยวสวี่หยวนจับพิรุธได้
เขาบินอย่างรวดเร็ว ปิดบังกลิ่นอาย ไม่นานนัก เขาก็ร่อนลงในป่าเมเปิ้ลแดงแห่งหนึ่ง เขาใช้เคล็ดวิชาบ่มเพาะชีวิตหล่อหลอมเซียนตรวจสอบแล้ว รอบบริเวณหลายแสนลี้ไม่มีคน ถือเป็นที่ห่างไกลผู้คน
ตามการคาดการณ์ของเขา ถ้ามีคนลอบสังหารจริงๆ ก็ต้องจ้องที่ที่มีคนเยอะๆ ที่นี่ของเขาจะค่อนข้างปลอดภัย
สร้างสถานที่ปิดด่านในป่าเมเปิ้ลแดง ร่างกายของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบเชียบ ไม่ใช่ร่างแก่ชราหลังค่อมอีกต่อไป แต่กลับคืนสู่สภาพเดิม
ดูไปแล้ว เขายังคงเป็นชายหนุ่ม มีดแกะสลักแห่งกาลเวลาไม่ได้ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้บนใบหน้า ยังคงสง่างาม กลิ่นอายเปี่ยมพลัง
เขากำลังรอ
รอให้คนอื่นเริ่มทะลวงด่านพร้อมกัน ถึงตอนนั้น เขาถึงจะได้เครื่องอำพรางที่เพียงพอ
เขาโคจรวิชาเซียนไม่หยุด กลิ่นอายยิ่งมายิ่งสมบูรณ์
ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน!
ครืน!
ในโลกใบเล็กแห่งนี้ พลังแห่งฟ้าดินถูกชักนำแล้ว เมฆาหมื่นวา จากทิศทางหนึ่งระเบิดทัณฑ์สายฟ้าวิถีเซียนที่น่ากลัวออกมา ทัณฑ์สายฟ้านั้นมีห้าสีสัน อานุภาพน่าตื่นตระหนก ทำให้โลกใบเล็กทั้งใบสั่นสะเทือน
คนแรกที่ทะลวงด่าน เริ่มรับทัณฑ์สวรรค์แล้ว
เหมือนกับจุดประทัดดอกแรก ดอกที่สอง ที่สาม... ก็ตามมาติดๆ
ทัณฑ์สายฟ้าระเบิดขึ้นโดยตรง
ครืน ครืน!
โลกใบเล็กในขณะนี้ ราวกับกลายเป็นอาณาเขตสายฟ้าอันไร้ขอบเขต เสียงดังระงม เมฆมงคลปกคลุม สายฟ้าฟาดผ่าลงมาอย่างสับสนวุ่นวาย
กระทั่งว่า ไม่นานก็มีสายฟ้าระดับเสวียนเซียนพุ่งลงมา ความเคลื่อนไหวยิ่งใหญ่กว่าเดิม
และในวันนี้เอง ในที่สุดหลี่อันก็นำของสิ่งหนึ่งออกมาจากโลงศพเซียนของเขา——
นั่นคือแสงเซียนหงเหมิงที่ได้มาจากแดนวิญญาณ!
นี่คือของสำคัญในการบรรลุเซียนของเขา
สภาพร่างกายของเขาถึงจุดสูงสุดแล้ว ตามการโคจรของวิชาเซียน พลังไร้สิ้นสุดในจุดตันเถียนพุ่งพล่านออกมา สระของเหลววิญญาณเดือดพล่าน จินตาน (ลูกกลอนทองคำ) เปล่งแสงหมื่นวา ดวงจิตเทพกลืนกินการสรรค์สร้างหยินหยาง กลิ่นอายมรรควิถีรอบด้านพลันเคลื่อนไหว
หลี่อันกลืนแสงเซียนหงเหมิงลงไปทันที!
การรอคอยนับอสงไขย หลังจากแสงเซียนหงเหมิงเข้าสู่ร่างกาย ถูกวิชาเซียนหลอมรวม ดูดซับ กลายเป็นพลังมหาศาลควบแน่นในกาย กระแทกกระทั้น ท้ายที่สุด แสงเซียนเป็นชั้นๆ ดูเหมือนจะควบแน่นเป็นดอกไม้เซียนดอกหนึ่งในห้วงจิตวิญญาณของเขา!
ใกล้จะเป็นเซียนแล้ว
เปรี้ยง——
สายฟ้าสวรรค์สายหนึ่งระเบิดออกมาจากกลางอากาศ ฟาดลงมาตูมใหญ่
สายฟ้านี้ดั่งกรงเล็บสัตว์อสูร คล้ายจะบดขยี้หลี่อันให้แหลกคามือ ดวงจิตเทพของหลี่อันก้าวออกมา กางแขนรับพลังสายฟ้า เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตหมุนติ้ว ชักนำพลังสายฟ้าเข้าสู่ร่างกาย เพื่อหล่อเลี้ยงตนเอง
ร่างกายของหลี่อันแตกออกตามเสียง เลือดสดๆ พุ่งออกมาจากรอยแยก ร่างเก่าของเขาช่างเปราะบางเหลือเกิน!
ความจริงแล้ว นี่คือกฎธรรมชาติ จากปุถุชนสู่เซียน ก้าวนี้เปรียบดั่งปลาข้ามประตูมังกร ร่างกายปุถุชนรับสายฟ้าสวรรค์ ย่อมยากลำบากอย่างยิ่ง หากพลาดพลั้งเพียงนิด ก็คือตัวตายสลายสิ้น!
อีกทั้ง ยังต้องสร้างร่างกายใหม่ขึ้นมาในกระบวนการนี้ มิเช่นนั้นต่อให้โชคดีผ่านทัณฑ์สายฟ้าไปได้ ก็เป็นได้แค่เซียนหลุดพ้นจากซากศพ (ซือเจี่ยเซียน) ชาตินี้ไม่มีทางก้าวหน้าได้อีก
หลี่อันปล่อยให้สายฟ้าสวรรค์ฟาดใส่ตน ภายใต้การทำงานของเคล็ดวิชาบ่มเพาะชีวิตหล่อหลอมเซียน เลือดเนื้อใหม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วท่ามกลางทัณฑ์สายฟ้า แล้วสายฟ้าสวรรค์ที่รุนแรงกว่าเดิมก็ตกลงมา ทำลายเขาอีกครั้ง
สายฟ้าสวรรค์ในตอนแรก เพียงแค่แปลงเป็นอาวุธเทพ ฯลฯ แต่พอถึงช่วงหลัง พลังทัณฑ์เปลี่ยนไป กลายเป็นงูยักษ์สีน้ำเงินม้วนตัวลงมา รัดหลี่อันไว้ทั้งตัว ร่างดวงจิตเทพของหลี่อันแทบดับสูญ บนตัวระเบิดและส่งกลิ่นไหม้ไม่หยุด
กว่าจะกำราบงูสายฟ้านี้ได้ เงยหน้ามองอีกที ก็มีสายฟ้าแปลงเป็นเสือ นกยักษ์ตกลงมาอีก
และนี่ยังไม่ใช่จุดจบ หลังสายฟ้าสีน้ำเงิน กลับมีไฟสวรรค์แผ่ลงมา
"สามหายนะหกภัยพิบัติ!"
สีหน้าหลี่อันเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในบันทึกต่างๆ เกี่ยวกับทัณฑ์บรรลุเซียน มีคำกล่าวเรื่องสามหายนะหกภัยพิบัติ เพราะการเป็นเซียนคือการฝืนลิขิตฟ้า ดังนั้น สวรรค์จะส่งดาบมาฟันเจ้า ส่งสัตว์ร้ายมากัดกินเจ้า ปล่อยไฟสวรรค์มาเผาเจ้า... ตบะยิ่งอ่อน ภัยพิบัติที่เจอก็น้อยหน่อย ตบะยิ่งแกร่ง ยิ่งมีทัณฑ์สวรรค์มากมายปรากฏลงมา
หลี่อันกัดฟันยืนหยัด
ส่วนแสงเซียนหงเหมิง ในระหว่างที่ร่างกายของเขาแตกดับซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็หลอมรวมเข้ากับดวงจิตเทพของเขา ถูกตีให้แตกกระจาย แล้วงอกเงยขึ้นมาใหม่พร้อมๆ กัน...
...
ณ เวลานี้
ในโลกใบเล็ก
บนยอดเขาแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มชุดขาว มองดูทัณฑ์สายฟ้าอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตในฟ้าดิน มุมปากของเขาเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย
"ดอกไม้เซียนเบ่งบานหมื่นดอกทั่วหล้า ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นบนเส้นทางเซียนของข้าเท่านั้น"
...
(จบแล้ว)