- หน้าแรก
- วางสายปุ๊บ กลายเป็นสุดยอดปรมาจารย์สัตว์อสูร
- บทที่ 23 ที่มาของแดนลับ
บทที่ 23 ที่มาของแดนลับ
บทที่ 23 ที่มาของแดนลับ
บทที่ 23 ที่มาของแดนลับ
เขาชิงเฟิง ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเขตชิงหลง เมืองจิน
เขาชิงเฟิงไม่ได้สูงมากนัก มีความสูงเพียงประมาณสี่ถึงห้าร้อยเมตร เดิมทีเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเล็กๆ ที่ไม่มีชื่อเสียงในเขตชานเมืองตอนเหนือ ที่ซึ่งชาวเมืองจินมักแวะเวียนมาปีนเขาและพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์
"จากนี้ไป เขาชิงเฟิงคงคึกคักน่าดู"
บนยอดเขาเล็กๆ ฝั่งตรงข้ามเยื้องกับเขาชิงเฟิง ผู้อำนวยการว่านไห่หลงยืนตระหง่านในชุดเสื้อโค้ทตัวยาวสีเทาและสวมแว่นกันแดด สีหน้าเย็นชา ด้านหลังเขามีหญิงสาวร่างสูงสองคนยืนขนาบ
หญิงสาวทางซ้ายมีท่าทีผ่อนคลาย ผมลอนสีน้ำตาลโผล่พ้นหมวกสีขาว เคี้ยวหมากฝรั่งตุ้ยๆ แขนกอดอกทำให้หน้าอกดูอวบอิ่ม
ทางขวาคือเฉินหลิงหยา สวมเสื้อฮู้ดและกางเกงวอร์ม ผมดำตรงมัดรวบเป็นหางม้าต่ำ เมื่อเทียบกับหญิงสาวทางซ้าย เธอดูสำรวมกว่าอย่างเห็นได้ชัด ยืนตัวตรงแหนวราวกับไม้บรรทัด
"ทำไมต้องใส่แว่นกันแดดตอนกลางคืนด้วย ทำเป็นเก๊กไปได้" หญิงสาวทางซ้ายเอ่ยแซว
"..." ผู้อำนวยการว่านไห่หลงนิ่งเงียบ ครู่ต่อมาเขาจึงถอดแว่นกันแดดออก ดวงตาลึกโหลจ้องมองไปยังรถยนต์ที่จอดแน่นขนัดอยู่ตีนเขาเบื้องหน้า
ตีนเขาเต็มไปด้วยรถยนต์จนแทบไม่มีที่ว่าง จากตรงนี้มองเห็นได้ชัดเจนว่าทางหลวงสายหลักที่มาจากตัวเมืองนั้นรถติดยาวเหยียด เสียงบีบแตรดังก้องไม่ขาดสาย
เขาชี้ไปยังรถปราบจลาจลที่จอดอยู่นอกแนวกันเชือกกั้นที่ตีนเขาแล้วกล่าวว่า "เห็นคนนั้นไหม? เขาคือโหยวจิงหง พ่อแท้ๆ ของโหยวไคฮุย และยังเป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายยุทธวิธีของเขตใหม่จินเฉิง จากข้อมูลของเรา โหยวจิงหงมีเงาขององค์กรบางอย่างหนุนหลังอยู่ เป็นไปได้สูงว่าจะเป็น 'หมากมืด' ที่พวกมันฝังตัวไว้ในจินโจว"
"ฉันนึกว่าเขาจะเผยธาตุแท้ออกมาเสียอีก ไม่คิดเลยว่าจะอดทนได้ขนาดนี้ ชักสงสัยแล้วสิว่าเป็นลูกแท้ๆ หรือเปล่า"
ว่านหนิงคายหมากฝรั่งทิ้ง "งั้นก็ฆ่าเมียมันทิ้งด้วย ดูซิว่าจะทนได้อีกไหม"
ผู้อำนวยการว่านไห่หลงหัวเราะเบาๆ "โหยวจิงหงมาจากครอบครัวที่แต่งเข้าบ้านภรรยา แม้พ่อตาจะตายไปแล้ว แต่เส้นสายที่เหลืออยู่ก็ช่วยดันเขามาถึงจุดนี้ได้ ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาของเขากับเมียก็ไม่ได้ดีเด่อนักหรอก"
"ได้เลื่อนตำแหน่ง ร่ำรวย แถมเมียตาย แบบนี้มันสบายไปหน่อยมั้ง" ว่านหนิงส่ายหน้า
"ภาพฉายของแดนลับแห่งนี้เคยปรากฏขึ้นชั่วขณะเมื่อสิบปีก่อน จากภาพฉายในตอนนั้น ประเมินกันว่าความเสถียรของแดนลับนี้น่าจะอยู่ในระดับต่ำ สิ่งมีชีวิตที่มีระดับพลังงานเกิน 60 จะไม่สามารถเข้าไปได้ แดนลับนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของ 'บึงผีฝันร้าย' จากเมืองฮวนเมิ่งในต่างมิติ ข้างในอาจมีสัตว์อสูรสายมายาหายากอยู่"
ผู้อำนวยการว่านไห่หลงหันไปพูดกับเฉินหลิงหยา "เธออาจพิจารณาจับสัตว์อสูรสายมายาจากบึงผีฝันร้ายมาเป็นสัตว์อสูรตัวที่สองได้นะ ฉันส่งคู่มือสัตว์อสูรของบึงผีฝันร้ายให้เธอเมื่อสามวันก่อนแล้ว รายละเอียดต่างๆ ปรึกษากับว่านหนิงได้เลย"
"ไม่ต้องกลัวนะน้องสาว เข้าไปในแดนลับแล้วตามพี่มา เดี๋ยวพี่ปกป้องเอง" ว่านหนิงตบไหล่เฉินหลิงหยาเบาๆ ก่อนจะตบหน้าอกตัวเองเพื่อยืนยันอย่างมั่นใจ
เฉินหลิงหยาขยับไหล่หนีมือของหญิงสาวแปลกหน้าอย่างแนบเนียน
เธอไม่ชอบให้คนแปลกหน้ามาถูกเนื้อต้องตัว
"นี่ ทำไมเธอถึงไม่อยากไปสำนักงานใหญ่ล่ะ? อำนาจขององค์กรเราในจินโจวไม่ได้เข้มแข็งมากนัก อยู่ที่นี่ไปก็เสียเวลาเปล่า"
เฉินหลิงหยาตอบเสียงเรียบ "เธอพูดมากจัง"
ว่านหนิงกระดิกนิ้วไปมา "โนๆๆ ฉันแค่สงสัยเฉยๆ แต่ก็ต้องขอบคุณเธอนะ เดิมทีลุงฉันจะยกโควตานี้ให้เธอ เพราะเธอไม่ไป ฉันถึงได้ส้มหล่นมา ถ้าเธอไปเสียแต่เนิ่นๆ ป่านนี้ด้วยทรัพยากรที่สำนักงานใหญ่ ระดับพลังงานสัตว์อสูรของเธอคงสูงกว่านี้อย่างน้อยสิบระดับแล้ว"
"ให้ฉันเดานะ ที่ไม่อยากไป คงไม่ใช่เพราะไม่อยากอยู่ไกลบ้านหรอกใช่ไหม?" แววตาเจ้าเล่ห์ฉายวาบในดวงตาของว่านหนิง
เฉินหลิงหยาตลบฮู้ดขึ้นคลุมศีรษะ สีหน้าเย็นชา ยัยนี่พูดมากชะมัด! คนหน้าอกใหญ่ต้องพูดมากแบบนี้ทุกคนเลยหรือไง?!
ว่านหนิงหัวเราะคิกคัก "แต่ก็เปล่าประโยชน์ ตั้งแต่วินาทีที่เรายอมรับของขวัญจาก 'อัครสาวก' เราทุกคนต้องก้าวไปข้างหน้าเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดของท่าน ถ้าเธอไม่ยอมเดินหน้า เดี๋ยวก็จะมีมือที่มองไม่เห็นผลักเธอไปเอง"
"แดนลับกำลังจะเปิดแล้ว" เฉินหลิงหยามองไปที่ยอดเขาชิงเฟิงฝั่งตรงข้าม ซึ่งมิติที่บิดเบี้ยวหมุนวนกำลังเปล่งแสงสีม่วงดำออกมาอย่างต่อเนื่อง
แต่ในขณะนี้ แสงสีม่วงดำเริ่มจางลงเรื่อยๆ และทิวทัศน์ภายในค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้น ราวกับมีรูเปิดขึ้นบนผนัง ทำให้มองเห็นทิวทัศน์ของห้องอีกห้องที่อยู่หลังกำแพงนั้น
ทว่ารูนี้ไม่ได้เปิดให้เห็นแค่ทิศทางเดียว ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนรอบๆ ก็จะเห็นทิวทัศน์เดียวกัน
และในตอนนี้ รอบๆ แดนลับได้มีการก่อสร้างอาคารชั่วคราวขึ้นมาบ้างแล้ว
"เราจะมีโอกาสเข้าไปไหม?" เฉินหลิงหยาถามสิ่งที่สงสัยในใจ ทางการต้าเซี่ยดูเหมือนจะรู้ล่วงหน้ามานานแล้วว่าแดนลับจะมาจุติที่นี่ และได้สร้างสิ่งปลูกสร้างไว้ใกล้ๆ พอสมควร
"มีโอกาสแน่นอน" ผู้อำนวยการว่านไห่หลงชี้ไปยังถนนที่รถติดยาวเหยียดแล้วกล่าวว่า "แดนลับที่เพิ่งจุติใหม่จะเปิดให้เข้าฟรีในเดือนแรก หลังจากหนึ่งเดือน ทางการต้าเซี่ยจะเข้าควบคุม และหลังจากทหารเข้าประจำการและพัฒนาพื้นที่แล้ว ถึงจะเปิดให้สาธารณชนเข้าชม เห็นไหม ผู้คนเหล่านี้มาเพื่อโอกาสในการสำรวจฟรีในเดือนนี้นั่นแหละ"
เมื่อเห็นเฉินหลิงหยายังคงงุนงง ว่านหนิงที่อยู่ข้างๆ จึงช่วยอธิบายอย่างใจดี "นี่คือการประนีประนอมของต้าเซี่ยกับตระกูลขุนนาง เพราะต้าเซี่ยต้องการรวมพลังเพื่อต่อสู้กับดินแดนต่างมิติ ดังนั้นจึงต้องยอมถอยให้บ้างในบางเรื่อง"
เฉินหลิงหยาพยักหน้าเข้าใจ
...
"แม่ครับ พี่สาวไปไหน?"
"ออกไปสักพักแล้วจ้ะ"
เฉินซิงรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย พี่สาวไม่เคยออกไปข้างนอกดึกขนาดนี้มาก่อน แต่เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คงออกไปซื้อของหน้าปากซอยล่ะมั้ง
เขาตั้งใจจะใช้ชื่ออวี้รีเฟรชเศษชิ้นส่วนสกิลประจำวัน แต่ต้องรอพี่สาวกลับมาก่อน
ปรากฏว่าการรอคอยนี้กินเวลาถึงสี่ชั่วโมง เกือบจะเที่ยงคืนแล้ว เธอก็ยังไม่กลับมา
เฉินซิงเริ่มกระวนกระวาย เวลาของวันนี้ใกล้จะรีเซ็ตแล้ว แล้วเธอไปทำอะไรดึกดื่นป่านนี้ยังไม่กลับบ้าน?
โทรหาเบอร์เธอก็ขึ้นว่า 'ไม่อยู่ในพื้นที่ให้บริการ' ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ
โธ่เอ๊ย เฉินหลิงหยา เธอโตแล้วนะ!
เฉินซิงถอนหายใจ หรือว่าเธอจะแอบหนีไปแดนลับทางเหนือ?
จริงๆ เขาจับสังเกตได้สักพักแล้วว่าพี่สาวทำตัวแปลกๆ เขาไม่ได้โง่นะ
คนที่ปกติชอบอยู่ติดบ้าน จู่ๆ ก็ออกไปข้างนอกกลางดึก สัญญาณโทรศัพท์ขาดหาย บวกกับแดนลับที่เพิ่งปรากฏทางเหนือ ถ้ายังเดาไม่ออก ก็ดูถูกสติปัญญาเขาเกินไปแล้ว
จะว่าไป ตอนเรียนมัธยมต้นเขาตั้งใจเรียนมากนะ ต้นกำเนิดของแดนลับมีอยู่ในแบบเรียนมัธยมต้นด้วย
ย้อนกลับไปหลายร้อยปีก่อน หลังจากประตูมิติระหว่างโลกของเราและดินแดนต่างมิติเปิดออก แดนลับขนาดต่างๆ ก็เริ่มปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่องในโลกนี้
แดนลับเหล่านี้พึ่งพาโลกหลักแต่ก็เป็นอิสระจากมัน แดนลับคือเศษเสี้ยวเล็กๆ ของโลกต่างมิติที่แตกสลาย เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เมื่อดินแดนต่างมิติชนเข้ากับโลกของเรา พื้นที่หลายส่วนก็แตกกระจาย และมิติที่แตกสลายเหล่านี้ก็แปรสภาพเป็นแดนลับตกลงมาในโลกของพวกเขา และด้วยการขุดค้นและสำรวจแดนลับนี่เอง ที่ทำให้มนุษย์พัฒนาระบบสัตว์อสูรขึ้นมาได้