เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 940 : เปิดหูเปิดตา | บทที่ 941 : โดนขุดกำแพง (แย่งตัว) ต่อหน้าต่อตา

บทที่ 940 : เปิดหูเปิดตา | บทที่ 941 : โดนขุดกำแพง (แย่งตัว) ต่อหน้าต่อตา

บทที่ 940 : เปิดหูเปิดตา | บทที่ 941 : โดนขุดกำแพง (แย่งตัว) ต่อหน้าต่อตา


บทที่ 940 : เปิดหูเปิดตา

"ไผ่เหมาจู๋มีอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว กลายเป็นป่าได้ไว รากยาว และลำต้นสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่พืชทนแล้งในทะเลทรายอย่างต้นสั่วสั่วและซีบัคธอร์นไม่สามารถเทียบได้ ประการต่อมาคือไผ่เหมาจู๋มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าเมื่อเทียบกับต้นสั่วสั่วและซีบัคธอร์น ทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืนมากกว่าครับ

นอกจากนี้ เรายังต้องมองเห็นผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบหลังจากที่ไผ่เหมาจู๋กลายเป็นป่าด้วย เนื่องจากมันเป็นป่าได้เร็วและมีความหนาแน่นสูง จึงช่วยในกระบวนการคายน้ำของพืชได้เป็นอย่างดี

หากสามารถทำได้ถึงระดับหนึ่ง ก็จะส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบ ถึงขั้นอาจเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่บางส่วนได้เลยทีเดียว

แน่นอนว่าเมื่อเทียบกับสภาพอากาศแห้งแล้งในพื้นที่ทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาลทางตะวันตกเฉียงเหนือ การที่พืชชนิดนี้จะเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศในท้องถิ่นอาจมีผลเพียงเล็กน้อย แต่โอกาสในการพัฒนานั้นน่าจับตามองมาก และเมื่อเทียบกับพืชหรือวิธีการอื่นๆ วิธีนี้มีความมั่นคงกว่าและรวดเร็วกว่าครับ

นอกเหนือจากที่กล่าวมา เพียงแค่ความสามารถในการกันลมและยึดหน้าดินของไผ่เหมาจู๋ ก็เป็นสิ่งที่พันธุ์ไม้ทะเลทรายหลายชนิดในปัจจุบันยากจะเทียบได้แล้ว

หากเทคโนโลยีนี้ของเราสามารถกระตุ้นให้ไผ่เหมาจู๋เติบโตในทะเลทรายได้จริง มันก็จะสามารถเติบโตและสร้างแนวกันลมกันทรายทางนิเวศวิทยาที่มีความกว้างหลายสิบเมตร สูงยี่สิบถึงสามสิบเมตร และยาวหลายกิโลเมตรหรืออาจถึงสิบกว่ากิโลเมตรได้ในเวลาอันสั้น

และเมื่อเทียบกับพันธุ์ไม้ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต้นปอปลาร์โตเร็ว (Fast-growing Poplar) ไผ่เหมาจู๋แทบไม่มีผลเสียเลยครับ"

เมื่อเผชิญหน้ากับเจ้าพ่อวงการธุรกิจผู้โด่งดังอย่างเหล่าหม่าและเสี่ยวหม่าเกอ หยางฟางจึงแนะนำให้ทุกคนฟังอย่างกระตือรือร้น โดยเฉพาะโปรเจกต์นี้ที่เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจลงไปมาก เธอจึงแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะแสดงผลงานอันยากลำบากของเธอและทีมงานให้ทุกคนได้เห็น

"ไผ่ที่สามารถเติบโตในทะเลทรายได้ ต้องบอกเลยว่าเป็นความคิดและความคิดสร้างสรรค์ที่ยอดเยี่ยมมาก" เหล่าหม่าเอ่ยชม ก่อนจะถามต่อว่า "แล้วไผ่แบบนี้ ต้องใช้เวลาเพาะพันธุ์นานแค่ไหนถึงจะสำเร็จ?"

หยางฟางได้ยินดังนั้นก็ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับไปว่า "ถ้าทุกอย่างราบรื่น ฤดูใบไม้ผลิปีมะรืนก็น่าจะเพาะพันธุ์ไผ่เหมาจู๋ที่โตเต็มที่และผ่านเกณฑ์มาตรฐานออกมาได้ค่ะ

แต่ถ้าจะส่งเสริมให้ปลูกในวงกว้าง เราคงต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยของมันให้แน่ใจเสียก่อน"

"ไม่รีบ ไม่รีบ" เหล่าหม่าหันไปยิ้มให้กับอู๋ฮ่าวพลางกล่าวว่า "ประธานอู๋ ผมสนใจโปรเจกต์นี้มากเลยนะ คุณก็รู้ว่าโครงการป่ามด (Ant Forest) ของพวกเรามุ่งมั่นในการจัดการกับปัญหาทะเลทรายมาโดยตลอด หลายปีมานี้พวกเราก็ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างแข็งขัน เพื่อค้นหาและเพาะพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับการเติบโตในทะเลทรายให้มากขึ้น

ดังนั้นผมจึงสนใจโปรเจกต์นี้มาก ไม่ทราบว่าพวกเราจะขอเข้าร่วมเพื่อร่วมกันผลักดันการพัฒนาโปรเจกต์นี้ได้ไหม"

อู๋ฮ่าวได้ยินดังนั้นก็ยิ้มและส่ายหน้า "ตอนนี้โปรเจกต์ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา จึงยังไม่ต้องการให้กำลังภายนอกเข้ามาแทรกแซงครับ แต่รอให้เพาะพันธุ์ต้นกล้าสำเร็จเมื่อไหร่ เราก็หวังว่าจะมีบริษัท องค์กร และบุคคลต่างๆ เข้ามาร่วมด้วย เพื่อช่วยกันผลักดันการปลูกไผ่เหมาจู๋ชนิดนี้ในทะเลทราย และส่งเสริมกระบวนการจัดการปัญหาทะเลทรายของประเทศเราครับ"

เจตนาของเหล่าหม่านั้นชัดเจน ก็แค่อยากจะเข้ามามีเอี่ยวด้วย แล้วอู๋ฮ่าวจะยอมให้เขาสมหวังได้อย่างไร จึงปฏิเสธไปอย่างเด็ดขาด ส่วนหลังจากที่เพาะพันธุ์ไผ่เหมาจู๋สำเร็จแล้ว ย่อมต้องการผู้ซื้อและเงินทุน รวมถึงต้องการกำลังคนมาช่วยผลักดันไผ่ชนิดนี้มากขึ้น ซึ่งถึงตอนนั้นโครงการป่ามดของเหล่าหม่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

เมื่อได้ยินคำพูดของเขา เหล่าหม่าก็อดหัวเราะไม่ได้ "ได้สิ ถ้าไผ่ชนิดนี้วิเศษอย่างที่พวกคุณว่า และสามารถเติบโตในทะเลทรายได้จริง ผมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่แน่นอน"

ทางด้านเสี่ยวหม่าเกอที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พูดแทรกขึ้นมาถูกจังหวะว่า "ถึงตอนนั้นพวกเราสามารถมาร่วมกันจัดตั้งกองทุนเพื่อผลักดันโปรเจกต์นี้โดยเฉพาะก็ได้ กองทุนการกุศลเพนกวิน (Penguin Charity Fund) ของพวกเราก็ยินดีสนับสนุนโปรเจกต์นี้เช่นกัน"

"ฮ่าๆ งั้นผมขอขอบคุณพี่ชายทั้งสองล่วงหน้าเลยนะครับ รอให้โปรเจกต์นี้มีความคืบหน้าและเห็นผลลัพธ์ เราจะรีบแจ้งให้พี่ชายทั้งสองทราบเป็นคนแรกๆ เลย" อู๋ฮ่าวตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

"ฮ่าๆ นี่เป็นเรื่องดีที่มีประโยชน์ต่อชาติและประชาชน ผมจะพลาดได้ยังไง" เหล่าหม่าหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

หลังจากหัวเราะกันอย่างเบิกบาน หยางฟางก็พาทุกคนเดินไปยังหน้าห้องกระจกเพาะเลี้ยงอีกห้องหนึ่ง แล้วชี้ไปที่ต้นท้อที่กำลังเติบโตอย่างงดงามและออกดอกสีชมพูสะพรั่งอยู่ด้านใน พร้อมกล่าวว่า

"นี่คือต้นท้อโตเร็วที่เราเพาะขึ้นโดยการสกัดยีนการเจริญเติบโตของไผ่มาใช้ค่ะ ทุกท่านดูสิคะ ต้นท้อต้นนี้ใช้เวลาเติบโตจากเมล็ดจนมีขนาดเท่าที่เห็น เพียงแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น"

"หือ?" เมื่อได้ยินคำแนะนำของหยางฟาง ทุกคนต่างเบิกตากว้าง จ้องมองต้นท้อที่กำลังออกดอกและมีลำต้นหนาประมาณนิ้วหัวแม่มือผู้ใหญ่ในห้องกระจกเพาะเลี้ยง

หากเป็นการเติบโตตามปกติ ต้นท้อขนาดนี้ แม้จะเป็นพันธุ์โตเร็ว ก็ต้องใช้เวลา 1-2 ปี ซึ่งนั่นก็นับว่าเร็วมากแล้ว

แต่ต้นท้อที่อยู่ตรงหน้า ตามที่หยางฟางบอก ใช้เวลาจากเมล็ดจนโตและออกดอกเพียงแค่ไม่กี่เดือน นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว

เทคโนโลยีพันธุกรรม วิศวกรรมพันธุศาสตร์ ถึงตอนนี้ทุกคนเพิ่งจะได้ตระหนักถึงความน่ากลัวของเทคโนโลยีนี้

'สองหม่า' ต่างก็เป็นนักธุรกิจผู้ช่ำชองที่คร่ำหวอดในวงการมาอย่างยาวนาน มีหรือจะมองไม่เห็นอนาคตอันกว้างไกลของเทคโนโลยีนี้ ดังนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของหยางฟาง สองหม่าก็จ้องมองต้นท้อที่กำลังออกดอกในห้องกระจกด้วยดวงตาที่เป็นประกาย

ถ้าหยางฟางไม่ได้โกหก นั่นหมายความว่าทีมของหยางฟางได้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีนี้ในเบื้องต้นแล้ว และได้รับผลสำเร็จในระดับหนึ่ง

หากเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้ในวงกว้าง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะตามมาย่อมมหาศาลอย่างแน่นอน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องพืชผลทางการเกษตร แค่ใช้ยีนโตเร็วของไผ่มาเพาะพันธุ์ไม้เศรษฐกิจโตเร็ว เช่น ไม้ก่อสร้างทั่วไป ไม้ทำกระดาษ และไม้เกรดสูงสำหรับทำเฟอร์นิเจอร์

แค่เพียงอย่างเดียวนี้ ก็สามารถทำให้บริษัทกอบโกยเงินได้เป็นกอบเป็นกำแล้ว นี่ขนาดยังไม่พูดถึงผลประโยชน์อื่นๆ ที่จะได้รับจากเทคโนโลยีนี้เลยนะ

เมื่อคิดได้ดังนี้ ทั้งสองหม่ารวมถึงทีมงานผู้ติดตามต่างมองต้นท้อตรงหน้า สลับกับหยางฟางที่ยืนอยู่ข้างๆ และเหล่านักวิจัยที่กำลังยุ่งอยู่ในระยะไกล ราวกับพวกเขากำลังมองเห็นภูเขาทองคำตั้งตระหง่านอยู่

"แย่แล้ว!" เมื่อเห็นสายตาอันร้อนแรงของสองหม่า อู๋ฮ่าวก็ร้องอุทานในใจว่าไม่ดีแน่ จึงรีบยิ้มและพูดขัดจังหวะความคิดคำนวณของทั้งสองคนว่า "สิ่งที่ทุกท่านเห็นเป็นเพียงตัวอย่างการทดลองครับ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป แถมเทคโนโลยีนี้ยังไม่เสถียรและยังมีความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย

อีกอย่าง สายพันธุ์ที่เพาะด้วยเทคโนโลยีนี้รวมถึงผลผลิตของมัน สังคมและประชาชนอาจจะยังยอมรับได้ยากในระยะเวลาอันสั้น

ดังนั้นหนทางยังอีกยาวไกลครับ"

หึหึ เหล่าหม่าหัวเราะพลางกล่าวว่า "สำหรับสิ่งใหม่ๆ ความหวาดกลัวของผู้คนเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ให้เวลาพวกเขาปรับตัวสักหน่อย เชื่อว่าอีกไม่นานพวกเขาก็จะยอมรับมันได้ เหมือนกับบรรพบุรุษของมนุษย์เราที่ลองกินเนื้อสัตว์ที่ถูกไฟป่าเผาสุกเป็นชิ้นแรกนั่นแหละ

ไม่ว่าจะพูดยังไง เทคโนโลยีนี้ถือเป็นการบุกเบิกครั้งสำคัญเลยทีเดียว

เสี่ยวอู๋ วันนี้คุณทำให้พวกเราสองคนได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ"

-------------------------------------------------------

บทที่ 941 : โดนขุดกำแพง (แย่งตัว) ต่อหน้าต่อตา

เมื่อเทียบกับคำชื่นชมของเหลาหม่า คำถามของเสี่ยวหม่าเกอที่อยู่ด้านข้างกลับดูเน้นการปฏิบัติจริงมากกว่า ว่าทำไมเทคโนโลยีนี้ถึงใช้ได้ผลกับต้นท้อ แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จเมื่อใช้กับต้นไผ่

ส่วนหยางฟางนั้น ก็ได้ให้คำตอบที่เป็นมืออาชีพมากสำหรับปัญหานี้: "เป็นเพราะยีนการเจริญเติบโตที่เราสกัดจากต้นไผ่นั้นมีความบริสุทธิ์มากกว่า ดังนั้นจึงสามารถนำมาปรับใช้กับต้นท้อได้อย่างราบรื่นค่ะ

แน่นอนว่า ต้นท้อต้นนี้ยังไม่นับว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์ อันที่จริงมันถือเป็นของมีตำหนิด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น เราพบว่าเนื่องจากได้รับอิทธิพลจากยีนของต้นไผ่ ภายในลำต้นของต้นท้อจึงเกิดภาวะกลวงขึ้นมา นอกจากนี้ แม้ต้นท้อต้นนี้จะออกดอกได้ตามปกติ แต่ท้ายที่สุดจะติดผลหรือไม่นั้น ปัจจุบันเรายังไม่อาจทราบได้

สุดท้ายก็คือเรื่องความปลอดภัยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีแบบไหน โดยเฉพาะเทคโนโลยีชีวภาพเช่นนี้ จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ต้องมั่นใจว่ามันไม่มีอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ต่อระบบนิเวศ และต่อมนุษย์เรา

จนถึงตอนนี้เรายังไม่สามารถยืนยันได้ว่า ต้นท้อต้นนี้รวมถึงดอกท้อบนต้น มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้หรือไม่"

"ฮ่าๆ ตำหนิเพียงเล็กน้อยไม่อาจบดบังความเลอค่าได้หรอกครับ ผมมองเห็นความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัดจากเทคโนโลยีนี้แล้ว" เหลาหม่ากล่าวเห็นด้วยประโยคหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองหยางฟางแล้วยิ้ม

"ดร.หยาง สนใจไปทำงานที่หางโจวไหมครับ ผมยินดีสร้างห้องปฏิบัติการที่ทันสมัยที่สุดในโลกให้คุณ เพื่อสนับสนุนงานวิจัยเทคโนโลยีนี้ของคุณโดยเฉพาะ"

เมื่อได้ยินคำพูดของเหลาหม่า อู๋ฮ่าวก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตามองบน: "นี่คุณหม่าครับ เล่นมาดึงตัวพนักงานกันต่อหน้าต่อตาผมแบบนี้ มันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอครับ"

"ฮ่าๆ ผมเชิญชวนอย่างเปิดเผยนะ อย่างที่เขาว่ากันว่านกที่ดีย่อมเลือกกิ่งไม้เกาะ เราก็ควรเปิดโอกาสให้คนเก่งๆ มีทางเลือกมากขึ้นไงล่ะ" เหลาหม่าหัวเราะร่า

เสี่ยวหม่าเกอที่อยู่ด้านข้างพอได้ยินเหลาหม่าพูดแบบนั้น มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มแบบผู้สังเกตการณ์ที่รอดูเรื่องสนุก แต่ยิ่งเป็นแบบนี้ อู๋ฮ่าวยิ่งรู้สึกขนลุก อย่างที่เขาว่าหมากัดมักไม่เห่า คนแบบนี้แหละอันตรายที่สุดและต้องระวังตัวที่สุด

"ผมว่าพวกคุณทั้งสองท่าน เลิกคิดเถอะครับ สิ่งที่ผมให้พวกเขาได้ พวกคุณอาจจะจ่ายไม่ไหว หรือให้ไม่ได้ก็ได้" อู๋ฮ่าวยิ้มกล่าว

ได้ยินคำพูดของอู๋ฮ่าว 'สองหม่า' ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ส่วนหยางฟางก็หันไปยิ้มให้กับเหลาหม่า: "ขอบคุณประธานหม่าที่ให้ความสนใจค่ะ แต่อุปกรณ์ที่นี่ถือว่าครบครันมาก ฉันและทีมงานสนใจในโปรเจกต์นี้มาก และยังไม่มีความคิดที่จะย้ายไปที่ไหนในตอนนี้ค่ะ

ถึงเมืองสวรรค์อย่างหางโจวจะงดงามก็จริง แต่พวกเราเชื่อมั่นว่าด้วยความพยายามของพวกเรา เราจะสามารถสร้างสวรรค์อีกแห่งขึ้นมาท่ามกลางทะเลทรายนอกด่านทางตะวันตกเฉียงเหนือแห่งนี้ได้เช่นกันค่ะ"

"ดีครับ คนเราย่อมมีความมุ่งมั่นของตนเอง ถ้าคุณเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ ประตูบ้านเราเปิดต้อนรับคุณเสมอ" เหลาหม่าพูดกลั้วหัวเราะ โดยไม่มีท่าทีโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย

อู๋ฮ่าวเองก็ไม่ปล่อยให้ทั้งสองคนพูดพร่ำทำเพลงต่อ เขากวักมือเรียกทันที: "พอเลยครับ ไปดูที่ต่อไปกันดีกว่า ขืนปล่อยให้พวกคุณอยู่ที่นี่ต่อ ผมคงวางใจไม่ได้แน่"

"ฮ่าๆๆๆ แค่นึกขึ้นมาได้กะทันหันหน่ะ อย่าถือสาเลย อย่าถือสา!" เหลาหม่าหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ส่วนเสี่ยวหม่าเกอก็พูดบ่นด้วยน้ำเสียงตัดพ้อนิดๆ ว่า: "พอคุณก่อเรื่องแบบเมื่อกี้ เกรงว่าการเยี่ยมชมวันนี้คงจะลดความน่าตื่นตาตื่นใจไปเยอะเลยล่ะ"

"ฮ่าๆ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เสี่ยวอู๋ไม่ได้ขี้งกอย่างที่คุณพูดสักหน่อย!" เหลาหม่าโบกมือหัวเราะ

'เชื่อก็บ้าแล้ว' อู๋ฮ่าวบ่นพึมพำในใจ แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า: "ลำดับต่อไป ผมจะพาพวกท่านไปเยี่ยมชมระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของฐานทัพทั้งหมดกันครับ การจะสร้างฐานวิจัยที่จุคนได้นับพันท่ามกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้าง และต้องรักษาการทำงานให้เป็นปกติ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะครับ"

'แย่ละสิ เจ้าเด็กนี่เจ้าคิดเจ้าแค้นซะด้วย' เหลาหม่าอุทานในใจว่าแย่แล้ว ดูเหมือนว่าเมื่อกี้เขาจะทำตัวเสียมารยาทไปจริงๆ

แต่พอคิดว่าทริปการค้นพบของตัวเองจะต้องจบลงแค่นี้ เขาก็รู้สึกไม่ค่อยยินยอมพร้อมใจนัก จึงลองถามหยั่งเชิงดู

"เสี่ยวอู๋ครับ ผมได้ยินมาว่าพวกคุณทำระบบโครงกระดูกภายนอกแบบจักรกลอัจฉริยะ (Exoskeleton) ออกมาแล้ว ไม่ทราบว่าจะพอมีบุญตาได้เยี่ยมชมหน่อยไหม"

อู๋ฮ่าวได้ยินดังนั้นก็ปฏิเสธทันควัน: "ขออภัยครับ โปรเจกต์นี้ยังอยู่ในชั้นความลับ นี่เป็นคำสั่งจากทางกองทัพ เราเองก็ฝ่าฝืนไม่ได้

ตอนนี้ตัวแทนจากกองทัพก็อยู่ตรงนั้น หรือจะให้ผมส่งคนไปช่วยถามพวกท่านให้ดีครับ?"

เมื่อได้ยินดังนั้น 'สองหม่า' ก็ส่ายหน้าทันที อู๋ฮ่าวพูดแบบนี้เห็นชัดว่าเป็นการปฏิเสธ พวกเขาคงไม่ทำตัวไม่รู้กาลเทศะขนาดนั้น แล้วให้อู๋ฮ่าวส่งคนไปถามจริงๆ หรอก

ความจริงแล้วถามไปก็เปล่าประโยชน์ ถึงพวกเขาจะเป็นเจ้าพ่อวงการธุรกิจ แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าทางกองทัพจะไว้หน้าพวกเขาในโปรเจกต์สำคัญระดับนี้

อีกอย่าง พวกเขาก็รู้ถึงความสำคัญของโปรเจกต์นี้และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องดี จึงไม่กล้าเสี่ยงไปหาเรื่องใส่ตัวในด้านนี้แน่ๆ

ยิ่งพอได้ยินว่ามีตัวแทนจากกองทัพอยู่ที่นี่ด้วย ในใจของ 'สองหม่า' ก็เข้าใจสถานการณ์ได้ทันที

"ช่างเถอะครับ เรื่องผิดกฎระเบียบ พวกเราไม่ทำแน่นอน" เหลาหม่าส่ายหน้า ในใจรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง เรียกว่าได้ไม่คุ้มเสียจริงๆ

เมื่อเห็นท่าทางรู้สึกผิดของเหลาหม่า เสี่ยวหม่าเกอก็นึกอยากจะหัวเราะ แต่ก็ไม่ได้หัวเราะออกมา เขาเป็นคนเก็บความรู้สึกเก่งมาก ไม่เหมือนกับเหลาหม่าที่ชอบแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง

เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มกระอักกระอ่วน เสี่ยวหม่าเกอจึงพูดแทรกขึ้นว่า: "ตอนอยู่บนเครื่องบิน ผมเห็นรอบๆ ฐานวิจัยแห่งนี้เต็มไปด้วยแผงโซลาร์เซลล์และกังหันลมผลิตไฟฟ้าจำนวนมาก แสดงว่าไฟฟ้าในฐานวิจัยแห่งนี้เป็นการผลิตใช้เองแบบพึ่งพาตนเองสินะครับ"

อู๋ฮ่าวพยักหน้าตอบรับ: "ประมาณนั้นครับ โดยพื้นฐานแล้วสามารถพึ่งพาตนเองได้ แถมยังมีเหลือเฟือนิดหน่อย ส่วนที่เกินมาเราก็จะส่งย้อนกลับเข้าสู่ระบบสายส่งไฟฟ้าครับ"

"ทำไมต้องลงทุนมหาศาลสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมของตัวเองด้วยล่ะครับ ในเมื่อเชื่อมต่อกับระบบสายส่งไฟฟ้าแล้ว?" เสี่ยวหม่าเกอถามข้อสงสัยของตน

"ฮ่าๆ มีสองเหตุผลครับ เหตุผลแรกคือเพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน ในฐานแห่งนี้ ไฟฟ้าคือพลังงานหลัก และปริมาณการใช้ไฟฟ้าต่อวันก็มหาศาลมาก

แม้ว่าพื้นที่ภาคตะวันตกจะมีไฟฟ้าอุดมสมบูรณ์ แต่ปริมาณการใช้ไฟฟ้ามหาศาลของเรา ก็ถือเป็นภาระที่ไม่น้อยสำหรับท้องถิ่นครับ

ประกอบกับทางภาครัฐมีเงินอุดหนุนเฉพาะสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เราจึงลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าของเราเองขึ้นมา

อีกด้านหนึ่งก็คือความมั่นคงทางพลังงานครับ เมืองที่ใกล้ที่สุดห่างจากที่นี่เป็นร้อยกิโลเมตร การพึ่งพาระบบสายส่งเพียงอย่างเดียว ยากที่จะรับประกันความเสถียรของการจ่ายไฟได้อย่างต่อเนื่อง หากสายส่งระยะไกลเกิดปัญหาขึ้นมา ทั้งฐานอาจจะต้องหยุดชะงัก ซึ่งส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อโปรเจกต์ที่เรากำลังดำเนินการอยู่แน่นอนครับ

ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีระบบจ่ายไฟของตัวเอง เพื่อรับประกันความเสถียรของไฟฟ้าที่นี่ ความจริงแล้วนอกจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เรายังติดตั้งชุดแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ และเครื่องปั่นไฟดีเซลสำหรับกรณีฉุกเฉินไว้เผื่อสถานการณ์ไม่คาดฝันด้วยครับ" อู๋ฮ่าวอธิบายพร้อมรอยยิ้ม

"ต้องพึ่งพาไฟฟ้าขนาดนี้ หรือว่าพวกคุณสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ไว้ที่นี่ด้วยงั้นเหรอ?" เหลาหม่าที่อยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นมา

ส่วนอู๋ฮ่าวก็หันไปมองเหลาหม่าแล้วยิ้มตอบว่า: "ถ้าทำได้ ทำไมจะไม่ทำล่ะครับ"

......

จบบทที่ บทที่ 940 : เปิดหูเปิดตา | บทที่ 941 : โดนขุดกำแพง (แย่งตัว) ต่อหน้าต่อตา

คัดลอกลิงก์แล้ว