เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 484 : ฉันมันก็แข็งกร้าวแบบนี้แหละ | บทที่ 485 : เราไม่รับการไกล่เกลี่ยแบบขอไปที

บทที่ 484 : ฉันมันก็แข็งกร้าวแบบนี้แหละ | บทที่ 485 : เราไม่รับการไกล่เกลี่ยแบบขอไปที

บทที่ 484 : ฉันมันก็แข็งกร้าวแบบนี้แหละ | บทที่ 485 : เราไม่รับการไกล่เกลี่ยแบบขอไปที


บทที่ 484 : ฉันมันก็แข็งกร้าวแบบนี้แหละ

"อะไรนะ ให้ฉันเหรอคะ มันจะไม่เหมาะมั้งคะ?" แม้ปากจะพูดแบบนั้น แต่เสิ่นหนิงก็ยื่นมือไปรับกล่องของขวัญมาโดยสัญชาตญาณ

"เปิดดูสิ" อู๋ฮ่าวพูดพร้อมรอยยิ้ม

"ตอนนี้เลยเหรอคะ?" เสิ่นหนิงถามย้ำ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะแกะห่อบรรจุภัณฑ์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วเปิดกล่องของขวัญออก

ภายในกล่องคือจี้หยกสีเขียวมรกต ดีไซน์สวยงามมาก ทันทีที่เสิ่นหนิงเห็นจี้นี้ สายตาของเธอก็ไม่อาจละไปทางอื่นได้ เธอพินิจดูด้วยรอยยิ้มอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะตั้งสติได้ แล้วถือกล่องหันไปยิ้มให้ปู๋ฮ่าว "นี่ให้ฉันจริงๆ เหรอคะ มันแพงเกินไปหรือเปล่า"

อู๋ฮ่าวยิ้มแล้วกล่าวว่า "เดี๋ยวออกไปแล้วคุณสวมจี้นี้ทันทีเลยนะ ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งเลขานุการของผม ห้ามถอดออกเด็ดขาด ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ไหน หรือกำลังทำอะไรอยู่ ก็ห้ามถอด"

เมื่อเห็นสายตาสงสัยของเสิ่นหนิง อู๋ฮ่าวจึงอธิบายให้เธอฟัง "ในจี้นี้มีการติดตั้งอุปกรณ์แจ้งเตือนภัยขนาดจิ๋วเอาไว้ เมื่อคุณตกอยู่ในอันตรายหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้กระชากมันให้ขาดอย่างแรง

พอกระชากขาดแล้ว แบตเตอรี่เคมีข้างในจะทำปฏิกิริยากับอากาศและผลิตไฟฟ้าทันที จากนั้นระบบแจ้งเตือนทั้งหมดจะเริ่มทำงาน

อุปกรณ์นี้จะเจาะเข้าระบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในบริเวณใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ต เพื่อส่งตำแหน่งปัจจุบันของคุณผ่านอุปกรณ์เหล่านั้น ซึ่งจะช่วยให้พวกเราและตำรวจตามหาคุณเจอได้อย่างรวดเร็ว

แต่ต้องระวังนะ หลังจากกระชากจี้ออกแล้วต้องซ่อนไว้กับตัว ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แม่นยำแบบเรียลไทม์ได้

ข้อสอง อุปกรณ์ภายในจี้นี้มีขนาดเล็กมาก กำลังส่งสัญญาณจึงจำกัด ครอบคลุมระยะทางได้แค่รัศมีหนึ่งร้อยเมตรเท่านั้น หากไกลเกินร้อยเมตร สัญญาณจากจี้จะอ่อนมากจนอุปกรณ์อื่นตรวจจับได้ยาก

นั่นเป็นเหตุผลที่มันต้องเจาะเข้าระบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รอบข้าง เพื่อใช้อุปกรณ์พวกนั้นส่งตำแหน่งของคุณ ดังนั้นจังหวะเวลาในการกระชากจี้ให้ขาด คุณต้องกะให้ดี และต้องไม่ทำให้ดูจงใจจนเกินไปจนคนร้ายจับได้ ไม่อย่างนั้นก็จะไร้ผล

ข้อสุดท้าย แบตเตอรี่ในจี้มีขนาดเล็กมาก มันจึงจะเริ่มทำงานทุกๆ หนึ่งชั่วโมง แล้วรายงานตำแหน่งของคุณผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใกล้เคียง และมันสามารถทำงานด้วยกำลังไฟอ่อนๆ ได้เพียงยี่สิบสี่ชั่วโมงเท่านั้น เกินจากนี้จี้ก็จะหมดประโยชน์

แน่นอนว่า โดยปกติแล้ว ยี่สิบสี่ชั่วโมงก็เพียงพอให้เราตามหาคุณเจอแล้ว"

"จำเป็นต้องใส่ด้วยเหรอคะ?" เสิ่นหนิงมองจี้ในมือด้วยสีหน้ากังวล

อู๋ฮ่าวยิ้มและพยักหน้า "นี่ก็เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง ไม่ใช่แค่คุณนะ จางเสี่ยวเล่ยก็มีจี้แบบนี้เหมือนกัน ปกติเธอก็สวมติดตัวไว้ตลอด รวมถึงผมและคนรอบข้างผม ก็มีเจ้าสิ่งเล็กๆ นี้พกไว้กันเหนียวเหมือนกัน

วางใจเถอะ มันจะทำงานก็ต่อเมื่อคุณกระชากสร้อยคอให้ขาดเท่านั้น ปกติมันจะไม่บันทึกการเดินทางของคุณหรอก

อีกอย่าง หยกที่อยู่บนผิวหน้าจี้นี้ก็เป็นของจริง เกรดดีด้วย คุณสวมไว้คนอื่นดูไม่ออกหรอก"

พอได้ยินคำอธิบาย เสิ่นหนิงก็เบาใจลง ในที่สุดเธอก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง "ขอบคุณค่ะบอสอู๋"

อู๋ฮ่าวโบกมือ "ไม่ต้องขอบคุณหรอก สวัสดิการพนักงานน่ะ ผมไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ที่ผมไปช่วยคุณออกมาไม่ทัน แล้วคุณทนการทรมานไม่ไหวจนขายผมซะก่อน

จำไว้ว่าต้องเก็บเป็นความลับ มีไม่กี่คนหรอกที่รู้สรรพคุณของจี้เส้นนี้"

"รับทราบค่ะ!" เสิ่นหนิงแอบแลบลิ้นเล็กน้อย ตอบรับด้วยสีหน้าเบิกบาน

อู๋ฮ่าวเห็นท่าทางของเธอก็ยิ้มออกมา จิบน้ำคำหนึ่งแล้วถามว่า "ช่วงนี้ได้ไปหาพี่เสี่ยวเล่ยของคุณบ้างไหม เธอเป็นยังไงบ้าง?"

พอได้ยินอู๋ฮ่าวถามเรื่องนี้ เสิ่นหนิงก็หุบยิ้มแล้วพยักหน้า "สองสามวันนี้ฉันไปอยู่เป็นเพื่อนเธอตลอดเลยค่ะ สภาพจิตใจเธอไม่ค่อยดี แถมยังไม่สบายอีก ทั้งอย่างนั้นเธอก็ยังยืนกรานจะทำงานล่วงเวลาทุกวัน ฉันห้ามก็ไม่ฟัง"

"เธอกำลังประชดน่ะสิ" อู๋ฮ่าวถอนหายใจ แล้วกำชับเสิ่นหนิง "ปกติคุณสนิทกับเธอที่สุด ก็หมั่นไปอยู่เป็นเพื่อนเธอ ดูแลเธอหน่อยแล้วกัน"

ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง อู๋ฮ่าวถึงพูดต่อ "บอกเธอว่า คนเรายังไงก็ต้องเติบโตด้วยตัวเอง ผมเชื่อว่าเธอทำได้แน่นอน"

"เรื่องนี้คุณไปพูดกับเธอต่อหน้าก็ได้นี่คะ?" เสิ่นหนิงแย้งอย่างไม่เต็มใจ

"ฮ่าๆ คุณแค่ถ่ายทอดคำพูดของผมไปก็พอ" อู๋ฮ่าวยิ้มแห้งๆ แล้วโบกมือไล่ "เอาล่ะ ไปทำงานเถอะ"

"ค่ะ ได้ค่ะ" แม้เสิ่นหนิงจะอยากพูดอะไรต่อ แต่เมื่อเห็นท่าทีของอู๋ฮ่าว เธอก็พยักหน้า แล้วหอบแฟ้มเอกสารบนโต๊ะเดินออกไปที่ประตู

พอเดินไปถึงประตู กำลังจะเปิดออก ประตูก็ถูกเปิดเข้ามาจากด้านนอกเสียก่อน ชายร่างท้วมตัวสูงใหญ่เดินเข้ามา เกือบจะชนเข้ากับเสิ่นหนิง

"บอสจาง!" เสิ่นหนิงรีบหลบฉาก แล้วเอ่ยทักทายชายร่างท้วมคนนี้

"หืม?" จางจวิ้นขานรับ แล้วเริ่มกวาดตามองสำรวจเสิ่นหนิง จนกระทั่งเสิ่นหนิงรีบเดินออกไปอย่างลนลาน เขาถึงเลิกมอง แล้วเดินเข้ามาหาอู๋ฮ่าวด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

"ได้ข่าวว่าเปลี่ยนเลขาฯ ใหม่ เป็นแม่สาวน้อยคนนี้เองเหรอ"

"เก็บสีหน้าหื่นๆ ของนายไปเลยนะ" อู๋ฮ่าวพูดอย่างไม่สบอารมณ์ "ว่ามา ไม่ไปทำงานทำการ มาหาฉันมีเรื่องอะไร"

"มีสิ ต้องมีอยู่แล้ว" จางจวิ้นหยิบน้ำออกมาจากตู้เย็น พลางเปิดขวดแล้วเดินมานั่งลงตรงหน้าอู๋ฮ่าว

หลังจากดื่มน้ำไปอึกหนึ่ง เขาก็ยิ้มให้อู๋ฮ่าว "ไอ้คนที่เราไล่ออกไปก่อนหน้านี้ พาเจ้าหน้าที่จากกรมแรงงานและสวัสดิการกลุ่มหนึ่งมาที่บริษัท ตอนนี้ฝ่ายบุคคลกับฝ่ายกฎหมายกำลังรับหน้าอยู่

หลินเจี้ยนเหลียงมีความเห็นว่า ให้พวกเราออกหน้าไปจัดการหน่อย ถือว่าแสดงความจริงใจและท่าทีของเรา"

อู๋ฮ่าวได้ยินดังนั้นก็โบกมือปฏิเสธ "ไม่ไป จะเป็นยังไงก็ช่างมัน ฉันพูดชัดเจนไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว"

"มันก็ชัดเจนแหละ แต่นายก็รู้ว่าตอนนี้ในโลกโซเชียล เรื่องข้อพิพาทแรงงานมันเป็นประเด็นอ่อนไหว พอพวกเขาคุมกระแสสังคมได้ เราจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ภาพลักษณ์บริษัทหรือแม้แต่ธุรกิจบางอย่างของเราจะได้รับผลกระทบนะ" จางจวิ้นพยายามเกลี้ยกล่อม

อู๋ฮ่าวส่ายหน้า "เรื่องนี้เราเป็นฝ่ายถูก ตอนนั้นเขาอ่านสัญญาและรับทราบเนื้อหาชัดเจนก่อนจะเซ็นด้วยความสมัครใจ ตอนนี้กลับคำแล้วยังจะมาร้องเรียนอีก จะเอาเปรียบกันเกินไปแล้ว

คลิปวิดีโอตอนที่เขาเซ็นสัญญาก็มี คลิปวันที่ฉันคุยกับเขาวันนั้นฉันก็ส่งให้ฝ่ายกฎหมายไปแล้ว เอาหลักฐานพวกนี้กับเอกสารที่เขาเซ็นให้เจ้าหน้าที่ดูไปเลย แล้วแสดงจุดยืนของเราให้ชัดเจน เราไม่ยอมรับการไกล่เกลี่ยแบบขอไปที ผิดก็ว่าไปตามผิด ถ้าไม่ไหวก็ไปเจอกันที่ศาล"

"ใช่ เรื่องนี้เราเป็นฝ่ายถูก แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อสายตาคนทั่วไปมองว่าเขาเป็นฝ่ายที่อ่อนแอกว่า ชาวเน็ตย่อมเห็นอกเห็นใจเขาเป็นธรรมดา ไม่ว่าผลตัดสินจะออกมายังไง เราก็โดนด่าอยู่ดี ฉันว่ายอมความ จ่ายเงินนิดหน่อยให้มันจบๆ ไปเถอะ ถือว่าตัดรำคาญ" จางจวิ้นได้ฟังดังนั้นก็ยิ้ม แล้วพยายามกล่อมต่อ

"ไม่ได้ เด็ดขาดเลย" อู๋ฮ่าวยืนยันเสียงแข็ง "ถ้าทุกคนทำตัวเยี่ยงอย่างเขา ต่อไปจะบริหารงานกันยังไง พนักงานคนอื่นพอเจองานที่ไม่อยากทำก็จะเอาเขาเป็นแบบอย่างบ้างงั้นสิ

อีกอย่าง ชาวเน็ตไม่ได้โง่อย่างที่นายคิดหรอก ผิดชอบชั่วดีคนส่วนใหญ่ยังมองออก บอกเขาและบอกเจ้าหน้าที่ไปเลยว่า เราขอยื่นเรื่องเปิดเผยกระบวนการไต่สวนทั้งหมดต่อสาธารณะ ถึงตอนนั้นผลจะออกมาเป็นยังไงเราก็ยอมรับ

คนอย่างฉันมันก็แข็งกร้าวแบบนี้แหละ คอยดูซิว่ามันจะกล้ารับคำท้าไหม?"

-------------------------------------------------------

บทที่ 485 : เราไม่รับการไกล่เกลี่ยแบบขอไปที

ณ ห้องประชุมชั้นสามของตึกเฮ่าอวี่เทคโนโลยี มีคนสองกลุ่มกำลังนั่งประจันหน้ากันอยู่คนละฝั่ง

ฝ่ายหนึ่งคือฉู่เหลียงเจี๋ยที่มาเพื่อทวงถาม "ความเป็นธรรม" พร้อมกับทนายความของเขา และเจ้าหน้าที่จากแผนกอนุญาโตตุลาการแรงงานที่มาเพื่อทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย

อีกฝ่ายคือเจ้าหน้าที่จากแผนกทรัพยากรบุคคลและสำนักงานกฎหมายของบริษัท โดยมีจางหรงหัว รองผู้อำนวยการแผนกทรัพยากรบุคคล และฉู่หงเหว่ย หัวหน้าสำนักงานกฎหมาย ออกหน้ามารับมือด้วยตนเอง

สำหรับแผนกอนุญาโตตุลาการแรงงาน นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขารับทำคดีเกี่ยวกับเฮ่าอวี่เทคโนโลยี ดังนั้นจึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยส่งบุคลากรระดับหัวกะทิมาด้วยความหวังว่าจะสามารถไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองฝ่ายยอมความกันได้มากที่สุด

ดังนั้นในช่วงแรกบรรยากาศระหว่างทั้งสองฝ่ายจึงยังถือว่าดีอยู่ ทางเฮ่าอวี่เทคโนโลยีเองก็แสดงท่าทีที่จริงใจอย่างมาก เพียงแต่ฉู่เหลียงเจี๋ยและทนายความของเขาไม่พอใจ นอกจากเรียกร้องค่าจ้างที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังเรียกร้องค่าชดเชยส่วนอื่นๆ อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ทั้งสองฝ่ายจึงเกิดความเห็นต่างในเรื่องนี้ จนกระทั่งสถานการณ์เข้าสู่ภาวะชะงักงันไปชั่วขณะ

ทันใดนั้นประตูห้องประชุมก็เปิดออก ผู้คนกลุ่มหนึ่งเดินล้อมหน้าล้อมหลังชายอ้วนสวมเชิ้ตสีเทาคนหนึ่งเข้ามา

จางหรงหัวและคนอื่นๆ รีบลุกขึ้นยืน แล้วพากันทักทายเจ้าอ้วนคนนี้ว่า "ประธานจาง"

"อืม นั่งเถอะ นั่งลงกันให้หมด" จางจวินบอกให้ทุกคนนั่งลง แล้วเขาก็นั่งลงตรงตำแหน่งที่พนักงานคนหนึ่งหลีกทางให้โดยตรง

"ประธานจางครับ ท่านนี้คือรองผู้อำนวยการเฉินจากคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการแรงงานเมืองอันซีของเราครับ" จางหรงหัวผายมือแนะนำชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปีที่ศีรษะเริ่มล้านเลี่ยนซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามให้เขารู้จัก

"สวัสดีครับรองผู้อำนวยการเฉิน ลำบากพวกคุณแย่เลย" จางจวินยิ้มให้อีกฝ่าย

"ไม่หรอกครับ การให้บริการองค์กรที่ยอดเยี่ยมอย่างเฮ่าอวี่เทคโนโลยีคือหน้าที่ของเรา เราก็หวังว่าจะสามารถแก้ปัญหาข้อพิพาทแรงงานของทั้งสองฝ่ายได้อย่างราบรื่น และรักษาผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายครับ" รองผู้อำนวยการเฉินยิ้มตอบจางจวิน

"ขอบคุณครับ" จางจวินพยักหน้า จากนั้นหันไปพูดกับฉู่เหลียงเจี๋ยที่นั่งเงียบกริบอยู่ฝั่งตรงข้าม รวมถึงทนายความของเขาและรองผู้อำนวยการเฉินว่า

"ขอบคุณทางแผนกอนุญาโตตุลาการแรงงานที่เป็นห่วง แต่หลังจากที่เราพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เราตัดสินใจว่าจะไม่รับการไกล่เกลี่ยจากแผนกอนุญาโตตุลาการแรงงาน เราหวังว่าสิ่งที่เรียกว่าข้อพิพาทในครั้งนี้จะได้รับการแก้ไขผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ในขณะเดียวกันทางบริษัทของเราจะยื่นฟ้องแย้ง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากการที่ฉู่เหลียงเจี๋ยทำผิดสัญญาอย่างร้ายแรงในระหว่างการทำงาน"

คำพูดของจางจวินเปรียบเสมือนการโยนระเบิดลูกใหญ่ลงกลางห้องประชุม ทำให้ทุกคนเงียบกริบ ต่างมองหน้ากันและกันด้วยความตกตะลึง

รองผู้อำนวยการเฉินได้ยินคำพูดของจางจวินก็ตกใจมาก เดิมทีคิดว่าเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย ไกล่เกลี่ยกันนิดหน่อยก็จบ ไม่คิดเลยว่าพอนั่งลงปุ๊บจางจวินจะพูดจาแบบนี้ออกมาทันที ทำให้เขาอดปวดหัวไม่ได้

รองผู้อำนวยการเฉินจำใจฝืนยิ้มให้จางจวินแล้วพูดว่า "เอ่อ ประธานจางครับ โบราณว่าไว้ ปรองดองกันไว้ดีที่สุดนะครับ เดิมทีมันก็เป็นแค่ข้อพิพาทแรงงานเล็กๆ น้อยๆ ปรับความเข้าใจกันก็น่าจะจบแล้ว ถ้าต้องถึงขั้นขึ้นศาลอนุญาโตตุลาการจริงๆ มันจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัทท่านด้วยนะครับ"

จางจวินได้ยินดังนั้นก็ยิ้มแล้วส่ายหน้า จากนั้นมองไปที่ฉู่เหลียงเจี๋ยแล้วพูดว่า "โพสต์เวยป๋อและบทความต่างๆ ที่คุณโพสต์ลงเน็ตเมื่อหลายวันก่อน ไม่ใช่เพราะต้องการให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ แล้วใช้กระแสสังคมมากดดันพวกเราหรอกหรือ? เราจะจัดให้ตามที่คุณปรารถนา เราจะยื่นคำร้องต่อศาลอนุญาโตตุลาการขอให้มีการถ่ายทอดสดกระบวนการพิจารณาคดีทั้งหมด ตั้งแต่ต้นจนจบ

ถ้าถึงตอนนั้นพิสูจน์ได้ว่าเป็นความผิดของเราจริง เรายินดีชดใช้ค่าเสียหายอย่างเต็มที่และขอโทษต่อสาธารณชน"

"นี่มัน..." ไม่ใช่แค่รองผู้อำนวยการเฉินและเจ้าหน้าที่แรงงานเท่านั้น แม้แต่ฉู่เหลียงเจี๋ยและทนายความตัวแทนของเขาก็ยังตกใจ

ทนายความตัวแทนผู้นี้รีบพูดขึ้นทันทีว่า "สวัสดีครับประธานจาง ผมคือเหอเหล่ย ทนายความจากสำนักงานกฎหมายอันซีซุ่นเฉิง ผมและลูกความเพียงแค่หวังว่าทางบริษัทจะจ่ายค่าชดเชยการเลิกจ้างตามปกติให้กับลูกความของผมตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้มีข้อเรียกร้องที่เกินเลยไปกว่านั้นครับ

ผมได้ทำความเข้าใจสถานการณ์คร่าวๆ ของเรื่องนี้มาเป็นอย่างดีแล้ว แม้ว่าคุณฉู่ลูกความของผมจะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งย้ายไปทำงานต่างประเทศของบริษัท แต่ก็มีเหตุผลทางครอบครัวที่จำเป็นจริงๆ และตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทางบริษัทไม่มีสิทธิ์บังคับให้บุคลากรของเราย้ายไปทำงานต่างถิ่นได้นะครับ"

ฉู่หงเหว่ย หัวหน้าสำนักงานกฎหมายที่นั่งอยู่ข้างจางจวินจึงเอ่ยขึ้นว่า "ตอนที่เราทำสัญญาจ้างงานกับลูกความของคุณ หรือก็คือฉู่เหลียงเจี๋ย ในสัญญาระบุไว้อย่างชัดเจนว่าพนักงานต้องปฏิบัติตามการบริหารจัดการของบริษัท

ประการต่อมา ในตอนที่เขาแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการต่างประเทศ เขาทราบดีอยู่แล้วว่าตำแหน่งนี้ต้องเดินทางไปต่างประเทศและมีการหมุนเวียนงานบ่อยครั้ง แต่เขาก็ยังกระตือรือร้นที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน และในสัญญาตำแหน่งงานใหม่ที่เขาเซ็น ก็มีการระบุเนื้อหาความรับผิดชอบและหน้าที่ของตำแหน่งนี้ไว้อย่างชัดเจน

ในด้านนี้เรามีต้นฉบับสัญญาที่ฉู่เหลียงเจี๋ยเซ็น รวมถึงบันทึกวิดีโอตอนเซ็นสัญญา นอกจากนี้ ประธานอู๋ฮ่าวของบริษัทเรายังได้มอบไฟล์วิดีโอจากกล้องวงจรปิดชุดเต็มในวันที่ฉู่เหลียงเจี๋ยเข้าไปคุยในห้องทำงานของประธานอู๋จนกระทั่งเดินกระแทกประตูออกมาให้เราด้วย

ส่วนเรื่องสถานการณ์พิเศษทางครอบครัวที่ฉู่เหลียงเจี๋ยยกมาอ้างนั้น ไม่ได้อยู่ในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากพิจารณาสถานการณ์ทางครอบครัวของเขาแล้ว ประธานอู๋ก็ได้เปลี่ยนสถานที่ทำงานให้เขา จากยุโรปที่ห่างไกลมาเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใกล้กว่า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และมนุษยธรรมอันลึกซึ้งที่บริษัทเรามีต่อพนักงานแล้ว"

หลังจากเหอเหล่ยได้ยินคำพูดของฉู่หงเหว่ย เขาครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วพูดขึ้นทันทีว่า "แต่การโยกย้ายงานแบบนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อครอบครัว ภรรยาของคุณฉู่ลูกความของผมกำลังตั้งครรภ์ การย้ายงานในเวลานี้ดูจะไร้น้ำใจไปหน่อยนะครับ

และถ้าเรื่องแบบนี้ถูกเปิดเผยออกไป จะไม่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัทท่านหรือครับ

อีกอย่างตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พนักงานมีสิทธิ์ที่จะยื่นขอลาออกจากบริษัทเมื่อไหร่ก็ได้ และบริษัทควรจ่ายค่าชดเชยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในประเด็นนี้ ในการสนทนากับประธานอู๋ฮ่าวของบริษัทท่าน เขาก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ด้วย"

ฉู่หงเหว่ยพยักหน้ารับ "ประธานอู๋เคยพูดไว้จริงครับ แต่เงื่อนไขของทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่เขาลาออกโดยสมัครใจ แต่เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมของเขาในวันนั้นและหลังจากที่ลาออกไป เราจึงไม่ยินดีที่จะจ่ายค่าชดเชยการลาออกให้ พร้อมทั้งจะฟ้องแย้งเพื่อดำเนินคดีกับฉู่เหลียงเจี๋ยในข้อหาผิดสัญญา และเรียกค่าปรับจากการผิดสัญญาที่เกี่ยวข้อง

ที่เราต้องการยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีนี้อย่างเปิดเผย ก็เพื่อให้สาธารณชนได้แยกแยะถูกผิดระหว่างเราสองฝ่าย ผมเชื่อว่าสายตาของประชาชนนั้นเฉียบแหลมเสมอ

พฤติกรรมของเขาได้ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการดำเนินงานปกติของบริษัทเรา และสร้างผลกระทบที่ไม่ดีอย่างยิ่งต่อพนักงานและภาพลักษณ์ของบริษัท ดังนั้นเราจึงต้องการให้มีการลงโทษเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดูและทำให้สังคมเข้าใจถูกต้อง

กฎหมายและข้อบังคับใดๆ ล้วนมีไว้เพื่อลงโทษคนชั่วและส่งเสริมคนดี พฤติกรรมของเขาขัดต่อความยุติธรรมที่กฎหมายต้องการผดุงไว้อย่างร้ายแรง รวมถึงขัดต่อเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการตรากฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย

หากพฤติกรรมเช่นนี้ของเขาได้รับการยอมรับ ต่อไปก็จะมีคนเลียนแบบมากขึ้น ซึ่งจะทำร้ายคนที่ต้องการความคุ้มครองจริงๆ อย่างรุนแรง"

จบบทที่ บทที่ 484 : ฉันมันก็แข็งกร้าวแบบนี้แหละ | บทที่ 485 : เราไม่รับการไกล่เกลี่ยแบบขอไปที

คัดลอกลิงก์แล้ว