- หน้าแรก
- เจ้าพ่อเทคโนโลยีการทหาร
- บทที่ 184 : เหล่าเด็กฝึกงาน | บทที่ 185 : หัวใจที่เปี่ยมด้วยความจริงใจ
บทที่ 184 : เหล่าเด็กฝึกงาน | บทที่ 185 : หัวใจที่เปี่ยมด้วยความจริงใจ
บทที่ 184 : เหล่าเด็กฝึกงาน | บทที่ 185 : หัวใจที่เปี่ยมด้วยความจริงใจ
บทที่ 184 : เหล่าเด็กฝึกงาน
"นาน่า ทางนี้!" หญิงสาวสวมแว่นตาที่มีแก้มยุ้ยแบบเบบี้แฟตเล็กน้อย สะพายเป้ใบเล็กโบกมือเรียกหญิงสาวรูปร่างสูงเพรียวที่กำลังเดินมาแต่ไกลด้วยความตื่นเต้น
หญิงสาวที่ชื่อนาน่าเมื่อได้ยินดังนั้นก็เผยสีหน้าดีใจ รีบวิ่งเข้ามาหาอย่างตื่นเต้น "เสี่ยวเหมย เธอมาเช้าจัง"
"ฉันก็เพิ่งมาถึงไม่นาน เธอทานอะไรมาหรือยัง" หญิงสาวที่ชื่อเสี่ยวเหมยชูซาลาเปาในมือพลางเอ่ยถาม
นาน่าพยักหน้าตอบ "เมื่อเช้าทานที่มหาวิทยาลัยกับแฟนแล้ว อ้อ นี่ ซื้อขนมหวานมาฝากเธอด้วย"
"ขอบใจจ้ะ!" เสี่ยวเหมยตาลุกวาว รีบรับขนมหวานมาถือไว้แล้วยิ้ม "มื้อเที่ยงเดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง"
"อื้ม!" นาน่าส่งเสียงหัวเราะคิกคัก
สำหรับผู้หญิงแล้ว ขนมหวานหน้าตาสวยงามมักเป็นสิ่งยั่วยวนใจที่ยากจะต้านทาน ดังนั้นตั้งแต่ร้านขนมหวานของโรงอาหารเปิดให้บริการ ก็ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากพนักงานหญิงทั้งบริษัททันที
ด้วยเหตุนี้ พื้นที่พักผ่อนหน้าร้านขนมหวานจึงกลายเป็นจุดพักผ่อนที่ดีที่สุดของพนักงานหญิง และกลายเป็นทิวทัศน์ที่สวยงามสะดุดตาภายในบริษัทไปโดยปริยาย
"รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวหัวหน้าเจิ้งจะดุเอาอีก" นาน่าเรียกเสี่ยวเหมย
พอได้ยินชื่อหัวหน้าเจิ้ง ร่างกายของเสี่ยวเหมยก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัวสั่นด้วยความหนาวเหน็บ
ทั้งสองคนเป็นหนึ่งในเด็กฝึกงานจำนวนมากที่บริษัทเพิ่งรับเข้ามาใหม่ ทำงานที่บริษัทได้ครึ่งเดือนแล้ว ปัจจุบันอยู่ในช่วงการอบรมและปรับตัวเบื้องต้น
ส่วนหัวหน้าเจิ้งที่นาน่าพูดถึง ก็คือรองหัวหน้าผู้รับผิดชอบดูแลเด็กฝึกงานในครั้งนี้ และเป็นผู้รับผิดชอบหลักที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวด ตลอดครึ่งเดือนมานี้ เขาแทบจะกลายเป็นฝันร้ายของเด็กฝึกงานทุกคน
เมื่อทั้งสองมาถึงห้องอเนกประสงค์ชั้นสอง ก็พบว่าหัวหน้าเจิ้งถือแฟ้มเอกสารยืนรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว
ทั้งสองคนที่เดิมทีกำลังร่าเริงรีบเงียบเสียงลงทันที ตอกบัตรที่เครื่องหน้าห้องอเนกประสงค์อย่างเกร็งๆ แล้วรีบวิ่งเข้าไปข้างใน
เนื่องจากครั้งนี้มีเด็กฝึกงานเข้ามาใหม่จำนวนมาก ประมาณหนึ่งร้อยคน ดังนั้นในช่วงแรกของการฝึกอบรม จุดรวมพลของพวกเขาจึงอยู่ที่ห้องอเนกประสงค์
ตลอดครึ่งเดือนมานี้ นอกจากฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะจัดวิทยากรหรือหัวหน้าแผนกต่างๆ มาบรรยายให้ความรู้ทุกวันแล้ว ยังมีการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ หรือพาไปเยี่ยมชมการทำงานของแผนกต่างๆ ด้วย
แน่นอนว่าสำหรับเด็กฝึกงานเหล่านี้ สิ่งที่พวกเขาสนใจและใฝ่ฝันมากที่สุดก็คือตึกทดลองทั้งสองตึกของบริษัท เพียงแต่ระบบรักษาความปลอดภัยของห้องทดลองนั้นเข้มงวดเป็นพิเศษ ปกติจะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรูปร่างสูงใหญ่สวมชุดปฏิบัติการพิเศษคอยเฝ้าอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น ภายในยังถูกควบคุมโดยสำนักงานรักษาความลับที่ลึกลับและน่ากลัวที่สุดในบริษัท ถ้าไม่ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่ยุงตัวเดียวก็บินเข้าไปไม่ได้
ก่อนหน้านี้ตอนเยี่ยมชมบริษัท พวกเขาได้รับอนุญาตให้แบ่งกลุ่มเข้าไปเยี่ยมชมภายในห้องทดลอง แม้ว่าจะได้เห็นแค่บางสิ่งที่อนุญาตให้ดูได้ แต่สิ่งเหล่านั้นก็สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับทุกคน
พอคิดว่าหลังจบการฝึกงาน พวกเขาจะมีโอกาสได้เข้าไปทำงานในสภาพแวดล้อมที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ เด็กฝึกงานหลายคนต่างก็เผยสีหน้าตื่นเต้นออกมา
ตั้งแต่นั้นมา พวกเขาก็แอบคุยเรื่องห้องทดลองกันบ่อยๆ แต่ข้อมูลที่ได้กลับมีน้อยมาก ประกอบกับได้ดูแค่พื้นที่เปิดให้เข้าชมส่วนเล็กๆ เท่านั้น ยิ่งทำให้ทุกคนสงสัยใคร่รู้มากขึ้นไปอีก
ได้ยินมาว่าชั้นบนสุดของตึกทดลองใหม่ คือห้องทดลองส่วนตัวของบอสใหญ่ของบริษัท หรือก็คืออัจฉริยะในตำนานอย่างอู๋ฮ่าว นั่นยิ่งทำให้ทุกคนอดสงสัยไม่ได้
ต้องรู้ก่อนว่า ผลงานทางเทคโนโลยีสำคัญๆ ทั้งหมดของฮ่าวอวี่เทคโนโลยีที่พวกเขารู้จัก ล้วนมาจากฝีมือของอู๋ฮ่าว ดังนั้นทุกคนจึงเกิดความอยากรู้อยากเห็นอย่างรุนแรงต่อบอสใหญ่ที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขาคนนี้
แต่น่าเสียดาย ที่มาอยู่บริษัทได้ครึ่งเดือนแล้ว นอกจากบางคนที่บังเอิญเห็นเงาของอู๋ฮ่าวจากระยะไกล ก็แทบไม่มีใครเคยเห็นตัวจริงของอู๋ฮ่าวเลย
แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะอู๋ฮ่าวจงใจทำตัวลึกลับหยิ่งยโส แต่เป็นเพราะเขามีงานในมือค่อนข้างเยอะ ทั้งยังต้องดูและเรื่องการวิจัยทดลองที่เกี่ยวข้อง จึงไม่ค่อยมีเวลามาปรากฏตัวต่อหน้าเด็กฝึกงานเหล่านี้ แต่คิดไม่ถึงว่ายิ่งเป็นแบบนี้ ก็ยิ่งกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของคนเหล่านี้มากขึ้น
เมื่อเห็นว่าได้เวลาแล้ว หัวหน้าเจิ้งก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม มองดูเด็กฝึกงานที่ยังซุบซิบกัน หรือแม้กระทั่งกินมื้อเช้าอยู่ หัวหน้าเจิ้งก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
"ผมบอกไปกี่ครั้งแล้ว เข้ามาในห้องอเนกประสงค์แล้วไม่ต้องกินอะไรอีก ไม่มีใครฟังเลยเหรอ?"
หัวหน้าเจิ้งกวาดสายตามองทุกคนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ผมหวังว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย ต่อไปผมจะไม่ไว้หน้าพวกคุณแล้ว จับได้หนึ่งคนหักสิบคะแนน
จบการฝึกงาน เราจะคัดเลือกคนเข้าทำงานโดยดูจากคะแนนความประพฤติ ถ้าพวกคุณคิดว่ามาที่นี่แค่เพื่อเปิดหูเปิดตาหรือมาเล่นสนุก ผมแนะนำให้รีบออกไปซะตั้งแต่เนิ่นๆ
สิ่งที่เราต้องการคือคนเก่ง คือหัวกะทิ และยิ่งต้องการคนหนุ่มสาวที่ให้ความเคารพและรักในอาชีพการงานนี้
ไม่มีทักษะ ไม่มีความรู้ ไม่เป็นไร สอนกันได้ แต่ถ้าขาดความยำเกรงและให้เกียรติต่องานที่ทำ ก็คงเยียวยาไม่ได้แล้วจริงๆ
พวกคุณอยู่ที่นี่มาครึ่งเดือนแล้ว อีกครึ่งเดือนพวกคุณจะต้องเผชิญกับการสอบวัดผลประมวลความรู้ครั้งแรกหลังจากเข้ามาที่บริษัท
หลังจบการสอบ เราจะคัดคนออกส่วนหนึ่ง นั่นหมายความว่าพวกคุณจะจบการฝึกงาน มาจากไหนก็กลับไปที่นั่น
เพราะโควตาเด็กฝึกงานของเรามีจำกัด ดังนั้นเราจำเป็นต้องเก็บไว้ให้คนที่ต้องการมันจริงๆ
ผมหวังว่าครึ่งเดือนต่อจากนี้พวกคุณจะทำตัวให้ดี พยายามทำคะแนนให้ออกมาดี"
พูดจบ น้ำเสียงของหัวหน้าเจิ้งก็อ่อนลงเล็กน้อย "แจ้งเรื่องหนึ่งให้ทุกคนทราบ เวลาสิบโมงตรง ผู้จัดการใหญ่ของบริษัท คุณอู๋ฮ่าวจะมาพบปะและเยี่ยมเยียนทุกคน
เพราะฉะนั้นตอนนี้ลุกขึ้นมาจัดการที่นั่งของตัวเองให้สะอาด รักษาความสะอาดของห้องอเนกประสงค์ด้วย"
"จริงเหรอ!"
"อู๋ฮ่าวจะมาเหรอ?"
"เยี่ยมไปเลย!"
พอได้ยินคำพูดของหัวหน้าเจิ้ง เหล่าเด็กฝึกงานด้านล่างก็ส่งเสียงโห่ร้องดีใจกันยกใหญ่ สำหรับตำนานอย่างอู๋ฮ่าว ทุกคนอยากเจอตัวจริงมานานแล้ว เพียงแต่ไม่มีโอกาส
"มัวยืนบื้อทำอะไรกันอยู่ รีบลงมือสิ!" หัวหน้าเจิ้งเห็นทุกคนเริ่มจับกลุ่มคุยกัน ก็ตบมือเรียกสติด้วยความเคร่งขรึม
เดิมทีการพบปะครั้งนี้ควรจะจัดขึ้นตั้งนานแล้ว เพียงแต่อู๋ฮ่าวไม่มีเวลา เลยเลื่อนมาจนถึงตอนนี้
วันนี้พอดีว่าว่าง ก็เลยให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจัดตารางแทรกคิวเข้ามา
ความจริงแล้ว อู๋ฮ่าวก็อยากเจอเด็กฝึกงานเหล่านี้เหมือนกัน เพราะนี่คือผลลัพธ์ที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลตระเวนไปตามมหาวิทยาลัยในเมืองอันซีและมณฑลรอบข้างเพื่อรับสมัครมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ตามที่หลินเจี้ยนเหลียงบอก คุณภาพโดยรวมของเด็กฝึกงานรุ่นนี้ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ดังนั้นอู๋ฮ่าวจึงอยากมาเจอคนเหล่านี้ด้วย เพื่อดูว่าจะสามารถคัดเลือกต้นกล้าพันธุ์ดีออกมาได้บ้างไหม
และในขณะที่ทุกคนกำลังเก็บกวาดอยู่นั้น ประตูก็เปิดออกและมีกลุ่มคนจำนวนมากเดินเข้ามา ท่ามกลางวงล้อมของคนเหล่านั้น อู๋ฮ่าวก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าทุกคน
-------------------------------------------------------
บทที่ 185 : หัวใจที่เปี่ยมด้วยความจริงใจ
ภายในห้องอเนกประสงค์มีเสียงจอแจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาเงียบสงบลง
อู๋ฮ่าวเดินเข้ามาในห้องอเนกประสงค์ท่ามกลางวงล้อมของผู้คน แล้วเดินขึ้นไปบนเวที เขากวาดตามองทุกคน รับไมโครโฟนจากทีมงานด้านข้าง แล้วยิ้มให้กับทุกคน
"สวัสดีครับทุกคน ยินดีที่ได้เจอกันนะครับ"
ทันทีที่สิ้นเสียงของเขา ก็มีคนนำปรบมือขึ้น ทำให้ด้านล่างเวทีเกิดเสียงปรบมือดังกึกก้องตามมาทันที
อู๋ฮ่าวยิ้มแล้วกดมือลงเป็นสัญญาณให้เงียบพลางกล่าวว่า "จริงๆ แล้วทุกคนไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นก็ได้ครับ ผมเองก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกคุณ เผลอๆ พี่ๆ ปริญญาโทหลายคนที่นั่งอยู่ที่นี่อาจจะอายุมากกว่าผมเสียอีก
ดังนั้นบอกตามตรงว่า การมายืนพูดต่อหน้าพวกคุณบนเวทีนี้ จริงๆ แล้วผมรู้สึกกดดันอยู่ไม่น้อยเลย"
ฮ่าๆๆๆ... เหล่าเด็กฝึกงานด้านล่างต่างพากันระเบิดเสียงหัวเราะออกมา แม้จะรู้สึกว่าอู๋ฮ่าวแค่พูดติดตลก แต่ทุกคนก็ยิ้มออกมาด้วยความเข้าใจ
"จริงๆ แล้วผมควรจะมาพบทุกคนตั้งนานแล้ว แต่ติดภารกิจและเรื่องเวลาเลยลากยาวมาจนถึงตอนนี้
เดิมทีผมรู้สึกผิดต่อพวกคุณเหมือนกัน ในฐานะเจ้าบ้าน การต้อนรับขับสู้ของผมอาจจะดูไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่
แต่พอลองคิดกลับกัน เวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ สำหรับพวกคุณแล้วมันก็นับเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในอีกรูปแบบหนึ่งไม่ใช่เหรอครับ ถ้าผมขึ้นมาพูดปาวๆ ตั้งแต่ตอนที่คุณเพิ่งมาถึง พวกคุณอาจจะคิดว่าผมขี้โม้ หรือกำลังหว่านล้อมหลอกล่อพวกคุณอยู่ทางอ้อม
แต่ผมเชื่อว่าจากสิ่งที่พวกคุณได้เห็นและได้ยินมาตลอดครึ่งเดือนนี้ พวกคุณน่าจะมีความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับบริษัทของเราแล้ว
ดังนั้นตอนนี้ต่อให้ผมจะพยายามหว่านล้อมพวกคุณยังไง ผมเชื่อว่าในหัวของพวกคุณน่าจะประเมินได้คร่าวๆ แล้วว่าเรื่องไหนจริง เรื่องไหนที่กำลังโม้หลอกพวกคุณอยู่
นี่แหละคือสาเหตุที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้ว่ากดดันมาก เพราะพวกคุณรู้เยอะเกินไป หรือพูดง่ายๆ คือหลอกยากแล้วนั่นเองครับ"
ฮ่าๆๆๆ... การเปลี่ยนเรื่องพูดของอู๋ฮ่าวเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนในที่นั้น และเสียงหัวเราะนี้ก็เปลี่ยนเป็นเสียงปรบมืออันร้อนแรงอย่างรวดเร็ว
รอจนทุกคนเงียบลงอีกครั้ง อู๋ฮ่าวก็ยิ้มและกล่าวว่า "เกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานของบริษัท ผมคงไม่ต้องแนะนำอะไรมาก ช่วงที่ผ่านมานี้ ผมเชื่อว่าพวกคุณคงพอจะทราบกันมาบ้างแล้ว
ขืนผมพูดไปอีก ก็เหมือนเป็นการคุยโวเปล่าๆ ไม่มีประโยชน์ แถมตัวผมเองก็เป็นคนถ่อมตัวมากๆ ด้วย"
ฮ่าๆๆๆ...
"เช่นเดียวกันครับ บริษัทของเราก็ถ่อมตัวมากๆ เพื่อนๆ ที่ติดตามเรามาตลอดคงสังเกตเห็นว่า นอกจากการโปรโมตผลิตภัณฑ์ตามสมควรแล้ว ในด้านอื่นๆ เราทำตัว Low Profile มากๆ แม้แต่การโฆษณาผลิตภัณฑ์ เราแทบไม่ได้ทุ่มงบลงไปเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงจ้างดารามาเป็นพรีเซนเตอร์
ถามว่าเราขาดเงินเหรอ?"
อู๋ฮ่าวกวาดตามองทุกคนแล้วส่ายหน้า "ช่วงแรกๆ อาจจะขาดครับ แต่ไม่นานเราก็ไม่ขาดแล้ว ถ้าเราอยากทำ เราสามารถปูพรมโฆษณาทุกช่องทางได้สบายๆ ผลลัพธ์ต้องดีกว่าโฆษณาที่ปูพรมไปทั่วของค่ายสีฟ้าสีเขียว (แบรนด์มือถือคู่แข่ง) แน่นอน
ด้วยเหตุนี้ กูรูในวงการหลายคนเลยวิจารณ์เราว่าเราไม่เข้าใจการตลาด ถ้าเปลี่ยนเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดหรือรองผู้จัดการที่มีความสามารถ ยอดขายผลิตภัณฑ์ตัวนี้คงพุ่งกระฉูดไปนานแล้ว
บางคนถึงขั้นโจมตีเราตรงๆ ว่า ผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมดันตกไปอยู่ในมือของกลุ่มคนโง่ๆ (กลุ่มหมู)"
อู๋ฮ่าวยิ้มเล็กน้อย แล้วเปลี่ยนน้ำเสียง "สำหรับเรื่องพวกนี้เราไม่เคยตอบโต้ เพราะเราคิดว่าไม่จำเป็น ปล่อยให้พวกเขาพูดไป เราแค่ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็พอ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ทุกอย่างเอง"
"รองผู้จัดการของผม ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของผมบริหารไม่เป็นจริงๆ หรือครับ?" อู๋ฮ่าวส่ายหน้า
"ตรงกันข้ามเลย ผมคิดว่าพวกเขาเก่งมาก ไม่อย่างนั้นภายในเวลาสั้นๆ แค่นี้ ผู้ช่วยอัจฉริยะทางเสียงของเราคงไม่สามารถทำยอดขายทะลุ 20 ล้านเครื่องได้
ใช่ครับ 20 ล้าน ตัวเลขนี้ผมเพิ่งได้รับรายงานมาเมื่อไม่กี่วันก่อน
แบรนด์ที่ไม่มีชื่อเสียง ผลิตภัณฑ์ที่ถูกหลายคนกังขา ทำผลงานได้ขนาดนี้ในเวลาสั้นๆ เราใช้อะไรเป็นจุดขาย?
การโปรโมตการตลาดก็มีส่วน แต่ผมคิดว่าคุณภาพที่ยอดเยี่ยมของตัวผลิตภัณฑ์ต่างหาก คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ชนะการแข่งขันในตลาด เมื่อผลิตภัณฑ์ของคุณดีพอ คุณจะพบว่ากลยุทธ์การตลาดพวกนั้นไม่สำคัญเลย
ส่วนยอดขายผลิตภัณฑ์ตัวนี้ของเราที่พุ่งเร็วขนาดนี้ จริงๆ แล้วมาจากการบอกต่อปากต่อปากของผู้บริโภค เพราะกระแสตอบรับจากผู้ใช้ที่ดีเยี่ยม ยอดขายของเราถึงได้เติบโตแบบทวีคูณ
และฝ่ายการตลาดของเราก็ตระหนักถึงจุดนี้ได้อย่างเฉียบขาดและรวดเร็ว จึงเลือกใช้วิธีการแบบนี้ครับ"
อู๋ฮ่าวดื่มน้ำแล้วพูดต่อ
"การโฆษณาและการโปรโมตสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับองค์กรและผลิตภัณฑ์ แต่มันก็มีขอบเขต
ผู้บริโภคอาจจะถูกโฆษณาที่น่าตื่นตาตื่นใจหลอกได้ครั้งสองครั้ง แต่แน่นอนว่าจะไม่มีครั้งที่สาม
สิ่งที่จะชนะใจผู้บริโภคได้ ท้ายที่สุดแล้วก็คือคุณภาพของตัวสินค้าเอง มีเพียงการให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์เท่านั้น ที่จะทำให้องค์กรและแบรนด์นี้ก้าวไปได้ไกล
เดี๋ยวนี้บางบริษัททำกลับหัวกลับหาง การวิจัยพัฒนาไม่เห็นตั้งใจทำเท่าไหร่ แต่กลับทุ่มเทเล่นใหญ่กับการโฆษณาโปรโมตเสียอย่างนั้น
รายได้ส่วนใหญ่จากผลิตภัณฑ์ ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในการวิจัยและพัฒนา แต่ถูกนำไปจ้างดารามาโฆษณาแทน
บางคนยังไม่ละอายใจ กลับภูมิใจด้วยซ้ำ คิดว่าเป็นเรื่องถูกต้อง ลัทธิหยิบฉวยเอามาใช้มันสะดวกสบายขนาดนี้ จะไปเสียเวลาเสียเงินเสียแรงทำวิจัยเองทำไม"
อู๋ฮ่าวมองไปที่คนด้านล่างแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "วงการอื่นผมไม่รู้ เลยขอไม่วิจารณ์ แต่ในฐานะบริษัทเทคโนโลยี ถ้าไม่มีเทคโนโลยีหลัก (Core Technology) เป็นของตัวเอง บริษัทนั้นก็ไร้รากฐาน
บริษัทที่ไม่มีรากฐานหรือรากฐานไม่มั่นคง อาจดูเหมือนกิ่งก้านใบเขียวชอุ่ม ดอกไม้บานสะพรั่ง แต่พอพายุพัดผ่านไป สิ่งเหล่านี้ก็เป็นแค่เศษไม้แห้งกองหนึ่งบนพื้น ทนต่อลมฝนไม่ได้
สภาพแวดล้อมโดยรวมในประเทศตอนนี้ค่อนข้างสะดวกสบาย แต่เราจะปล่อยตัวให้ชินชาไปกับความสบายนี้ไม่ได้ ต้องตระหนักให้ชัดว่าภายใต้ความสบายนี้ยังมีวิกฤตซ่อนอยู่ สถานการณ์โลกที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ และการรบกวนต่างๆ จากฝ่ายตรงข้ามกำลังบอกความจริงข้อหนึ่งกับเรา
ถ้าหลังไม่ตรง (ไม่แกร่งพอ) อำนาจไม่พอ ก็จะถูกคนอื่นรังแก ถ้าไม่มีเทคโนโลยีหลักของตัวเอง ก็จะถูกคนอื่นบีบคอควบคุม และอาจตายได้ทุกเมื่อ"
มาถึงตรงนี้ อู๋ฮ่าวปรับน้ำเสียงให้อ่อนลง มองไปยังทุกคนด้านล่างแล้วกล่าวว่า "ผมไม่รู้ว่าหลังจากจบการฝึกงานครั้งนี้ จะมีกี่คนที่ได้ทำงานต่อที่บริษัทของเราจริงๆ
แต่ผมอยากจะเตือนพวกคุณในฐานะคนที่ประสบความสำเร็จมาแล้วครึ่งทางว่า ไม่ว่าพวกคุณจะไปที่ไหน ไม่ว่าพวกคุณจะทำงานอะไร
อันดับแรก พวกคุณต้องมี 'หัวใจที่เปี่ยมด้วยความจริงใจ' ไม่ว่าจะต่อตนเอง ต่อผู้อื่น หรือต่อการงาน ต้องมีความซื่อสัตย์ เปิดเผย และจริงใจ
อันดับสอง จงใจดีกับตัวเอง และใจดีกับผู้อื่น รวมถึงใจดีกับสิ่งที่พวกคุณกำลังทำอยู่ให้มาก
เปิดกว้าง, ให้อภัย, จริงใจ, อบอุ่น, มีความสุข, บริสุทธิ์...
ผมหวังว่าพวกคุณจะมีสิ่งเหล่านี้ และหวังว่าพวกคุณจะใช้สิ่งเหล่านี้ในการปฏิบัติต่อผู้อื่น ต่อสังคม และต่อประเทศชาติของตนเอง"