- หน้าแรก
- ทะลุมิติพร้อมกับระบบศิลปินข้ามโลก
- บทที่ 14 - บันทึกประจำวันของเด็กศิลป์
บทที่ 14 - บันทึกประจำวันของเด็กศิลป์
บทที่ 14 - บันทึกประจำวันของเด็กศิลป์
บทที่ 14 - บันทึกประจำวันของเด็กศิลป์
นอกห้างสรรพสินค้า บนม้านั่งข้างกระถางต้นไม้ ชายสองคนที่วางกีตาร์และเครื่องเสียงไว้ข้างเท้ากำลังนั่งสูบบุหรี่เงียบๆ
"แค่กๆ... ไอ้ของนี่ มันก็ไม่ได้มีอะไรดีเลยนี่นา... ซี้ด..."
เฉินซู่เหรินขมวดคิ้ว สูบไปก็บ่นไป
โจวอี้ชิงที่อยู่ข้างๆ มองแล้วก็ขำ แต่แล้วเขาก็พูดขึ้นมาอย่างกระอักกระอ่วน "คือว่า... ครั้งนี้เป็นความผิดของฉันเอง แต่ไม่เป็นไร ถึงจะร้องเพลงที่นี่ไม่ได้แล้ว แต่นายรอฉันสักสองวัน เดี๋ยวฉันไปหาที่ใหม่ให้"
"ฟู่... หายังไง?"
เฉินซู่เหรินหรี่ตาที่โดนควันบุหรี่รมจนแสบเล็กน้อย พลางเหลือบมองโจวอี้ชิง
"จะหายังไงได้อีก? ก็หาคนในวงการเดียวกันสักคน ท้าแบทเทิลชนะมัน ที่นั่นก็เป็นของฉันแล้ว"
โจวอี้ชิงพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เฉินซู่เหรินฟังแล้วก็ขำ จนเผลอสำลักควันบุหรี่อีกรอบ
"แค่กๆ... นายมันแน่จริงๆ งั้นฉันรอข่าวจากนายแล้วกัน"
เขาลุกขึ้น ขยี้ก้นบุหรี่ลงในทรายบนถังขยะ หันไปพูดกับโจวอี้ชิง "วันนี้พอแค่นี้ก่อน เราแอดวีเหลียวกันแล้ว ว่างๆ ค่อยคุยกัน ไปล่ะ"
เขาทักทายเสร็จก็เดินจากไป ขณะเดินก็พ่นลมหายใจใส่มือตัวเองเพื่อดมกลิ่นบุหรี่ในปาก พลางบ่นพึมพำ "บุหรี่มันมีอะไรดีนักหนา..."
โจวอี้ชิงมองแผ่นหลังของเฉินซู่เหรินที่เดินจากไป ก่อนจะอัดควันบุหรี่ที่เหลือเข้าปอดจนหมดมวน
จากการพูดคุยกันเมื่อครู่ เขารู้มาจากปากเฉินซู่เหรินว่าอีกฝ่ายเป็นแค่เฟรชชี่ปีหนึ่ง
นี่ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
ยังไงซะ เพิ่งผ่านมาแค่เดือนกว่าๆ ต่อให้วิทยาลัยหงส์สะคราญจะเจ๋งแค่ไหน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะปั้นคนแบบนี้ออกมาได้ภายในเดือนเดียว
ดังนั้น การแพ้ให้กับอัจฉริยะ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร
เมื่อนึกถึงเพลง 'เคยเป็นเธอ' โจวอี้ชิงก็อดพึมพำกับตัวเองไม่ได้ "เจ้าเด็กนี่มันแต่งเพลงแบบนี้ออกมาได้ยังไงนะ? ดีจริงๆ ไม่รู้ว่าจะปล่อยเพลงเมื่อไหร่ พอปล่อยแล้ว ฉันจะได้เอามาร้องคัฟเวอร์บ้าง"
พูดจบ เขาก็ฮัมเพลงขึ้นมา
"เคยฝันอยากท่องยุทธภพด้วยคมกระบี่..."
พอกลับถึงมหาวิทยาลัยก็ปาเข้าไปสามทุ่มเกือบสี่ทุ่มแล้ว
คืนนี้ เรื่องที่ตั้งใจจะทำกลับได้ทำแค่แป๊บเดียว แต่กลับเสียเวลาไปไม่น้อย
เขาลองดูหน้าต่างสถานะ แต้มเผยแผ่เพิ่มมาแค่ร้อยกว่าแต้ม รวมกับแต้มที่ได้ตกค้างมาจากงานราตรีเฟรชชี่ ตอนนี้แต้มเผยแผ่ของเขาเพิ่งจะทะลุ 2,000 มาอยู่ที่ 2,023 แต้ม
"รวมเวลาเดินทางไปกลับเกือบ 4 ชั่วโมง ได้มาไม่ถึง 100 แต้ม เทียบกับการไลฟ์สดแล้ว ถึงจะไม่ต้องเปย์เงิน แต่ก็ใช้เวลาเยอะเกินไป ถ้าไม่มีช่องทางอื่น ค่อยมาเลือกทางนี้แล้วกัน"
เฉินซู่เหรินคิดเช่นนั้น
สำหรับการร้องเพลงเปิดหมวกครั้งแรก จริงๆ แล้วเขาค่อนข้างพอใจ
แม้จะได้แต้มน้อย แต่เมื่อเทียบผลตอบแทนแล้วถือว่าสูงมาก แถมยังได้ออร่าศิลปินข้างถนนมาอีก
ตอนที่ไลฟ์สด ยอดคนดูสะสมก็เป็นพันครั้ง แต่สุดท้ายได้แต้มเผยแผ่มาแค่ 101 แต้ม แต่ครั้งนี้มาร้องเพลงข้างถนน แค่เพลงเดียว คนฟังอย่างมากก็แค่สองร้อยคน แต่กลับได้แต้มเผยแผ่มาเกิน 100 แต้ม
นี่ถือว่าคุ้มค่าที่สุดในการเก็บแต้มของเขาในช่วงนี้เลย
จริงๆ แล้ว เฉินซู่เหรินก็ยังไม่ค่อยเข้าใจวิธีการได้มาซึ่งแต้มเผยแผ่เท่าไหร่ เดี๋ยวก็สูงเดี๋ยวก็ต่ำ พอถามชื่อหง มันก็จะตอบแค่ว่า "คนต่างกัน ความรู้สึกต่อผลงานต่างกัน การยอมรับก็ไม่เท่ากัน"
ด้วยเหตุนี้ เฉินซู่เหรินเลยเลิกคิดที่จะวิจัยว่าช่องทางไหนได้แต้มเผยแผ่เยอะที่สุดไปแล้ว
พอกลับถึงหอพัก เพื่อนร่วมห้องก็อยู่กันครบ
"โย่ว! อัจฉริยะไปไหนมาเหรอ?"
เซี่ยไห่ฉีรับกีตาร์คืน พลางถามอย่างสงสัย
"ออกไปขายศิลปะมาน่ะ จริงสิ กีตาร์นายตัวนี้ราคาเท่าไหร่? ใช้ดีเหมือนกันนะ ฉันว่าฉันควรจะซื้อเป็นของตัวเองสักตัวแล้ว"
เฉินซู่เหรินพูดไปเรื่อยเปื่อย ถือโอกาสถามขึ้นมา
"ลืมไปแล้ว ห้าพันเหรียญต้าเซี่ยเหรอ? นายอยากใช้ก็เอาไปใช้สิ จะซื้อทำไม ตอนนี้ฉันก็ไม่ค่อยได้ใช้เจ้านี่เท่าไหร่"
พอได้ยินราคากีตาร์ เฉินซู่เหรินก็นึกขึ้นได้ว่า ตอนนี้ในกระเป๋าเขามีเงินเหลือแค่ 150 เหรียญต้าเซี่ย
โชคดีที่ในบัตรนักศึกษากับบัตรโดยสารยังมีเงินอยู่ ไม่อย่างนั้น 150 นี่ก็คงไม่เหลือ
"นายพูดถูก งั้นฉันยังไม่ซื้อดีกว่า"
"..."
พอพูดประโยคนี้ออกมา ทั้งสามคนในหอพักก็หันมามองเขาเป็นตาเดียว
เมิ่งฉางเฟิงถอนหายใจ "เจ้าท่อนไม้เปลี่ยนไปแล้ว ฉันจำได้ว่าเมื่อก่อนเขาหน้าไม่หนาขนาดนี้นะ"
"เห็นด้วย"
ทังอิ้งเฉิงก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ แต่ก็ยังไม่ลืมผสมโรง
เฉินซู่เหรินจะพูดอะไรได้? ก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆ แล้วไปล้างหน้าล้างตาขึ้นเตียง
ใครจะไปรู้ว่า เพิ่งขึ้นเตียงได้ไม่นาน โทรศัพท์ก็มีข้อความเข้า พอเปิดดู ดวงตาของเขาก็ลุกวาวขึ้นมาทันที
ไม่ใช่เพราะอะไร แต่เป็นเพราะเงิน 5,000 เหรียญต้าเซี่ยเข้าบัญชีแล้ว!
พร้อมกันนั้น ยังมีข้อความจากวีเหลียวของเจิงเจวียนที่ส่งเวลานัดหมายถ่ายทำรายการวาไรตี้และรายละเอียดเนื้อหาการถ่ายทำมาให้ด้วย
"เริ่มถ่ายทำตอนเย็นในอีกสองวัน?"
สำหรับเวลาถ่ายทำ เฉินซู่เหรินไม่มีปัญหาอะไร แค่รู้สึกว่ามันกะทันหันไปหน่อยหรือเปล่า
แต่พอเขาได้อ่านเนื้อหาของรายการ เขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงเริ่มในอีกสองวันได้
รายการวาไรตี้ที่เขากำลังจะเข้าร่วมนี้ชื่อว่า 'บุปผาแห่งคิมหันต์: บันทึกประจำวันของเด็กศิลป์'
ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นรายการถ่ายทำชีวิตประจำวันของเด็กศิลป์
ที่ต่างออกไปคือ นี่เป็นการถ่ายทอดสด! ดังนั้นจึงไม่ต้องเสียเวลาตัดต่อหรือทำโพสต์โปรดักชันให้ยุ่งยาก!
เฉินซู่เหรินไม่รู้ว่าผู้เข้าร่วมรายการคนธรรมดาคนอื่นๆ คิดยังไง แต่พอเขาเห็นคำว่าถ่ายทอดสด เขาก็เข้าใจทันทีว่า ภารกิจมือใหม่ของเขาจะสำเร็จหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับรายการนี้แล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็จริงจังขึ้นอีกหลายส่วน เริ่มศึกษากฎกติกาของรายการนี้อย่างละเอียด
"แต่ละคนจะมีกล้องไลฟ์สดเป็นของตัวเอง?"
เมื่อเห็นข้อนี้ เฉินซู่เหรินก็ชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็เข้าใจได้ในเวลาต่อมา ว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ถ้าไม่ทำแบบนี้ จะแน่ใจได้ยังไงว่าทุกการกระทำของทุกคนจะถูกบันทึกไว้?
แบบนี้ก็จะมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง คนที่แสดงได้โดดเด่น ยอดคนดูในห้องไลฟ์สดก็อาจจะเยอะมาก ส่วนคนที่ไม่โดดเด่น ก็คงจะน่าอึดอัดน่าดู
นอกจากนี้ รายการจะแบ่งเป็นสัปดาห์ เมื่อเริ่มสัปดาห์จะมีการประกาศภารกิจ ทุกคนจะต้องทำกิจกรรมของตัวเองโดยมีภารกิจนี้เป็นหลัก พอถึงสิ้นสัปดาห์ จะมีการโหวตผ่านทางอินเทอร์เน็ตเพื่อเลือกคนที่ทำภารกิจได้ดีที่สุดและมีคะแนนนิยมสูงสุดสามคนให้อยู่ต่อ และทั้งสามคนนี้ก็จะได้เข้าร่วมการถ่ายทำในสัปดาห์ต่อไป
ส่วนคนที่เหลือ ก็ถือว่าจบสิ้น ปิดกล้องไป
และเมื่อเข้าสู่สัปดาห์ถัดไป สามคนที่อยู่รอดก็จะต้องเผชิญหน้ากับผู้เข้าแข่งขันหน้าใหม่อีกหกคน
ตามกฎของรายการวาไรตี้นี้ สัปดาห์แรก ผู้ที่ปรากฏตัวจะเป็นเฟรชชี่ทั้งหมด ส่วนสัปดาห์ที่สองและสาม ก็จะมีนักศึกษาศิลปะปีสองและปีสามปรากฏตัว
เมื่อเทียบกับเฟรชชี่ปีหนึ่ง นักศึกษาปีสองและปีสามย่อมได้เปรียบกว่าอยู่แล้ว หรือบางคนอาจจะมีฐานแฟนคลับติดตัวมาด้วยซ้ำ
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงจัดให้เฟรชชี่ปีหนึ่งมาอยู่ในสัปดาห์แรก
เมื่อมีเวลาหนึ่งสัปดาห์ คนธรรมดาสามคนที่ได้รับการยอมรับจากผู้ชม ย่อมมีฐานผู้ชมอยู่บ้าง ถ้าโดดเด่นมากๆ ก็อาจจะไม่แพ้นักศึกษาปีสองปีสามก็เป็นได้
ส่วนปีสี่?
โดยทั่วไป แม้จะมีนักศึกษาปีสี่อยู่ แต่ก็แทบจะหาตัวในมหาวิทยาลัยได้ยาก พวกเขาส่วนใหญ่เริ่มมีงานมีการของตัวเองทำกันหมดแล้ว
ดังนั้น รายการวาไรตี้นี้ จึงมีแผนจะถ่ายทำเพียงสามสัปดาห์
หลังจากอ่านขั้นตอนทั้งหมดของรายการวาไรตี้จบ เฉินซู่เหรินก็ครุ่นคิดในใจ
"ดูท่า... ต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ดีแล้ว ถ้าอยากจะกินรวบยอดผู้ชมทั้งสามสัปดาห์นี้ ก็ต้องพยายามปั่นคอนเทนต์หน่อยแล้ว"
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็มองไปยังรายการทักษะของตัวเอง
ซอเอ้อหู หีบเพลงปาก ไม่ต้องพูดถึง มีโอกาสต้องโชว์ให้ผู้ชมดูแน่ ส่วนทักษะระดับเริ่มต้นอื่นๆ ก็ช่างมันไปก่อน แต่ทักษะการเลียนเสียงระดับปรมาจารย์ กับทักษะการพากย์เสียงระดับเชี่ยวชาญนี่สิ น่าจะเอามาคิดหาวิธีใช้ประโยชน์ได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ปากของเฉินซู่เหรินก็ขยับเล็กน้อย
"กบๆ... กุบกับๆ กุบกับๆ... ฟู่ๆ... แคร๊ง... เอี๊ยด..."
เสียงประหลาดๆ ดังออกมาจากปากของเฉินซู่เหริน ทั้งเสียงกบร้อง เสียงกีบม้า เสียงลม เสียงดาบกระทบกัน เสียงเปิดประตู ฯลฯ ขณะที่กำลังเล่นสนุกอยู่ เสียงของเซี่ยไห่ฉีก็ดังขัดขึ้นมา
"ไอ้ท่อนไม้! มึงดูเหี้ยอะไรเนี่ย? เปิดคลิปก็เบาเสียงหน่อยดิวะ!"
เฉินซู่เหรินรีบหุบปากทันที
[จบแล้ว]