- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นก็อตซิลล่า ผู้ปกครองอดีตกาล
- บทที่ 15 เทพงู
บทที่ 15 เทพงู
บทที่ 15 เทพงู
บทที่ 15 เทพงู
ในโลกใบนี้ คังเฉียวมิใช่สัตว์ยักษ์เพียงตนเดียวที่ชื่นชอบการเฝ้ามองอารยธรรมและมักจะง่วงเหงาหาวนอนอยู่เป็นนิจ
แม้คังเฉียวจะมีความพิเศษ แต่ความพิเศษของเขาอยู่ที่ดวงวิญญาณ ทว่ายังมีสัตว์ยักษ์อีกหลายตนในโลกที่ร่างกายของพวกมันมีความพิเศษด้อยกว่าเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อครั้งที่โลกทั้งใบยังคงเป็นผืนมหาสมุทร...
ในค่ำคืนหนึ่ง สิ่งมีชีวิตเล็กจิ๋วที่มีรูปร่างคล้ายตะขาบ ได้อาศัยแสงจันทร์ที่สะท้อนบนสาหร่ายนำทาง พาตัวเองขึ้นมาจากทะเลลึก เข้าสู่ผืนแผ่นดิน และกลายเป็นสิ่งมีชีวิตตัวแรกที่กระทำเช่นนั้น
มันไร้เดียงสาและไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับโลกใบนี้ เพียงแค่กินตามสัญชาตญาณ หลบหนีภัยตามสัญชาตญาณ และผ่านกระบวนการวิวัฒนาการตามสัญชาตญาณมายาวนานนับไม่ถ้วน แตกต่างจากสัตว์ทะเลชนิดอื่นที่พยายามขึ้นบก มันไม่ได้ถูกจำกัดด้วยอายุขัย แต่มันมีความพิเศษมาก ร่างกายของมันเกิดการเปลี่ยนแปลงแทบทุกช่วงระยะเวลาหนึ่ง
จนกระทั่งบนทวีปดึกดำบรรพ์อันรกร้าง ในที่สุดมันก็ได้ครองร่างในรูปลักษณ์ของ 'งู' และนับตั้งแต่นั้นมา มันก็เริ่มรู้สึกง่วงงุน
ในช่วงเวลาระหว่างการหลับใหลและตื่นรู้ มันค้นพบว่า ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง มีฝูงสิ่งมีชีวิตตัวจ้อยที่อ่อนแอจำนวนมากมาปรากฏตัวอยู่รอบกาย สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ตัวเล็กมาก แม้จะรวมกันเป็นฝูงก็ยังไม่พอให้มันอิ่มท้องเสียด้วยซ้ำ แน่นอนว่านั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ประเด็นสำคัญคือ มันสังเกตเห็นว่าสิ่งมีชีวิตอ่อนแอที่รวมตัวอยู่รอบๆ นี้ ล้วนมีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับตัวมันเอง แม้จะตัวเล็กจิ๋ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้เห็นสิ่งมีชีวิตบนแผ่นดินนี้ที่มีหน้าตาเหมือนกับมัน
ด้วยเหตุนี้ สติปัญญาที่เพิ่งก่อกำเนิดจึงถูกดึงดูด และจุดประกายความสงสัยใคร่รู้ขึ้นมา
ในระหว่างที่สติปัญญากำลังตื่นรู้ มันเริ่มปกป้องเจ้าตัวจ้อยเหล่านี้ แบ่งเศษอาหารจากการล่าให้บ้าง เมื่อเวลาผ่านไป หลังจากการหลับใหลและตื่นขึ้นมาอีกครั้ง มันก็พบว่าสิ่งมีชีวิตเล็กๆ รอบตัวเปลี่ยนไปอีกแล้ว พวกมันตัวใหญ่ขึ้น และบางตัวถึงกับมี 'เท้า' แปลกๆ งอกออกมาที่ส่วนบนของลำตัว
ไม่เพียงแต่เจ้าตัวจ้อยเหล่านี้จะดูแปลกตาไป เมื่อมันตื่นขึ้น พวกมันยังนำอาหารกองโตมาถวาย แม้มันจะรู้สึกรังเกียจอาหารพวกนั้นอยู่บ้าง แต่มันก็กินเข้าไปอย่างงงๆ
มันยอมรับการบูชาจากสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เหล่านี้และไม่ทำร้ายพวกมัน ตรงกันข้าม มันกลับยิ่งรู้สึกสงสัยมากขึ้น
หลังจากนั้น มันเฝ้ามองพวกตัวจ้อยออกไปล่าสัตว์ที่ใหญ่กว่าตัวเองหลายเท่ามาเพื่อมัน แม้พวกมันจะต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่เจ้าตัวเล็กพวกนี้ก็ยังระดมโจมตี 'สัตว์ยักษ์' อย่างไม่ลดละจนกระทั่งสังหารคู่ต่อสู้ได้สำเร็จ
เมื่อเห็นจำนวนของเจ้าตัวจ้อยลดหายไปเกือบครึ่ง แล้วหันมามองท่าทางดีใจของพวกมันในยามที่นำอาหารมาถวาย ชั่วขณะหนึ่ง อารมณ์ประหลาดได้ปรากฏขึ้นในสติปัญญาที่ไม่ค่อยฉลาดนักของมัน
ความซาบซึ้ง ความอบอุ่นใจ หรือความสงสาร...
มันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง มันยังไม่เข้าใจที่มาของอารมณ์ เพราะแม้สติปัญญาจะก่อกำเนิดมานานแล้ว แต่ก็ไม่มีใครสอนความรู้ให้แก่ขมัน แถมวันๆ ก็เอาแต่นอน มันจึงไม่ใช่สัตว์ที่ฉลาดเฉลียวเท่าใดนัก
แต่เมื่อมองดูซากสัตว์ยักษ์ตรงหน้า และเห็นท่าทางโห่ร้องยินดีของเจ้าตัวเล็กเหล่านี้ในยามที่มันกินอาหาร ชั่วขณะนั้น ตัวมันเองก็รู้สึกมีความสุขมากเหลือเกิน
ความสุขนี้เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่มันชอบบรรยากาศที่ถูกห้อมล้อมและสรรเสริญโดยกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอนี้เป็นที่สุด เพราะความสุขนี้เอง มันจึงออกไปล่าเหยื่อด้วยตัวเอง และนำซากอาหารโชกเลือดกลับมาเป็นของขวัญแก่เจ้าตัวน้อยที่บาดเจ็บล้มตายเหล่านั้น
และเรื่องราวของมันกับเหล่าสาวกก็ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
...
ภายในถ้ำใต้ดินอันกว้างใหญ่ วันนี้มันตื่นขึ้นอีกครั้ง
มันมิได้ถูกปลุกโดยเหล่าสาวก แต่ตื่นเพราะความหิวโหย และในขณะเดียวกันก็มีลางสังหรณ์ถึงอันตรายบางอย่างที่แผ่วเบามาจากความไม่รู้ ลางบอกเหตุนั้นเบาบางมากจนมันแทบไม่สังเกตเห็นหลังจากตื่นนอน จะเรียกว่ามันยังไม่เข้าใจและใช้งานพลังของตนเองได้อย่างเต็มที่ก็คงไม่ผิดนัก แล้วมันจะไปรู้เรื่องความสามารถในการหยั่งรู้อนาคตตามสัญชาตญาณนี้ได้อย่างไร?
ต่างจากคังเฉียว มันตื่นขึ้นมาบ่อยครั้ง แทบจะหนึ่งหรือสองครั้งในทุกๆ พันปี ทุกครั้งที่ตื่น มันจะเห็นเหล่าสาวกรีบนำอาหารมาถวายทันที
ด้วยเหตุนี้ มันจึงติดนิสัยขี้เกียจ มันแทบไม่ออกไปไหนจากถ้ำ ทุกครั้งที่กินอาหารที่สาวกนำมาให้จนอิ่ม มันก็จะเฝ้าสังเกตพัฒนาการของเผ่าพันธุ์สาวกในช่วงเวลาหลายปีที่มันหลับไป
มองดูมนุษย์ตัวจ้อยโห่ร้องยินดี มองดูพวกเขาไปมาหาสู่ มองดูการใช้ชีวิตในโลกสลัวราง ความรู้สึกของการเฝ้ามองจากมิติที่สูงกว่านี้ช่างน่าอภิรมย์ยิ่งนัก
มันชื่นชอบและพึงพอใจกับชีวิตเช่นนี้มาก ส่วนเป้าหมายของชีวิตคืออะไร? งูมีเป้าหมายในการมีชีวิตอยู่ด้วยหรือ? มันไม่ได้มีความเข้าใจลึกซึ้งขนาดนั้น การดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตไม่ใช่แค่เพื่อกินและนอนหรอกหรือ? อ้อ จริงสิ รวมถึงการเฝ้ามองความเป็นอยู่ของสาวกที่อ่อนแอพวกนี้ด้วย
แต่วันนี้มีบางอย่างแปลกไป ทำไมสาวกที่เคยห้อมล้อมมันอยู่เสมอถึงหายไปมากมายขนาดนี้?
และในโลกถ้ำอันมืดมิดนี้ จำนวนประชากรก็ไม่มากเท่าที่มันเห็นครั้งล่าสุด ไม่ใช่แค่หายไปครึ่งหนึ่ง แต่เกือบร้อยละแปดสิบเลยทีเดียว ภายในถ้ำกว้างไกล สิ่งที่มีอยู่มากที่สุดกลับเป็นไข่งูของพวกมนุษย์งู รวมถึงสมาชิกเผ่าและ 'อสูรงู' ที่คอยเฝ้าไข่อยู่ห่างออกไป
เมื่อเห็น 'เทพงู' ของพวกตนตื่นขึ้นก่อนกำหนด ยามเฝ้าระวังไม่กี่คนที่อยู่รอบๆ ต่างตื่นตระหนก แต่ในความตื่นตระหนกนั้นก็แฝงไปด้วยความประหลาดใจ
ภายใต้สายตาของเทพงูแห่งความมืดและหมอกพิษ เหล่ามนุษย์งูเริ่มทำไม้ทำมืออย่างบ้าคลั่ง
แต่เทพงูไม่เข้าใจเลยสักนิด!
เช่นเดียวกับคังเฉียว มันไม่เคยเรียนรู้วิธีสื่อสารที่มีประสิทธิภาพกับสาวกของมัน ไม่ใช่ว่ามันเรียนรู้ไม่ได้ แต่ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่โตและอวัยวะออกเสียงที่แตกต่างจากมนุษย์งู ประกอบกับการเป็นเผ่าพันธุ์สัตว์ยักษ์ที่มีสมองไม่ค่อยฉลาดนัก มันจึงไม่เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ที่จะสื่อสาร
อีกทั้งระดับชั้นของสิ่งมีชีวิตนั้นแตกต่างกัน ไฉนมันต้องไปเรียนรู้วิธีคุยกับสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำกว่าด้วยเล่า?
ยิ่งไปกว่านั้น โดยนิสัยมันก็ขี้เกียจอยู่แล้ว แค่ขยับตัวเปลี่ยนท่านอนยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก แล้วจะให้ไปเรียนรู้อะไรที่วุ่นวายอย่างภาษาได้อย่างไร?
สาวกที่น่าสงสารและอ่อนแอเหล่านี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะเห็นหน้าคนเดิมทุกครั้งที่ตื่นขึ้น ซึ่งสังเกตได้จากความสูงที่เปลี่ยนไปและเกล็ดที่ไม่เหมือนเดิม แม้มันจะไม่ฉลาด แต่ความจำของมันดีเลิศ มันจึงจำลักษณะของมนุษย์งูทุกตัวที่เคยเห็นได้แม่นยำ แม้จะผ่านการหลับใหลไปนานแค่ไหนก็ตาม
"ช่างเป็นกลุ่มตัวจ้อยที่น่าสงสารและอายุสั้นเสียจริง"
เมื่อมองดูมนุษย์ตัวจ้อยทำท่าทางอยู่เบื้องล่าง มันเพียงแค่จ้องมอง มันได้ข้อสรุปในใจและเชื่อไปเองว่าพวกมนุษย์งูคงออกไปล่าสัตว์ มันเดาว่าพวกเขากำลังเตรียมอาหารรสเลิศมาให้มันแน่ๆ
ถ้าเจ้าตัวเล็กพวกนี้รู้ว่ามันตื่นแล้ว คงจะรีบกลับมาเร็วๆ นี้ใช่ไหม?
เมื่อคิดได้ดังนั้น มันจึงมองท่าทางของมนุษย์งูเป็นเหมือนมหรสพแก้เบื่อก่อนมื้ออาหาร และเฝ้าดูด้วยความสนใจ
ทว่าสิ่งที่มันไม่รู้คือ มนุษย์งูข้างนอกกำลัง 'ล่าสัตว์' อยู่จริงๆ
อย่างไรก็ตาม เหยื่อที่ล่าได้ทั้งหมดกลับต้องถูกส่งมอบให้กับเผ่าพันธุ์ที่เรียกว่า 'มนุษย์ฉลาม'
และในขณะที่พวกมนุษย์งูกำลังปฏิบัติตามสัญญาและส่งมอบอาหารโชกเลือดล็อตสุดท้ายให้กับมนุษย์ฉลาม วิกฤตการณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าก็กำลังคืบคลานเข้ามาแล้ว
ไกลออกไปนอกเทือกเขาใกล้แหล่งกักตัวของมนุษย์งู กองทัพ 'มนุษย์ไดโนเสาร์' กลุ่มใหญ่กำลังกรีธาทัพเข้ามาอย่างรวดเร็ว
และตามหลังขบวนมนุษย์ไดโนเสาร์มาห่างๆ คือสัตว์ยักษ์ที่ดูจนปัญญาอยู่บ้างตัวหนึ่ง