- หน้าแรก
- ช่วยไม่ได้ ก็โลกวิญญาณบีบให้ผมต้องเป็นเซียนเองนี่นา
- บทที่ 11 โรคบุคลิกภาพแปรปรวนจากการขาดการเอาใจใส่ในวัยเด็ก
บทที่ 11 โรคบุคลิกภาพแปรปรวนจากการขาดการเอาใจใส่ในวัยเด็ก
บทที่ 11 โรคบุคลิกภาพแปรปรวนจากการขาดการเอาใจใส่ในวัยเด็ก
บทที่ 11 โรคบุคลิกภาพแปรปรวนจากการขาดการเอาใจใส่ในวัยเด็ก
นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินม่อถูกทำโทษด้วยการให้ยืนสำนึกผิด
เมื่อก่อนแม้เขาจะก่อกวนอาจารย์ไม่หยุดหย่อนจนน่ารำคาญ แต่เขาก็รู้จักกาลเทศะ ไม่เคยพูดแทรกตอนอาจารย์สอนหรือทำงาน จึงไม่มีใครถือโทษโกรธเคืองเขาจริงจัง
แต่ครั้งนี้เขาเล่นใหญ่จนกลายเป็นจุดสนใจ ด้วยการมายืนเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าหอประชุม ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างอาคารเรียนสามหลังที่เรียงตัวเป็นรูปตัว U
สำหรับเฉินม่อเรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อย เขายืนจิบชาจากกระติกน้ำเก็บความร้อนพลางอัปเกรดค่าสถานะอย่างสบายใจ
[ความรู้แจ้งทางจิตวิญญาณ: 292/300]
ยังขาดอีกแปดแต้ม จะไปหาจากไหนดีนะ?
จากสถิติ (ที่ไม่เป็นทางการ) ผู้ชายปกติจะพูดวันละ 2,000-4,000 คำ สำหรับอาชีพที่ต้องใช้ปากหากินอาจจะมากกว่านั้น แต่ไม่ว่าใคร การพูดให้ได้ 8,000 คำต่อวันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
อย่างไรก็ตาม เฉินม่อได้ฝึกฝนตัวเองมาดีแล้ว ตอนนี้เขากำลังคิดว่าจะไปหา 'เหยื่อ' รายต่อไปจากไหนดี ส่วนเรื่องที่จะพูดนั้น ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเลย
ขณะที่กำลังใช้ความคิด เขาก็เห็นชายวัยกลางคนท่าทางซกมกคนหนึ่งเดินตรงเข้ามา สายตาจ้องเขม็งมาที่เขาอย่างเปิดเผย
ชายคนนั้นไว้ผมกึ่งสั้นกึ่งยาว ทรงผมยุ่งเหยิง หนวดเคราเฟิ้มเหมือนไม่ได้โกนมาหลายวัน จะเรียกว่าวัยกลางคนก็ดูจะใจร้ายไปหน่อย อย่างน้อยเฉินม่อก็ไม่แน่ใจว่าคนอายุสามสิบต้นๆ นับเป็นวัยกลางคนหรือยัง
แต่ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ชายคนนี้แผ่รังสีความเบื่อโลกและเสื่อมโทรมออกมา ราวกับคุณลุงผู้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน สาเหตุหลักที่ทำให้เขามีเสน่ห์แบบนี้คงเป็นเพราะเบ้าหน้าที่หล่อเหลาเอาการ ถ้าขี้ริ้วขี้เหร่กว่านี้ คงถูกมองว่าเป็นตาลุงซกมกไปแล้ว
"พ่อหนุ่ม มายืนทำท่าเหมือนฝึกวิทยายุทธ์อะไรอยู่คนเดียวตรงนี้?"
"เดือนหน้าจะมีการคัดเลือกเข้า 'ห้องคิง' ไม่ใช่เหรอ? ทำไมไม่ไปฝึกที่ลานฝึกซ้อมล่ะ?"
"ไม่อยากเข้า 'สำนักใน' เหรอ?"
"อ้อ มิน่าล่ะ ดูเหมือนเธอเพิ่งจะบรรลุ 'ขอบเขตเบิกทวาร' สินะ คงยากหน่อยแหละ"
คุณลุงท่าทางช่างคุยไม่เบา
วิญญาณนักสู้ของเฉินม่อลุกโชนขึ้นทันที
"คุณลุง พูดงี้ได้ไง? จนกว่าจะถึงวินาทีสุดท้าย ใครจะไปรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น?"
"ลุงรู้ได้ไงว่าตอนนี้ผมไม่ได้กำลังพยายามอย่างหนัก?"
"ถ้าหาก... หือ?"
พูดไม่ทันจบ เฉินม่อก็ชะงักกึก
เพราะเขาเห็นตัวเลขจำนวนคำบนหน้าจอระบบเริ่มขยับขึ้นอีกครั้ง
"เอ่อ ขอโทษนะครับคุณลุง คุณเป็นใครครับ?"
บอกตามตรง เขาไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพราะตาคนนี้ดูซกมกพิลึก
"ฉันชื่อหลินเซียงอวิ๋น เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนของสำนักใน" ชายคนนั้นตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"...ขอโทษครับ เมื่อกี้ผมเสียงดังไปหน่อย"
ไม่ใช่ว่าเฉินม่อปอดแหก แต่เพราะหัวหน้าผู้ฝึกสอนของสำนักในไม่ใช่คนธรรมดา เขามาจาก 'สำนักยุทธ์' โดยตรง
ต่างจากจูเสี่ยวจูและจางกังเฉียงที่ออกจากสำนักไปแล้ว หัวหน้าผู้ฝึกสอนสำนักในของโรงเรียนเตรียมยุทธ์ต่างๆ ล้วนเป็นศิษย์สายตรงของสำนักยุทธ์ ที่ถูกส่งมาปฏิบัติหน้าที่ และอาจถูกเรียกตัวกลับไปได้ทุกเมื่อ
ในโลกนี้ สำนักยุทธ์ไม่ได้เป็นเพียงสถานศึกษาเหมือนมหาวิทยาลัย แต่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่รวบรวมทั้งการศึกษา การพาณิชย์ และกำลังรบเข้าไว้ด้วยกัน ในบางประเทศเล็กๆ สำนักยุทธ์มีอำนาจเหนือรัฐบาลด้วยซ้ำ
นี่คือเหตุผลที่ทุกคนใฝ่ฝันอยากจะเข้าไปที่นั่น
แน่นอนว่าประเทศจีนเป็นประเทศใหญ่ สำนักยุทธ์ไม่ได้มีอำนาจล้นฟ้าขนาดนั้น แต่ก็ยังถือว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวด
หลินเซียงอวิ๋นหัวเราะหึๆ
"เมื่อกี้เธอจะพูดว่าอะไรนะ? 'ถ้าหาก' อะไร?"
เฉินม่อรวบรวมความกล้าแล้วพูดต่อ "ถ้าหาก... ถ้าหากวันหนึ่งผมได้เข้าสำนักใน ลุงจะมาหาว่าผมไม่พยายามไม่ได้นะ?"
ปกติเขาไม่เคยพูดติดอ่าง แต่นี่เล่นเจอระดับยอดฝีมือจากสำนักยุทธ์โผล่มาดื้อๆ ก็ต้องมีประหม่ากันบ้าง
หลินเซียงอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นลง ในสายตาของเขา เจ้าหนุ่มนี่เพิ่งจะทะลวงผ่านขอบเขตเบิกทวารมาหมาดๆ
"งั้นก็ขอให้โชคดีนะ ฉันจะรออยู่ที่สำนักใน ฮ่าๆ"
เขาขยิบตาให้ทีหนึ่ง แล้วเดินอาดๆ จากไป
เฉินม่อมองตามแผ่นหลังของเขา คิดในใจว่าท่าเดินและรัศมีพลังก็ดูไม่ต่างจากคนทั่วไปเท่าไหร่ เขามองจนลับสายตา ก่อนจะได้ยินเสียงเรียกจากด้านหลัง
"มองอะไรอยู่?"
เฉินม่อหันกลับไป เห็นสาวน้อยหน้ากลมกำลังส่งยิ้มให้ วันนี้เธอสวมเสื้อยืดสีเขียวอ่อนตัวหลวมกับกางเกงกีฬาขาสั้นเข้ารูป ดูทะมัดทะแมงสดใส
"เปล่าหรอก แล้วเธอไม่ไปฝึกซ้อมเหรอ?" เขาถาม
หวงชุ่ยทำเสียงฮึดฮัด "ได้ยินว่ามีคนโดนทำโทษให้มายืนสำนึกผิดตรงนี้ ฉันก็รู้ทันทีว่าเป็นนาย"
เฉินม่อหัวเราะแห้งๆ "ช่วยไม่ได้ ฉันมีธุระต้องทำ แต่ครูอู๋ยืนกรานให้มายืนตรงนี้"
แม้จะได้คุยกับหลินเซียงอวิ๋น หัวหน้าผู้ฝึกสอนสำนักในไปบ้าง แต่บทสนทนาสั้นๆ แค่นั้นยังไม่ครบรอบการทำงานของสกิล จึงไม่ได้ค่าประสบการณ์แม้แต่แต้มเดียว
หวงชุ่ยเบะปาก "เอางั้นก็ได้ ฉันจะยืนแทนนายสักพัก ฉันจะไปแอบหลังต้นไม้ ครูอู๋ไม่เห็นหรอก"
เฉินม่อคว้ามือเธอด้วยความตื่นเต้น "จริงเหรอชุ่ยชุ่ย! เธอนี่นางฟ้าชัดๆ ไม่ต้องห่วง เสร็จธุระแล้วฉันจะรีบกลับมา"
"ปล่อยมือฉันนะ!"
หน้าของหวงชุ่ยแดงซ่านไปถึงใบหู เธอรีบชักมือกลับ แต่เฉินม่อก็วิ่งหายลับไปแล้ว
...
บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มผ่อนคลาย แม้ทุกคนจะเป็นอาจารย์ผู้ฝึกยุทธ์ แต่การประชุมมาราธอนหลายชั่วโมงก็ทำเอาง่วงเหงาหาวนอนได้เหมือนกัน
โชคดีที่การประชุมกำลังจะจบลง
"...ขอให้คณาจารย์และบุคลากรทุกท่านนำจิตวิญญาณของการประชุมในครั้งนี้ไปปฏิบัติ และใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างคุ้มค่า เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนอย่างเต็มที่ก่อนการคัดเลือก สุดท้ายนี้ ผมขอฝากข้อคิดส่วนตัวเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ขอให้ทุกท่านใส่ใจดูแลสภาพจิตใจของนักเรียนด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ความกดดันมาขัดขวางการแสดงศักยภาพในช่วงเวลาสำคัญ"
"เอาล่ะ การประชุมวันนี้จบเพียงเท่านี้"
รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการกล่าวปิดประชุม
แปะ แปะ แปะ—
เสียงปรบมือดังกึกก้องยาวนาน ก่อนที่ผู้คนจะเริ่มทยอยเดินออกทางประตูหน้าและหลัง
เสียงปรบมือครั้งนี้มาจากใจจริงล้วนๆ เพราะการประชุมเลิกเร็วกว่ากำหนดตั้งครึ่งชั่วโมง
"อ้าว นักเรียนคนนั้นยังอยู่อีกแฮะ"
"เด็กห้องครูอู๋นี่นา"
"ห้องหนึ่งผลการเรียนดีไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงมีเด็กแสบแบบนี้ได้นะ?"
ครูอู๋เดินแหวกฝูงชนออกมาที่ริมระเบียง มองไปเห็นนักเรียนยืนอยู่ใต้ต้นไม้จากระยะไกล แต่เพราะมีแปลงดอกไม้และพุ่มไม้บังอยู่ เขาจึงเห็นไม่ชัด รู้แค่ว่ามีคนยืนอยู่ จึงไม่ได้เอะใจอะไร
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง กระแอมในลำคอ เอามือไพล่หลัง แล้วเดินเข้าไปหา
"เฉินม่อสำนึกผิดได้หรือยัง?"
ร่างนั้นยังคงเงียบกริบ
"ครูถามเธออยู่นะ!"
ยังคงเงียบ
"เฮ้อ เธอนี่มัน... หือ?"
ขณะที่พูด ครูอู๋ก็เดินพ้นแปลงดอกไม้ อ้อมต้นการบูรมาเจอหน้าสาวน้อยแก้มป่อง
"หวงชุ่ย ทำไมเป็นเธอ?"
ครูอู๋ลดเสียงลงโดยอัตโนมัติ ยังไงซะนี่ก็เป็นนักเรียนอันดับสองของห้อง แต่เขาก็ได้สติอย่างรวดเร็ว จึงแกล้งตีหน้าขรึมแล้วถามเสียงเย็น "เฉินม่อไปไหน?! พวกเธอสองคนเล่นบ้าอะไรกัน?!"
หวงชุ่ยหัวเราะแห้งๆ เกาหัวแกรกๆ แล้วพึมพำ "ครูอู๋จำผิดแล้วค่ะ ถึงหนูจะหน้าเหมือนหวงชุ่ย แต่จริงๆ แล้วหนูคือเฉินม่อค่ะ"
"..."
ครูอู๋พูดไม่ออก
"ชุ่ยชุ่ย เธอไม่เหมือนคนอื่นนะ การโกหกมันไม่เหมาะกับเธอหรอก"
ไอ้เฉินม่อ!!!
ครูอู๋เดือดปุดๆ ดูสิว่ามันทำเพื่อนร่วมโต๊ะแสนซื่อกลายเป็นคนแบบไหนไปแล้ว!
เขาเหลือบมองไปด้านข้าง ก็เห็นชายคนหนึ่งกำลังหิ้วปีกเฉินม่อเดินตรงเข้ามา
ครูอู๋รู้สึกคุ้นหน้าชายคนนั้น พอมองดีๆ แล้วนึกขึ้นได้ว่าเขาเป็นใคร โลกก็แทบจะมืดดับวูบลง
"ทำไมแกถึงไปก่อเรื่องที่ตึกอำนวยการอีกแล้วฮะ?!"
เฉินม่อโบกมือทักทายอย่างเก้อเขิน "ครูอู๋ ขอโทษครับ ผมหนีไม่รอดอีกแล้ว ทำครูขายหน้าแย่เลย"
"ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่หนีรอดไม่รอดเว้ย!"
ครูอู๋แทบคลั่ง เขาหันไปขอโทษเจ้าหน้าที่จากตึกอำนวยการ "ขอโทษด้วยครับ ผอ.จาง"
เจ้าหน้าที่คนนั้นทำหน้าเอือมระอา "อย่าเข้าใจผิดครับครูอู๋ ผมไม่เป็นไรหรอก แต่ผมแค่รู้สึกว่าพ่อหนุ่มคนนี้..."
เขาวางเฉินม่อลง ส่งสัญญาณขอคุยส่วนตัว พอเดินห่างออกไปหน่อย เขาก็กระซิบกับครูอู๋ "ผมรู้สึกว่าสภาพจิตใจเขาดูไม่ปกติ ผมสงสัยว่าอาจเป็นโรคบุคลิกภาพแปรปรวนจากการขาดการเอาใจใส่ในวัยเด็กนะครับ"
"...ครับ ขอบคุณที่ลำบากนะครับ"
ครูอู๋หันไปมองเฉินม่อที่กำลังยืนยิ้มกวนประสาท แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่