- หน้าแรก
- ช่วยไม่ได้ ก็โลกวิญญาณบีบให้ผมต้องเป็นเซียนเองนี่นา
- บทที่ 2: ผมกำลังจะทะลวงด่าน
บทที่ 2: ผมกำลังจะทะลวงด่าน
บทที่ 2: ผมกำลังจะทะลวงด่าน
บทที่ 2: ผมกำลังจะทะลวงด่าน
เสียงจักจั่นในฤดูร้อนดังระงมจนแทบจะทะลุกระจกหน้าต่างและผนังคอนกรีตเข้ามา ทว่าคนในห้องพักครูกลับไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้น เพราะมีเสียงอื่นที่ดังรบกวนยิ่งกว่า
"...และชีวิตชนชั้นกลางของผมก็จบลงเพียงเท่านี้ ครูอู๋ครับ ครูเหม่ออีกแล้วนะครับ"
เฉินม่อยิ้ม พลางดึงสติของครูอู๋ให้กลับมา
ครูประจำชั้นวัยสี่สิบกว่าสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความตกใจ เขาอยากรู้จริงๆ ว่าเจ้าเด็กนี่รู้ได้ยังไงว่าเขากำลังเหม่อ
คำตอบนั้นง่ายมาก... ก็ถ้าจำนวนคำพูดไม่เพิ่มขึ้น ก็แปลว่าอีกฝ่ายไม่ได้ฟังอยู่ไงล่ะ
เฉินม่ยายกแก้วกระดาษขึ้นจิบน้ำอุ่น "ผมจะเล่าต่อนะครับ ตอนห้าขวบ ในที่สุดผมก็ได้เลื่อนชั้นขึ้นอนุบาล"
"เอ่อ..."
ปกติครูอู๋ไม่ใช่คนชอบพูดแทรกคนอื่น แต่วันนี้เขาจำต้องยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ "เฉินม่อ วันนี้เราพอแค่นี้ก่อนดีไหม? คือครู..."
เขาพูดไม่ทันจบประโยค เพราะเห็นสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของลูกศิษย์ที่จ้องมองมา
"ครูครับ ครูตัดใจปฏิเสธคำขอเล็กๆ น้อยๆ ของนักเรียนที่กำลังจะลาออกคนนี้ได้ลงคอเชียวหรือครับ?"
"..."
ครูอู๋ถึงกับพูดไม่ออก
คำขอเล็กๆ น้อยๆ งั้นรึ? นี่เธอรั้งครูไว้เป็นชั่วโมงแล้วนะเจ้าหนู! ปากเธอไม่หยุดขยับเลยนอกจากตอนกินน้ำเนี่ยนะ
เฉินม่อเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของอีกฝ่ายก็เข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี เขาจึงเบนสายตาไปทางด้านข้างทันที
"ครูจูครับ งั้นครูมาฟังต่อแทนไหมครับ?"
ครูจู ผู้รับผิดชอบวิชายืดเส้นและขยายลมปราณ เป็นครูสาวหน้าตาจิ้มลิ้มที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้สามปี และมีนิสัยขี้อายเก็บตัว
พอได้ยินเฉินม่อเรียกชื่อ เธอก็สะดุ้งโหยงทันที
"เอ๊ะ! เอ่อ... คือ... ครูต้องไปดูนักเรียนซ้อมแล้วล่ะ!"
ครูจูคว้าแก้วน้ำของตัวเองแล้ววิ่งหนีหายไปในพริบตา
เฉินม่อมองไปทางด้านข้างอีกครั้ง
"ครูจางครับ?"
"ครูเหรอ?! วันนี้ห้องครูมีการตรวจกะทันหัน ครูต้องไปคุม!"
หนีไปอีกหนึ่ง
"ครูสวีครับ?"
"ครูมีสอน!"
เมื่อเห็นคนในห้องพักครูน้อยลงเรื่อยๆ ครูอู๋ก็นั่งไม่ติดเก้าอี้ เขาตบโต๊ะแล้วพูดอย่างเหลืออด "เหลวไหล! วันนี้คาบของเธอไปดูงานห้องคัดเลือกพิเศษไม่ใช่รึไง จะไปมีสอนที่ไหนกัน?!"
"งั้น... ภรรยาผมกำลังจะคลอดครับ!"
ครูสวีหนีหายไปด้วยความเร็วแสงเช่นกัน
คราวนี้ไม่ต้องรอให้เฉินม่อเอ่ยปาก ครูอู๋หันขวับไปหาผู้อาวุโสคนสุดท้ายโดยอัตโนมัติ ชายวัยห้าสิบกว่าที่ใกล้จะเกษียณเต็มที
ผู้อาวุโสกลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขาผายมือออกแล้วหัวเราะร่า "แม่ผมกำลังจะคลอดน้องวันนี้พอดี"
พูดจบเขาก็จิบน้ำหนึ่งอึก แล้วเดินจากไปอย่างใจเย็น ความสุขุมเยือกเย็นของบุคลากรทางการศึกษารุ่นเก๋าถูกแสดงออกมาอย่างหมดจดในวินาทีนี้
เฉินม่อยังคงไม่ยอมปล่อยมือครูอู๋ เขายิ้มอย่างใสซื่อ "ครูอู๋ครับ ดูเหมือนเราต้องคุยกันต่อแล้วล่ะครับ ตอนผมห้าขวบ ในที่สุดชั้นอนุบาลของผมก็เลื่อนขึ้นห้องคิง..."
ในเวลานี้ นอกจากพวกเขาสองคนแล้ว ในห้องพักครูเหลือเพียงโต๊ะทำงานรกๆ ที่เต็มไปด้วยตำราเรียนและกระดาษร่างงาน ไร้ซึ่งเงาของผู้คน
...
แสงแดดแผดเผาราวกับคมมีด แต่นักเรียนในสนามกีฬากลับไม่มีท่าทีจะอู้งาน
นักเรียนชั้นปีสองห้องหนึ่งกำลังฝึกยืนม้าอยู่ในพื้นที่ของตนเอง
นักเรียนในโรงเรียนเตรียมศิลปะการต่อสู้ใช้เวลาส่วนใหญ่กลางแจ้ง เพราะพวกเขาต้องขัดเกลาระดับพลังด้วย 'เคล็ดวิชาลมปราณสัจธรรม' ที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
ชั้นปีหนึ่งยังมีวิชาทฤษฎีให้เรียน แต่ชั้นปีสองถือเป็นช่วงโค้งสุดท้าย จึงแทบไม่มีคำว่าเลิกเรียนหรือเวลาพัก โดยทั่วไปจะไม่มีครูมาคอยคุม เพราะแม้การฝึกยืนม้าจะน่าเบื่อหน่าย แต่มันก็ยังดีกว่าการนั่งอ่านหนังสือทำโจทย์เป็นไหนๆ
ยิ่งไปกว่านั้น การสอบเข้าวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ได้หมายถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต หากเปรียบกับสมัยก่อน ก็เหมือนกับถูกลิขิตให้เป็นเน็ตไอดอลชื่อดังที่แค่นั่งนับเงินจนมือเป็นระวิง ใครบ้างจะไม่รู้แจ้งเห็นจริงในเรื่องนี้
สาเหตุที่การเรียนสายสามัญน่าเบื่อหน่าย ก็เพราะมองไม่เห็นอนาคตที่ชัดเจน ไม่มีใครการันตีได้ว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้แล้วจะประสบความสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์
แน่นอนว่าถ้าเจอคนที่ดื้อด้านไม่ยอมพยายามจริงๆ ครูส่วนใหญ่ก็จะไม่บังคับ คนที่จิตใจไม่มุ่งมั่น พอใจที่จะไม่เป็นยอดมนุษย์ ก็ปล่อยไปตามทาง
ในเวลานั้น วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่ฝึกยืนม้าพื้นฐานมาหนึ่งชั่วโมงแล้ว ก็พากันเดินมาพักที่ริมสนามเพื่อเติมน้ำให้ร่างกาย
"นี่ เฉินม่อยังไม่กลับมาอีกเหรอ?"
"คงโดนกล่อมให้ลาออกแล้วมั้ง พี่ชายฉันบอกว่าทุกปีจะมีคนโดนกล่อมให้ออกกลางคันอยู่แล้ว"
"แต่คนยอมออกจริงๆ มีน้อยนะ ยังไงก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุดสิ"
คนที่พูดคุยกันเพียงแค่จับกลุ่มนินทาตามประสา ไม่ได้มีเจตนาดูถูกหรือเป็นห่วงเป็นใย เพราะทุกคนรู้ดีว่าในบรรดาคนที่ได้รับคัดเลือกเข้าโรงเรียนเตรียมฯ มีเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้นที่จะสอบเข้าวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ได้
ขณะที่กำลังคุยกัน พวกเขาก็เห็นครูจูที่รับผิดชอบวิชายืดเส้น สวมเสื้อกาวน์สีขาวเดินตัดสนามกีฬามุ่งหน้าไปยังห้องพักครูที่ตึกเรียนอย่างเร่งรีบ
"เฮ้ย นั่นหมอฉินไม่ใช่เหรอ?"
ตาดีคนหนึ่งจำได้ทันทีว่าคนที่สวมเสื้อกาวน์ไม่ใช่หมอประจำโรงเรียน แต่เป็น 'ฉินหู่' จิตแพทย์ผู้รับผิดชอบให้คำปรึกษาปัญหาทางจิตของนักเรียน... ชายร่างกำยำหน้าตาโหดเหี้ยม แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นคนอ่อนโยนและละเอียดอ่อน
"เกิดอะไรขึ้น? หรือว่าเฉินม่อรับไม่ได้ที่ครูอู๋เกลี้ยกล่อมให้ลาออก จนสติแตกไปแล้ว?!"
หลายคนเคยได้ยินข่าวลือมาบ้าง
บางคนปกติก็รู้ตัวว่าตัวเองไม่เก่ง แต่ความจริงไม่เคยถูกเปิดเผย พอต้องเผชิญหน้ากับการปฏิเสธจากครูเข้าจริงๆ จู่ๆ ก็เกิดอาการทางจิต จนต้องให้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยบำบัด
"ตามไปดูกันไหม?"
ใครบ้างไม่ชอบเรื่องชาวบ้าน?
ไหนๆ ก็พักอยู่แล้ว หลายคนจึงรีบเดินตามไปทันที
ทว่าเมื่อทุกคนมาถึงหน้าประตูห้องพักครู ภาพที่เห็นกลับเป็นฉากที่คาดไม่ถึงอย่างสิ้นเชิง
เฉินม่อดูปกติดีทุกอย่าง แถมยังพูดจาฉอดๆ พร้อมทำไม้ทำมือประกอบอย่างออกรส
"เฮ้! เผลอแป๊บเดียวผมก็แปดขวบ ขึ้น ป.2 แล้ว นี่เป็นช่วงสำคัญของประถมเลยนะครับ ต้องขยายความหน่อย"
แต่ครูอู๋กลับมีสภาพที่แตกต่างออกไป
เขานั่งยองๆ อยู่มุมห้อง สูบบุหรี่อัดเข้าปอดโดยมีถ้วยกระดาษวางเป็นที่เขี่ยบุหรี่ตรงเท้า สภาพดูไร้ชีวิตชีวาอย่างสิ้นเชิง
ปกติเวลาอยากนิโคติน เขาจะแอบไปสูบบนดาดฟ้า เพราะรู้สึกว่าภาพลักษณ์ตอนคีบบุหรี่พ่นควันมันดูไม่งาม แต่ตอนนี้เขาไม่สนอะไรอีกแล้ว
เพราะสิ่งที่เขาคีบอยู่ในมือไม่ใช่บุหรี่ แต่เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยต่อลมหายใจต่างหาก
ครูจูที่พอจะเดาสถานการณ์ได้อยู่แล้วไม่ได้แปลกใจอะไร แต่หมอฉินจากห้องให้คำปรึกษาทางจิตกลับทนดูไม่ได้
"ครูจู... หรือว่าคนที่ต้องการคำปรึกษาคือครูอู๋ครับ?"
อย่าว่าแต่เขาเลย แม้แต่นักเรียนที่ตามมามุงดูต่างก็คิดแบบเดียวกัน
"ไม่ใช่นะคะ คนนั้นคือเฉินม่อ! หลังจากครูอู๋บอกให้เขาย้ายโรงเรียนเมื่อกี้ เขาก็เอาแต่พูดไม่หยุด พูดมาเป็นชั่วโมงแล้วยังไม่หยุดเลยค่ะ!"
ครูจูกำหมัดแน่น พูดรัวเร็วด้วยความร้อนรน ราวกับกระรอกที่โดนขโมยลูกวอลนัทไป
อาการแบบนี้ทำเอาหมอฉินไปไม่เป็นเหมือนกัน
โรคทางจิตที่ทำให้ผู้ป่วยพูดมากผิดปกติ (Logorrhea) นั้นมีอยู่จริง แต่ส่วนใหญ่มักต้องใช้เวลาบ่มเพาะอาการ เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจะมีใครเป็นกะทันหันทันทีที่ได้รับความกระทบกระเทือนใจ
ในที่สุด เฉินม่อที่กำลังพูดยาวเหยียดก็สังเกตเห็นความผิดปกติที่หน้าประตู เขาเงยหน้าขึ้นและโบกมือทักทาย
"อ้าว ครูจู เสร็จธุระแล้วเหรอครับ?"
"เอ๊ะ!"
ครูจูสะดุ้งอีกครั้ง "ยัง... ยังไม่เสร็จ เธอรีบบอกอาการของเธอกับหมอฉินเร็วเข้า ครูขอวิ่ง... ไม่สิ ขอเดินไปทำธุระก่อนนะ"
พูดจบเธอก็หายวับไปอีกครั้ง
พอเธอจากไป ทุกคนในที่นั้นก็ยิ่งงงเป็นไก่ตาแตก ได้แต่หันไปมองตัวต้นเรื่อง
เฉินม่อไม่เข้าใจความหมาย จึงได้แต่ถามว่า "หมอฉินครับ อาการที่ครูเขาพูดถึงนี่คืออะไรเหรอครับ?"
ทุกคนเบนสายตากลับมาที่จิตแพทย์
ฉินหู่กระพริบตาปริบๆ "เธอมีปัญหาทางจิตหรือเปล่า?"
"ไม่นี่ครับ ผมแข็งแรงดี ปกติทุกอย่าง" เฉินม่อตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
จังหวะนี้เอง ในที่สุดครูอู๋ก็ได้สติ "โอ้ หมอฉิน รีบตรวจเช็คเด็กคนนี้เร็วเข้า เขาต้องมีปัญหาแน่ๆ"
เขาไม่สนอะไรทั้งนั้น ขอแค่ได้อธิบายสถานการณ์ให้ผู้เชี่ยวชาญฟังก่อน
เฉินม่อสวนกลับทันควัน "ผมไม่มีปัญหานะครับ"
ครูอู๋ไม่เชื่อเลยสักนิด
"เธอเล่าเรื่องตั้งแต่วีรกรรมบุกตะลุยอนุบาลชั้นต้น ชั้นกลาง ชั้นสูง ไปจนถึงเขียนชื่อจองดาดฟ้าตอนประถม สาบานจะเป็นที่หนึ่งของโรงเรียนสาธิตฯ แล้วเมื่อกี้กำลังจะไปท้าดวลตัวต่อตัวกับลูกพี่ชั้น ป.3... เล่ามาตั้งชั่วโมงครึ่งแล้ว! คนปกติเขาเป็นแบบนี้กันเรอะ!"
"แค่กๆ... อันนี้ก็ดูมีปัญหาอยู่นิดหน่อยนะครับ"
เฉินม่อเกาหัวแกรกๆ "มันเป็นการเสริมแต่งทางศิลปะครับ ไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด พล็อตเรื่องมันต้องมีจุดหักมุมหน่อยสิครับ คนฟังถึงจะสนใจ"
"อ้อ ครูว่าแล้วเชียว... บ้าเอ๊ย! ใครเขาสนพล็อตเรื่องกัน! ครูหมายถึงการที่จู่ๆ เธอก็กลายเป็นคนพูดมากน้ำไหลไฟดับแบบนี้ต่างหาก!" ครูอู๋เกือบจะโดนเจ้าเด็กนี่ชักจูงออกทะเลไปแล้ว
เฉินม่อเกาหัวอีกครั้ง "ก็เพราะผมนึกเรื่องดีๆ ขึ้นได้ ก็เลยอดใจไม่ไหวอยากจะพูดน่ะครับ"
"เรื่องดีๆ อะไร?"
"ผมกำลังจะทะลวงด่านครับ"
"ต่อให้เธอจะทะลวงด่าน เธอก็ไม่คว... หือ?"