- หน้าแรก
- เกิดมาพร้อมระบบเซียน
- บทที่ 419: โคล่ารสยาหม่องน้ำ
บทที่ 419: โคล่ารสยาหม่องน้ำ
บทที่ 419: โคล่ารสยาหม่องน้ำ
เส้นเลือดบนลำคอของเหอหม่าปูดโปนขึ้นทีละเส้น เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังราวกับเครื่องสูบลมที่ใกล้พัง กำปั้นถูกบีบแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ความโกรธที่อัดอั้นจนถึงขีดสุดพร้อมจะปะทุออกมาทุกเมื่อ
พลันมีมือหนึ่งยื่นมาจากด้านหลัง กดไหล่เขาไว้มั่น ส่วนอีกมือก็ฉวยคว้าข้อมือของเขาไว้อย่างแม่นยำ
ท่วงท่าทั้งเด็ดขาดและช่ำชอง เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรก
“อย่าทำอะไรวู่วาม” จ้าวเต๋อจู้กดเสียงต่ำ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นที่ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ
“ปล่อย!” เหอหม่าคำรามลั่น พลางสะบัดแขนอย่างแรงหมายจะให้หลุด แต่เพื่อนอีกสองคนก็กรูกันเข้ามารวบตัวแล้วลากเขาถอยหลังทันที
แท้จริงแล้ว คนกลุ่มนี้เพิ่งเดินทางจากบ้านเกิดมาหางานทำหลังช่วงตรุษจีนเช่นกัน
ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยทำงานในสายการผลิตของโรงงานแห่งหนึ่ง
หรือที่เรียกกันติดปากว่า ‘เข้าโรงงาน’
แต่ชีวิตกรรมกรนั้นทั้งน่าเบื่อหน่ายและทรมานกาย
พวกเขาจึงตัดสินใจลาออก แล้วพากันมาเช่าบ้านอยู่ละแวกบ้านของฟางจวิ้น
ทำให้บัดนี้พวกเขากลายเป็นเพียงกลุ่มคนว่างงานกลุ่มหนึ่ง
จ้าวเต๋อจู้ไม่ใส่ใจเหอหม่าที่ยังคงดิ้นรนขัดขืนอยู่เบื้องหลังอีกต่อไป สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มประจบประแจงในบัดดล ก่อนจะรีบก้าวเข้าไปก้มเก็บถุงพลาสติกขึ้นมา
“น้องชาย ขอโทษทีนะ เพื่อนฉันคนนี้เพิ่งออกจากโรงงานมา สมองเลยทื่อไปหน่อย ไม่มีเจตนาร้ายหรอก แค่อยากจะเป็นเพื่อนกับพวกนายเท่านั้นแหละ”
เขาถือถุงขึ้นมา พลางเอ่ยด้วยท่าทีนอบน้อมอย่างยิ่ง “พวกเราต่างก็เป็นคนหาเช้ากินค่ำเหมือนกัน ยังไงก็ต้องเจอหน้ากันอยู่เรื่อยๆ”
ท่าทีที่นอบน้อมขนาดนี้ ถือเป็นการเปิดทางลงให้หลินโม่แล้ว
แต่หลินโม่กลับไม่คิดจะไว้หน้า ทั้งยังสวนกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พวกนายต่างหากที่หาเช้ากินค่ำ ไม่ใช่พวกเรา และถ้าไม่จำเป็น พวกเราก็คงไม่ได้เจอกันอีก ไม่รู้ว่าปีหน้าพวกนายจะยังอยู่ที่นี่ได้หรือเปล่าด้วยซ้ำ”
หลินโม่ไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อคนทำงานหาเช้ากินค่ำแต่อย่างใด เขาแค่ต้องการจะยั่วโมโหคนพวกนี้ เลยจงใจพูดแบบนี้ออกไป
สีหน้าของจ้าวเต๋อจู้แข็งทื่อไปชั่วขณะ แต่ก็ยังคงฝืนยิ้มแล้วพูดว่า “นายพูดถูก พูดถูกแล้ว”
พูดจบ เขาก็ถือถุงเดินกลับไป
ในใจของเขาตอนนี้มีเพียงความคิดเดียวที่ว่า ‘คอยดูเถอะ สักวันจะถึงทีของข้าบ้าง’
คนอื่นๆ ก็ฉวยโอกาสนี้ลากเหอหม่าที่ยังดิ้นรนขัดขืนกลับไปด้วย
“ดื่มอะไรหน่อย จะได้ใจเย็นลง” จ้าวเต๋อจู้โยนถุงไปที่อกของเหอหม่า
เหอหม่ากระชากกระป๋องเครื่องดื่มออกมาใบหนึ่ง ดึงห่วงเปิดดัง ‘แกร๊ก’ แล้วเงยหน้ากรอกเข้าปากรวดเดียวกว่าครึ่ง ของเหลวเย็นเฉียบไหลผ่านลำคอลงไป แต่ความเย็นเยียบของมันกลับมิอาจดับไฟโทสะที่ลุกโชนในใจเขาได้แม้แต่น้อย
สายตาของเขาราวกับตะปูอาบยาพิษที่ตอกตรึงอยู่บนร่างของหลินโม่
เรื่องของพวกผู้หญิงนั่นไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เขาอยากจะจับใบหน้าของเด็กหนุ่มตรงหน้ากดลงกับพื้นแล้วขยี้ให้หนำใจ ให้มันได้รู้ว่านรกมีจริง
“พวกแกจะปอดแหกกันไปถึงไหนวะ!” เหอหม่าคำรามเสียงต่ำ “ผู้ชายมีแค่สองคน ฉันใช้มือเดียวก็จัดการมันได้แล้ว!”
จ้าวเต๋อจู้รีบปราม “นั่นเป็นคนของเจ้าของบ้านนะ ถ้านายลงมือขึ้นมา พวกเราจะได้ไปนอนข้างถนนกันพอดี ที่นี่ค่าเช่าก็ถูกมากแล้วด้วย”
พอได้ยินเรื่องค่าเช่ากับการนอนข้างถนน ท่าทีฮึกเหิมของเหอหม่าก็พลันมอดลงไปกว่าครึ่ง
เขาไม่เอ่ยอะไรอีก ทำเพียงบีบกระป๋องในมือจนบิดเบี้ยวส่งเสียงกรอบแกรบ ก่อนจะโยนมันทิ้งลงในถุง
ความเดือดดาลที่ไร้ที่ระบายทั้งหมดจึงถูกแปรเปลี่ยนเป็นสายตาอาฆาตแค้นที่จับจ้องไปยังหลินโม่อย่างไม่วางตา
หลินโม่สัมผัสได้ถึงสายตานั้น แต่ก็หาได้ใส่ใจไม่ เพราะต่อให้คนกลุ่มนี้ไม่มาหาเรื่องเขา เขาก็ตั้งใจจะไปหาเรื่องพวกเขาอยู่ดี
เซี่ยอวี่หลิงที่ฝึกฝน《คัมภีร์หวงถิงบำรุงจิต》มีประสาทสัมผัสที่เฉียบไวขึ้น จึงรับรู้ได้ถึงสายตาอาฆาตมาดร้ายนั้น เธอมองไปที่หลินโม่แล้วเอ่ยเสียงเบา “คนพวกนั้นมีเจตนาร้ายแรงมาก”
“ไม่เป็นไร”
ในที่สุดหลินโม่ก็เงยหน้าขึ้นมองไปทางนั้นแวบหนึ่ง มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มขี้เล่น “ก็แค่แมลงวันโง่ๆ ไม่กี่ตัวเท่านั้นแหละ”
ขณะที่หลินโม่ไม่ใส่ใจ อันเยว่ซินที่อยู่ข้างๆ กลับมองไปยังคนกลุ่มนั้นแล้วแค่นเสียงเย็นชา
“คนระดับนี้ให้เฮียโม่ของฉันเคี้ยวยังไม่พอซอกฟันเลย”
“นี่เห็นฉันเป็นฮันนิบาลหรือไง”
หลินโม่ได้แต่ยักไหล่อย่างจนใจ
หลังจากการแข่งขันรอบนี้จบลง ในที่สุดฟางจวิ้นก็โผล่หน้ามา
เขาถือถุงพลาสติกใบใหญ่ที่หนักอึ้งเดินเข้ามา ขวดแก้วในถุงกระทบกันส่งเสียงใสกังวาน
“มาๆๆ ดื่มอะไรกันหน่อย ยังมีซาสี่เวอร์ชันขวดแก้วด้วยนะ”
ต้องยอมรับว่าซาสี่แบบขวดแก้วดั้งเดิมนั้นนับวันยิ่งหาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
พอได้ยินคำว่าซาสี่ ดวงตาของอันเยว่ซินก็ลุกวาว เขากระโจนเข้าไปในก้าวเดียวแล้วล้วงหยิบออกมาจากถุงหนึ่งขวด สัมผัสได้ถึงไอเย็นเฉียบในทันที
“เฮ้ย ขวดแก้วนี่หว่า ไม่มีที่เปิดขวดอะ”
“ฉันเอง”
หลินโม่เอ่ยเรียบๆ แล้วรับขวดซาสี่มาจากมือของอันเยว่ซิน
เขาไม่ได้มองด้วยซ้ำ แค่ใช้นิ้วชี้เกี่ยวใต้ฝาขวดแล้วสะบัดข้อมือขึ้นเบาๆ
“ป๊อก!”
“อ่ะ ดื่มสิ”
เสียงเปิดดังฟังชัด ฝาขวดหลุดออกจากปากขวดทันที มันลอยคว้างเป็นเส้นโค้งงดงามในอากาศ ก่อนจะร่วงลงบนหลังมือของหลินโม่อย่างแม่นยำราวจับวาง
ทุกท่วงท่าต่อเนื่องลื่นไหลราวกับสายน้ำ ทั้งยังรวดเร็วจนมองตามแทบไม่ทัน
อันเยว่ซินยกนิ้วโป้งให้ “สุดยอด!”
หลินโม่ส่งขวดคืนให้เขา พลางยิ้มบางๆ โดยไม่เอ่ยคำใด
ตอนนั้นเอง เจียงอวิ๋นลู่ก็ชะโงกหน้าเข้ามามองของเหลวสีน้ำตาลเข้มนั้นอย่างสงสัย “นี่มันโคล่าอะไรเหรอ? ฉันไม่เคยเห็นเลย”
ฟางจวิ้นสวมวิญญาณนักแสดงทันควัน เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเล่นใหญ่เกินจริงว่า “ไม่จริงน่าคุณหนู! คุณไม่รู้จักน้ำทิพย์อันเลื่องชื่อที่สุดในเมืองหยางเฉิงของเราได้ยังไง? ในยุทธภพเขาขนานนามกันว่า ‘ยาหม่องน้ำสูตรดื่มได้’ จิบแรกสงสัยในชีวิต จิบที่สามหยุดไม่ได้... นี่คือซาสี่ไงล่ะ!”
เขายังพูดไม่ทันจบประโยค เซี่ยอวี่หลิงก็หยิบขวดหนึ่งขึ้นมาอย่างเงียบงันแล้วยื่นไปตรงหน้าหลินโม่
“เปิดให้หน่อย”
น้ำเสียงของเธอเป็นธรรมชาติราวกับเป็นเรื่องปกติที่พวกเขาทำกันเป็นประจำ
หลินโม่มองเซี่ยอวี่หลิงอย่างมีความหมาย อันที่จริงด้วยพลังจิตของเธอในตอนนี้ การเปิดฝาขวดเองนั้นง่ายดายยิ่งนัก แต่เธอก็ยังเลือกที่จะให้เขาเปิดให้อยู่ดี
ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังรับขวดแก้วมา แล้วใช้นิ้วดีดฝาออกอย่างง่ายดายอีกครั้งก่อนจะส่งคืนไป
เดิมทีพอได้ยินคำว่า ‘ยาหม่องน้ำ’ ใบหน้าของเจียงอวิ๋นลู่ก็บิดเบี้ยว เธออยากจะถอยหนีตามสัญชาตญาณ
แต่พอเห็นเซี่ยอวี่หลิงทำท่าจะดื่มอย่างไม่ทุกข์ร้อน ความรู้สึกไม่ยอมแพ้ก็พลันผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
เธอกัดฟันกรอด แล้วหยิบซาสี่ออกมาจากถุงหนึ่งขวดเช่นกัน
ฉู่เหมียวเหมี่ยวที่อยู่ข้างๆ ก็ไม่เคยดื่มซาสี่มาก่อน พอเห็นเช่นนั้นจึงหยิบมาหนึ่งขวดด้วยความอยากรู้อยากเห็น ตั้งใจว่าจะลองชิมรสชาติในตำนานนี้ดูสักครั้ง
เซี่ยอวี่หลิงเสียบหลอดแล้วดูดเข้าไปอึกใหญ่อย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะเรอออกมาเบาๆ อย่างพึงพอใจ
“ตอนเด็กๆ ก็มีแค่นี่แหละที่ดื่มได้ตามใจชอบ แม่บอกว่าอย่างน้อยมันก็เป็นน้ำจับเลี้ยง ช่วยแก้ร้อนในได้” เธอถอนหายใจอย่างซาบซึ้ง แววตาเต็มไปด้วยความคิดถึงวันวาน
ฟางจวิ้นพยักหน้าเห็นพ้องอย่างยิ่ง “ใช่เลย! แถมยังถูกด้วยนะ เวลาเป็นร้อนในดื่มขวดหนึ่งดีกว่ากินยาอีก รสชาติแบบนี้น่ะ พอชินแล้วมันก็ติดใจจริงๆ”
เมื่อได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง เจียงอวิ๋นลู่ก็รวบรวมความกล้า ค่อยๆ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ปากขวดแล้วจิบไปนิดหนึ่ง
วินาทีต่อมา กลิ่นประหลาดที่ยากจะบรรยายซึ่งผสมปนเปกันระหว่างยาหม่องน้ำกับความหวานก็พุ่งพล่านราวกับกระแสไฟฟ้า จากปลายลิ้นของเธอทะยานขึ้นสู่กลางกระหม่อม
“อ๊า!” เธอสะดุ้งเฮือก รีบกุมขมับ รู้สึกราวกับสมองทั้งก้อนถูกรสชาตินี้เข้าแทรกซึมจนหมดสิ้น “นี่... นี่มันรสชาติอะไรกันเนี่ย!”
“ดื่มไม่ได้ก็ไม่ต้องฝืนหรอก ตอนเด็กๆ พวกเราดื่มครั้งแรกก็ว่ามันแปลกๆ เหมือนกัน”
หลินโม่เห็นสีหน้าราวกับถูกฟ้าผ่าของเธอก็อดหัวเราะไม่ได้ เขาเอื้อมมือไปหมายจะหยิบขวดในมือเธอ
แต่ทันทีที่นิ้วของเขาสัมผัสขวด เจียงอวิ๋นลู่กลับมีปฏิกิริยาราวกับลูกสัตว์หวงอาหาร กอดขวดไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
เธอเงยหน้าขึ้น ในแววตามีความดื้อรั้นและไม่ยอมแพ้ฉายชัด
“ไม่ได้! ฉันจะลองอีกที!”